Saturday, September 04, 2010

Adora Svitak: อะไรคือสิ่งที่พวกผู้ใหญ่สามารถเรียนรู้ได้จากเด็กๆ

ครั้งหนึ่งนานมากแล้ว ผมเคยมีคำถามกับตัวเอง (และได้เปรยให้เพื่อนสมัยเรียนฟังบ้างเหมือนกัน) ว่า จะเป็นยังไงนะ ถ้าเรานำเอาเด็กทารกเพิ่งคลอดคนหนึ่ง ไปไว้ยังที่ไหนซักแห่งซึ่งไม่มีมนุษย์อยู่เลย โดยมองข้ามประเด็นรอดหรือไม่รอด สมมุติว่ารอดและเติบโตขึ้นมาได้ เด็กทดลองคนนี้จะโตขึ้นมาเป็นมนุษย์ที่มีแนวคิดหลุดโลก(ของเราๆ) ไปมากขนาดไหน เราน่าจะได้มนุษย์ที่ไม่มีกรอบความคิดเหมือนกับเรา

แต่พอนึกถึงเรื่องเมาคลีลูกหมาป่าขึ้นมา ผมก็เลยจบและหยุดคิดต่อทันที

...

คลิกดู TEDTalk คลิปนี้ครั้งแรก จากการแนะนำในของ @guykawasaki ตอนนั้นยังไม่มีซัปไทย ตอนนี้มีแล้ว เลยเปิดดูอีกรอบ เจ๋งมาก ขอบคุณทีมงาน TED: Thai Translators



...

ประภาส ชลศรานนท์ เคยบอกว่าที่จริงแล้ว ความคิดนอกกรอบที่ชอบพูดกันนั้น ไม่มีหรอก คิดแบบไหนๆ ก็มีกรอบทั้งนั้นแหละ คิดนอกกรอบที่พูดๆ กัน ก็น่าจะหมายถึง คิดนอกกรอบเก่าแต่ไปคิดในกรอบใหม่ เปลี่ยนกรอบไปเรื่อยๆ

Labels: , , , , , , ,

Friday, September 03, 2010

รวมเว็บไซต์กฎหมาย

กฎหมายเป็นเรื่องที่ประชาชนตาดำๆ อย่างเราควรศึกษาและทำความเข้าใจเอาไว้บ้าง

รายการข้างล่างนี้ ผมคัดลอกมาจากบล็อก lawideaza (ขอบคุณนะครับ มีแก้ไข link ตายบางรายการ)

ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายไทย
ราชกิจจานุเบกษา
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/RKJ/index/index.htm

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
http://www.krisdika.go.th/

สำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
http://www.parliament.go.th/library/

ระบบสารสนเทศกฎหมาย กรมบัญชีกลาง
http://saraban-law.cgd.go.th/CGDWeb/simple_search.jsp

ค้นหางานวิจัย/บทความทางกฎหมาย

คณะกรรมการปรับปรุงกฎหมาย
http://www.lawreform.go.th/

เครือข่ายกฎหมายมหาชนไทย
http://www.pub-law.net/


ค้นหาคำพิพากษาศาลไทย

ศาลรัฐธรรมนูญ
http://www.constitutionalcourt.or.th/index.html

ศาลปกครอง
http://www.admincourt.go.th/admincourt/search_judgment.aspx

ศาลฎีกา
http://www.supremecourt.or.th/webportal/supremecourt/index.php

ค้นหาข้อมูลกฎหมายต่างประเทศ

สหรัฐอเมริกา
http://uscode.house.gov/search/criteria.shtml
http://thomas.loc.gov/
http://www.loc.gov/law/public/law.html
http://www.loc.gov/law/guide/us.html
อังกฤษ
http://www.parliament.uk/index/index.cfm
แคนาดา
http://laws.justice.gc.ca/en/index.html

ออสเตรเลีย
http://www.austlii.edu.au/

Labels: , , ,

Wednesday, August 25, 2010

say "Yes, but ..."

ดูเหมือนว่าชีวิตในปัจจุบัน ความเป็นส่วนตัว (privacy) ของคนทำงานกินเงินเดือนอย่างเราๆ แทบจะไม่หลงเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าช่องทางไหน อินเทอร์เน็ต (email, msn, facebook, twitter) โทรศัพท์มือถือ (voice, sms) หรือโทรศัพท์บ้าน พวกนำเสนอขายสินค้าและบริการ สามารถเข้าถึงเราได้ตลอดเวลา ชีวิตจะสงบได้คงต้องปิดทุกช่องทางสื่อสาร ทำตัวเป็นฤาษี ขนาดนั้นกันเลย

แม้กระทั่งขณะที่เรากำลังเดินดุ่มๆ ออกจากสถานีรถไฟฟ้า เราก็มักจะโดนทักจากคนไม่รู้จักว่า "...พี่ครับพี่ ผม/หนู ขอรบกวนเวลาซัก 2 นาทีได้มั้ยครับ/คะ..." (ก่อนหน้านี้ ผมเจอแทบจะวันเว้นวัน แต่ช่วงนี้ดีหน่อย คงเพราะฝนตกบ่อย เลยไม่ค่อยมากัน)

คนไทยเราส่วนใหญ่ขี้เกรงใจ ไม่อยากปฏิเสธต่อหน้าตรงๆ เหมือนที่คิดอยู่ในใจ

"... ไม่ กูไม่เอา กูไม่ซื้อ กูไม่ทำ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ มึงอย่ามายุ่งกับกูได้มั้ย ..."


