อย่าเลือกมองดวงจันทร์
อย่าเลือกมองดวงจันทร์เฉพาะในวันทอแสงสว่าง
Labels: ทางโลก, วรพจน์ พันธุ์พงศ์
อย่าเลือกมองดวงจันทร์เฉพาะในวันทอแสงสว่าง
Labels: ทางโลก, วรพจน์ พันธุ์พงศ์
นอกจากทางธรรมแล้ว ช่วงนี้เธอยังคิดจะเอาดีทางทุนอีกด้วย และวันนี้เธอก็ได้กลายเป็น "นักลงทุน" เต็มตัวไปแล้ว
[เอาใจช่วยครับ]
การเล่นหุ้นนั้น ถ้าไม่โลภมากจนเกินไป คงไม่เพลี่ยงพล้ำเจ็บตัว ยังไงซะ ก็ขอให้กำไรจงบังเกิดแก่เธอด้วยเถิด... สาธุ!
...
ส่วนตัวผม (ทางโลก) คงเป็นได้แค่ "นักลงแรง" ผู้ซื่อสัตย์ ทำงานกินเงินเดือนเหมือนเดิมต่อไป ไม่เปลี่ยน
ภาพประกอบ: BBC
คุณควรจะดีใจหรือเสียใจ ถ้าวันหนึ่งลูกน้องเดินมาบอกว่า "พี่ๆ ผมว่าพี่ช่างเป็นหัวหน้า ที่ไม่ได้เรื่องเอาซะเลย" -- ที่บอกว่าควรดีใจ คือได้ feedback ไงครับ
ถ้าวันๆ BOSS (ผมจะแปลว่า "หัวหน้า" ไม่ใช้คำว่า "เจ้านาย" เพราะเจ้านายสำหรับผมแล้ว คือคนที่เป็นเจ้าของเงิน ซึ่งจ่ายค่าจ้างให้เรา ลำพังผู้บริหารระดับสูง ก็ลูกจ้างกินเงินเดือนเหมือนกัน) ได้แต่พร่ำว่า "...เฮ้ย! ผมซึ้งและตระหนักในคุณค่าของพวกคุณนะ..." แต่ไม่เคยได้ลงมาคลุกวงในอย่างใกล้ชิด ประเภทใจแลกใจแล้วละก็ สำหรับผม มันก็ไม่ต่างอะไรกับ BOSS ที่เอาแต่สั่ง แล้วก็ด่า (ใช้พระเดช) แถมดูแย่กว่าซะอีก เพราะคอยแต่จะสร้างภาพเป็น "เทพ" ดีแต่พูด แต่ไม่ได้พยายามทำอะไรอย่างที่พูดเลย
...
"ลูกน้องเอ้ย พวกคุณต้องทำให้หลานน้อง (ลูกน้องของลูกน้อง) เชื่อมั่นและศรัทธาให้ได้ เพื่อที่พวกเขาจะทุ่มเทเต็มร้อยกับองค์กร" แต่ตัวหัวหน้าเองไม่ได้เคยทำอะไรอย่างที่พร่ำเลย ท่านๆ คิดว่าจะได้รับการตอบสนองแบบไหนกันหรือครับ
...
