Monday, December 31, 2007

The End of Y2007

สรุปภาพรวมของปี 2007 ที่ผ่านมา

  • งาน ความพยายามสูง ความสำเร็จต่ำ เป็นเพราะทำสะเปะสะปะ ไร้ทิศทาง แต่ได้แง่คิดกับชีวิตเยอะ สำเร็จที่แท้จริง ก็คือประสบการณ์ที่ได้
  • ความรัก ครอบครัว เวลาที่ให้ทางฝั่งบุพการี เบาบางลงไป เพราะมาหนักทางฝั่งทายาท เมียและลูก ซะเยอะ แต่ความผูกพันยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
  • เศรษฐกิจ การหล่อเลี้ยงชีวิตขั้นพื้นฐานสบายมาก แต่ไม่เพียงพอสำหรับกิเลส อารมณ์ และความอยาก รวมทั้งบางอย่างที่ไม่มีทางเลือก เช่น โรงเรียนอนุบาล
  • สังคม ปฏิสัมพันธ์นอกครอบครัว (ยกเว้น online) เรียกได้ว่าแทบไม่มีเอาเลย แค่งานกับคนที่รัก ก็ไม่มีเวลาพักผ่อนแล้ว
  • สุขภาพ ยกให้ปี 2007 นี้ เป็นปีแห่งสุขภาพทรุดโทรม เพราะป่วยง่าย ป่วยบ่อย ป่วยนาน ป่วยหนัก ครบทุกรสของอาการป่วยไข้

สำหรับ แผนปี 2008 ไม่จำเป็นต้องคิดอะไรมาก มีอย่างเดียว คือทำงานเยอะๆ เก็บเงินไว้มากๆ เพื่ออนาคตของลูกคิด ที่ยังต้องเวียนว่ายอยู่ในทุนนิยม อีกนานแสนนาน อ้อ! สำหรับอีกเรื่อง ก็คือดูแลรักษาสุขภาพให้ดีขึ้น เพราะเครื่องจักรยังต้องใช้งาน -- ชีวิตคนเมือง สังคมชนชั้นกลาง มันจะมีอะไรมากกว่านี้..

แต่ผมยังทำหน้าที่ ตามสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ในระบอบประชาธิปไตย อย่างตั้งใจ ด้วยสมอง คิดและไตร่ตรองเสมอ -- ไม่ใช่คนชั้นกลาง ที่เอาแต่ได้ถ่ายเดียวนะครับ

อ้อ (อีกครั้ง)! กะว่าจะยกเลิก Hi-Speed Internet ที่บ้าน (รอครบรอบสัญญา ไม่ให้โดนปรับค่า modem) จะได้มีเวลาให้กับครอบครัว และตัวเองมากขึ้น

ปล. วันหยุดฉลองส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ยังป่วยหนัก ไข้หวัดลงคอ ทิ้งท้ายซะอีก เฮ้อ!

Thursday, December 27, 2007

เหมือนหรือต่าง..สำคัญ?

บรรยากาศสังคมและบ้านเมืองเราในช่วงเวลานี้ ดูช่างขัดแย้ง แบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน โดยนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น สื่อหลักที่ว่าถูกครอบงำ(?) และสื่อใหม่ที่ว่าเปิดกว้าง(?) ส่วนตัวผมกลับรู้สึกโดยเบื้องต้นว่า อะไรที่มันยิ่งกว้าง จะยิ่งอ้างว้างห่างเหิน -- อุปมาอุปมัยเหมือนดั่ง น้ำปริมาณเท่ากัน แต่อยู่ในขวดกับอยู่ในถัง ซึ่งที่จริงน้ำก็ยังคงเป็นน้ำที่มีปริมาณเท่าเดิมอยู่ดี เมื่อมีเศษสิ่งปฏิกูลเพียงนิดเข้ามาเจือปน ก็ทำให้น้ำทั้งหมดนั้นกลายเป็นน้ำเสียไป แยกได้หรือว่านี่น้ำดี นั่นน้ำเสีย เพราะล้วนอยู่ในแหล่งเก็บเดียวกัน

วันนี้มีโอกาสได้อ่านบทความอขันติธรรมแล้ว อยากให้ประชาชนคนไทยทุกคน ได้ลองอ่านแล้วคิดตาม โดยเฉพาะประเด็นการรับฟังความความคิดเห็นที่แตกต่างของ John Stuart Mill ซึ่งต้องขอยกมาแปะไว้อ่านที่นี่ด้วย

ทำไมจึงต้องรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง John Stuart Mill ได้ให้เหตุผลถึงความสำคัญของการรับฟังความเห็นไว้ ดังนี้

ประการแรก ถ้าความเห็นที่ต่างออกไปเป็นความเห็นที่ดีกว่า หรือเป็นความเห็นที่ถูกต้อง การ
ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้แสดงออก หรือการไม่ยอมรับฟังในสิ่งไม่เหมือนกับความเชื่อของตน
ก็เท่ากับจะเป็นการปิดกั้น และทำให้สังคมเสียโอกาสในการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ควร
จะดีขึ้นจากความเห็นนั้น

ประการที่สอง แต่ถ้าความเห็นซึ่งแตกต่างออกไปเป็นสิ่งที่ผิด การไม่อนุญาตให้เสียงนั้นได้มีโอกาสพูด จะทำให้เกิดผลในด้านลบหรือไม่

สำหรับ Mill แล้ว แม้ความเห็นที่ต่างออกไปนั้นถึงท้ายที่สุดแล้วอาจเป็นสิ่งที่ผิดพลาด แต่ก็ยังควรเปิดพื้นที่ให้สำหรับเสียงนั้น เพราะจะเป็นการตั้งคำถาม และทำให้เกิดการถกเถียงต่อความคิดที่ถูกยึดถือไว้ว่าเพราะอะไร หรือมีเหตุผลเช่นไร ที่ทำให้ความคิดดังกล่าวได้รับการยอมรับ

ความเห็นที่แม้ผิดก็จะเป็นเสมือนเครื่องมือในการตรวจสอบ และไม่ทำให้ความเชื่อของสังคม
กลายเป็น dead dogma หรือหลักการที่ถูกเคารพโดยปราศจากความเข้าใจจากผู้คน

ประการที่สาม ในความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่บังเกิดขึ้น ความคิดหรือหลักการหลายอย่าง
ไม่ได้เป็นเรื่องของความคิดใหม่มาแทนที่ความคิดเก่า ความถูกต้องมาแทนความผิดพลาด
หากเป็นผลมาจากการเสริมแต่งจากความเห็นหลายด้าน หลายมุม ความเห็นหนึ่งอาจมีข้อดี
และข้อเสียบางอย่าง ความเห็นอื่นอาจมาช่วยเสริมหรืออุดจุดอ่อนของอีกความเห็นหนึ่ง และ
นำไปสู่การสร้างหลักการใหม่ขึ้นโดยประกอบมาจากหลากหลายความเห็น

การยอมรับฟังความเห็นที่แตกต่างจึงเป็นหนทางของการพัฒนาความคิดใหม่ ที่ต่อยอดไปจาก
ฐานความรู้ที่มีอยู่เดิมได้เช่นกัน

ที่สำคัญเป็นประเด็นซึ่งผู้เขียน (สมชาย ปรีชาศิลปกุล) ได้ให้ไว้ และผมก็เห็นด้วยคือ
ความแตกต่างทางความคิดไม่สำคัญเท่ากับว่า เราจะเผชิญกับความแตกต่าง
นั้นอย่างไร -- เป็นเรื่องที่สังคมไทย (รวมถึงสังคมโลก) ควรตระหนักให้มากที่สุด


ที่มา: มติชน วันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10418

Tuesday, December 25, 2007

ของขวัญ

ช่วงใกล้สิ้นปีอย่างนี้ บางครั้งบางปีผมจะรู้สึกสดชื่น ครึกครื้น รอเวลาค่ำลงก็ตั้งวงฉลอง แต่บางปี อย่างเช่นปีนี้กลับรู้สึกเหงาๆ ซึมเซายังไงไม่รู้ บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าเพราะอะไร ถึงอย่างนั้นที่ไม่เคยเปลี่ยน ก็คือค่ำลงตั้งวงเหมือนกัน

อารมณ์เหงาๆ ช่วงสิ้นปีอย่างนี้ ทำให้ผมนึกถึงเพื่อนสมัยเรียน ปวช. คนหนึ่งชื่อ 'อ่าง' ตอนปีสามเทอมสอง ช่วงปลายเดือนธันวา อาจารย์ไม่อยากเข้าสอน นักศึกษาก็ไม่อยากเข้าเรียน แน่นอนว่ายังไงก็ต้องมารวมตัวกันที่สถาบันฯ ก่อน แต่ผมปฏิเสธที่จะร่วมก๊วนกับเพื่อนเด็กเฮ้ว (สมัยนั้นใช้คำนี้) ไปเต็ดเตร่ เหล่สาวๆ ตามห้างสรรพสินค้า เหมือนที่ทำมาสองปี จะเข้าห้องสมุดก็เบื่อ เพราะทำมาทั้งปี ครั้นจะกลับบ้านก็เร็วเกินไป เลยนั่งพ่นอารมณ์เฉื่อยๆ บูดๆ ที่ม้าหินหน้าตึกคนเดียว

นั่งอยู่พักใหญ่ ผมเห็นไอ้อ่าง เดินลงจากสะพานข้ามคลองมาคนเดียว (คง)กลับจากห้องสมุดวิศวะฯ ตามฟอร์ม มันตรงมายังม้าหินที่ผมนั่งอยู่ ทิ้งสัมภาระลง แล้วก็ทิ้งก้นลงนั่งที่ฝั่งตรงกันข้ามกับผมโดยไม่พูดอะไร หยิบหนังสือที่ยืมจากห้องสมุด ออกมาจากกระเป๋า พลิกหน้าหนังสือกลับไปกลับมา แป๊บเดียวก็เก็บหนังสือเข้ากระเป๋าเหมือนเดิม แล้วเอ่ยว่า "ไปและ" (เออ! ดีวุ้ยพูดปุ๊บจะไปปั๊บ) แล้วพูดต่อ "ไม่ไปไหนเหรอ"

ผมตอบกลับไปแบบหมดอาลัยตายอยาก "ไม่รู้จะไปไหนอ่ะ เบื่อๆ" ไอ้อ่างเลยชวนไปเดินราชดำริกับมัน ตอนนั้นเล่นเอาผมงงไปจิ๊ดนึง เพราะปกติมันเด็กเรียนฉิบเป๋ง ไหงคราวนี้ดันชวนเราไปแหล่งช้อปปิ้งเฉยเลย แต่ก็ใจง่ายตอบตกลงไปโดยไม่คิดมาก เราพากันนั่งรถเมล์ไปไม่นานก็ถึง ระหว่างทางผมถามอ่างว่า จะมาทำอะไรที่ราชดำริ มันบอกว่าจะหาซื้อของขวัญปีใหม่ให้ตัวเองซักชิ้น เออวะ! ไอ้อ่างมันต่างกับวัยรุ่นทั่วไปเยอะนัก ส่วนใหญ่อยากได้อะไรตอนไหน ก็ซื้อทันที ถ้ามีตังค์ (ผมก็ด้วย แต่ส่วนใหญ่ผมไม่มีตังค์ง่ะ) แต่เรื่องของขวัญนี่มักจะเป็นซื้อให้คนอื่นซะมากกว่า

อ่างบอกว่ามันชอบซื้อของชิ้นใหญ่(หมายถึงราคาสูง) ที่อยากได้แค่ปีละชิ้นเท่านั้น เพราะต้องเก็บเงินมาทั้งปี โดยไม่ได้ใช้อะไรเกินไปกว่าค่าเทอม ค่ากิน ค่าหนังสือ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเรียน พูดง่ายๆ คือมันไม่เที่ยว ไม่ดื่ม ไม่ใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย ทั้งๆ ที่พ่อแม่มันเข้าขั้นมีฐานะพอสมควร ปีนี้ มันได้นาฬิกาข้อมือสปอร์ตมาเรือนหนึ่ง บวกกับเลี้ยงข้าวบ่ายผมหนึ่งอิ่มอร่อย -- เป็นครั้งแรกและครั้งเดียว ที่ผมไปเดินเที่ยวกันสองต่อสองกับอ่าง

ตอนนั้น ผมรู้สึกว่า เออ! อ่างมันเป็นผู้ใหญ่กว่าผมเยอะเลย จะไปไหนมาไหน จะทำอะไรคนเดียวเสมอ ไม่ต้องมีแนวร่วม ไม่ต้องมีคู่หู ไม่เห็นมันจะเคยเหงา ซึมเซา หรือหดหู่ ไปตามบรรยากาศข้างในหัวใจเหี่ยวๆ อย่างที่ผมเป็นเลย -- นี่เลยเป็นที่มาว่า ส่งท้ายปีเก่าปีไหน ที่เกิดอาการเซ็งๆ เบื่อๆ ผมจะคิดถึงเพื่อน 'อ่าง' ขึ้นมาบ่อยๆ ซึ่งก็พอทำให้สดชื่นขึ้นได้มากทีเดียว

นั่งบ้าๆ เอ๋อๆ อยู่คนเดียวก็มีความสุขสดชื่นได้ฟะ บางครั้งการมีเพื่อนฝูงห้อมล้อมมากมาย ยังไม่อาจทำให้หายเหงาได้ ท่านว่าจริงมั้ยคร้าบ

ทุกวันนี้ได้ข่าวว่า ไอ้อ่างมีเมียมีลูกไปแล้ว แถมแต่งงานเป็นคนแรกของห้องซะด้วย (เราไม่ได้ติดต่อกันมาเกือบ 20 ปีแล้ว)

สองสามปีมานี้ ไม่เคยนึกออกเลยว่า ตัวเองอยากได้อะไรเป็นของขวัญปีใหม่ ไม่รู้สึกว่าวัตถุสิ่งของอะไร จะมาเติมเต็มชีวิตผมได้ (ทั้งๆ ที่ยังเป็นหนี้อยู่หลายแสนบาท)

Saturday, December 22, 2007

น้า..กัลยาณมิตร

"ศาสนาพุทธเป็นตรรกะ เป็นลอจิก และเป็นวิทยาศาสตร์"

"อย่างคุณมีลูก ถ้าไม่อยากเป็นพ่อแม่รังแกฉัน เลี้ยงลูกต้องขัดใจ ทำไมรู้มั้ยครับ อะไรที่ขัดบ่อยๆ แล้วเป็นยังไง มันก็สะอาด ใช่มั้ยครับ"

"จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับจิต คนเราจะสุขหรือทุกข์ ก็อยู่ที่ใจ ผมขับแท๊กซี่ ถามผมเหนื่อยมั้ย ผมไม่เหนื่อย เพราะอะไร เพราะผมขับรถ ผมมีความสุข ใช่มั้ยครับ"

"จิตของคนเราไม่เคยอยู่นิ่ง เปรียบไปก็เหมือนลิง ยิ่งได้ยิน ได้ฟัง ได้พูด อยู่ตลอดเวลา ยิ่งทำให้จิตรุกรี้รุกรน เพราะฉะนั้น ถ้าปิดหู ปิดตา และปิดปากซะบ้าง ก็จะทำให้จิตนิ่งสงบ มันเป็นกระบวนการ มีอินพุตก็มีเอ๊าพุต ถ้าเราหยุด ไม่ใส่อินพุตเข้าไป เอ๊าพุตมันก็ไม่มี ใช่มั้ยครับ"

"พุทธอย่างคนไทยเรา มันเป็นพุทธไม่เต็ม ศาสนาพุทธท่านสอนเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา แต่ทุกวันนี้ มันมีแต่ศีล สมาธิ แต่ไม่ได้ก่อให้เกิดปัญญา บ้านเมืองถึงได้วุ่นวายอย่างนี้ไง ใช่มั้ยครับ"

"อะไรที่เจ้าชายสิตธัตถะละทิ้ง แต่พระสงฆ์องค์เจ้าในบ้านเรา กลับแสวงหา พระพุทธเจ้าท่านละทิ้งวังไปอยู่ป่า แต่เจ้าอาวาสหรือพระดังๆ บ้านเรา พยายามจะสร้างวัดให้เป็นวัง ใช่มั้ยครับ"
..