มีแต่แบบนี้

"เอ่อ! คือ น้องครับ/คะ ไว้ค่อยโทรมาใหม่นะ พี่ติดประชุม"

"เอ่อ! คือ น้องครับ/คะ เอาไว้พี่ขอไปปรึกษาแฟนก่อนนะ"

"เอ่อ! คือ น้องครับ/คะ ตอนนี้พี่ยังช้อตอยู่ สิ้นเดือนค่อยโทรมาใหม่นะ"

ฯ ล ฯ

เป็นซะอย่างนี้ ไอ้คนโทรมันก็ยังไม่เลิกโทรหรอกครับ เดี๋ยวนี้ผมมีมุกเดียว ชัดถ้อยชัดคำ ท่องจำขึ้นใจ

"น้องครับ อยากนำเสนออะไร คุยได้ครับ พี่ฟังได้ แต่พียืนกรานว่าพี่ไม่ซื้อ พี่ไม่ทำอะไรทั้งนั้น เชิญครับ"

...

ช่วงหลัง พวกบริษัทฯ ฝึกอบรมต่างชาติแถบมาเลเซีย สิงคโปร์ โทรเข้ามานำเสนอ training course ผมบ่อยมาก แน่นอนมันพูดภาษาอังกฤษยาวๆ และมักจะจบด้วยประโยคคำถามว่า Is this interesting for you?

คำตอบของผมเหรอ นี่เลย -- Yes, but we have no budget for oversea training at all. แล้วก็ต่ออีกนิดว่ามีรายละเอียดอะไรมากกว่านี้ให้ส่งอีเมลมาได้เลย ร้อยทั้งร้อย เงียบหายเข้ากลีบเมฆ

ผมว่าตรงๆ แบบนี้แหละดี ไม่เยิ่นเย้อ ไม่เสียเวลาทั้งสองฝ่าย ถ้าเราไม่มีใจจริงๆ อย่าไปให้ความหวังครับ จบเลยดีกว่า

Labels: , ,

Tuesday, August 24, 2010

ความต้องการกับเวลา

"ตื่งๆๆ มี.เรื่อง.แล้ว"

รู้สึกตัวขึ้นมาตอนตี 3 ตามประสาคนอายุไม่น้อย หรือเป็นเพราะว่าเวลาที่เหลืออยู่มันไม่มากแล้ว ร่างกายมันก็เลยปรับตัว ไม่ให้นอนหลับได้นานๆ พอตื่นปุ๊บไอ้เรื่องที่ผมกำลังเขียนอยู่นี้ มันก็ไหลพล่านอยู่ในสมอง อยู่ในความคิด เต็มไปหมด

ตั้งคำถามโดยเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง อยู่ที่ทำงานเป็นหัวหน้า ไม่ค่อยได้ให้เวลากับลูกน้อง อยู่ที่บ้านเป็นพ่อเป็นหัวหน้าครอบครัว ก็ไม่ค่อยได้ให้เวลากับลูกเมีย มิหนำซ้ำเทศกาลวันแม่ ไม่ว่าหันไปทางไหน ก็ตอกย้ำว่าไม่ค่อยได้ให้เวลากับแม่ และสำคัญที่สุด ทุกวันนี้ยังรู้สึกว่าแทบไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง

ลูกน้องต้องการเวลาหัวหน้า ลูกต้องการเวลาของพ่อ แม่ต้องการเวลาของลูก หลายคนต้องการเวลาให้กับตัวเอง

ในเมื่อวันหนึ่งๆ ทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากันหมด แล้วทำไมยังเรียกร้องว่าเวลาจากคนอื่นด้วยเล่า

สงสัยความคิด สงสัยตัวเอง สงสัยในมนุษย์ ... "เพียงแค่ยอมรับ ไม่จำเป็นต้องเข้าใจ"

ภาพประกอบ: จากอินเทอร์เน็ต

Labels: , ,

Wednesday, August 18, 2010

ฉลอง

คนเราวัดความสำเร็จกันที่ตรงไหน

ลูกเป็นตัวแทนโรงเรียนแสดงจินตลีลาถวายพระพร ออกทีวี (ย้ำ-ออกทีวี) ลูกเกร็ง ยิ้มไม่สวย แม่ส่ายหน้าบอกผิดหวัง ส่วนพ่อบอก นับถือๆ ถ้าเป็นพ่อวัยเท่าหนูนะ ออกทีวีครั้งแรกคงขาสั่น แสดงไม่ออก และอาจถึงขั้นฉี่ราด