ในชีวิตการทำงานที่ผ่านมา ผมถือว่าโชคดีอยู่เหมือนกัน ที่ได้เคยพบพานกับ BOSS ซึ่งพร่ำพูดและชี้แนะอยู่เสมอ ถึงเรื่องคุณค่าของคน คุณค่าของชีวิต ว่าที่แท้จริงแล้วมันคืออะไร และไม่เพียงแค่พูด สิ่งที่แสดงออก การกระทำที่ปรากฏ พิสูจน์แล้วว่า BOSS เป็นอย่างที่พูดจริงๆ เป็นมาจากข้างใน ไม่ได้สร้างภาพ
เรื่องแลกใจของหัวหน้ากับลูกน้องนั้น มันต้องสั่งสมอย่างต่อเนื่องและใช้เวลานาน คนดี คนเก่ง หรือเทพทั้งหลายในองค์กร น้อยคนนักจะเป็นหัวหน้าที่ดี ... แต่ผมไม่เคยคิดว่าคนที่ไม่ใช่นั้นผิดนะครับ เพียงแต่ว่าใครจะเลือกอย่างไรเท่านั้น -- ของแบบนี้ ก็ปัจเจกอีกเหมือนกัน
เมื่อถึงเวลาก็ "เลือกเอา" นะครับ
ภาพประกอบ: NBC Universal Store
คงไม่ใช่เฉพาะผมหรอก ที่มีทางเลือกในชีวิตไม่มากนัก แม้จะผ่านช่วงเวลาที่ได้เรียนรู้มากพอสมควร แต่ ณ วันนี้ยังต้องใช้เวลาหาเหตุผลให้กับตัวเอง เมื่อชีวิตเดินมาถึงทางเลือกทางแยก
เมื่อจำเป็นต้องเลือกที่จะทำงาน ทำงาน และก็ทำงาน เพื่อให้ได้มาซึ่งมิติทางเศรษฐกิจที่ "เพียงพอ" อยู่ได้ ในสังคมชนชั้นกลาง ตามแบบคนเมืองทั่วไป ไม่ต้องการให้ครอบครัว เผชิญกับคำถามจากรอบด้าน ... ผมจึงเลือกที่จะเป็นและทำเหมือนคนส่วนใหญ่
เวลาในแต่ละวันซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่าคงที่และจำกัด ถูกโยนเข้าไปในฝั่งของงาน (work) มากขึ้น แน่นอนว่ามันย่อมถูกดึงออกมาจากฝั่งครอบครัว (family) มากขึ้นตามไปด้วย
จะให้ "เพียงพอ" กับความต้องการของทั้งสองฝั่ง คงทำไม่ได้แน่แล้ว 2-3 สัปดาห์มานี้ พ่อมันแย่ วันก่อนลูกคิดไม่สบาย พ่อก็ปล่อยให้แม่ดูแล พาไปหาหมอเพียงลำพัง พ่อเอาแต่นั่งปั่นงาน เช้า สาย บ่าย ค่ำ
คำแก้ตัวเน่าๆ ก็คือ "ที่พ่อทำงานหนักทุกวันนี้ ก็เพื่ออนาคตของลูกนะคร้าบ"
"มันจึงเป็นผลงานที่แสนห่วย คนที่ซวยก็คือตัวลูกน้อย"
ภาพประกอบ: fotolia
[เขียนเช้า]
คนสองคน ผมและภรรยา เมื่อคุณรู้จักตัวตนของใครคนใดคนหนึ่ง คุณก็สามารถรู้จักอีกคนหนึ่งได้ โดยใส่ตรรก "ไม่" หรือ "NOT" เข้าไปเท่านั้นเอง
ที่ผ่านมา ผมคิดเสมอว่านั่นคือ บททดสอบชีวิตที่ช่างท้าทายอย่างมาก ยิ่งพอมีลูกคิด ทำให้ยิ่งท้าทายหนักเพิ่มขึ้นไปอีก เรื่องเศรษฐกิจที่ว่าแย่ว่าเครียด และเป็นโจทย์รายวันมาตลอดชีวิต กลายเป็นเรื่องที่มองข้ามไปได้เลย (คงเพราะชิน)
บททดสอบเดิมยังคงดำเนินต่อไป เหมือนไม่มีวันจบ และวันนี้กลับได้บททดสอบใหม่เข้าให้อีก มันคืออะไร ?
...
[เขียนค่ำ]
รายละเอียดชีวิตที่อยากลด บททดสอบหนึ่ง สร้างเงื่อนไขและรายละเอียดมากมาย ท้าทายให้ละ
ขณะที่กำลังจะ อีกบททดสอบก็ตามมา การละซึ่งบทที่สอง กลับกลายเป็นต้องเก็บของบทที่หนึ่ง ... ซึ้งในความหนัก
ที่อยาก (ดูจิตไว้ว่ากำลัง "อยาก") ให้เป็นอยู่คือ เลือกหนึ่งเท่ากับเลือกอีกหนึ่ง เลือกหนึ่งเท่ากับไม่เลือกเลย
...