วันนี้ผม ภรรยา แม่ยาย ลูกคิด และป้ากระแต (เพื่อนบ้าน) มีโอกาสได้ไปกราบไหว้สักการะ พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุของพระอรหันต์ ที่อิมแพค อารีน่า (พรุ่งนี้จะเป็นวันสุดท้าย แต่เห็นว่าช่วงสิ้นปี จะมีอีกที่บริเวณโลหะปราสาท แถวถนนราชดำเนิน) ลำพังตัวผมเอง วันเสาร์เป็นวันหยุดวันแรก หลังจากล้ากับงานมา 5 วัน ถ้าไม่ได้มีความตั้งใจมาก่อน จะไม่อยากออกไปไหน คราวนี้ก็ยอมไปแบบหยวนๆ เฉยๆ เพราะรู้ว่าคนต้องเนืองแน่นมหาศาล

ในงานเป็นการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุของพระอรหันต์หลายองค์ มาให้ประชาชนชาวไทย ได้กราบไว้สักการะ เพื่อเป็นสิริมงคล เค้ามีบอกด้วยว่า มีโอกาสกราบไหว้ 1 ครั้ง แล้วจะดียังไง 2 ครั้ง 3 ครั้ง จะดีแบบไหน ไปจน 8 ครั้ง 9 ครั้งนั่นแหละ (เอาเถอะ! สำหรับคนอย่างผม แค่ครั้งเดียว ก็ดีกับตัวเองมากล้น) -- แต่วัตถุประสงค์ของงาน เข้าใจว่าเพื่อหาเงินรายได้ ทูลเกล้าถวายเป็นพระราชกุศล แด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ความรู้สึกกับบรรยากาศในงาน ผมชิลๆ นะ คนที่มากันมากมาย ส่วนใหญ่ดูจะมาเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง เชื่อว่าบางคนอาจจะมาทุกวันตั้งแต่วันแรกๆ 8-9 ครั้ง -- สุดท้ายก็หวังแค่ว่า กราบไหว้สักการะแล้วชีวิตตัวเองจะดีขึ้นได้ ผมเองแม้ไม่ได้ปรีดาซักเท่าไหร่กับสิริมงคล แต่ที่ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะได้ไปด้วยกันกับคนที่เรารักและรักเรามากกว่า

..

คำพูดใน quote ข้างบน เป็นของน้าโชเฟอร์แท๊กซี่คันที่นั่งขากลับบ้าน สนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ธรรมะ จะเรียกว่าสอนก็ได้ เพราะแกสุดยอด รู้เยอะมากๆ ที่ยกมานี้เพียงแค่เสี้ยว ซักหนึ่งในสิบได้มั้งที่น้าแกถ่ายทอดให้ฟัง ทั้งเรื่องของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ เรื่องของศาสนาพุทธ เรื่องของสงฆ์ เลยเถิดและเชื่อมโยงไปถึงเรื่องสังคมบ้านเมืองก็มี

ผมไม่ปลื้มน้าแกอยู่นิดเดียว ตอนที่แกต่อว่าพระบ้านเราบางรูป บอกว่าตัวเองเป็นอรหันต์ แต่ยังละไม่ได้ แค่กิเลสหยาบๆ อย่างการเคี้ยวหมาก คือว่า แกดูมีอารมณ์ร่วมมากไปนิด ไม่นิ่ง ถ้าแกนิ่งนะ ผมคารวะแกหมดใจเลย ให้ตายสิ

ความรู้ทางธรรมมากมายที่น้าแกให้ ผมรู้สึกได้ว่า แกคงศึกษามาเยอะและลงลึกในรายละเอียดสุดสุด ยังแอบแซวๆ ว่า "พี่ ผมขอนามบัตรหน่อยสิครับ มีโอกาสจะได้โทรมาคุยด้วย" แถมบอกด้วยว่า ผมคงต้องเอาเรื่องที่ได้คุยกับแกวันนี้ เขียนบล็อกแน่ๆ (แล้วผมก็เอาแกมาบันทึกจริงๆ)

ณ ตอนนั้น สิ่งที่แกพูดผมเองไม่ได้เชื่อทั้งหมด แต่สำคัญที่หลายสิ่งหลายอย่าง น้าแกได้ทำให้ผมได้เก็บมาคิดมากมาย

ทั้งๆ ไม่ค่อยเชื่อเรื่องโชคชะตา แต่คราวนี้ผมคงต้องบอกว่า มันคงเป็นโชคชะตาที่ทำให้ได้ผมมาพานพบกับน้าคนขับแท๊กซี่ชื่อ... นริทธิ์ แต้สุจิ กัลยาณมิตร ผู้ให้ธรรมะ ผู้ซึ่งไม่รู้จะมีโอกาสได้เจอกันอีกหรือเปล่า


ภาพประกอบ: http://www.budpage.com/

ปล. ขออภัยที่เอ่ยชื่อน้านะครับ เนื่องจากเห็นว่าน้าเป็นกัลยาณมิตรตัวจริง เลยอยากเปิดเผยคนดี

Thursday, December 20, 2007

Attitude is Everything

นำ slide นี้มาแปะไว้ เพื่อช่วยช้อนทัศนคติที่กำลังตกต่ำ กลับขึ้นมาซะหน่อย ดูแล้วก็ช่วยได้ดีทีเดียว วันนี้เพิ่งอ่านบทนำ เบื้องบนยังมีแสงดาว ของ วินทร์ เลียววาริณ ที่ตั้งใจซื้อไว้เตรียมจะเป็นของให้ (แอบอ่านนิดหน่อย) คุณวินทร์พูดถึงเรื่อง 10% 90% อันเดียวกันกับภูเขาน้ำแข็งใน slide นี้เลย




ถึงทัศนคติจะแย่ แต่ก็ยังดีที่รู้สึกตัว อย่างนี้ทางพระท่านว่า ยังมีสติ ใช่รึเปล่า (ได้มา 2 ติ)

ที่มา: Slideshare

Wednesday, December 19, 2007

สาย 99

ฤดูทบทวนพิจารณา ผลประกอบการของตัวเองย่างเข้ามาอีกครั้งแล้ว (รู้สึกว่ามาเร็วจริงๆ เหมือนไม่นาน) -- ถ้าหาเหตุจากงาน ส่งท้ายปีเก่าปีนี้ ผมคงก๊งด้วยอารมณ์ที่เปลี่ยวเฉา แทนที่จะเป็นดริ๊งค์ตามบรรยากาศ เฉลิมฉลอง แบบพี่ไทยทั่วไป (ไอ้เรานะ! เมาได้ทุกสถานการณ์จริงเชียว)

ในแบบประเมิน เพิ่งสังเกตเห็นว่า มีบันทึกจำนวนการเข้างานสายด้วย (เค้าให้เครดิตผมมาเกิน 4 ปีแล้ว) ถูกจับตาดูมา 2 เดือน ตุลา-พฤศจิกา -- แต่ไม่ได้แปลกใจอะไร มันมีเหตุมีที่มา (แต่ยังไม่มีที่ไป) อยากขอโทษฝ่ายบุคคลด้วยซ้ำ เพราะทำให้ต้องลำบากใจ

ขำขำสนุกๆ จากจำนวนสาย 7 ครั้ง เป็นเวลา 692 นาที ดีกว่า ง่ายๆ ก็ค่าเฉลี่ยยังไง 98.8 นาที ต่อครั้ง ปัดเป็นตัวเลขกลมๆ ก็ 99 (สวยเด่น) สาย 99 ม.ราม-เทเวศร์ (ฮา)

เครียดๆ จริงจัง ด้วยความเป็นธรรม กับการประเมินตัวเองครั้งนี้ ผลลัพธ์คือ 2x% (สาบานว่าจากใจ) อยู่ในช่วง "ควรปรับปรุง" -- คะแนนกลับไม่ใช่ประเด็น ทิศทาง/แนวทางในการปรับปรุงต่างหาก ที่ยังมืดมน วันนี้ตอนนี้ทัศนคติตกต่ำ ขนาดที่สงสัยว่า "พัฒนาการของผมในวันนี้หรือวันหน้า จะมีนัยสำคัญกับบริษัทซักแค่ไหน"

จะเด็ดดอกไม้ยังไง ให้สะเทือนถึงดวงดาวได้หว่า?

(ยังไม่มีผู้ใจบุญ บริจาคน้ำยาล้างสมอง เลยต้องขอนำขยะมาเทไว้ที่นี่ก่อน)

Monday, December 17, 2007

ล้างมือ

ภาษาไทยวันละคำ วันนี้ขอเสนอคำว่า "ไขก๊อก"

ไขก๊อก ประกอบด้วยคำว่า ไข แปลว่า เปิด กับคำว่า ก๊อก ซึ่งเป็นคำทับศัพท์ ภาษาอังกฤษว่า cock แปลว่า เครื่องเปิดปิดน้ำให้ไหลจากท่อ หรือให้หยุดไหล.

ไขก๊อก เป็นสำนวน หมายความว่า เลิก ดำเนินต่อไปไม่ได้ เลิกล้ม ปิดกิจการ หรือ หมดกำลัง เช่น บริษัทที่มาเปิดสำนักงานอยู่ปากซอยเราดำเนินการอยู่ไม่ถึงครึ่งปีไขก๊อกเลิกกิจการไปแล้ว ไหนว่าจะไปเป็นลูกจ้างเขาทำงานได้ไม่เท่าไรไขก๊อกเสียแล้วหรือ.

คำว่า ไขก๊อก สันนิษฐานว่าเป็นสำนวนที่ต่อมาจากสำนวนว่า ล้างมือ ซึ่งมีความหมายว่า เลิกเกี่ยวข้อง ไม่ยุ่งเกี่ยวต่อไปอีก เช่น เขาล้างมือจากวงการเมืองเสียแล้ว. เขาทำให้ฉันเดือดร้อนมาหลายครั้งแล้วจึงขอล้างมือไม่ยุ่งเกี่ยวกับแม่คนนี้อีกต่อไป. ในการล้างมือ ปรกติต้องใช้ น้ำ จึงเปิดก๊อกน้ำให้น้ำไหลลงมาล้างมือ คำว่า ไขก๊อก จึงกลายมาเป็นสำนวน หมายความว่า เลิก เลิกล้ม เลิกดำเนินการ ปิดกิจการ.

ผู้เขียน ศ. ดร.กาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิต ประเภทวรรณศิลป์ สาขาวิชาภาษาไทย สำนักศิลปกรรม


ในศาสตร์ของการบริหารจัดการ หลักในการประเมินผู้บริหารอย่างง่ายคือ ถ้ามีเท่ากับไม่มี เข้ามาแล้วก็ไม่ได้ทำอะไรให้ดีขึ้นเลย เพียงเท่านี้ก็สรุปจบได้ เมื่อถึงเวลา (สำหรับผม คิดว่าน่าจะนานพอที่จะบอกได้ว่า ควรล้างมือแล้วหรือยัง)

ประเด็นคือ ถ้าไม่บริหารจัดการแล้ว ความรู้ความสามารถทางเทคนิคล้วนๆ ของผม จะคุ้มค่าจ้างมั้ยครับ..เจ้านาย

อ้างอิง: ราชบัณฑิตยสถาน

Friday, December 14, 2007

Boss, If I were you.

"พนักงานไม่ได้ลาออกจากบริษัท แต่พวกเขาลาออกจากหัวหน้างานต่างหาก" ถึงมันจะจริงมาก แต่ผมไม่ค่อยชอบประโยคนี้ ดูมันตัดพ้อ โทษโน่นโทษนี่ ไม่มีสปิริต รวมทั้งโยนบาป เห็นแพะ

คุณณรงค์วิทย์ แสนทอง แนะนำว่าเมื่อหัวหน้าไม่ได้อย่างใจ หรือหัวหน้าห่วย ให้ลองคิดว่า ถ้าตัวเราเองเป็นหัวหน้า จะทำอย่างไร งานแต่ละงาน การตัดสินใจแต่ละครั้ง ที่หัวหน้าเราทำ หรือตัดสินใจลงไป เป็นเราจะทำและตัดสินใจแบบไหน ต่างกันอย่างไร การคิดแบบนี้ เป็นการฝึก เพื่อพัฒนาตัวเองอีกขั้นหนึ่งด้วย เผื่ออนาคตได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นไปเป็นหัวหน้าไง

ส่วนตัวผมคิดว่า เราไม่ควรคาดหวังใครมากนัก (พึ่งตัวเองให้มากที่สุด) แม้แต่หัวหน้า ถึงบทบาทหน้าที่ของหัวหน้า ที่มีที่ควรต่อลูกน้องจะชัดเจนว่า ต้องทำหนึ่งสองสามอะไรบ้างก็ตาม แต่ตัวแปรผกผันที่สุดคือคน เพราะความแตกต่างเป็นพื้นฐานของบุคคล ลักษณะสำคัญขององค์กร คือมีเป้าหมายเดียวกัน ซึ่งต้องชัดลึกลงไปในปัจเจก แล้วสิ่งที่ควรทำทุกคนก็จะทำกันเอง

บ่อยครั้ง ผมชอบครุ่นคิด เก็บกด มีคำถาม ในฐานะของลูกน้อง ทำให้ลืมไปว่าตัวเองก็เป็นหัวหน้า มีลูกน้องอีกหลายคน นี่ต่างหาก ที่เป็นบทบาทซึ่งสำคัญกว่า

จั่วหัว If I were you แน่นอนว่า มันเป็นไปไม่ได้ (ตอนเริ่มเขียน อารมณ์มันเกิด) เพราะถ้าผมไปเป็นหัวหน้าผม แล้วใครจะเป็นตัวผมล่ะ (งง) เพราะฉะนั้นอย่าไปคิดเลย เปลืองทรัพยากรเวลาเปล่าๆ -- อยู่กับความเป็นจริงเถอะ ทำให้ดีที่สุด

วันนี้ตอนนี้สิ เป็น (being) หัวหน้าของน้องๆ อยู่แล้ว สิ่งใดที่ควรทำ แล้วยังไม่ได้คิด ไม่ได้ทำ จัดการซะ -- หัวหน้าที่ดีต้องทำอะไรบ้าง (คัดลอกมาจาก Web Worker Daily - Open Thread: How Effective Are You at Being Your Own Boss?)

  • Giving you objective and constructive feedback on your work and performance.
  • Setting performance goals and targets that stretch your capabilities and help you improve.
  • Providing mentorship, career guidance and helping you manage your long term career.
  • Giving you cover, taking the flak and enabling you to concentrate on getting things done.
  • Talking over difficult decisions to give you a different perspective and help you see the bigger picture.

ช่วงนี้ ความคิดไม่ค่อยว่างเว้น หนีไปไม่พ้น เรื่องงานเลยจริงๆ -- ใครมีน้ำยาล้างสมองบ้างครับ

Thursday, December 13, 2007

ขึ้นศาล

เมื่อวานนี้ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ต้องเดินขึ้นศาล ที่ตึกศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีหรอกครับ แค่ไปประชุมกับท่านผู้พิพากษา เท่านั้น

  • อาคารสำนักงานของศาลยุติธรรม เมื่อมองจากด้านหน้าเข้าไป จะทำให้นึกถึง ตราชั่งที่อยู่ในภาวะสมดุลย์ -- สงสัยว่า เป็นข้อบังคับรึเปล่า? ที่ต้องสร้างรูปแบบนี้ เหมือนกันหมด เมื่อเช้า ผมผ่านศาลแขวงนนทบุรี ก็แบบนี้เลย
  • ท่านผู้พิพากษา ช่างเป็นคนที่มีลักษณะพิเศษ คือ จับประเด็นเก่งมาก พอผมเริ่มพาออกนอกประเด็น ก็โดนพวกท่านช่วยกันตบเข้าเรื่อง ไม่หลุดไปจนเสียเวลา
  • เกี่ยวกับ พรบ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ผู้พิพากษาท่านหนึ่งบอกว่า ข้อมูล ก็คือ 0 กับ 1 แค่นั้นเอง (ผมโอ้โหในใจเลย แต่ดีนะท่านไม่ลงลึกไปถึง การเรียงตัวของสนามแม่เหล็กบน disk)
  • ได้รับฟังบางท่าน เล่าถึงความแข็งแกร่งและเป็นหนึ่งเดียวกัน ของสถาบันศาลแล้ว ก็อุ่นใจกับสถานการณ์บ้านเมือง ขึ้นมาได้บ้าง (มิน่าล่ะ ระยะหลังมานี้ ไม่ว่าใคร เรื่องอะไร ก็โยนไปที่ศาลยุติธรรมซะหมด)
  • คำ "ท่าน" ที่เราเรียกผู้พิพากษา ดูมีคุณค่ามากกว่าที่ได้ยินทั่วไป เพราะมาจากความเชื่อถือ ให้ความเคารพ (บ้างก็ศรัทธา) เนื่องด้วยศาลดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ไม่ใช่เจ้ายศเจ้าอย่าง เหมือนบางสาขาอาชีพ -- และในที่ประชุม ผมก็รับรู้ได้ สัมผัสได้อย่างนั้นจริงๆ
  • สิทธิมนุษยชน เป็นประเด็นซึ่งในที่ประชุม ให้ความสำคัญมาก ท่านถึงต้องเชิญเจ้านายของผม ไปเพื่อความคิดเห็นต่างมุมมอง โดยเฉพาะในเรื่องที่ไม่เชี่ยวชาญ ก่อนที่ท่านจะออกระเบียบปฏิบัติภายใน
  • ไม่มีอะไรที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมคิดว่าสถาบันศาลยุติธรรมก็ด้วย (เห็นส่วนตัว)
แต่ถ้าไม่จำเป็น ผมก็ไม่เคยคิดอยากจะไปศาลไหนๆ เลยครับ

เว็บไซต์: สำนักงานศาลยุติธรรม

Tuesday, December 11, 2007

ทำนายและภาวนา

เพิ่งจบเรื่อง "อ่านออก เขียนได้" ในหนังสือโลกจิต ของแทนไท ประเสริฐกุล ก็มาเสพข่าวเช้าเกือบเศร้า และใกล้ตัวเข้าให้ เลยจับมาเชื่อมโยงกัน บันทึกไว้ซะหน่อย