ลูกทำคะแนนสอบกลางภาคได้ 92% แม่บอกว่าแย่ (หรืออีกนัยคือล้มเหลว) เพราะเคยได้มากกว่านี้ ส่วนพ่อน่ะฉลองไปล่วงหน้าแล้ว ตั้งแต่ลูกทำการบ้านเองได้ทุกครั้ง โดยพ่อแม่แทบไม่ต้องสอน ผิดบ้างถูกบ้างก็ยังโอเค

ลูกมีเวลาซ้อมเต้นแอโรบิค 5 วัน ก่อนทำการแข่งขัน แม่เห็นท่าทางการเต้นของลูกแล้วบอกว่าหน่อมแน้ม ... "ไม่ไหว ไม่ไหว" ส่วนพ่อเห็นลูกสนุกสนาน กระตือรือร้นกับการซ้อม กลับบ้านมาไม่ป่วย ไม่เพลีย ... "โอ้ว! เยี่ยมเลย"


สถานการณ์ของโลกเราทุกวันนี้ จัดว่าเข้าขั้นวิกฤตแล้ว โดยเฉพาะผลพวงจากการกระทำของมนุษย์เราด้วยกันเอง การลงมือทำอะไรมากมายหลายร้อยสิ่งอย่าง จะได้ผลลัพธ์ตามเป้าหมายสัก 2-3 อย่าง ก็ไม่ง่ายแล้ว เป็นอย่างนี้ คงมีเรื่องให้ฉลองกันไม่มากนัก

ถ้าอยากฉลองอย่างมีความสุข (แม้ฉาบฉวย) ก็ฉลองเลยตั้งแต่ได้เริ่มลงมือทำในสิ่งที่อยากทำ และทำด้วยความเต็มใจโดยไม่เบียดเบียนใคร พอแล้วครับพี่น้อง

...

วันนี้ผมอยากพร่ำแค่นี้แหละ -- เอ้า! เขียนเสร็จละ ฉลองกันหน่อย

Labels: , ,

Thursday, August 05, 2010

ขอบคุณ

เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา จบจากงานสัมนาชื่อยาวๆ ซึ่งจัดโดยกระทรวงไอซีที ที่อาคารหอประชุม สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ผมติดฝนกลับออกมาไม่ได้ในทันที ยืนรอให้ฝนหยุดอยู่นานเกือบชั่วโมง ยังไงๆ ก็ไม่มีวี่แวว โชคดีได้รับน้ำใจจากน้องสาวเจ้าหน้าที่ของสมาคมสโมสรนักลงทุน ซึ่งมาจัดงานสัมนาที่ห้องประชุมข้างๆ ชวนขึ้นรถตู้ของสมาคมฯ กลับออกมาด้วยกัน (ถ้าไม่มีหนังสืออยู่ในมือ ผมคงลุยฝนออกมาก่อนแล้ว)

เปล่าครับเธอไม่ได้ชวนผมคนเดียว แต่เธอชวนทุกคน (ทั้งหมด 5 คน) ที่ชะตากรรมเดียวกัน คือ ฝนตกหนักและคงตกอีกนาน ไม่มีร่ม ไม่มีรถ ไม่มีเพื่อนที่มีรถ

แม้การเปียกฝนกลับบ้านจะเป็นเรื่องปกติสำหรับผม และแม้ว่าได้กล่าวคำขอบคุณเธอไปแล้วก็ตาม (ผมเชื่อว่าเธอคงมีน้ำใจเป็นปกติ และไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร) แต่ขอบันทึกความประทับใจ เก็บไว้ตรงนี้ด้วยละกัน

...

ขอบคุณ ขอบคุณจริงๆ ครับ

Labels:

Tuesday, July 27, 2010

ตีลูก

"คิดได้ เขียนได้ แต่ใช่ว่าจะทำอย่างที่คิดที่เขียนได้"

วลีข้างบนนี้ ผุดมาหลอกหลอน ล่องลอยเด่นชัด ในหัวอีกแล้ว ทุกครั้งที่มามันบ่งบอกถึงความไม่เอาไหนของตัวเอง สติหาย ปัญญาห่าง ผิดหวัง ซึมเศร้า อมทุกข์ - แต่ตราบที่ยังมีลมหายใจ คงจะกลับมาสู้ต่อ เพียงแต่ความวังวน คือสิ่งที่กังวล

หลายปีแล้วนะ ที่ไม่ได้ลงโทษลูกคิดด้วยการตี แต่แค่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมลงมือตีลูกอย่างหนักแล้ว 2 ครั้ง เพราะบันดาลโทสะ กับอากัปกริยาซึ่งไม่คาดหวัง (คำขอโทษของพ่อไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก)

อยากได้ก็ต้องทำเอง แม้จะทำยาก ก็ต้องทำเอง บทความของดังตฤณข้างล่าง เตือนสติได้ดี หวังว่าก่อนทำโทษลูกครั้งต่อไป เรื่องนี้คงปิ๊งแว้บมาเตือนสติผมได้บ้าง

จงเป็นพ่อด้วยหัวใจของคนเป็นพ่อ อย่าเป็นพ่อด้วยความคาดหวังในตัวลูก อย่าเป็นพ่อด้วยความคาดหวังในตัวเอง

...


เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว

ดังตฤณ

ถาม – การทำโทษลูกด้วยการตีนั้น บาปหรือไม่ครับ ถ้าบาปเราจะสอนเขาอย่างไร เพราะเขาไม่ยอมเชื่อฟังเราเลย อีกอย่างที่อยากทราบคือการดุว่าลูกดังๆเพื่อขู่บ่อยๆนั้นจะเป็นการสะสมโทสะ เป็นโทษเป็นภัยกับตัวเองหรือไม่?

ถึงวันนี้ การมีลูกเป็นเรื่องน่าเห็นใจมากครับ เพราะที่จะเลี้ยงเด็กรุ่นใหม่ให้สงบเยือกเย็นน่ารักน่าเอ็นดูนั้นยากเหลือ เกิน เนื่องจากสิ่งกระตุ้นรอบข้างเจืออยู่ด้วยราคะ โทสะ โมหะเข้มข้น ยั่วยุให้เด็กอยากทำอะไรก็ทำ ไม่ค่อยอยากยับยั้งชั่งใจ และเมื่อลูกไหลออกมาจากท้องแล้ว คุณจะเปลี่ยนใจจับยัดกลับคืนที่ก็ไม่ได้ ถูกใจหรือไม่ถูกใจขอเปลี่ยนแบบสินค้ารับประกันคุณภาพไม่ได้เสียด้วย

ก่อนจะเข้าเรื่องบาปหรือไม่บาปกับการตีลูก ขอยกตัวอย่างการทำโทษลูกที่น่าประทับใจ และทุกคนต้องเชื่อตรงกันว่าเป็นบุญแน่ๆก่อนนะครับ ที่จะเล่านี้เป็นเรื่องของหลานชายมหาตมะคานธี ซึ่งมีนามว่าอาลุน คานธี ผมเอามาจากหนังสือชื่อ Don’t Eat the Marshmallow… Yet! แปลเป็นไทยชื่อ ‘วิธีคิดที่ทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จ’

เมื่ออาลุนอายุ ๑๗ ปี เขาขับรถไปส่งพ่อที่ทำงานซึ่งอยู่ห่างจากบ้านประมาณ ๑๕ กิโลเมตร พอส่งเสร็จเขาก็ได้รับคำสั่งจากพ่อให้นำรถไปเข้าอู่ซ่อมและคอยรถจนกว่าจะ เสร็จ แล้วต้องกลับมารับท่านตอนเลิกงาน ๕ โมงเย็น

เบื้องต้นอาลุนก็ปฏิบัติตามคำสั่งดี นำรถไปเข้าอู่ให้พ่อ แต่ปรากฏว่าช่างสามารถซ่อมรถเสร็จตั้งแต่เที่ยงวัน อาลุนจึงเหลือเวลาร่วม ๕ ชั่วโมงกับการฉายเดี่ยว ขับรถตระเวนไปรอบเมือง แวะดูหนังจนกะโมงยามผิด กว่าหนังจะจบก็ปาเข้าไป ๖ โมงเศษแล้ว แน่นอนกว่าจะไปถึงที่ทำงานของพ่อก็ต้องปล่อยให้ท่านแกร่วรอมาแล้วราวชั่วโมง เศษ

พออาลุนมาถึงก็ขอโทษขอโพยใหญ่ พ่อของอาลุนไม่ว่าอะไร เพียงถามด้วยความเป็นห่วงว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วประสาเด็กวัยรุ่นที่รักตัวกลัวอาญาพ่อ อาลุนได้ใส่ความช่างซ่อมรถ หาว่าเป็นพวกหน้าโง่ กว่าจะเจอจุดที่เสียว่าอยู่ตรงไหนก็ครึ่งค่อนวัน เพิ่งซ่อมเสร็จหยกๆนี่เอง

พ่อของอาลุนอึ้งงัน เพราะเพิ่งโทรศัพท์ไปสอบถามกับอู่ซ่อมรถเมื่อเวลา ๕ โมงครึ่งด้วยความเป็นห่วงกับการล่าช้าอย่างผิดปกติ เกรงจะเกิดเรื่องร้ายกับลูกชายตน และก็ยิ่งห่วงหนักขึ้นเมื่อทราบจากทางอู่ว่ารถเสร็จตั้งแต่เที่ยง

มาบัดนั้น เมื่อได้ฟังการรายงานแบบปั้นน้ำเป็นตัวของลูกชาย เขาตัดสินใจเพียงครู่ก็สั่งเรียบๆว่า “ลูกพ่อ ขับรถไปเถิด พ่อจะเดินกลับบ้านเอง”

จากอาการประหม่ากลัวโดนทำโทษ อาลุนเปลี่ยนเป็นตกใจตะลึงงง เพราะระยะทาง ๑๕ กิโลเมตรในเวลาย่ำค่ำไม่ใช่เรื่องตลก เขาโวยวายคัดค้านการตัดสินใจของพ่อ เพียงเพื่อฟังคำตอบสะเทือนโสตที่สามารถพลิกชีวิตของเขาให้เปลี่ยนไปตลอดกาล