วันหนึ่ง เมื่อเราเดินทางมาจนถึงทางเลือกทางแยก อยากจะทิ้งตัว นอนลง แน่นิ่ง รวยริน เลือกที่จะ "ไม่เลือก" -- อยากจะหยุด อยู่ตรงนั้น ไม่ไปไหน ต่อไปอีกแล้ว
ให้ตายเถอะ พับผ่าสิ... ผมคิดอย่างนั้นจริงๆ ซะด้วย
ภาพประกอบ: fotolia
หนึ่งทางโลก กับอีกหนึ่งทางธรรม ... อยู่ด้วยกันได้
...
ประโยชน์ไม่ใช่เพราะอ่านเยอะ คิดกับทำนั่นต่างหาก
แต่ไม่ซะอ่านเลย ย่อมเป็นไปได้ยาก ที่จะยังประโยชน์
ตอนนี้อยากอ่านเล่มนี้มากที่สุด
...
ทางโลก ทางเลือก
พ่อกับแม่ให้ชีวิตเรามา
เลือกเอานะครับว่าจะใช้วันเวลาที่มีอยู่ราว 50-60 ปีนี้อย่างไร
ครูมีหลายคนให้เคารพ
เลือกเอานะครับว่าจะกราบไหว้และเชื่อฟังใคร
เพื่อนร่วมงาน เพื่อนเที่ยว เพื่อนกิน เพื่อนตาย
เลือกเอานะครับว่าจะเป็นเพื่อนกับใคร
ข้าวแกงจานละ 25 บาท กับดินเนอร์มื้อละหมื่น
เลือกเอานะครับว่าจะยึดหลักกินให้ครบ 5 หมู่
หรืออยากหรู เสพบรรยากาศและรสนิยมวิไล
ห้องสมุด ผับ วัด สนามกอล์ฟ อาบ อบ นวด โรงเรียนกวดวิชา
ร้านกาแฟ ตลาดหุ้น ตลาดคลองถม พาต้า ประตูน้ำ สยามพารากอน
จังหวัดน่าน เกาะเสม็ด ป่าห้วยขาแข้ง แร้งคอย ดอยเชียงดาว
ปารีส นิวยอร์ก โตเกียว เปรู ภูฏาน ฯลฯ
เลือกเอานะครับว่าจะนำพาตัวเองไปอยู่ที่ไหน
เงิน อำนาจ ความรัก ความหมายของชีวิต อิสรภาพ
เลือกเอานะครับว่าจะแสวงหาอะไร
หงุดหงิด อิจฉา เบิกบาน สงบ
เลือกเอานะครับว่าจะสวมเสื้อตัวไหนให้หัวใจของคุณ
วรพจน์ พันธุ์พงศ์
25 มกราคม 2552
ภาพประกอบ: The Canadian Association of Optometrists
Labels: ทางธรรม, ทางโลก, วรพจน์ พันธุ์พงศ์, หนังสือ, อ่าน
Labels: green
ผู้ชายกับงาน(แม่)บ้าน ณ ครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวหนึ่ง
วันไหน สามีหยุดอยู่บ้าน อย่างเช่นเสาร์-อาทิตย์ ภรรยาจะไม่ค่อยอยากทำงานบ้าน เพราะสามี นั่งขวางหูขวางตา
วันไหน สามีตื่นแต่เช้ามา ก็เอาแต่นั่งหน้าคอมพิวเตอร์ ออนไลน์อินเทอร์เน็ต วันนั้นภรรยาอาการคุกรุ่นแทบทั้งวัน
วันไหน สามีตื่นเช้ามา เก็บถ้วยเก็บจานไปล้าง กรอกน้ำแช่ตู้เย็น ซักผ้าเสร็จ นำผ้าไปตาก ก่อนจะไปนั่งออนไลน์ ภรรยาชื่นมื่น