ในหนังสือพูดถึงคำว่า Barnum Statement เป็นภาษาวิชาการ ซึ่งได้แก่ พวกคำทำนายที่หมอดู โหราจารย์แม่นๆ ทั้งหลายชอบใช้ เช่นว่า ช่วงนี้ระวังจะเจ็บไข้ได้ป่วย (เป็นหวัด ท้องผูก ท้องเสีย กันปีละกี่ครั้ง) หรือคนใกล้ตัวจะนำเรื่องยุ่งยากมาให้ (คนไม่รู้จักกัน ใครจะแคร์)

ผมไป search ต่อก็ได้มาอีกคำ Cold Reading ซึ่งเป็นเทคนิคทางจิตวิทยา(ซะด้วย) ที่พวกหมอดูชอบใช้ ขนาดว่าไม่เคยพบเห็นกันมาก่อนเลย ก็สามารถทำนายเรื่องของลูกค้า ได้ใกล้เคียงถึงแม่นมาก

หลักการพวกนี้ ในชีวิตประจำวันไม่ได้มีเฉพาะเรื่องหมอดูเท่านั้น ลองสังเกตกันดีๆ พวกเราๆ ท่านๆ ต้องเคยตกเป็นเหยื่อเจ้าของสินค้า ที่ทำการตลาด โฆษณาชวนซื้อ ซึ่งต่างก็ใช้หลักการเหล่านี้แทบทั้งนั้น จำฝรั่งคนที่ขอซื้อยาแก้ปวดแผงนึง แล้วบอกว่านี่ไม่ใช่...นะ ได้รึเปล่า (โฆษณามันพยายามจะฝังหัวพวกเราว่า เวลาปวด ให้บอกร้านขายยาว่า ขอซื้อ... แทนที่จะบอกว่า ขอซื้อยาแก้ปวด)

ตัดกลับมาที่ ข่าวโครงเหล็ก30ตัน ถล่มใส่รถ บริเวณแยกสะพานพระนั่งเกล้า ที่กำลังก่อสร้างสะพานพระนั่งเกล้า 2 -- เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ผมไม่แปลกใจมากนัก เพราะทำนายไว้แล้ว (แต่ไม่เคยบอกใคร) ว่าซักวันมันต้องหล่น แต่ดีใจที่คราวนี้ไม่มีใครบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต แค่ทรัพย์สินเสียหายเท่านั้น เห็นมั้ยครับว่าผมเองไม่ใช่หมอดู ยังทายแม่นเลย (ฮา) ก็นั่งรถเมล์ผ่านแทบทุกวันๆ ละ 2 เที่ยวไป-กลับ

นอกจากทำนายแล้ว ผมยังภาวนา -- มันยังก่อสร้างต่อ กำหนดเสร็จตั้งกลางปีหน้านู่น ขออย่าให้มันมีอุบัติเหตุน่ากลัวๆ แบบนี้อีกเลย โดยเฉพาะเวลาตูนั่งรถผ่าน (พร้อมตายทุกเมื่อ แต่ไม่อยากถูกทับตาย)

แทนไท ทิ้งประเด็นฝากข้อคิดไว้ว่า ทุกวันนี้พวกเรา
ที่เชื่อ... เชื่อเพราะอะไร? ที่เลือก... เลือกเพราะอะไร? ที่ทำ... ทำเพราะอะไร?


ภาพและข่าว: ไทยรัฐ (ผ่าน teenee)

Sunday, December 09, 2007

บุคลิกภาพ

มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเล่าให้ฟังว่า ท่านเคยได้เข้าคอร์สอบรมเพื่อพัฒนาบุคลิกภาพ (ของจอห์น โรเบิร์ต พาวเวล รึเปล่าไม่แน่ใจ) สนนราคาค่าอบรมต่อหัวต่อคน ก็ประมาณ 50,000 บาท ถ้าต้องลงทุนกันขนาดนี้ ผลตอบแทนมันต้องคุ้มแน่ๆ ในบริบทของทุนนิยม แต่สำหรับคนขวางๆ อย่างผม มีแนวโน้มสูญเปล่า -- แหม! พูดเหมือนจะยอมควักกระเป๋าจ่ายงั้นแหละ (หึๆ)

มื้อเย็นวาน ผบ.ทบ. เล่าให้ฟังว่า เจอเสื้อโปโลตราจระเข้ตัวหนึ่ง ในตลาดนัด เนื้อผ้าดีมาก เห็นแล้วอยากซื้อฝากผู้ใต้บังคับบัญชา (ผม) สักตัว แต่กลัวว่าราคา 450 บาท ผมจะไม่ใส่และบ่นเอา เพราะปกติทำเพดานไว้ที่ 300 บาท และเน้นแค่ สีไม่ตก เนื้อผ้าไม่ยับง่าย (สบายทั้งซัก และไม่ต้องรีด) พอแล้ว -- หน้าอย่างผมใส่ไอ้เข้ กลายเป็นไอ้โขง แหงๆ

ถกเลยเถิดกันไปถึงเรื่อง 'บุคลิกภาพ' เธอหาว่าผมชอบทำตัวโทรม+เซอ ไปไหนมาไหนด้วยกัน เดินห้าง เยี่ยมญาติ พบปะเจอะเจอเพื่อนฝูง ล่อรองเท้าฟองน้ำ 4 หู ( รุ่น 212 Birdie ) แทบทุกงาน (คู่เดียวสีดำ ของผมใส่มาทุกวัน เป็นปีๆ แล้ว ยังไม่พังเลย) ไร้ซึ่งบุคลิกแห่งตัวเอง ทั้งๆ หน้าที่การงาน ก็ไม่ขี้เหร่อะไร แต่ทำไมทำตัวบัด_บ เยี่ยงนี้ -- จากเธอเคยอาย กลายเป็นเบื่อจะบ่น จนเคยชินไปแล้ว

ผมน่ะเหรอ ไม่นั่งฟังอย่างเดียว แต่เถียงแถมเอาสีข้าง ถูๆ ไถๆ ไปตามฟอร์ม พอสนุกสนาน ไม่ซีเรียส เห็นเธอหยิบส้มขึ้นมาแกะเปลือกออก เพื่อจะกินเนื้อและน้ำส้มที่อยู่ข้างใน ผมโพล่งไปทันทีว่า "นั่นไง! เวลากินส้ม ทำไมต้องปลอกเปลือกด้วย ไม่กินเปลือกมันเข้าไปด้วยล่ะ" -- ผลน่ะหรือครับ ผมก็โดนเขวี้ยงใส่ ด้วยเปลือกส้มที่เธอปลอกแล้วนั่นแหละ (ฮา)

ความรัก เป็นห่วง และหวังดี ผมซาบซึ้ง และเข้าใจ แต่ตัวเราก็ยังเป็นตัวเรา (ฉันเป็นฉันเอง เท่ซะ) แม้จะดูขวางๆ แต่ก็ไม่ได้คิดจะขวางโลก หรือทวนกระแส แบบสุดขั้วไปซะทีเดียว เพียงแค่แก่นความคิด ความเชื่อข้างในมันเป็นแบบนั้น เมื่อในโอกาสที่พูดได้ ก็พูดและอธิบาย พอถึงเวลาและโอกาสที่ต้องไหลตามน้ำ (เลี่ยงไม่ได้) ผมไม่ฝืนหรอก เพราะรู้ว่าเหนื่อยเปล่า

ภาพประกอบ: http://www.nanyang.co.th

Thursday, December 06, 2007

Thai Team

จากงานสัมนา -- เพื่อสร้างความร่วมมือ ขององค์กรธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกัน หลายเรื่องหลายประเด็น ณ วันนี้ มันกำลังจะเริ่มก้าวไปในทางที่ดี จากจุดเดิมจุดเดียวกับ..กี่ปีมาแล้วนะ

จากรายการทีวี -- ดร.พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา บอกว่า "คนไทยเวลาทำอะไรคนเดียวเก่งมาก แต่พอทำเป็นทีมแล้ว ไม่ค่อยได้ความ"

จากตัวเอง -- สั่งงานน้องๆ ทำบ้าง ไม่ทำบ้าง ทำได้บ้าง ทำไม่ได้บ้าง หลายครั้งช้า ไม่ทันใจ ตูทำเองได้ ตูทำเลย (แล้วเมื่อไหร่น้องๆ มันจะทำเป็นฟะ) บางเรื่องที่มันไม่ใช่ทางของเรา แทนที่จะเรียนรู้ จะหัดทำ กลับไม่ทำ คิดว่าเสียเวลา (ทำไอ้ที่ตูถนัดดีกว่า) งานใครงานมัน ถนัดใครถนัดมัน

จากสถานการณ์บ้านเมือง -- เหอๆๆ ไม่มีคำวิพากย์วิจารณ์ใดๆ แต่ประชาชนอย่างเราๆ ท่านๆ ก็รับรู้ได้ว่า ทีมการเมืองไทยทุกวันนี้ เป็นอย่างไร

จากตัวเอง (อีกที) -- คงเพราะมีแต่พวกขี้บ่นอย่างเรานี่ล่ะมั้ง ประเทศชาติถึงไม่ค่อยรุ่งเรือง

อืม! พอพูดเรื่องประเทศชาติแล้ว นึกขึ้นได้ว่า ที่จริงทุกชีวิตบนโลก น่าจะเป็นชนชาติโลกเหมือนกันหมดเลย ไม่เว้นแมว หมา กิ้งก่า กิ้งกือ (ฮา)

ขอต่อ อีก 2 บรรทัดข้างล่างว่า แว่บความคิดนี้มาจากไหน..

สองวันก่อน อ่านหนอนในตะกร้า อหิงสา ที่เว็บไซต์ของ วินทร์ เลียววาริณ ชอบตอนท้ายมาก(สุดสุด) ขอขีดเส้นใต้ไว้ตรงนี้หน่อย

บางทีสงครามจะสิ้นสุดลงได้ เมื่อทุกคนคิดว่า เราเป็นพลเมืองของโลก ของจักรวาล เดียวกัน มิใช่ของชาติหรือเผ่าพันธุ์หนึ่งใด...

Monday, December 03, 2007

กลัว

กลัว

เมื่อเห็นคำนี้ แล้วคุณนึกถึงเรื่องอะไร

กลัว 'คน' ครับ ผมกลัวคนด้วยกันเอง เพราะคนสามารถฆ่าคนด้วยกันตายได้ เพียงเพื่อต้องการแย่งโทรศัพท์มือถือ

เป็นเรื่องแปลกที่คนเป็นสิ่งมีชีวิตสิ่งเดียว ซึ่งไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติได้ สัตว์อื่นๆ เวลาอยู่กับธรรมชาติ ทำไมมันปรับตัวได้ เอาคนไปนอนกลางป่ากลางหญ้า ใต้ต้นไม้ ให้ตากน้ำค้าง 2-3 คืน กลับป่วยไม่สบาย แต่สัตว์อื่นไม่เป็นไร ไม่เห็นต้องมีเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม เหมือนคนด้วย

คนเกิดขึ้นมาเพื่อทำลาย ทำลายธรรมชาติ ทำร้ายสิ่งมีชีวิต ไล่ล่าสัตว์อื่น ยิงนก ตกปลา เพียงเพราะความสนุก ตัดต้นไม้ ทำลายป่า กลายเป็นที่โล่งๆ เอาปูนมาก่อๆ ปิดๆ แล้วเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในนั้น พอร้อนก็หาแอร์มาติด ทำลายภาวะสมดุลย์ของธรรมชาติ ทำให้โลกร้อน

คนเหมือนเป็นมนุษย์ที่มาจากต่างดาว ไม่ใช่สิ่งที่ชีวิตเกิดขึ้นมาบนโลก มาเพื่อแย่งชิง ทำลายทุกอย่างเพื่อตัวเอง

เป็ดไม่เคยยกพวกไปรุกรานแมว เพื่อแย่งอาณาเขต แต่คนรบกัน ทำสงคราม เพื่อแย่งดินแดน ทั้งๆ ที่โลกนี้มีที่พอสำหรับคนทุกคน

เวลาที่มีคนมาถามผมว่า พวกเราจะทำยังไง เพื่อช่วยแก้ไขและป้องกันภาวะโลกร้อน ผมตอบว่า ไม่มีทางทำได้ เพราะคนหรือมนุษย์อย่างพวกเราๆ มีหน้าที่ทำลายโลกต่างหาก คนเกิดมาเพื่อทำลาย

เวลาผมเดินในซอยเปลี่ยว มืด ผมไม่กลัวผี แต่ผมกลัวคน กลัวมันจะมาฆ่าผมตาย แล้วได้ไอ้รองเท้าหัวแหลมๆ ของผมไปคู่เดียว (ฮา)

ทั้งหมด ทุกบรรทัดข้างบน เป็นใจความที่ผมจับได้จาก คำตอบของ 'น้าเน็ก' เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ในรายการที่นี่หมอชิต เมื่อคืนนี้ ช่วงที่พิธีกรถาม เมื่อเห็นคำว่า 'กลัว' คุณคิดถึงเรื่องอะไร

Friday, November 30, 2007

Busy vs Burst Economies

เศรษฐศาสตร์ เป็นยาขมสำหรับผม เคยพยายามทำความเข้าใจกับบทความ บทวิเคราะห์ ต่างๆ ไม่เคยถ่องแท้กับศาสตร์ด้านนี้เลยจริงๆ (ด้านอื่นก็ใช่ว่า) มึนงง และเลิกราไปก่อนเสมอ

บทความต้นทาง เขาพูดถึง productivity ของ web worker ซึ่ง Michael Specht หยอดทิ้งท้ายไว้ว่า ตัวเขาเป็น Bursty person ทำให้อยากรู้ว่า คำนี้หมายถึงอะไร เลยต้องตามไปดู -- อ่านผ่านๆ แค่ตอนต้นๆ ก็รู้สึกเหมือน ใครเอามีดมาแทงกลางใจดำ เรานี่ก็ bursty เข้าขั้น unproductivity man เหมือนกัน

ประเด็นหนึ่งน่าสนใจใน class ของศาสตราจารย์ Andrew McAfee ซึ่ง discuss เกี่ยวกับวัฒนธรรมของเศรษศาสตร์สองแบบนี้ (Busy กับ Burst) คือ นักศึกษาส่วนมากคิดว่า .. (ขออนุญาตยกมา โดยไม่แปล)
"that people who use the new tools heavily — who post frequently to an internal blog, edit the corporate wiki a lot, or trade heavily in the internal prediction market — will be perceived as not spending enough time on their ‘real’ jobs."

สั้นๆ ก็คือว่า พวกมนุษย์เว็บ 2.0 ทั้งหลาย น่าจะเอาเวลางานไปใช้ในเรื่องส่วนตัวมากเกินไป (ใช่ไหม?)

ทำให้ฝั่ง Busy มักจะตัดสินว่า Burst ซึ่งเป็นพวกที่ใช้(หรือเสพติด)เครื่องมือเว็บ 2.0 ในการทำงานนั้น ไร้ซึ่งผลงาน (unproductive) และขาดความรับผิดชอบ (irresponsible) เสียเวลาไปกับเรื่องส่วนตัว แทนที่จะทุ่มเทให้กับงานที่รับผิดชอบอย่างเต็มที่

ตอนท้ายของบทความต้นทางทิ้งท้ายไว้ว่า ถึงแม้ productivity แบบเดิมๆ จะทำให้เรามี ร้านขายของชำ พลังงานไฟฟ้า หรือหนังสือพิมพ์ฉบับเช้า แต่ในหลายๆ องค์กร ต่างกำลังพิจารณาถึงความสำคัญของ hyperproductivity อยู่เช่นกัน เพราะฝั่ง Busy เองก็ไม่ได้หันหลังให้ฝั่ง Burst ไปเลยซะทีเดียว แค่เฉื่อยๆ รีรอดูท่าที เนื่องจากยังไม่เห็นความสำคัญนัก เท่านั้นเอง

"พิจารณาตัวเองกันดีกว่า ว่าเป็นอย่างที่ฝั่ง Busy เขาปรามาสไว้รึเปล่า ถ้าใช่ก็ปรับปรุงตัวเองซะ แต่ถ้าไม่ใช่ก็แล้วไปครับ -- แต่อย่าลืมเรื่อง work hard กับ work smart ด้วยล่ะ มันต่างกันนะ"

ที่มา: Web Work Daily ผ่าน MICHAEL SPECHT

Thursday, November 29, 2007

สุขมากแล้ว ตายเรื่องจิ๊บ

อ่านคำคมข้างล่างนี้จาก blog คุณนิ้วกลม แล้วโดนใจ อยากนำกลับไปบอกคนใกล้ตัว เพราะเธอกังวลเรื่องนี้มาก แค่จะเตือนเธอในแง่เตรียมใจพร้อม ยังพูดไม่ได้เลย (เพราะสำหรับผม คิดเสมอว่าตายได้ทุกวัน)

“แทนที่เธอจะนึกถึงความตายของเขาด้วยความทุกข์ ทำไมไม่นึกถึงความสุขที่เขาเคยให้เธอมาตลอดชีวิตล่ะ”
-นางฟ้าแห่งความตาย ใน A Prairie Home Companion (โรเบิร์ต อัลท์แมน)


quote ต้นฉบับภาษาอังกฤษ (ข้อมูลจาก IMDb) เขาว่าไว้อย่างนี้

Dangerous Woman: The death of an old man is not a tragedy. Forgive him his shortcomings, and thank him for all his love and care.