“ลูกพ่อ ถ้าสิบเจ็ดปีที่ผ่านมาพ่อไม่สามารถทำให้ลูกไว้วางใจพ่อได้ ก็แปลว่าพ่อต้องเป็นพ่อที่แย่มาก สมควรแล้วที่จะเดินเท้ากลับบ้านเพื่อคิดให้ออก ว่าจะทำตัวเป็นพ่อที่ดีขึ้นกว่านี้ได้ยังไง ขอให้ลูกอภัยกับความเป็นพ่อที่ไม่ดีพอตลอดเวลาที่ผ่านมาด้วยเถิด”

เมื่อพ่อเริ่มออกเดิน อาลุนก็ก้าวขึ้นรถยนต์และขับตามไป เขาจอดเป็นระยะเพื่อวิงวอนขอร้องให้ท่านขึ้นรถ แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ พ่อยังคงเดินหน้าและพูดสั่ง “ไม่หรอกลูก กลับบ้านเถอะ กลับบ้านไป”

ครั้งนั้นอาลุนไม่ฟังคำสั่ง ไม่ยอมทิ้งพ่อกลับบ้านไปก่อน แต่แม้ขอร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ได้รับการยืนกรานปฏิเสธทุกครั้งไป เขาเหน็ดเหนื่อยแทบขาดใจกับการอ้อนวอน และแม้อยู่ในรถก็นั่งอย่างไม่เป็นสุข ไม่ต่างจากลงเดินเท้าร่วมกับพ่อสักเท่าใดนัก

กระทั่งลุถึงบ้านพร้อมกันในเวลาเกือบห้าชั่วโมงครึ่งต่อมา ฝ่ายบิดาก็ทิ้งลูกชายเข้าห้องนอนไปเฉยๆ ไม่ดุด่า ไม่เฆี่ยนตี ไม่ทำอะไรอื่นใดทั้งสิ้น แน่นอนว่าคืนนั้นอาลุนโดนความรู้สึกผิดหลอกหลอนไปจนถึงเช้า และอาจจะต่อเนื่องอีกหลายๆคืนด้วย ประสบการณ์เขย่าประสาทส่งผลให้อาลุนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เขากล่าวว่า “หลังจากนั้น ผมก็ไม่เคยโกหกมนุษย์หน้าไหนอีกเลย!”

อ่านแล้วชอบเรื่องนี้มากครับ โดยเฉพาะเมื่อทราบว่าเกิดขึ้นจริงๆ มันทำให้ผมได้แง่คิดว่าโลกเรามีเรื่องราวเป็นพันล้านเรื่องทุกวัน ทุกชั่วโมง และทุกวินาที แต่กรรมขาวอันยิ่งใหญ่น่านับถือของคนบางคนเท่านั้น ที่ทำให้มีเพียงบางเรื่องสมควรถูกบันทึกไว้เล่าขาน เป็นแรงบันดาลใจไม่รู้ลืม

ลองคิดดูว่าถ้าคุณเป็นพ่อของอาลุน คุณจะทำอย่างไร? แน่ยิ่งกว่าแช่แป้ง พ่อทุกคนที่จับได้ว่าลูกโกหกตน ทำให้ตนต้องแกร่วรอเป็นชั่วโมง ย่อมอยากทำโทษในทางใดทางหนึ่ง สถานเบาคือด่าว่าด้วยความฉุนเฉียว สถานหนักอาจตบกบาลกันกลางถนนเดี๋ยวนั้น!

วิธีโต้ตอบกับสถานการณ์ที่ไม่ให้โอกาสคิดนานนั้น สะท้อนตัวตนอันเป็นปกติของคนๆหนึ่งได้อย่างชัดเจน ดังจะเห็นว่าพ่อของอาลุนต่างไปจากพ่อคนอื่น ท่านมีสติ มีความสงบ มีความคิดอ่านเสมอต้นเสมอปลาย สิ่งที่เราได้เห็นคือตัวตนของพ่อผู้มีน้ำใจประเสริฐ ยอมเหนื่อยเดินเท้า ๑๕ กิโลเมตรเพียงเพื่อดัดนิสัยลูกให้ดีขึ้น คุณเห็นเลยว่านี่เป็นการฉายภาพแห่งบุรุษแท้ ที่แข็งแกร่ง ตั้งมั่น และทำสำเร็จในกิจอันเป็นไปเพื่อมหากุศล นี่อาจน่าคารวะยิ่งกว่านักรบผู้พิชิตร้อยสมรภูมิเสียอีก คุณคาดหมายได้ว่าลูกผู้มีพ่อที่มั่นคงราวหินผาเช่นนี้ จะเติบโตขึ้นเป็นชายที่แข็งแกร่งและทนเพียรทำดีให้สำเร็จ เจริญรอยตามพ่อได้เช่นกัน

ว่ากันถึงข้อสรุปเบื้องต้นก่อนนะครับ เมื่อใดคุณมีสติ และหักห้ามใจตัวเองไม่ให้ทำตามกิเลสได้ สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมาจะเป็นปัญญาเห็นทางออกที่ดีขึ้นเสมอ