วันไหน สามีออกไปทำงาน ภรรยาทำงานบ้านได้ทั้งวี่ทั้งวัน ทำไปฟังธรรมะไป สบายใจสบายอารมณ์ ไม่มีอะไรขวางหูขวางตา
หลายคนบอกวิสัยทัศน์ (วิว) มองออกนอกหน้าต่าง ตรงโต๊ะทำงานของผมนั้น ดีมาก คงเพราะว่ามุมมองกว้างไกล
แต่นั่งตรงนั้นมาก็ 2-3 ปีแล้ว ไม่ค่อยได้สังเกตหรือชื่นชมกับมันซักเท่าไหร่ ลุกขึ้นมาดูแค่ว่า ฝนตกหนักแค่ไหน รถติดมากหรือไม่
เช้าวันหนึ่ง ท้องฟ้านอกหน้าต่าง มันสะดุดตา ก็เลยเก็บภาพด้วยโทรศัพท์มือถือ มาได้ประมาณนี้ [ดูด้วยตา สวยกว่าเยอะ]
จะว่าเป็นแฟนตัวยงของ Quentin Tarantino ก็ไม่ใช่ แต่ชอบพี่แกตั้งแต่ได้ดู Reservoir Dogs ทำให้ Pulp Fiction (ซึ่งติดท็อปเทนของ IMDb Top 250 มาโดยตลอด) ก็เลยเข้ามาอยู่ในคิว และเพิ่งได้ดูเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
วิธีการเล่าเรื่องแบบตัดฉากกลับไปกลับมา ที่เรียกว่า flashback รวมทั้งบทสนทนามากมายเรื่องราว ที่พรั่งพรู รวดเร็ว ลิ้นรัว (อ่านซับไตเติ้ลยังไม่ทัน) ของตัวละครแทบจะทุกฉาก ยังคงเป็นเอกลักษณ์ที่เด่นชัด ในหนังของ Tarantino เสมอ
เพราะว่าเคยดูหนังของพี่แกมาบ้างแล้ว ทำให้ไม่คาดหวังกับเนื้อหา ก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าดูเอาอะไร มันน่าจะเป็นเสน่ห์ของแต่ละฉากแต่ละตอนนั่นเอง ยังไงซะถ้าดูตั้งแต่ต้นจนจบ เราจะสามารถเรียงร้อยลำดับของเนื้อหาได้เอง
ก็อย่างที่บอก เนื้อหาหนังของ Tarantino ไม่ได้มีแกนที่เป็นหลักใหญ่ สำหรับเดินเรื่อง บทของพระเอกนางเอกก็ไม่ได้เด่นจนโดด (แต่ใน Kill Bill แลดูชัดขึ้น) ... ผมว่านี่ละมั้ง คือเสน่ห์
ฉากเต้นรำดูสวยงาม แต่ผมติดตาและขำฝืดๆ กับฉากที่บ้าน Jimmie Dimmick (Quentin Tarantino) ซึ่ง Winston Wolf นักจัดการปัญหามือฉมัง ถูกส่งมาช่วย Jules Winnfield (Samuel L. Jackson) กับ Vincent Vega (John Travolta) ล้างทำความสะอาดรถและอาบน้ำทำความสะอาดตัว เพื่อกลบเกลื่อนหลักฐานที่ยิงคนตาย -- ประมาณว่า "เออ! พี่แก คิดได้ไงอะ"
โดยรวมๆ แล้ว Pulp Fiction ดูดีและพัฒนาขึ้นพอสมควร เมื่อเทียบกับ Reservoir Dogs โดยเฉพาะในแง่ของการผลิต -- แต่ผมน่ะชอบ Reservoir Dogs มากกว่าเยอะเลย
ภาพประกอบ: Wikipedia
Labels: movie, Pulp Fiction