มองความตายเป็นเรื่องง่ายๆ กันดีกว่า -- เสียใจได้ ร้องไห้ได้ ไม่ต้องอาย ชีวิตยังดำเนินต่อไป แล้วสักวันก็ถึงเวลาของเรา เพราะฉะนั้นใครที่กำลังจะตาย ก็อย่าไปกังวลถึงคนที่อยู่ให้มากนักเลยครับ

"เห็นที ต้องหาหนังเรื่องนี้มาดูซะแล้ว"

ที่มา: A Prairie Home Companion ผ่าน roundfinger

Tuesday, November 27, 2007

Information for what?

จากเรื่อง Exaflood คิดต่อว่า ข้อมูลข่าวสาร (Information) สาระสำคัญของมันอยู่ตรงไหน -- ผมมีทีวีจอหลอดแก้ว 625 เส้น กำลังจะโบราณ วันนี้คนเทคโนโลยีเค้าบอกว่า Hi-def 1080 มันก็ชิลๆ ซะแล้ว ปัจจุบันต้อง Hi-def 1920

บอกตามตรง สำหรับผมจะดูหนัง Live Free or Die Hard บนจอแก้วเทอะทะ กับเครื่องเล่นวีซีดีทั่วไป หรือดูบน Hi-def LCD TV+DVD 1920 อรรถรสความบันเทิง ต่างกันอย่างไม่เป็นนัยสำคัญ

เว็บ 2.0 ยุคของปริมาณข้อมูลมหาศาล User-Generated Content ข่าวสารคุณภาพสูง หรือขยะอินเทอร์เน็ต ต่างกันนิดเดียว ตรงที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์หรือไม่เท่านั้นเอง

ปุจฉา: จำเป็นหรือไม่ที่เราจะต้องตระหนักถึงการบริโภค bandwidth บนอินเทอร์เน็ต (มองผลกระทบวงกว้าง ที่นอกเหนือจากเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนตัว)

ดูคลิปวีดีโอ Exaflood นี้แล้ว ให้สะท้อนคิดไปถึงท้องนา ท้องไร่ อีเผือก ไอ้ทุย ต้นข้าว ต้นมะพร้าว รวมทั้งพ่อแก่แม่เฒ่าทั้งหลาย.. ก เอ๋ยกอไก่ ข ไข่ในเล้า ฃ ฃวดของเรา ค ควายเข้านา

ภาพประกอบ: OKNation Blog

Monday, November 26, 2007

Monday

วันนี้ปล่อยของ.. (ข้ามได้ข้ามไปเลยครับ)


ทัศนคติกำลังตก ความสุขเลยต่ำ ปวดหัว วันจันทร์ไม่มันเหมือนชื่อ

ไม่ใช่ นี่ไม่ใช่ นั่นก็ไม่ใช่ สังขารไม่ละ สาระไม่พบ สุขไม่สงบ

งานศพ งานแต่ง งานวันเกิด งานวันดับ งานวันฉลองกำไรพันล้าน

ฉาบฉวย กลบเกลื่อนด้วยทรัพย์ปรนเปรอ ยากจะทดแทน

เวลาลด ชีวิตเหลือน้อย คอยรอ รอคอย คอยรอ รอคอย


ปล. แม่น้ำต้องซื้อขนมกุยช่ายในตลาดนัดท่าอิฐ ให้ลูกคิดเป็นประจำทุกวันจันทร์

Thursday, November 22, 2007

วาระ

ตั้งชื่อเรื่องเล่นคำตามกระแสส่งเสริมการขายของพรรคการเมือง พอขำขำ แต่ไม่ใช่ 'วาระประชาชน' หรือ 'วาระแห่งชาติ(ใคร)' แต่เป็น 'วาระการประชุม' โดยเฉพาะการประชุมของระดับผู้บริหารในองค์กร -- ย้ำว่าเป็นเพียงข้อสังเกตส่วนตัว จากประสบการณ์ตรง ไม่ใช่สาระ หรือบทสรุปขององค์กรทั่วไป เพราะแต่ละที่แต่ละแห่ง ล้วนมีความแตกต่างหลากหลาย

ผมคิดว่า วาระการประชุม รวมทั้งเนื้อหาในที่ประชุม โดยเฉพาะการประชุมประจำสัปดาห์ รายปักษ์ หรือรายเดือน จะเป็นตัวบ่งบอก และชี้วัดถึงสถานการณ์ของหน่วยงาน ขององค์กร ได้ค่อนข้างชัดเจน ไม่ได้หมายความว่าองค์กรใดที่มีแต่วาระซึ่งเกี่ยวข้องกับปัญหา จะมีสถานการณ์ไม่สู้ดีนะครับ (แค่มีแนวโน้ม) เพียงแต่ให้สังเกตว่ามันเป็นเรื่องเดิมๆ เก่าๆ พูดกันแล้วพูดกันอีก เคยมีข้อสรุป แล้วยังมีคนนำกลับเข้ามาเป็นวาระอีก อย่างนี้เรียกได้ว่า "องค์กรไม่เรียนรู้" เพราะขาดการจัดการความรู้ที่เหมาะสม ไม่ได้อะไรเลยจากการประชุม

รายงานการประชุมเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งเนื้อหา รายละเอียดต่างๆ จากการโต้เถียงกันของผู้เข้าร่วมประชุม ส่วนใหญ่จะเป็นความรู้ มีประเด็นที่มองต่างมุม แต่จะมีคุณค่าหรือไม่ อยู่ที่ 1) การบันทึก ครบถ้วนในประเด็นหรือเปล่า 2) ได้รับการเผยแพร่(ถ้าไม่ใช่เรื่องลับ) ไปสู่ผู้เกี่ยวข้องหรือยัง ไม่เฉพาะผู้ร่วมประชุม และ 3) ต้องมีการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น กรณีของศาลยุติธรรม ที่หลายๆ ครั้งคำตัดสินในอดีต ถูกนำมาเป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาคดีในปัจจุบัน

การเก็บรวบรวมรายงานการประชุม เพื่อให้สามารถเข้าถึง และนำกลับมาใช้อ้างอิงได้ง่ายๆ เป็นหนึ่งเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม ถ้าอยากจะเป็น องค์กรเรียนรู้

พยายามอย่าประชุมกันพร่ำเพรื่อเลยครับ ลองนั่งคิดดูสิว่าที่ผ่านมา ใช้เวลาหมดไปกับการประชุมที่ไร้คุณค่า มากน้อยแค่ไหน -- เรื่องที่จะประชุม ควรพิจารณาก่อนว่า เข้าเงื่อนไขประมาณนี้หรือเปล่า
  • เป็นเรื่องที่เป็นผลประโยชน์หรือส่งผลกระทบต่อส่วนรวม
  • ทำให้ต้องขอความคิดเห็นจากส่วนรวม
  • และต้องมีการตัดสินใจ(ของส่วนรวม) เพื่อหาข้อสรุปที่จะดำเนินการต่อไป

ขอจบดื้อๆ ด้วย Tip จาก Mind Tools - Running Effective Meeting & Writing Meeting Minutes

Stop for a minute to consider the hourly cost to your organization of the people attending your meeting. You'll realise that calling a meeting is expensive, so it's important to ensure that every person attending and every minute of your meeting adds value. So don't invite people who won't participate but will simply report back to their boss or team (sending a copy of the minutes will be a more effective way of achieving this). Equally, don't use meetings to tell people things that could be communicated just as effectively by email or memo.

Monday, November 19, 2007

Simply The Best

ผมเพิ่งจะถึงบางอ้อว่า ทำไมตัวเองชอบอ้างและพยายามเสมอมา ที่จะลดรายละเอียดและเงื่อนไขในชีวิต ให้น้อยลงที่สุด -- สุขได้ ไม่ต้องมีอะไร

แม้ว่าชีวิตชิลๆ แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมา ก็สามารถหล่อหลอมเป็นคุณค่าทางความคิด ความเชื่อ สัจธรรมที่เรียนรู้ได้ข้อหนึ่งคือ ทุกชีวิตต้องลงทุนด้วยอายุขัยและเวลาที่เท่าเทียม ดังนั้น การทำงานแบบ multi-tasking ช่วยให้ใช้เวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากทีเดียว

ผมเห็นหลายๆ คนในที่ทำงานทำแบบนั้นประจำ และดูจะทำได้ดีซะด้วย เช่น ระหว่างนั่งประชุมฟังท่านอื่นพูด บางคนก็ใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค เปิดอีเมลอ่านและตอบไปด้วย บ้างก็ใช้ทำงานเอกสาร บ้างก็ค้นหาข้อมูล บางก็แชต แต่ผมนี่สิ ขนาดตั้งใจฟังอย่างเดียว บ่อยครั้งมากที่ทำความเข้าใจได้ช้า เกิดอาการวิงเวียน มึนงง หลายๆ ครั้งมา get เอาตอนเลิกประชุมแล้ว

ส่วนตัว ผมเป็นคนค่อนข้างสมาธิสั้น มายากไปง่าย แค่ตั้งใจจะนั่งอ่านหนังสือให้จบสักเล่ม ยังต้องอาศัยบรรยากาศสงัดสงบ หลบไปอยู่เงียบๆ คนเดียวเลย (ผมจึงไม่เหมาะจะเรียนรู้ด้วยการอ่าน) -- ยิ่งการจะทำอะไรหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกันหรือเวลาใกล้ๆ กัน จึงเป็นเรื่องยากโคตรๆ ที่สุดของที่สุด

ส่วนใหญ่จะทำแล้วเละ ไม่ได้ดีสักอย่าง -- Getting Things Failed แทนที่จะเป็น Getting Things Done

ร่ายยาวมาพอประมาณ ทั้งหมดทั้งมวลนั้น ก็เพื่อตอบคำถามในวรรคแรกนั่นเอง -- แม้ในความจำเป็นและเป็นจริงของชีวิต multi-tasking จะเลี่ยงได้ยาก ผมยังคงต้องท่องขึ้นใจเสมอว่า ถ้าเลือกได้ก็ Simply The Best

Saturday, November 17, 2007

เข้มแข็ง

เข้มแข็ง คือ พร้อมที่จะยอมรับเมื่อตัวเองอ่อนแอ

ร่ำไห้ เสียใจ และน้ำตา ไม่ใช่สัญลักษณ์ของอ่อนแอ หรือเข้มแข็ง แต่อย่างใด

อย่าตัดสินว่าใครอ่อนแอ เพียงแค่เขาฟุบหน้าร้องไห้ เสียน้ำตา

อดทน อดกลั้น และยิ้มสู้ โดยไม่สะทกสะท้าน ก็อาจอ่อนแอกว่าที่คิด

เข้มแข็ง หรืออ่อนแอ จะสำคัญไฉน เมื่อนั่นเป็นธรรมชาติของมนุษย์เรานี่เอง

ทุกคนทุกผู้ ต้องเข้มแข็ง และอ่อนแอ เช่นเดียวกันฉะนั้นหรือ

แตกต่างและยอมรับต่างหาก ที่สำคัญ

"วันนี้คุณยอมรับตัวเองแล้วหรือยัง"

Wednesday, November 14, 2007

The Life of Being Small

ผมเพิ่งสมัครรับ feed จาก blog ของ Michael Specht เมื่อไม่นานมานี้ กับ summarises ของบทความ THE LIFE OF BEING SMALL ซึ่งต้นเรื่องมาจาก blog ของ leelefever

It’s all about lifestyle and doing what you love on a day-to-day basis. We will continue to work hard and push for success, but at the same time, build a business that supports the life that we want right now, not in 30 years.


ประมาณว่าแนวคิดความสุขเล็กๆ ความสุขน้อยๆ แบบนี้แหละ ที่ผมกำลังคิดอยากจะทำให้เป็นรูปธรรมกับชีวิตตัวเอง แม้ในทางปฏิบัติ จะยังทำไม่ได้จริงก็ตาม แต่เชื่อมั่นว่าคุณค่าชีวิตของผม แค่เพียงเท่านี้จริงๆ ปัจจัยที่เป็นเงื่อนไขว่าจะทำสำเร็จหรือไม่ คือ stakeholder แต่มันเป็นความคิดความเห็น ซึ่งผมแสดงแทน stakeholder มากกว่า ทั้งๆ ที่ส่วนตัวผมก็เชื่อว่า การปรนเปรอด้วยทรัพย์ ไม่ใช่สุขที่แท้

หุ้นส่วนชีวิต เคยเปรยกับผมว่า พ่อค้าแม่ค้าในตลาดนัด มีลูกตั้ง 2-3 คน ยังยิ้มและมีความสุขได้ทุกมื้อหลังอาหาร

บทสรุปของทุนนิยม สำหรับครอบครัว -- หมดหนี้ มีที่ซุกหัวนอน มีข้าวกินอิ่มท้อง เจ็บป่วยเล็กน้อย ซื้อยากินหายเอง (โรคร้ายแรงมากก็ตายไปเลย) นอกนั้นก็ปล่อยให้มันเป็นไป

ไม่ใช่ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่หลักการ ไม่ใช่แนวคิด ไม่ต้องมีที่มา เพราะชีวิตผมมันเล็กมากจริงๆ -- เอ๊ะ! นี่ผมหลุดจากลมหายใจอีกแล้วสิ

ที่มา: A Classic Lesson on Being Small and Happy

Tuesday, November 13, 2007

ตัวชี้วัดธุรกิจ

ข่าวเศร้าเช้านี้ -- ผู้รับเหมางานสร้างอุโมงค์ลอดถนนตรงสี่แยกแคราย จะเริ่มเข้าดำเนินการต้นเดือนธันวาคมที่จะถึง ปัจจุบัน การจราจรบริเวณนี้ ก็สาหัสสากรรจ์แทบจะตลอดทั้งวันอยู่แล้ว ถึงตอนก่อสร้าง นึกภาพไม่ออกเลย แต่คงได้แค่บ่น และทนต่อไป ยังไงก็คิดซะว่า เขาทำเพื่อแก้ไขปัญหานะ ชีวิตมีทางเลือกไม่มากนักหรอก

จากการประชุมบ่ายถึงเย็น ช่างตอกย้ำสิ่งที่ฝังอยู่ในหัวของผมช่วง 4-5 ปีมานี้ ให้หนักแน่นมากเข้าไปอีก -- องค์กรธุรกิจ ต้องการกำไร ตัวชี้วัดที่มีนัยมากที่สุด คือ bottom line ถ้า bottom line ผ่าน ค่อยมาชี้มาวัดเรื่องอื่นต่อไป แต่เป็นหัวหน้า เป็นผู้จัดการ เป็นผู้นำ การสื่อและแสดงออกถึงความจริงข้อนี้กับลูกน้อง แบบเถรตรงเกินไป เป็นเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่ง แม้จะจริงเข้าไส้ซะขนาดไหนก็ตาม

ปีนี้ขาดทุน ปีหน้าต้องกำไร ปีนี้กำไรน้อย ปีหน้าต้องกำไรมาก ปีนี้กำไรมาก ปีหน้าต้องกำไรมากกว่า เรื่องธรรมาภิบาล องค์กรแห่งการเรียนรู้ แม้สำคัญ แต่ก็เป็นเรื่องรอง -- ผมเห็นด้วยและยอมรับโดยสดุดี แต่ขอโทษที ไม่มีหัวทางบัญชี ก็บริหารจัดการได้ยาก เห็นทีจะเป็นอีกศาสตร์ที่ต้องทำความเข้าใจ ไม่อย่างนั้น จะมองสถานภาพโดยรวมของธุรกิจไม่ออก ตัวเลขทางบัญชี ถือเป็นตัวชี้วัดที่สากลที่สุด

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมนึกถึงระหว่างนั่งอยู่ในห้องประชุม ก็คือ บทความ เรื่องการวัด การประเมิน (อีกแล้ว) จากบล็อก beyondKM ของ ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการสื่อสารพัฒนาการเรียนรู้ สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) -- ต้องขออนุญาตยกตอนท้ายมาไว้ที่นี่ด้วยครับ (โดนใจ)

แต่พอมีการวัดประเมินผลจริงๆ ปรากฏว่าผู้บริหารส่วนใหญ่ก็ยังสนใจอยู่กับผลลัพธ์ในเชิงรูปธรรมอยู่ดี แล้วนี่จะทำอย่างไร? ....ปากก็พูดไปว่าจะใช้หลักการใหม่นี้ ทั้งๆ ที่ความต้องการ (ในใจ) กลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม สัจจธรรมที่ผมได้ในเรื่องนี้ก็คือ ....“วัดอะไรย่อมได้สิ่งนั้น”

มันไม่สำคัญหรอกครับว่าท่านผู้บริหารจะพร่ำพูดหรือเน้นเรื่องนั้นเรื่องนี้ถี่สักเพียงใด เพราะว่าถ้าปากกับใจของท่านนั้นไม่ตรงกัน คนทำงานเขารู้ได้ครับว่าแท้จริงแล้วท่านผู้บริหารสนใจอะไร? เรื่องนี้เป็นเรื่องที่หลอกกันไม่ได้หรอกครับ ... เจ้านาย!!