นี่เป็นความจริง การห้ามใจไม่ดุด่าทันที ไม่ตีลูกทันที จะทำให้คุณคิดออกตามพื้นฐานสติปัญญาของตัวเองว่าควรทำอย่างไร มีช่องทางไหนในสถานการณ์หนึ่งๆที่จะเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดีได้

ถ้าตั้งใจให้ลูกดีขึ้น ถ้าตั้งใจให้ลูกเชื่อฟัง คุณต้องไม่พูด ไม่ลงมือด้วยโทสะ แต่ต้องหนักแน่นด้วยขันติที่เจืออยู่ด้วยเมตตา กับทั้งประกอบพร้อมด้วยความเป็นกลางวางเฉย คุณจะเกิดปัญญาสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เอง ยิ่งเกิดปัญหาบ่อยก็ยิ่งลับปัญญาให้คม และสามารถคิดอ่านได้แหลมคมยิ่งๆขึ้น

อย่างไม่มีอะไรเลย ขันติและเมตตาจะทำให้น้ำเสียงของคุณนุ่มนวลลงกว่าตอนกำลังโมโห ซึ่งก็จะเป็นแสงสว่างชำแรกความมืดหม่นในจิตใจลูกให้หายไป หรือลดน้อยถอยลงได้ไม่มากก็น้อย

คนเราไม่ค่อยคิดฝึกห้ามใจ จึงไม่ค่อยมีใครรู้รสของการเป็นคนแข็งแรงและมีอำนาจอยู่เหนือกิเลส กับทั้งไม่รู้ว่าเมื่อมีอำนาจอยู่เหนือกิเลสแล้ว สติปัญญาจะมาได้มากขนาดไหน

คราวนี้ขอตอบตรงคำถาม คือที่คุณตีๆลูกไปนั้นจะเป็นบาปเพียงใด อันนี้เราต้องพิจารณาตามจริงว่าการตีลูกมีหลายแบบ ต่างกันที่เจตนา ตีลูกประชดผัวที่ไม่รับผิดชอบครอบครัวก็มี ตีลูกเพราะเมาเหล้าอาละวาดก็มี ตีลูกให้เข็ดหลาบจากการทำตัวเลวๆก็มี ตีลูกเพื่อให้สำนึกว่าทำอะไรลงไปก็มี

เมื่อตีไปแล้ว ลูกเจ็บตัวแล้ว ไม่ว่าด้วยเหตุผลกลใด เจตนาดีร้ายแบบไหน พ่อแม่ส่วนใหญ่จะรู้สึกเหมือนๆกันคือสงสารลูก

ว่ากันว่าถ้าตอนเป็นเด็กเคยโดนตีไว้มาก โตขึ้นจะระงับความโมโหยาก แล้วก็มาลงเอากับลูกของตัวเอง ซึ่งดูไปก็เหมือนห่วงโซ่แห่งเวร โดนพ่อแม่ตีมา ก็มาตีลูกตัวเองต่อ พอตีลูกตัวเอง อีกหน่อยก็ไปเกิดกับพ่อแม่ที่นิยมการตีลูกเป็นงานอดิเรกอีก

ลูกไม่ใช่สัตว์เลี้ยง แต่หลายคนมักเผลอลืม และตีลูกได้ด้วยอารมณ์ประมาณเดียวกับทุบตีสัตว์เลี้ยง การทำให้คนอื่นเจ็บกายเจ็บใจนั้น เป็นการทำให้เกิดทุกขเวทนาทางกายและทางใจ เมื่อให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นยากจะไม่ย้อนกลับมาถึงตัว อีกประการหนึ่ง การให้ทุกข์แม้ทางกาย ย่อมเพาะเชื้อของความเกลียด ความกลัว หรือทั้งเกลียดและกลัวขึ้นในใจอีกฝ่ายด้วยเป็นของแถม ฉะนั้นการตีจึงไม่ใช่นโยบายที่ดี และควรเป็นมาตรการท้ายสุด หลังจากไม่พบทางออกอื่นอีกแล้ว

หากรู้ตัวว่ากำลังอยู่ในอารมณ์โกรธ การออกห่างจากลูกสักพักอาจช่วยได้มาก เพราะคนเราตอนโกรธนะครับ อยู่ใกล้ใครหรืออะไรก็พาลพาโลกับคนนั้นหรือสิ่งนั้นแหละ ขอให้คิดถึงผลเสียที่จะตามมามากๆ ทั้งการที่ลูกผูกใจเคียดแค้นคุณ และทั้งการที่คนอื่นอาจได้รับผลร้ายจากความเก็บกดของลูกคุณ