นอกจากนี้ มีสิ่งที่ได้อย่างหนึ่ง คือแนวทางการเอาชนะอุปสรรค ข้อจำกัด ที่ผมกำลังประสบอยู่ และที่สำคัญมากคือ แววตา ซึ่งแสดงออกถึงความเข้าใจในตัวลูกน้อง (ผมเชื่ออย่างนั้น)

Saturday, November 10, 2007

Worldometers

แว่วได้ยินข่าวจากทีวีว่า ประเทศไทยเป็นมีสัดส่วนการบริโภคน้ำมัน เป็นอันดับหนึ่งในเอเชีย และคล้ายๆ เคยได้อ่านมาก่อนนี้ว่า ประเทศไทย (หรือกรุงเทพฯ) มีจำนวนรถยนต์มาก เป็นอันดับห้าของโลก -- จริงเท็จอย่างไร รบกวนตรวจสอบกันเอาเองนะครับ

..ระหว่างที่รถติด หรือยืนรอรถเมล์ที่ป้ายทุกเช้า ผมชอบนับจำนวนรถยนต์ ที่มีแต่คนขับอยู่ในรถเพียงคนเดียว โดยไม่มีผู้โดยสาร..

จากข่าวการบริโภคน้ำมันและพลังงาน พาผมไปพบเว็บไซต์ Worldometers - real time wolrd statistics แนะนำให้แวะไปดูกันสนุกๆ นะครับ

ครั้งแรกเข้า ผมสะดุดกับ part แรก คือ World Population โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่าง Births today กับ deaths today (สมมุติว่ามันสะท้อนความจริง) -- นี่แหละบ่อเกิด แห่งความสับสนอลหม่านของโลกในทุกวันนี้ (จำนวนมนุษย์เพิ่มขึ้นรวดเร็วอย่างนี้นี่เล่า สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ถึงได้ถดถอยลงไป) -- จะว่าผมทะลึ่งหรือลามก ยังไงก็ว่าเถอะ ขนาดตัวเลขเด็กเกิดมันยังวิ่งไวขนาดนี้ แล้วความพยายามในการทำให้เกิดมันจะมากกว่ากี่เท่ากันหว่า :-P

part อื่นๆ ก็น่าสนใจมากเหมือนกัน ถ้าตัวเลขที่ได้มามันสะท้อนความเป็นจริง ว่าแต่เขาได้ตัวเลขมาไงอ่ะ

update:
มีบอกที่มา (Source) ของข้อมูลด้วยครับ

Friday, November 09, 2007

ปรารถนาดี

ผมคุ้น "ปรารถนาดี" แต่ไม่ค่อยได้ยินหรือได้เห็น "ปรารถนาร้าย" จากไหนเลย พอเป็นเรื่องร้ายกลับกลายเป็น "ประสงค์ร้าย" อิจฉาปรารถนา เวทนาประสงค์ (ฮา) -- ยังมีดีอยู่นิด เพราะ "ประสงค์ดี" ก็เคยได้ยินมาบ้าง

วันนี้ยังไงไม่รู้ ย้อนกลับไปนึกถึงผลจากการทำสำรวจแบบ Focus Group ของบริษัท ที่พนักงานส่วนใหญ่จะบ่น และพูดถึงแต่สิ่งที่ขาด สิ่งที่ไม่ดี ขององค์กร (องค์กร คือ กลุ่มคน ร่วมกันทำกิจกรรมบางอย่าง) แม้จะมีบ้างที่เอ่ยเรื่องดี -- ผมไม่ได้ถูกสุ่มไป แต่อยากแสดงความคิดบวกว่า บุคลิกเด่น เอกลักษณ์ดี ของบริษัท ก็คือ คนในองค์กรส่วนใหญ่ มีความปรารถนาดี ตั้งใจดี อยากเห็นบริษัทเจริญรุ่งเรือง เติบโตก้าวหน้า มีกำไร (ถึงวัดไม่ได้ แต่รับรู้ได้) การเมืองเลยไม่เกิด เพราะส่วนใหญ่มุ่งเรื่องงาน ใครที่คิดจะเข้ามาเล่นการเมือง สร้างพรรคพวก เลื่อยเก้าอี้ ป้ายสี ใส่ร้าย จะอยู่ไม่ได้ พ่ายกลับออกไปทุกคน

อย่างผมเนี่ย ไม่ได้เรียกว่ารักองค์กรหรอกครับ ยืนยันว่ายังไงๆ ก็รักตัวเองมากที่สุดอยู่แล้ว ;-)

ข้อดีข้อนี้เอง แค่เพียงข้อเดียว ผมก็ว่าที่นี่เป็นองค์กรที่ดีมากกว่าองค์กรอื่นๆ ที่ผมเคยอยู่หลายเท่า ทำให้อยู่มาได้นาน ถึง 8 ปีกว่าแล้ว -- เรื่องการเมืองในองค์กร ใครไม่เจอไม่รู้ ไม่ต้องถึงขั้นลงไปเล่นเองหรอก เพียงแค่เป็นผู้ดู ทำตัวเป็นกลาง แต่ผลกระทบที่ได้รับ มันใหญ่หลวงนัก อีกทั้งช่างบั่นทอนความตั้งใจทำงาน จนแทบจะหมดไฟไปเลยทีเดียว เชื่อว่าคนที่ไม่เล่นการเมือง จะมีใจอยู่ในองค์กรแบบนั้นได้ไม่นาน

คนเรามักจะมองข้ามเรื่องดีดี ที่อยู่ใกล้ตัวมากๆ และนานๆ อาจเพราะความเคยชิน หรือเพราะอะไรก็ตาม ทำให้ไม่ได้ตระหนัก ไม่ใส่ใจ ไม่ดูแล ไปจนถึงไม่เห็นคุณค่า -- เปลี่ยนซะเถอะครับ เปลี่ยนวันนี้ เปลี่ยนทันที จะได้ไม่มาเสียใจกันภายหลัง

"Realize it in time"

ภาพประกอบ: http://www.smallwork.com

Thursday, November 08, 2007

บุญคุณต้องชำระ

ว่ากันว่า คนไทยยึดถือเรื่องของการทดแทนบุญคุณเป็นเรื่องสำคัญ วันใดที่เราอดโซ แล้วมีใครมาให้ข้าว ให้น้ำ ทำให้รอดชีวิตมาได้ เมื่อมีโอกาสตอบแทน ยิ่งในยามที่ผู้มีพระคุณเดือดร้อน ไม่ต้องรอให้เอ่ยปาก สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องทำ มิฉะนั้น เราอาจได้ชื่อว่าเป็น คนเนรคุณ

หลายปีก่อน ผมและครอบครัว(แม่และพี่ๆ น้อง) ก็เคยผ่านช่วงเวลาอดมื้อนี้ เพื่ออิ่มมื้อหน้ามาพอสมควร และที่รอดตัวมาได้หลายต่อหลายครั้งจนทุกวันนี้ เพราะความกรุณาของผู้มีพระคุณบางท่าน บ้างเป็นญาติ บ้างเป็นเพื่อน -- วันนี้ผมได้ชำระบุญคุณนั้น แบบไม่ค่อยเต็มใจ (เหมือนเนรคุณ) แต่เพราะไม่อยากถูกตราหน้าว่าเนรคุณ ด้วยการติด blacklist ในเครดิตบูโร มานานเกือบสิบปีแล้ว จนทุกวันนี้กลายเป็นคนไม่มีเครดิต ไม่สามารถขอสินเชื่อในระบบได้ และไม่รู้เมื่อไร จะปลดแอกนี้ได้ซะด้วย เพราะฉะนั้น ท่านพนักงานขายบริการ สินเชื่อ หรือสมาชิกบัตรเครดิตทั้งหลาย กรุณาอย่ามายุ่งกับตู ขอร้อง! เสียเวลาทำมาหากิน

เล่าเป็นอุทาหรณ์ว่า เหตุการณ์ของผมเกิดขึ้น ก่อนมีเครดิตบูโรตั้งหลายปีด้วยซ้ำ เป็นเรื่องของสินเชื่อบ้าน ที่ถูกใช้ชื่อไปร่วมกู้ สุดท้ายกลายเป็น NPL เจ้าของบ้านตัวจริง (ญาติผมเอง) ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย ไม่คุยอีกต่างหาก คดีนี้ถูกส่งฟ้องศาล ตัดสินจนจบ ให้เจ้าหนี้ยึด และขายทรัพย์ทอดตลาด เพื่อใช้หนี้ พอหรือไม่พอ ค่อยตามเฉ่งจำเลยทั้งสองต่อไป แต่หลังคำพิพากษามากว่า 4-5 ปี บ้านมันขายไม่ออก ผมเลยติด loop (ถ้ามีเงิน ก็คงจบไปแล้ว)

ก็อยากจะเตือนๆ ทุกท่านไว้นะครับ ว่าเป็นหนี้ ติดค้างบุญคุณใครไว้ ถ้ามีโอกาสก็รีบตอบแทนซะนะครับ ถ้าไม่อยากจะมาชำระบุญคุณอย่างผม (ฮา)


ว่าแต่ วันนี้คุณตอบแทนบุญคุณบุพการีกันหรือยัง -- ขอให้ทำด้วยรักและสำนึก ดีกว่าจะคิดว่าเป็นหน้าที่นะครับ

ภาพประกอบ: http://www.zabzaa.com
อ่าน: เครดิตบูโรคืออะไร

Tuesday, November 06, 2007

A Better Man



"I should be terminated. So, to be a better man."

ภาพประกอบ: Shutterstock

Monday, November 05, 2007

ลูกเอย..เจ้าจะสุขอย่างไร

เช้าวันจันทร์สัปดาห์แรกที่โรงเรียนเปิดเทอม กับท่ายืนปลายเท้าบนรถเมล์สายปลากระป๋อง บริเวณสี่แยกไฟแดง ที่แทบมองไม่เห็นพื้นผิวถนน ผมพร่ำคิดและถามตัวเองว่า จะสอนลูกอย่างไร ให้ทำใจสุขและสงบนิ่ง ท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย ของสังคมเมืองอย่างที่ผมกำลังเผชิญอยู่ -- ลูกเอ๋ย! เหล่านี้มันไม่ใช่ความลำบาก แต่มันคือโอกาสต่างหาก

ง่ายนิดเดียวเอง คือผมต้องเป็นให้ลูกเห็นว่าใช่อย่างนั้นจริงๆ ถ้าทำได้ก็ไม่จำเป็นต้องสอนอะไรมากแล้ว

"จะอยู่เย็นหรืออยู่ร้อนก็เป็นสุข เพราะสุขอยู่ที่ใจไม่ได้อยู่ที่กาย" (เว่อร์ไปรึเปล่า)

จากเพื่อนเก่า พรีเซนเตชั่นนี้ชูประเด็นโดนใจผมที่สุด คือ เรื่องชีวิตกับเวลาและการเรียนรู้
Adblock


ปุจฉา: จะสื่อสอนและสื่อสารกับลูกยังไง เพื่อย่นย่อกาลเวลาที่ว่านี้

ที่มา: Slideshare

Friday, November 02, 2007

Company 2.0

อีกแล้วครับพี่น้อง รายงานการสำรวจด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างพนักงาน ทำ Focus Group ที่บริษัทแห่งหนึ่งบอกว่า พนักงานส่วนใหญ่เห็นคล้ายกันคือ กลุ่มผู้บริหารระดับสูง ซึ่งวันๆ เอาแต่นั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง ทำอะไร หรือคิดอะไรกันอยู่ ก็งุบๆ งิบๆ ไม่ค่อยบอก ไม่ค่อยกล่าว ไม่เล่าให้คนที่อยู่ข้างล่างได้รับรู้กันบ้างเลย เพื่ออย่างน้อย เวลาพนักงานคิดทำอะไร จะได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

เปรียบไปก็เหมือนผู้โดยสาร ที่ได้นั่งข้างหรือใกล้ๆ คนขับรถ มองเห็นทางข้างหน้าเหมือนกัน ตอนไหนวิ่งเร็ว ตอนไหนต้องชะลอ ถึงตรงไหนเลี้ยว ถึงตรงไหนเบรก จะได้ไม่หัวทิ่มหัวตำ เหมือนนั่งรถเมล์ ขสมก. -- แต่จะว่าก็ว่านะ ถึงนั่งข้างคนขับรถ ถ้ามัวแต่นั่งหลับ ฟังเพลงเพลิน ชมวิวนอกหน้าต่าง หรือเอาแต่คุยโทรศัพท์มือถือ ยังไงๆ ก็มองไม่เห็นทางหรอกครับ

ผมเชื่อว่าฝั่งที่อยู่บนหอคอย ก็จะบอกว่า เฮ้ย! งาช้างของพวกข้าน่ะ มันอันสั้นนิดเดียวเอง ไม่ต้องถึงกับตะโกนหรอกมั้ง ที่ผ่านมาก็พูดปาวๆ ทุกวี่ทุกวันอยู่แล้ว ไม่ได้ยินกันบ้างเลยหรือ แล้วอีกอย่างก็คือ ที่พักตรงกลางบันไดทางขึ้นลงของหอคอย ก็มีลำโพงขยายเสียงติดอยู่นะ มันไม่ทำงานหรืออย่างไร คนที่อยู่ข้างล่างถึงไม่ได้ยิน

สถานการณ์แบบนี้คุ้นๆ แฮะ ผมเดาว่าในที่สุดแล้ว อย่างน้อยก็จะได้แพะมาหนึ่งตัว "ปัญหาเรื่องการสื่อสาร" แต่สาเหตุที่แท้จริงคืออะไรกันแน่ และสำคัญกว่านั้น คือจะแก้ไขได้หรือเปล่า -- โปรดติดตามตอนต่อไปครับท่านผู้ชม

จั่วหัวชื่อเรื่อง Company 2.0 เพราะว่า เดี๋ยวนี้สังคมในองค์กรส่วนใหญ่ ซึมซับรับเอา concept ของ 2.0 จากโลกอินเทอร์เน็ตกันไว้หมดแล้ว ดังนั้น พนักงานจึงคิดว่า ผู้บริหารจะคิด จะทำอะไร ควรจะเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วม แสดงความคิดเห็น ตั้งแต่เริ่มวางแผนเลยด้วยซ้ำ ถึงแม้ไม่ใช่หน้าที่ องค์กรของเรา ต้องเป็นองค์กรแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และพนักงานทุกคนล้วนเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ด้วยเช่นกัน พนักงานยุคนี้ต้องเป็น Knowledge Worker ให้ได้ และ 2.0 ด้วยนะ

คนเราทุกๆ คนต่างอยากแสดงออก เมื่อมีโอกาส -- สำคัญคือโอกาสในการแสดงออก ควรต้องพยายามดิ้นรน ไขว่คว้าหามาด้วยตัวเองก่อน ไม่ใช่มัวแต่เรียกร้องจากคนอื่น หรือรอฟ้าประทาน และในทางกลับกัน ก็ต้องหาโอกาสที่จะหยิบยื่นโอกาสให้กับคนอื่นด้วย

ที่จริงความอยากรู้ อยากเห็นของพนักงาน ผมว่ามีมานานแล้วล่ะ เพียงแต่ว่าในสมัยก่อน ระบอบการปกครองในองค์กรส่วนใหญ่ ยังเป็นแบบศักดินา ผู้น้อยไม่กล้ามีปากมีเสียง ก้มหน้าก้มตารับคำสั่ง "ถูกครับพี่ ดีครับผม เหมาะสมครับท่าน" วันนั้นคุ้ยๆ เขี่ยๆ อยู่กับดินข้างล่าง ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามองขึ้นไปบนหอคอย กลัวโดนข้อหา สอดรู้สอดเห็น ธุระไม่ใช่

ในการประชุมครั้งหนึ่ง boss เคยบอกว่านิสัยคนไทยก็เป็นแบบนี้แหละ ในห้องประชุมให้พูด ก็ไม่ยอมพูด พอที่ประชุมมีมติที่ตัวเองไม่เห็นด้วย ออกนอกห้องมาก็ซุบซิบกันว่า เดี๋ยวคอยดูนะ มันต้องพังไม่เป็นท่าแน่นอน และยิ่งถ้าผลลัพธ์เป็นอย่างนั้นจริงๆ โอ้ย! มันจะยิ่งพูด วิพากย์วิจารณ์หนักข้อเข้าไปใหญ่ -- ผมสงสัยอย่างหนึ่งนะ ว่านิสัยอะไรๆ ที่ไม่ดี นี่ต้องเป็นพี่ไทยหมดเลยใช่ไหมครับ (แม้จะเห็นด้วยก็ตาม) คิดต่อว่า แล้วนิสัยแบบพี่ไทยเราเนี่ย จะหาประโยชน์จากมันได้บ้างไหมหนอ

พอดีกว่า ฟุ้งซ่าน เหมือนจะระบาย เพราะมีปมด้อย แต่ลึกๆ แล้วรายงานการสำรวจครั้งนี้ สะกิดใจผมพอสมควรอยู่เหมือนกัน คงต้องทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอันซะที -- ตื่นๆ มีเรื่องแล้ว (ฮา)