อย่างไรก็ตาม ให้มองตามจริงอีกเช่นกัน ตามสำนวนรักวัวให้ผูก รักลูกให้ตีนั้น ถ้าไม่มีความหมายอยู่เลยก็คงไม่จดจำกัน มนุษย์เราเหมือนม้าพยศ หากไม่มีมาตรการเด็ดขาดเพื่อกำราบเสียบ้าง ก็อาจดิ้นหนีหรือทำเรื่องร้ายตามสัญชาตญาณดิบไม่สิ้นสุด หากทำโทษด้วยความปรารถนาดี ไม่อยากให้เขาเป็นภัยแก่ตนและคนอื่น ก็สบายใจได้ว่าในเบื้องต้นจิตของคุณตั้งขึ้นด้วยเจตนาที่เป็นบุญ

มันเริ่มต้นกันที่ใจ แม้การตีจะเป็นบาปอันเกิดจากการทำร้าย แต่ถ้าใจคุณมีสติด้วยความตั้งใจดีเป็นพื้น ก็ช่วยแบ่งเบาบาปได้ครับ กล่าวคือหากมีสติครบถ้วน ไม่เจือด้วยโทสะเลย หวังจะให้การทำโทษเป็นมาตรการเด็ดขาดเพื่อความถูกต้อง ก็อาจเป็นบุญ ๗๕% เจืออยู่ด้วยบาป ๒๕% ต่างจากการตีด้วยความโกรธ หรือด้วยความถืออำนาจแห่งความเป็นพ่อแม่ ซึ่งจะเป็นบาปเต็ม ๑๐๐% ครับ

ตามที่เห็นนะครับ เด็กบางคนแม้โดนตีหลายต่อหลายครั้ง ก็ไม่จำเป็นต้องเสียสุขภาพจิตหรือมีปมแค้นฝังใจ มันขึ้นอยู่กับว่าเด็กรู้สึกเป็นปกติกับพ่อแม่อย่างไร รักหรือไม่รัก อบอุ่นหรือไม่อบอุ่น เข้าใจหรือไม่เข้าใจ หากเขารักคุณ อบอุ่นกับการเลี้ยงดูของคุณ ตลอดจนเข้าใจดีว่าคุณทำทุกอย่างด้วยเหตุผลเพื่อเขามาตลอด การหวดด้วยไม้เรียวคงไม่อาจทำลายความรัก ความอบอุ่น และความเข้าใจในตัวคุณลงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณหวดด้วยสติ ลงน้ำหนักตามโทษานุโทษ เขาจะเข็ดหลาบและกลัวบาปกลัวกรรม ไม่ใช่เข็ดและกลัวตัวคุณ

ส่วนเรื่องการสะสมโทสะของคุณเอง ก็อย่างที่คุณคิดครับ การดุด่าว่ากล่าวนั้น ต่อให้สติดีเพียงใด วันต่อวันมันก็ต้องมีกลิ่นไหม้และความมืดของโทสะแทรกซึมเข้ามาสู่หัวใจคุณ บ้างไม่มากก็น้อย

การตีและการดุด่าคือการสอนที่ปลายทาง การสอนที่ต้นทางจะต่างไป คุณจำเป็นต้องป้อนอะไรที่เป็นกระแสความดีเข้าสู่จิตใจเขาเรื่อยๆ นับจากทำตัวเป็นแบบอย่าง เช่น ตัวพ่อแม่เองต้องไม่ทะเลาะกันให้เด็กเห็นเด็ดขาด และถ้าอยากให้ได้ผลไว ต้องหมั่นทำบุญใส่บาตรให้เขาดู ให้เขามีใจอ่อนน้อม มีความอ่อนโยน นำเขาสวดมนต์เรื่อยๆ แล้วก็แนะนำให้เขารู้จักแรงบันดาลใจดีๆที่มีในสังคม อย่าให้เขาเข้าใกล้วิดีโอเกมโหดๆ ฯลฯ

พูดง่ายๆแบบรวบรัดคือ ป้อนแต่เหตุปัจจัยด้านดีเข้าสู่จิตใจเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วก็ขัดขวางทุกวิถีทางไม่ให้เขาได้รับเชื้อร้ายจากโลกร้อนในปัจจุบัน ถ้าขวางอย่างสิ้นเชิงคงเป็นไปไม่ได้ เอาเป็นว่ามากที่สุดเท่าที่ความเป็นคุณจะอำนวยแล้วกันครับ

เด็กนั้นเคยเป็นคนอื่นมาก่อน ตอนนี้เขาอยู่ในความรับผิดชอบของคุณ อยู่ในมือคุณ ก็ต้องดูกันต่อไปว่าคุณจะปั้น หรือเปลี่ยนเขาให้เป็นผู้พร้อมจะไปดีได้แค่ไหน เลี้ยงลูกให้เป็นอย่างไร ต่อไปคุณจะถูกเลี้ยงเยี่ยงนั้นแล


ที่มาของบทความ: ธรรมะใกล้ตัว

Labels: , ,

Wednesday, July 21, 2010

ตาย! ทำไง...

อยู่ ทำงี้...