ปล. มีคนบล็อกเรื่อง Company 2.0 ด้วย วิชาการกว่าผมเยอะเลย

Wednesday, October 31, 2007

Independent

ผมเคารพและถือมั่นในปัจเจกทางความคิดของแต่ละบุคคล แม้ว่าความคิด ความเชื่อ หรือศรัทธา(แล้วแต่จะเรียก) นั้นๆ อาจจะเป็นเหตุจูงใจในการเบียดเบียน สร้างความเดือดร้อนให้กับสังคมก็ตาม ตราบใดถ้ายังมีสติ สามารถควบคุมให้เป็นเพียงแค่คิด เชื่อ ศรัทธา แต่ยังไม่ได้พูด ยังไม่ได้ทำ -- ผมรับได้นะ เพราะถ้าแค่นั้นจริงๆ ตัวเจ้าของความคิด ความเชื่อ หรือศรัทธา นั่นแหละครับ ได้รับผลกระทบอยู่คนเดียว

มีน้องที่ทำงานคนหนึ่ง ยอมลาออกจากงานทั้งที่ยังไม่ได้หางานใหม่ เพื่อได้สิทธิ์รับเงินเก็บก้อนโต จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แล้วนำเงินทั้งหมดไปทำบุญกับศาสนสถานแห่งหนึ่ง ที่ตัวเองเลื่อมใสศรัทธา หลายคนว่าเขา "บ้าไปแล้ว" ผมไม่นะ ออกจะนับถือเขาซะด้วย เพราะเข้าใจว่าน้องเขาสัมผัสจึงศรัทธา -- แต่ถ้าเป็นผมจะไม่ทำอย่างนั้นแน่ ไม่คิดจะสัมผัสด้วย

คนเราควรเลือกที่จะเป็นสุขแบบอิสระจากสรรพสิ่ง พึ่งพิงก็แค่ลมหายใจเข้าออกของตนเอง -- อย่าเชื่อนะ เพราะผมก็ยังทำไม่สำเร็จ แต่ที่มาบอกกล่าวกัน ก็แค่อยากให้เก็บไปคิดบ้างเท่านั้นเองครับ (ปัจเจกทางความคิดของผม ได้แสดงออกมาแล้วไหมล่ะ)

ภาพประกอบ: Shutterstock

Monday, October 29, 2007

The Shawshank Redemption

วันสุดท้ายของการลา ML (หยุดต่อเนื่อง 10 วัน) ของผม เพิ่งจะรู้สึกว่าได้พักผ่อน เพราะมีโอกาสได้ดู The Shawshank Redemption ที่ซื้อ DVD Collection ซึ่งออกมาตอนฉลองครบรอบ 10 ปี เมื่อปี 2004 -- เรื่อง บท และแนวของหนัง ช่างเข้าทางกับความคิด ความรู้สึก ในวัยนี้ของผมมากทีเดียว

ไม่ต้องบอกเลยครับว่าชอบ ก่อนหน้านี้เคยดู The Green Mile หนังเดินเรื่องในคุก ของ Frank Darabont ผู้อำนวยการสร้างคนเดียวกัน ชอบทั้งคู่ อารมณ์ของหนังต่างกัน -- Green Mile มีซีนกระชากอารมณ์อยู่หลายฉาก แต่ Shawshank กลับดูใกล้เคียงชีวิตจริงมากกว่า

สำหรับผม Shawshank ไม่มีฉากไหน ประทับใจ หรือกระชากอารมณ์แบบสุดๆ เหมือนหนังดังหลายๆ เรื่อง แต่ทุกฉากต่างประกอบกัน เป็นความประทับใจของหนังทั้งเรื่อง "มิตรภาพ ความหวัง ความรุนแรง" (ผมไม่ชอบคำว่า ความรุนแรง ในชื่อไทยเลยจริงๆ ให้ตายสิ) -- ชอบวิธีการเดินเรื่อง ด้วยการบอกเล่าของตัวละคร ชื่อ Red ที่รับบทโดย Morgan Freeman

The Shawshank Redemption สร้างจากบทประพันธ์ของ Stephen King เรื่อง Rita Hayworth and Shawshank Redemption

ภาพประกอบ: Wikipedia

ปล. ผมยังมีหนังในคิวต่อไปอีก คือ Gandhi และ A Perfect World (ดูแล้วทั้งคู่ แต่มานานแล้ว)

Sunday, October 28, 2007

ตามหรือหนี

บางเวลาที่มีโอกาสได้กอดคอคุยกันอย่างใกล้ชิดกับจิตใจ ความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง ผมมักจะมีคำถามเสมอว่า ลึกๆ แล้วความต้องการที่แท้จริงของชีวิตคืออะไร (ฟุ้งซ่าน)

หนึ่ง ก็ว่าที่เป็น ที่อยู่ ที่มี ในวันนี้ มันไม่ใช่ การทุ่มเททุกอย่าง เพื่อคนที่เรารัก พ่อ แม่ พี่ น้อง ลูก เมีย นั้นไม่น่าใช่คำตอบ -- แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ทำแล้วมีความสุข แต่สำหรับผม เหล่านี้ไม่ยั่งยืน การปรนเปรอ ด้วย ทรัพย์สิน เงินทอง เป็นสุขสมมุติ หาใช่สุขที่แท้ไม่ (ฟุ้งซ่านหนัก)

สอง กลับตรงกันข้าม เพราะสิ่งที่เป็นสุขสมมุตินี้ไม่ใช่หรือ คือหนึ่งขององค์ประกอบซึ่งหล่อหลอม ให้เป็นตัวเราในวันนี้ แล้วสิ่งใดกันเล่า ที่เราเฝ้าตามหา (ฟุ้งซ่านหนักข้อ)

คำถามจึงกลับกลายเป็น นี่เรากำลังหนีอะไรอยู่หรือเปล่า แทนที่จะเป็นการตามหาคำตอบ เพราะความสุขแท้ของชีวิต น่าจะเกิดจากปัจจัยภายใน มากกว่าแวดล้อมภายนอก -- ใครที่สามารถสุขใจได้ นิ่งได้ แม้ในยามที่ปัจจัยภายนอกไม่เอื้ออำนวย หรือถูกบีบคั้น กดดัน ด้วยทุกข์สมมุติ นั่นแล ยั่งยืนที่สุด

เพราะฉะนั้น ไม่มีวันที่ผมจะตามหาอะไรพบได้เลย ถ้ายังหนีอยู่อย่างนี้ .. จริงไหมครับ? (ฟุ้งซ่านถึงขีดสุด) -- เพียงแค่ลมหายใจเข้าออก

ภาพประกอบ: Yahoo! GeoCities

Thursday, October 25, 2007

โลกร้อน...ธรรมเย็น

เช้านี้ ท่องเน็ตโดยเริ่มจากข่าวแผ่นดินไหว 7.1 ริกเตอร์ แถวๆ เกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย ตามแหล่งข่าวไปที่ CNN ก็เกิดอาการเดิม คือออกนอกลู่นอกทาง ไปเจอภาพสวยๆ (ขออนุญาต capture มาให้ดูกัน) จากภัยไฟป่า ที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ทางตอนใต้ของมลรัฐแคลิฟอเนีย สหรัฐอเมริกา


ตามไปดูต้นฉบับที่ CNN นะครับ

ภาพข้างบนนี้ ทำให้นึกถึงและตามหาข่าว "เผาป่าดอยตุง" เลยได้พบ Thai Environment Website : โลกสวยด้วยสองมือเรา ซึ่งเป็นเว็บท่า มีข่าว บทความ และสาระความรู้ เกี่ยวข้องกับเรื่องรัก(ษ์)โลก รัก(ษ์)ธรรมชาติ ขอจดไว้หน่อย -- แต่ที่น่าแปลกใจเล็กๆ สำหรับผม คือ ผู้จัดทำเป็นนักการเมือง คือคุณนพดล พลเสน รองเลขาธิการพรรคชาติไทย

จาก Thai Environment ผมตาม link ข่าวไปพบบทความ ผู้รู้เรื่องโลกร้อน ส่วนหนึ่งเพื่อแนะนำหนังสือเล่มใหม่ "โลกร้อน...ธรรมเย็น" ของ ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ -- อาจารย์ธรณ์ แกยกย่องนับถือท่าน ว.วชิรเมธี ในฐานะผู้ถ่ายทอดความรู้ มากมายทีเดียว แบบนับถือหมดใจ อย่างไรอย่างนั้น อันนี้เป็นมุขเรียกความสนใจของผมสุดๆ เหมือนกัน (อยากเชี่ยวเรื่องถ่ายทอดความรู้) คงต้องหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านดูบ้างซะแล้ว .. แนะนำนะครับ ไม่ใช่โฆษณา (ฮา)

ภาพประกอบ: CNN

Tuesday, October 23, 2007

Home School

สัปดาห์นี้เป็นช่วงลาพักร้อนไฟต์บังคับของผม (ที่ทำงานเรียกว่า ML - Mandatory Leave) ทุกปีต้องมีการจัดตารางการลา ML แบบนี้ล่วงหน้า ทำมา 2 ปี ผมก็เลือกช่วงนี้แหละ

ความตั้งใจเดิม ไม่ได้คิดจะไปเที่ยว แต่ [1] อยากจะอยู่บ้านจัดการ 5 ส. กับ [2] ให้เวลากับลูกคิด ให้ได้มากที่สุด -- เรื่อง 5 ส. ไม่มีปัญหา เพราะมี ผบ.ทบ. คอยกำกับดูแล ออกคำสั่ง ตามขั้นตอนที่เตรียมไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว ส่วนเรื่องลูก...

เมื่อวานจัดการพาลูกคิดไปสมัครเรียนอนุบาลเรียบร้อยโรงเรียนกสิณธร(เซ็นปีเตอร์) -- ลึกๆ แล้ว ความรู้สึกต่อต้านระบบการศึกษาแนวทางทุนนิยม (ผมเรียกเอง) แบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก็ยังคงอยู่กับผมเหมือนเดิม ไม่ได้ลดน้อยลงไปแต่อย่างไร แต่เหตุที่ต้องยอมติดกรอบ เพราะ [1] กลัวว่าอนาคตลูกจะแตกต่าง แปลกแยกจากสังคม ทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่อย่างปกติสุขได้ (ถ้าจำ 'น้องต้นข้าว' จากรายการ 'คนค้นฅน' ได้ ทุกวันนี้ผมยังมีคำถามว่า ถ้าพ่อแม่เขาจากไปก่อนวัยอันควร น้องต้นข้าวจะอยู่ในสังคมได้อย่างไร) และ [2] ตัดความรำคาญ รวมทั้งรักษาภาพลักษณ์ ก็ลองคิดดูว่า ถ้าผมไม่นำลูกเข้ากรอบเข้าระบบ ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา พี่ น้อง และเพื่อนๆ คงจะวิพากย์วิจารณ์ ด่าทอต่อว่าผมและภรรยา อย่างไม่จบไม่สิ้น ที่สำคัญภาพลักษณ์ของความเป็นพ่อแม่ที่ "รักลูกมากที่สุด" จะกลายเป็น "ไม่รักลูกมากที่สุด" ไปซะฉิบ -- ผมแคร์สังคมมากกว่าอุดมการณ์ของตัวเอง?

ตอนเช้า ก่อนออกจากบ้าน ผมตีลูกอย่างแรง ด้วยความโมโหที่สอนแล้วเขาไม่จำว่า มือเปื้อน อย่าเช็ดกับเสื้อผ้า ลูกคิดทำนมหกใส่มือ แล้วทันใดก็เช็ดแขนเสื้อทันควัน ผมก็ไวไม่แพ้กัน ตีลงไปที่มือทันที ลูกคิดร้องไห้ น้ำตาไหลพราก "หนูขอโทษค่ะพ่อ" -- เสียงร้องเจือปนคำขอโทษของลูก ทำให้ผมรู้สึกผิดมหันต์ "นี่เราไม่รักลูกเหรอ เฝ้าระวังทุกฝีก้าว แต่กลับทำลูกเจ็บตัวซะเอง" มิหนำซ้ำ ทุกครั้งหลังจากถูกพ่อหรือแม่ตี ผมไม่เคยรู้สึกว่า ลูกคิดรักพ่อ รักแม่น้อยลงเลยซักนิดเดียว -- พ่อขอโทษ พ่อสัญญาว่า ต่อไปจะมีเหตุผลกับลูกเสมอ

เช้านี้บังเอิญ search ไปพบงานวิจัยเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๒ เรื่อง "บ้านแห่งการเรียนรู้ (Home School)" โดย ดร. อมรวิชช์ นาครทรรพ
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยนโยบายการศึกษา
คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงจะอ่านไปแค่เล็กน้อย แต่คิดว่าเป็นแนวทางที่น่าสนใจในอนาคต (แม้ยังสิ้นหวังว่าจะเกิดในประเทศไทยได้ก็ตาม)

การที่เด็กได้เรียน ได้เล่นสนุก อยู่กับครอบครัวที่อบอุ่น รักพวกเขา ในช่วงวัยแรกเกิดจนเติบโตระดับหนึ่ง (อาจจะสัก 10-12 ปี) เพื่อสร้างแรงจูงใจ จากการสอนแบบไม่ได้สอน สอดแทรกประสบการณ์ของพ่อแม่ ทั้งเรื่องดีและร้าย ไม่ปิดกั้น ผมว่าเด็กจะซึมซับ ยอมรับ เรียนรู้ และนำไปต่อยอดได้เอง เพราะเด็กมีพื้นฐานสำคัญ คือ ความเชื่อใจในตัวผู้สอน ซึ่งก็คือพ่อแม่ ที่รักและห่วงใยเขามากที่สุด -- ประเด็นคือ พ่อแม่จะทำได้หรือไม่ (ต้องสอนพ่อแม่ ก่อนจะสอนเด็ก)

"ถ้าไม่มีลูก ผมก็คงเลยป้ายนี้ไปแล้วมั้งครับ เพราะคิดถึงแต่เรื่องตัวเองซะมาก"


เอกสารอ่านต่อ:
ภาพประกอบ: HELEN M. PLUM MEMORIAL LIBRARY

Sunday, October 21, 2007

When Am I Going To Die?

อยากรู้ว่าวันสุดท้ายของชีวิตตัวเอง คือวันไหนกันบ้างไหมครับ -- บังเอิญ search ไปเจอ The Death Clock - When Am I Going To Die?
จำได้ลางๆ ว่าเคยอ่านผ่านตาเว็บไซต์นี้มาครั้งหนึ่ง หลายปีก่อน แต่ตอนนั้นไม่ได้สนใจเรื่อง 'ความตาย'

นี่ไง วันตายของผม อีกตั้งนาน เกือบ 36 ปีเชียวนะ ใครสนใจอยากรู้ ก็เชิญลองได้ครับ



ไม่รู้เป็นอย่างไร ตั้งแต่มีลูก ทำให้ผมคิดและคำนึงถึงความตายอยู่เสมอเลย

Saturday, October 20, 2007

Coyote

เมื่อคืนดูรายการทีวี Chris Delivery เพิ่งรู้ คำว่า Coyote ในภาษาอังกฤษจริงๆ แปลว่า "หมาป่าชนิดหนึ่ง" ไม่ใช่สาวนักเต้น ที่แต่งตัวเซ็กซี่ ลีลายั่วยวน โยกย้ายส่ายสะโพกอยู่บนบาร์เหล้า อย่างที่พวกเราเข้าใจ แต่ที่ใช้กันมาจนฮิตติดปาก คงเป็นอิทธิพลจากภาพยนตร์เรื่อง Coyote Ugly (ประมาณปี 2000)

ใครที่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ น่าจะจำเพลง Can't fight the moonlight กับสาวๆ นักเต้นบนเคาน์เตอร์บาร์ได้ดี (แต่ในหนัง พวกเธอไม่ได้แต่ตัวเซ็กซี่ เหมือนในบ้านเราเลยนะ)

ส่วนสาวนักเต้นอย่างที่หนุ่มๆ (รวมทั้งผม) ชอบกันนักหนา ในภาษาอังกฤษ เขาใช้คำง่ายๆ ว่า Dancer หรือ Top Dancer (คงเพราะขึ้นไปเต้นในที่สูง) ต่างหาก

วันนี้ลองค้นหา "life goes on" (ประโยคจาก avatar ที่ผมใช้) ดูเล่นๆ และช่างบังเอิญจริงๆ ที่เจอ MV เพลงชื่อเดียวกันเป๊ะเลยของ LeAnn Rimes ศิลปินคนเดียวกับที่ร้องเพลง Can't fight the moonlight ในหนัง Coyote Ugly -- แต่ใน Life Goes On เธอดูดีกว่ามากเลย

ภาพและข้อมูล: Wikipedia, YouTube

Wednesday, October 17, 2007

Friends

ภรรยาผมมักจะบ่นให้ฟังบ่อยๆ เรื่องที่ไม่ได้ติดต่อกับเพื่อนบางคนมานานเป็นปี กลัวว่าเดี๋ยวเขาจะหาว่าเธอไม่เอาเพื่อน แต่หลังจากบ่นแล้ว ผมก็ไม่เห็นว่าเธอจะมีความพยายามอะไรต่อ เช่น ค้นหาเบอร์โทรศัพท์ หรืออีเมลแอดเดรส หรือถ้ามีอยู่แล้วก็ไม่เห็นติดต่อไป แสดงว่าไม่ได้คิดถึงมากนัก และนิสัยของเธอ ถ้าไม่มีเหตุผิดปกติอะไร น้อยครั้งที่จะเป็นฝ่ายติดต่อไปหาใครก่อน ผมเดาว่าเพียงแค่ห่วงภาพพจน์อยู่บ้าง ก็เท่านั้นเอง

เคยถามเหมือนกันว่า ทำไมถึงต้องกลัว เธอบอกว่า เพื่อนในกลุ่มหลายคนเคยเป็นอย่างนั้นเสมอ ในช่วงที่คบกันมา ผมเลยถามอีกว่า แล้วมีเพื่อนคนไหนบ้างไหม ที่ไม่เป็น -- เธอนึกอยู่นาน แต่ก็นึกออกนะ 'หนุ่ย' คือ เพื่อนที่แม้นานหลายปี กว่าจะมีโอกาสพบเจอ แต่ความผูกพันไม่เคยเปลี่ยน รักและห่วงใยกันเหมือนเดิม

ผมเชื่อว่า ความผูกพันระหว่าง 'เพื่อน' ต้องไม่ลางเลือนไปตามกาลเวลา เว้นเสียแต่ว่า ในช่วงที่ได้อยู่ด้วยกัน ไม่ได้เรียนรู้ ไม่เข้าใจในตัวตนของกันและกัน อย่างถ่องแท้มากกว่า ต้องยอมรับในความจริงพื้นฐานว่า ทุกคนย่อมมีทั้งด้านบวกและด้านลบ เพื่อนก็เช่นกัน -- อย่าคาดหวัง ให้เพื่อนเป็น ในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนจริงๆ ของเขา

ชีวิตคนเรา บางช่วงบางตอน กินเวลานานหลายปี แต่ไม่ได้รับประกันว่า คนที่เราคบหาสมาคมในสังคมนั้นๆ จะเป็น 'เพื่อน' -- อยู่ที่คุณภาพของความผูกพัน ที่ร่วมกันสร้างขึ้นมามากกว่า

ภาพประกอบ: สำนักที่ปรึกษา กรมอนามัย

Sunday, October 14, 2007

วัดกับชีวิต

ถ้าใช้ภาษาตามยุคนี้สมัยนี้ ชีวิตของคนอย่างผม ต้องใช้คำว่า "ชิลๆ" แบบที่หาดูได้ทั่วไปตามท้องถนนกรุงเทพ และปริมณฑล ที่ผ่านมาคือ เรียน ทำงาน หาเงิน อิ่มบ้าง อดบ้าง ตามประสา ไม่มีดีโดด หรือเลวโคตร อะไรมากนัก

ชีวิตช่วงนี้ เป็นช่วงค้นหาความหมายชีวิต ในมุมมองที่เป็นปัจเจกสุข รวบยอด ตกผลึก และถ่ายทอด เท่าที่จะทำได้ แม้ในความเป็นจริง ชีวิตจะยังเดิมๆ อยู่ก็ตาม

วันนี้ได้อ่าน feed เทศนาสั่งลา จาก BioLawCom.De เลยมาแปะ link ไว้ก่อน (ยังไม่ได้อ่านฉบับเต็ม)

ส่วนตัวได้มีโอกาสไปร่วมฟังสวด ในงานศพที่วัดชลประทานฯ แค่ครั้งเดียว แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ชอบและประทับใจกับวัดนี้มากๆ ถึงแม้หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ท่านจะมรณภาพไปแล้ว โดยที่ผมไม่เคยมีโอกาสไปกราบนมัสการ ทำบุญ และฟังเทศนาสดๆ กับท่าน ก็ไม่ได้เสียดายแต่อย่างใด เพราะมั่นใจว่า เนื้อหาธรรม และสิ่งต่างๆ ที่ท่านสอนไว้ จะยังคงอยู่ และได้รับการเผยแผ่ เพื่อประโยชน์สุขของพุทธศาสนิกชน และชาวโลก ตามเจตนารมณ์ของท่าน และพระพุทธองค์ตลอดไป -- สำคัญที่เราจะรับ และนำมาประยุกต์ ปฏิบัติตามได้หรือไม่เท่านั้น

การค้นหาเพื่อค้นพบของชีวิต น่าจะเป็นการตามหาเส้นทางที่นำเข้าไปสู่จิตใจของตัวเอง ไม่จำเป็นว่าตัวตนของเราจะต้องอยู่ที่วัด เพียงแต่วัดบางแห่งอาจจะช่วยจุดเทียนนำทางให้เราได้

ภาพประกอบ: กลุ่มรองเท้าแตะ

Friday, October 12, 2007

Again and again

ปุจฉา "พร่ำเพรื่อ"
  • วันหนึ่งๆ เราเห็นรถยนต์วิ่งไปวิ่งมาบนท้องถนน
  • วันหนึ่งๆ เราสุนทรีย์บันเทิงกับเอ็มพี 3 เอ็มพี 4
  • วันหนึ่งๆ เรานั่งเล่นเกมส์ เล่นเน็ต อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์
  • วันหนึ่งๆ เราส่ง SMS คุยโทรศัพท์มือถือ
  • วันหนึ่งๆ เราเดินเล่น ดูหนัง ทานข้าว ตามศูนย์การค้า อภิมหาชอปปิ้งมอลล์
  • วันหนึ่งๆ เรานอนห้องแอร์ อาบน้ำอุ่น ชงกาแฟ ปิ้งขนมปัง ดูหนัง ฟังเพลง ร้องคาราโอเกะ
  • วันหนึ่งๆ เราแต่งหน้า ทำผม ทำสวย ลดหน้ำหนัก เข้าคอร์ส ชะลอแก่

วันหนึ่งๆ พวกเขา..



ภาพประกอบ: http://www.fisheries.go.th

Thursday, October 11, 2007

กล้าหรือเปล่า

ผมยังคงพยายามละศรัทธา เพื่อกล้าวิจารณ์ -- ในที่ทำงานถือเป็นสังคมเล็กๆ สังคมหนึ่ง แต่มีอิทธิพลกับชีวิตค่อนข้างมาก เพราะในวันหนึ่งๆ มันกินเวลาเราไปถึง 1 ใน 3 และเป็นที่ๆ เราอยู่ร่วมกัน

เรื่องของ feedback ถ้าจะให้เกิดประโยชน์ต้องจริงจังและจริงใจ เปิดใจกว้างๆ สื่อสารซึ่งหน้า ดีกว่าเขียนประจานลอยๆ บนกระดานข่าว -- ประชด ประชัน ทำไม ไม่เกิดประโยชน์ ยิงตรงแสกหน้าหาเป้าหมายไปเลย กล้าได้กล้าเสีย ไม่ต้องมานั่งรอว่า เอ๊ะ! มันจะสำนึกได้ไหมวะ ดูไปอีกสักระยะ พอถึงกำหนด เอ้า! ประจานมันอีก ประจานมันเข้าไป บนกระดานข่าว ไม่ระบุใครอีกเหมือนเดิม -- ทำทำไมครับ แบบนี้ ผมว่าไร้สาระ เสียเวลาเปล่า (แต่ผมก็พยายามมองทุกสิ่งทุกอย่าง ตามความเป็นจริง อะไรที่เป็นมานานๆ ฝังลึกๆ มันเปลี่ยนยาก ตัวเรายังทำไม่ได้ อย่าไปว่าคนอื่นเลย)

หัวหน้า:ลูกน้อง -- ดีต้องชม กล้าให้คุณ เลวต้องตำหนิ กล้าลงโทษ แล้ว ลูกน้อง:หัวหน้า -- ? เมื่อวาน เพิ่งได้ยินแนวๆ ว่า หัวหน้า หรือ หัว.. (กรณีของคนอื่น ที่มันเชื่อมโยงกับผมด้วย) ดีนะ มันต้องแบบนี้แหละ ที่เคยบอกว่าลูกน้องสอนและให้อะไรๆ กับผมเหมือนกัน

สุดท้ายผลจากการ feedback ต่างหาก คือสิ่งที่คาดหวัง แต่ถ้าบางเรื่อง บางคน มีเงื่อนไข ข้อจำกัด เป็นเหตุให้ทำไม่ได้ล่ะ จะตัดสินพวกเขาอย่างไร

ด้วยรักและเคารพ


ปล. ผมจะกล้าไหม หรือจะเก่งแต่ในนี้ ห่วงปากท้องเกินไปไหม ทำให้ไม่กล้าเผชิญความจริง

Tuesday, October 09, 2007

ของขวัญ

จากลูกคิด

Adblock


อัพเดต (ตอนค่ำ): แม้ว่าผมจะพยายามทำให้วันนี้เป็นเหมือนทุกวัน แต่จะด้วยความบังเอิญ หรือตั้งใจก็ตาม ขอขอบคุณทุกคน ทุกสิ่ง ที่ทำให้วันคล้ายวันเกิดปีนี้ รู้สึกประทับใจมาก
  • คนรู้ใจ (เมียผมเอง) ยังคงตั้งใจ สม่ำเสมอ และทำให้วันนี้เป็นวันสำคัญ แม้ผมจะเฉยชา (เหมือนเดิม) ยังไงก็เถอะ
  • ลูกคิด ทำให้ทุกรายละเอียดในชีวิตพ่อสำคัญ และต้องใส่ใจเสมอ
  • น้องๆ ที่ทำงานทำให้ผมได้เป่าเทียนเค้กวันคล้ายวันเกิดเป็นครั้งแรก (ขอบคุณครับ และขอโทษด้วยที่พี่มันห่ามๆ)
  • เป็นวันคล้ายวันเกิดวันแรก ที่ได้ทั้งทำบุญใส่บาตร และบริจาคเลือดด้วย ในวันเดียวกัน
  • และก็ทุกถ้อยคำอวยพร จากคนใกล้ คนไกล ออฟไลน์ และออนไลน์
คิดถึงพ่อแม่ อย่างแรง

Monday, October 08, 2007

Bottleneck

ปกติผมค่อนข้างจะคุ้นเคยกับขวด เพราะว่านัดเจอกันทุกสุดสัปดาห์ เราสนิทกันมาก ขั้นกอดคอ เพื่อนซี้ เลยล่ะ -- แต่คราวนี้แพ้ภัยปัญหา "คอขวด" แก้ไม่ตก คิดไม่ออก สงสัยกับขวด ผมยังรู้ใจเขาไม่มากพอ ต้องทำความรู้จักกันทุกวัน ซะล่ะมั้ง



เข้าเรื่อง -- งานเป็นคอขวด (เป็นนานๆ อาจแตก เงินกระจาย ตามรูป) มีความเสี่ยง เป็น Single Point of Failure

เรื่องที่ต้องทำ คือ การบริหารจัดการทรัพยากร เพราะว่าทรัพยากร คือ สิ่งที่มีอยู่จำกัด

ตัวแปรที่เกี่ยวข้อง บันทึกไว้ ถอยออกมามองห่างๆ -- นี่แหละ โอกาสเรียนรู้ โจทย์ชั้นครู ความสำเร็จ คือการที่ได้ลงมือทำ
  • คิว
  • อัตราไหล
  • ความต้องการ
ภาพประกอบ: http://finsolinc.com

Sunday, October 07, 2007

เป็น

สำคัญมาก...แค่ไหน



เมื่อไม่เป็นอย่างที่อยากให้ใครเห็น
เมื่อเป็นอย่างที่เขาไม่อยากให้เป็น

อยากให้เขาเห็น อย่างที่อยากให้เขาเห็น
อยากเป็น อย่างที่อยากให้เขาเห็น

แต่ไม่ได้เป็น อย่างที่เป็น และอยากเป็น ?

ภาพประกอบ: http://www.oknation.net/blog/

Saturday, October 06, 2007

Communication

"คนทำงานเทคนิค มักไม่ชอบคุยกับคน หรือคุยก็ไม่รู้เรื่อง วันหนึ่งๆ พวกเขาชอบที่จะคุยแต่กับเครื่องจักร คอมพิวเตอร์ สมองกล"

แม้จะทำงานด้าน IT มานาน แต่ประสบการณ์เกี่ยวกับ Software Development ของผมเป็นศูนย์ พักนี้ก็พยายามหาข้อมูล ความรู้ ประสบการณ์ และพวก success story ต่างๆ บนเน็ต อ่านเพื่อทำความเข้าใจ นำมาประยุกต์ใช้(ได้หรือเปล่า)

วันก่อนบังเอิญไปเจอเว็บไซต์ของ Dr.Alistair Cockburn (อ่านว่า Co-burn) ซึ่งเป็น Guru ระดับโลกทางด้านนี้คนหนึ่ง
He is best known for describing Software development as a cooperative game

เมื่อวาน -- ผู้บริหารพบพนักงาน แต่อาจจะกลุ่มใหญ่ไปหน่อย เวลาต่อหน่วยเลยน้อยไปนิด จะเป็นไปได้ไหม ที่วันหนึ่งพนักงานจะขอนัดผู้บริหาร เพื่อจัดรายการแบบนี้บ้าง ;-)

ผมไม่ชอบมากๆ (เพราะมีประสบการณ์ตรง) ผู้บริหารที่ชอบสร้างภาพ ต่อหน้าพนักงานหมู่มาก พูดจาไพเราะเพราะพริ้ง มีเหตุมีผล แต่ลับหลัง คุยกับพนักงานตัวต่อตัว หรือกลุ่มย่อย ท่านด่าบิดาล่อมารดา ไม่เคยรับฟังเหตุผล มึงต้องทำอย่างที่กูบอกเท่านั้น -- วาสนาของผม ที่ไม่มีแบบนี้ ในที่ทำงานปัจจุบัน

Justification of Life -- อย่าให้งาน สำคัญกว่า หรือแม้แต่เทียบเท่า ครอบครัว พูดง่ายๆ คือ อย่าเครียดปัญหางานมากกว่าปัญหาครอบครัว เพราะฉะนั้น ถ้าวันนี้สัมพันธภาพในครอบครัว อบอุ่น มีความสุข องค์รวมก็ควรจะมีความสุข (ใช้ตอนแบ่งกลุ่ม ในที่ประชุม)

มีคำแนะนำจาก boss เรื่องสื่อสารด้วยการ "พูดคุยกันแบบซึ่งหน้า" ให้มากขึ้น ผมคิดถึงบทความของ Dr.Cockburn ที่กำลังนั่งอ่านอยู่ ก่อนจะถูกเรียกขึ้นไปประชุม

People never communicate completely
Receiver must always jump a gap


ที่จริงแล้วมันก็ชิลๆ นะผมว่า รู้และเข้าใจ (แต่ไม่ปฏิบัติ) กันทุกคนแหละ ถามใครก็ร้อยทั้งร้อย บอกว่า Communication เป็นปัญหาอมตะนิรันดร์การของทุกองค์กร

คงต้องเริ่มจากตัวเราเอง "เปิดใจกว้าง และให้โอกาส"

ที่มา: Software Development as a Cooperative Game

Friday, October 05, 2007

Feedback #2

นานมาแล้วกับ Feedback แรก วันนี้บังเอิญ ได้กลับเข้าไปที่ Andres' thoughts อีกครั้ง ชอบความคิดของ Andres ตาม quote ข้างล่างนี้
Giving and receiving feedback is a skill, just like most other things we do at work daily, and you need to practise it often to get good at it.