นอนห้องแอร์ อาบน้ำอุ่น ตื่น 7 โมง แต่งตัวช้า กินข้าวนาน จัดการสัมภาระ สตาร์ทรถ กดเอทีเอ็ม แวะเซเว่น แวะตลาด ซื้อของฝาก ถึงโรงเรียน

แผนช้อป แผนแดก แผนซื้อ แผนขาย แผนมากมาย ตามแต่ใจ

เดินเที่ยวห้าง สร้างสังคม นิยมธรรมะ ตามหาพระอาจารย์ สังขารไม่เที่ยง ไม่เกี่ยงใครว่า แต่ด่าฉันไม่ได้ ตายก็ยอม นอบน้อมพ่อแม่ ที่แท้สำนึกผิด ไม่เคยคิดแก้ไข อย่างน้อยก็มีใจ บอกรักได้ทุกวัน


ตาย! ทำไง...

นอนห้องแอร์ อาบน้ำอุ่น ตื่น 7 โมง แต่งตัวช้า กินข้าวนาน จัดการสัมภาระ สตาร์ทรถ กดเอทีเอ็ม แวะเซเว่น แวะตลาด ซื้อของฝาก ถึงโรงเรียน

แผนช้อป แผนแดก แผนซื้อ แผนขาย แผนมากมาย ตามแต่ใจ

เดินเที่ยวห้าง สร้างสังคม นิยมธรรมะ ตามหาพระอาจารย์ สังขารไม่เที่ยง ไม่เกี่ยงใครว่า แต่ด่าฉันไม่ได้ ตายก็ยอม นอบน้อมพ่อแม่ ที่แท้สำนึกผิด ไม่เคยคิดแก้ไข อย่างน้อยก็มีใจ บอกรักได้ทุกวัน


"ตายแล้ว จะรู้ไปทำไม อยู่ไม่ได้ ก็ตาย แค่นั้น ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกังวล เกิดเป็นคนก็เท่านี้"

Labels:

Monday, July 12, 2010

เป็นอย่างงี้ตั้งแต่เกิดเลย



เป็นอย่างงี้ตั้งแต่เกิดเลย ของวงนูโว (3 ม.ค. 2531) เป็นอัลบั้มเพลงชุดเดียวที่ผมชอบหมดทุกเพลง...เลย จำได้ว่ารีบไปซื้อเทปตั้งแต่วันแรกที่วางแผง...เลย


กด play ไปฟังเพลงกันดีกว่า...เลย




ที่มา: G''MM' music'...เลย

Labels: , ,

Tuesday, July 06, 2010

คือหัตถาครองพิภพ

...

บันดาล โลกหมุนเวียนวนไปตามจิตใจ
นำพา ให้เป็นไปตามต้องการ
ทุกสิ่งเปลี่ยนแปรไปด้วยมือเธอเสกสรร
ดังถ้อยคำประพันธ์ เปรียบเปรยพรรณนา

...



กลับจากบันทึกเทปที่ อสมท. เมื่อวานนี้ พ่อรู้สึกสงสารลูกคิดจับใจ โดยเฉพาะช่วงที่เด็กๆ ตั้งท่าเตรียมพร้อมก่อนเดินกล้อง พ่อรู้ได้ทันทีว่าลูกคิดตื่นเต้นมาก จังหวะหัวใจของลูกคงเต้นเร็วกว่าปกติไม่รู้กี่เท่า พ่อเคยเป็นมาก่อน (ทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นอยู่) พ่อเข้าใจดี

พอการแสดงจบและผ่านมาได้ในเทคเดียว พ่อกลับรู้สึกภูมิใจในตัวลูกมากที่สุด แม้ว่าจะยิ้มไม่ออกอย่างที่แม่คาดหวัง แม้จะไม่เด่นบนหน้ากล้องเหมือนเพื่อนคนอื่น แต่ลูกคิดก็เป็นหนึ่งในทีม (12 คน) ที่แสดงได้ดีและครบถ้วนถูกต้องทุกท่าตามที่อุตส่าห์ซ้อมหนักกันมา... เท่านี้พ่อก็ภูมิใจที่สุดแล้ว

สำหรับพ่อ ลูกไม่จำเป็นต้องเป็นที่หนึ่ง การเป็นเบอร์หนึ่งไม่ได้ทำให้ชีวิตมีความสุข และไม่ได้รับประกันว่าที่หนึ่งจะเป็นคนดีเสมอไป ในที่สุดแล้วความภูมิใจเพราะพ่ายแพ้จากการแข่งขัน ซึ่งเราได้ทำอย่างเต็มที่ กลับมีค่ากว่าการเป็นแชมป์มากมายนัก และกลับกันในวันที่เราชนะ การเรียนรู้ ไม่หลงระเริงกับชัยชนะ นั่นคือรางวัลที่แท้จริงของชีวิต

...

สำหรับใครที่เครียด คาดหวัง ผิดหวัง แล้วแสดงออกกับลูก นั่นคือการกระทำที่ถูกต้องและเหมาะสมแล้วหรือ กับคำว่า "รักและหวังดี" ต่อลูก

คนเป็นพ่อเป็นแม่ลองถามตัวเองดูนะครับ แท้ที่จริงแล้ว คุณอยากให้ลูกมีความสุขหรืออยากให้ตัวคุณเองมีความสุข


Labels: , , ,

My Twitter


    TwitterCounter for @snakk