เพียงแค่เข้าใจว่าแนวทางนี้ดี มีคุณค่า จะมีประโยชน์อันใดถ้าไม่ได้ลงมือทำ (ตัวผมเองยังอ่อนเรื่องนี้มาก)

Andres' rules of feedback
  1. Ask for, and give feedback often -- เริ่มจากขอ feedback จากทีม แล้วค่อย feedback กลับ
  2. Provide feedback early ให้ feedback -- ทันที ทันเหตุการณ์ ดีกว่ารอให้เรื่องนั้นๆ ผ่านไปเนิ่นนาน
  3. Giving feedback is about sharing your feelings -- ให้ feedback จากมุมมองของเรา อย่าพูดในแนวว่าเขาเป็นอย่างไร เอาเป็นว่าสิ่งที่เขาทำ เราคิดเห็นอย่างไรดีกว่า
  4. Don’t evaluate or judge -- อย่า feedback ใคร ด้วยวิธีการสรุปหรือตัดสินเขา
  5. Receiving feedback is about listening to someone else’s feelings -- ใจเขาใจเราครับ เมื่อเรารับฟังความคิดเห็นของคนอื่น ก็ต้องเปิดใจ และไม่ควรคาดหวังว่าจะเป็น positive มากเกินไป ให้สนใจเหตุที่ทำให้เขาคิดอย่างนั้นมากกว่า
  6. Negative feedback is good -- ถ้าไม่มีอคติ ก็ตามนี้เลย (ส่วนตัว ผมคิดว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ยากมาก โดยเฉพาะในสังคมไทย)
  7. Talking about the feedback -- วิพากย์เยอะๆ วิจารณ์แยะๆ ไม่อคติ เปิดใจ ยินดีให้และรับเสมอ
ชอบแนวทางในบทความที่บอกว่า เริ่มจาก หาคนที่เราเชื่อใจ และมั่นใจว่าไม่หลอก ไม่ปิดบัง มาแลกเปลี่ยน feedback ซึ่งหน้ากันบ่อยๆ เพื่อสร้างพัฒนาการ -- เกิดมาจนอายุป่านนี้แล้ว ถ้าไม่ใช่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผมยังไม่เคยเจอคนๆ นั้นเลยจริงๆ

ที่มา: My Rule of Feedback

หมายเหตุ: Andrés Taylor เป็นที่ปรึกษาด้านการพัฒนา Teamwork ของงาน Software Development

Wednesday, October 03, 2007

สถานการณ์ภาคใต้

ผมหลีกเลี่ยงที่จะบริโภคข่าวการก่อการร้ายของโจรใต้ มากว่าสัปดาห์ เมื่อคืนนี้บังเอิญได้ดูข่าวช่องทีไอทีวี รายงานข่าวบอกว่าช่วงเดือนรอมฎอนนี้ การก่อการร้ายทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งวางระเบิด ทั้งลอบสังหาร มีผู้บริสุทธิ์ เสียชีวิต และบาดเจ็บสาหัส จำนวนมากมาย

ภาพข่าวที่เห็นแล้วเศร้าที่สุด คือ ลูกสาวผู้เสียชีวิต ร้องไห้แทบจะขาดใจ เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่กำลังนำศพของพ่อ ที่เป็นตำรวจจราจร จังหวัดปัตตานี เข้าเก็บที่โรงพยาบาล เพื่อดำเนินการต่อไป -- ฆ่าพ่อก็เหมือนฆ่าลูก ฆ่าผัวก็เหมือนฆ่าเมีย ตายทั้งครอบครัว

รายงานข่าวบอกว่า ตำรวจจราจรท่านนี้ ถูกลอบยิงระหว่างทางที่กำลังขับรถกลับบ้าน จนเสียชีวิต เท่านั้นไม่พอ ผู้ก่อการร้ายยังพยายามจะลากศพเข้าข้างทาง เพื่อตัดคอศพอีกด้วย เหี้ยมโหดมาก โชคดีที่กำลังเจ้าหน้าที่รัฐมาถึงที่เกิดเหตุทัน พวกมันเลยหนีไป พร้อมขโมยปืน ของผู้เสียชีวิตไปด้วย

นอกเหนือจากนี้ ยังมีเหตุระเบิด อีกหลายจุด -- ผมได้แต่อึ้ง และคิดว่าเหตุการณ์เหล่านี้ เกิดบนแผ่นดินไทยจริงหรือ บนแผ่นดินเดียวกับที่ผม และเราๆ ท่านๆ ทั้งหลาย ยังสุขยังทุกข์ กับการบริโภคเกินความจำเป็น สุขทุกข์กับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ สุขทุกข์กับเรื่องเงินๆ ทองๆ สุขทุกข์กับการทำมาหารายได้ เพื่อเสวยสุขบนทรัพย์ศฤงคารที่หามาได้

แต่อีกด้านหนึ่งกลับมีแต่ความหวาดระแวง หวาดผวากับโจรก่อการร้าย ที่กระทำการอย่างเหี้ยมโหด ไร้คุณธรรม ทำร้ายชาวบ้าน คนบริสุทธิ์ อยู่ทุกวัน -- อะไรคือ สิ่งที่เราทำได้ นอกเหนือไปกว่า เห็นใจ เข้าใจ หรือสงสาร

เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง:

Tuesday, October 02, 2007

Just A Minute

วานนี้รู้ วันนี้ลืม -- เกี่ยวข้องกัน



ภาพประกอบ: https://www.thepricksupply.com/catalog/

Saturday, September 29, 2007

ลมหายใจ

อยากสวย เพราะขี้เหร่ ทำศัลยกรรม -- สวยแล้วก็อยากดัง ทำตัวเป็นข่าว ถ่ายภาพโป๊
อยากรวย เพราะว่าจน โกง ทุจริต คอรัปชั่น -- รวยแล้วก็อยากมีอำนาจ เล่นการเมือง ซื้อเสียง

พระพุทธองค์ทรงสอนว่า ให้นึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก

เกิด แก่ เจ็บ และตาย กิเลส ตัณหา อยากเป็น อยากได้ ทุกข์ สุข ทั้งหมดล้วนเป็นเพียง ลมหายใจที่เข้าออก

เพราะฉะนั้น อยากได้ อยากเป็น อยากอะไร แค่หายใจเข้าหายใจออก ก็ได้ ก็เป็น สมอยากทุกอย่างแล้ว

อยากสวย หายใจเข้า -- อยากดัง หายใจออก -- อยากรวย หายใจเข้า -- อยากมีอำนาจ หายใจออก

Thursday, September 27, 2007

I love this!

ไม่ได้แวะเวียนเข้าไป พลวัต ซะนาน เช้านี้เจอบทความของคุณ bact'
โดนใจอย่างแรง ตั้งแต่บรรทัดแรก ไปจนอักษรตัวสุดท้ายของ ความเห็น ที่แลกเปลี่ยน

เราไม่ได้อยู่คนเดียว
หากเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่เรียกว่า "สังคม"
เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ทั้งหมด
และทุก ๆ คน เกี่ยวข้องกัน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ตรงหรืออ้อม

"ประชาธิปไตย" "รัฐธรรมนูญ" "ประชาสังคม" "การมีส่วนร่วม" "ประชามติ"
"ประชาพิจารณ์" "ธรรมาภิบาล" "นิติรัฐ" "..." ฯลฯ

อย่าเพิ่งรีบร้อน ... เริ่มจากฐานคิดที่ว่ามาข้างบนให้ได้เสียก่อน

ก่อนจะไปสู่อะไรที่ใหญ่กว่านั้น"

ทุก ๆ คนอยู่ร่วมกัน — อย่างเท่า ๆ กัน"


อ่าน -- ที่ๆ เราอยู่ร่วมกัน

ที่มา: http://www.palawat.com

Wednesday, September 26, 2007

Information Management 2

เพิ่งรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง จากคราวก่อน ตั้งใจไว้ว่าครั้งนี้จะต้องไล่เรียงรายการ และสิ่งที่คนข้างหลังจะต้องทำ เมื่อผมตาย เริ่มแก่แล้วความจำไม่ค่อยดี คิดได้ก็บันทึกไว้ก่อนเลย ที่นี่แหละ (เพื่ออ้างอิง ตอนจะลงรายละเอียด)

นอกจากแจ้งคนตาย ที่อำเภอเมือง นนทบุรี ภายใน 24 ชั่วโมง และจัดการเรื่องฌาปนกิจซากศพ เพื่อส่งดวงวิญญาณไปสู่สุคติแล้ว หลังจากนั้น คงต้องไล่ติดต่อ เพื่อดำเนินการเรื่องเหล่านี้

  1. ประกันชีวิต -- มีทำไว้ 2 หรือ 3 ฉบับ
  2. กองทุน -- บำเหน็จประกันสังคม กองทุนรวมที่ทำงาน
  3. เงินออม -- บัญชีเงินเดือน บัญชีเงินฝาก และสลากออมสิน (อันนี้ไม่ได้ใช้ชื่อตัวเอง ส่งมอบให้ภรรยาและลูกเรียบร้อย)
  4. ธุรกรรมเกี่ยวข้องกับบ้าน -- สินเชื่อธนาคาร สัญญาใช้บริการสาธารณูปโภค ได้แก่ ประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์บ้าน
  5. ธุรกรรมส่วนตัว -- บัตรเครดิต 3 ธนาคาร, สัญญาใช้บริการ ได้แก่ โทรศัพท์เคลื่อนที่ อินเทอร์เน็ต
  6. อื่นๆ -- หนี้ NPL เนื่องจากเคยไปเป็นผู้กู้ร่วมซื้อบ้านให้น้องชาย(ลูกน้า) คดีนี้ศาลตัดสินขายทอดตลาด บ้านและที่ดิน เพื่อชำระหนี้แล้ว แต่เข้าใจว่าธนาคาร(เจ้าหนี้) ขายทรัพย์ไม่ออก, อีกหนึ่ง คือ ค้ำประกันเงินกู้ให้ผู้มีพระคุณ ไม่แน่ใจว่าปัจจุบันสถานการณ์เป็นอย่างไรแล้ว (คาดว่าไม่มีปัญหา) นอกจากนี้ยังมีหุ้นที่เพื่อนฝากไว้ใน พอร์ตลงทุน อีกเล็กน้อย แต่ของตัวเองไม่มีแล้ว
-- เน้นย้ำไว้ เผื่อมีเพิ่มเติม --

ปล. แต่ตั้งใจไว้ว่าจะไม่ตาย จนกว่าจะปลดหนี้หมดซะก่อน

Tuesday, September 25, 2007

เปลี่ยนได้ไหม

คนส่วนใหญ่ไม่น่าจะแตกต่างกันสักเท่าไรนัก ใครเคยมีคำถามเหมือนผมบ้างไหม

  • 4-5 ปีแรก อยู่กับพ่อแม่ และครอบครัว -- ใครได้อยู่ ถือว่าโชคดีกว่าอีกหลายๆ คนนัก
  • 15-20 ปีต่อมา เรียน -- ชีวิตวัยรุ่น ช่วงเรียนรู้ บ้าพลัง ค้นหาสิ่งแปลกใหม่ แต่หลายคน ตัดตอน จบลงเพียงแค่ช่วงนี้
  • 40 ปีที่เหลือ ทำงาน หาทรัพย์ -- ตอนนี้ผมมาจะครึ่งทางแล้ว บางสิ่งเพิ่งเริ่มต้น บางอย่างยังไม่ได้ลงมือ แปลก! เวลายิ่งลดน้อยลง แต่ที่ต้องทำกลับเพิ่มมากขึ้น

ถาม -- ถ้าไม่ชอบแบบนี้ เปลี่ยนได้ไหม
ตอบ -- ได้ ง่ายด้วย เพียงแค่กล้า เดินออกมา..ลองดูสิ

ปล.
  1. ผมคงผลักดันตัวเองไม่ไหว งมหาความ(คิดว่า)สุขกันต่อไป
  2. ระหว่างเขียน นึกถึงแผนภาพของเซลล์ขายประกันชีวิต ขึ้นมา



ภาพประกอบ: http://www.generalithailand.com

Saturday, September 22, 2007

When I Have to Show

อาถรรพ์ 69 ?



เคยทำแบบทดสอบของที่ทำงาน เกี่ยวกับ type ของตัวเองว่าเป็นพวกไหน 1 ใน D-I-S-C แต่ "จำไม่ได้" -- ก็มันนานมาแล้วอ่ะ

แต่กลับจำคำของเบอร์ 1 ได้ว่าลึกๆ แล้วผมเป็นพวก Perfectionist (คลับคลาว่าจะเป็น type S) ประมาณว่าถ้าทำอะไรแล้วต้องทำให้ดี ให้หรูเริศ ไม่งั้นรู้สึกไม่ดี ไม่ทำเลยดีซะกว่า จะเสร็จเร็วเสร็จช้า ไม่ใช่ความสำคัญลำดับแรกสำหรับพวก Perfectionist

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีความจำเป็นที่ต้อง stay on stage ทั้งที่ไม่อยากและไม่ยากเลย เพราะเมื่อผมพูดไม่จำเป็นต้องมีคนฟัง แต่ต้องมีคนอยากฟัง (ฮา) ไม่ใช่หรอก อยู่ที่ความแข็งแกร่งและลึกซึ้งในเนื้อหามากกว่า คราวนี้ก็แนวๆ เพราะไม่มั่นใจว่าเราปึ้ก และแน่น (โดนต้อนเข้ามุม) คงด้วยแวดล้อมทำให้ฮึกเหิม และถึงเวลาออกโรง

ในบรรยากาศที่ออกจากความเป็นจินตนาการศาสตร์ของตัวเอง กลับไปสู่โลกศาสตร์ มุมหนึ่งเหมือนมันเปิดกว้าง แต่อีกมุมกลับแคบลง พาความคิดล่องลอย และจมดิ่งในเวลาเดียวกัน -- มโนจิตกำลังต้องการพันธการบางอย่าง (หรือที่ผ่านมาไม่เคยมี)

จำเป็นเหลือเกินที่ผมต้องออกไป แต่ก็ยังไล่ตามอะไรในรั้วรอบกรอบกรงนี้อยู่ วุ่นวายสับสนจริงๆ พับผ่าสิ -- คนเราจะแขวนคอตัวเอง ไว้กับความเป็นตัวตนของคนอื่นอย่างนั้นหรือ

ภาพประกอบ: http://images.jupiterimages.com

Friday, September 21, 2007

นอนไม่หลับ

โอกาสดีอีกครั้ง ที่บังเอิญได้สัพเพเหระกับ boss แต่คราวนี้ออกจะห่างๆ เรื่องงานไปซักหน่อย (ซึ่งก็ดี มันน่าเบื่อ) วิเคราะห์เจาะลึก ความรู้สึกของตัวเองระยะหลังมานี้ "ใจแคบ" สุดสุด -- นึกถึงความเชื่อเรื่อง รักตัวเอง ขึ้นมาทันที มนุษย์เรานี่นะ ก็อยู่กับตัวเองตลอดเวลากันทุกคน แต่ทำไมถึงได้คิดถึงตัวเองมากมายกันนัก

boss แกมีปัญหานอนไม่หลับเหมือนกัน น่าจะหนักกว่าผมซะด้วย คงเครียดมากเรื่องงาน หลับตาลงเมื่อไหร่ เรื่องโน้นเรื่องนี้ สลับสับเปลี่ยนมาวนเวียน อยู่ในหัวแกตลอดเวลา ทำให้ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ความดันโลหิตก็พุ่งขึ้นสูง -- รักษาสุขภาพนะครับ (ผมแอบเป็นห่วงในใจ แต่ไม่กล้าเอ่ย)

ย้อนนึกไปถึงคำสอนของ boss เก่าท่านหนึ่ง ซึ่งจำได้ตั้งแต่ครั้งแรก และเป็นครั้งเดียวที่แกบอก ผมจด "เปิดใจกว้าง และให้โอกาส" ในตอนนั้น ความหมายน่ะเข้าใจ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะนำไปใช้ตอนไหน อย่างไร

ชีวิต ความคิด เมื่อเดินทางผ่านกาลเวลา และประสบการณ์มากมาย การเรียนรู้ก็เกิด และสั่งสมเองโดยไม่รู้ตัว ภาพซึ่งบรรยายคำสอน มันปรากฏขึ้นได้เอง เมื่อคิดถึง แต่อธิบายเป็นตัวหนังสือคงไม่ง่ายนัก

boss เก่ากว่าอีกท่านหนึ่ง ย้ำเป็นนักเป็นหนาว่า dog เอ๋ย เรื่องคนนั้นสำคัญที่สุด เพราะไม่ว่า dog จะไปทำงานที่ไหน คนนี่แหละเป็นตัวแปรที่ควบคุมลำบากฉิบ เพราะฉะนั้น dog ต้องให้อ่านคนให้ออก -- โอ้โห! dog เครียด ตอนนั้น dog อายุยังไม่ 20 เลย ตูอ่านหนังสือดีกว่ามั้ง

ทุกคำสอนของ boss ไม่ว่าท่านไหน ผมจดจำ แล้วนำกลับมาเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงเสมอ ทำให้ไม่เคยลืม ขอบคุณนะครับ boss(es) และอยากบอกว่า "ระลึกถึงเสมอ" นะครับ

นอกจาก boss แล้ว หลายครั้งผมได้อะไรดีดีจากลูกน้องก็เยอะ ไว้จะมาเล่าให้ฟัง

ภาพประกอบ: http://www.asitis.org

ปล. เมื่อคืนผมนอนหลับสลับฟันปลา -- 5 ทุ่มถึงตี 2 ส่วนอีกรอบก็ตี 4 ถึงเกือบ 7 โมงเช้า

Wednesday, September 19, 2007

Ideal Society

อ่านเจอคำขวัญของพรรคศิลปิน "หัวใจคือไม่ปกครอง" ทำให้สะกิดความเคยคิด เกี่ยวกับเรื่อง สังคมอุดมคติ ชุมชนในฝัน อะไรทำนองนี้ แต่อีกแว่บก็ สังคมนิยม คอมมิวนิสต์ ทำนองนั้น (แต่อย่าถือสา เพราะผมไม่แตกฉาน เรื่องพวกนี้)



ไม่มีกฎหมาย ไม่มีศาสนา ไม่มีเงินตรา ไม่มีกษัตริย์ ไม่มีอำมาตย์ ไม่มีเสนา ไม่มีข้า ไม่มีทาส ไม่มีตำรวจ ไม่มีทหาร ไม่มีระบอบ ไม่มีระบบ ไม่มีปกครอง ไม่มีหนี้ ไม่มีรวย ไม่มีจน และที่สำคัญ ไม่มีนักการเมือง (ฮา) -- ทั้งหมดนี้ ในบริบทของผมเอง

แว่วเสียงใครหว่า คุ้นๆ "พ่อ!คะ เช้าแล้วตื่นได้แล้วค่ะ"

ภาพประกอบ: http://files.myopera.com

ปล. บ่นเรื่องงานมาหลายวัน แทนที่จะ relax หน่อย .. พอได้นะครับ เพราะผมไม่เครียด

Tuesday, September 18, 2007

ต่ำกว่าสายตา

สัปดาห์ก่อน น้องที่ทำงานคนหนึ่ง บ่นให้ฟังระหว่างลงลิฟต์ว่า ไม่รู้ผู้บริหารจับเค้ามาทำอะไร 10 เดือนผ่านมาแล้ว ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย แถมภาพลักษณ์ส่วนตัว เสียหาย เนื่องจากมีแนวโน้มเปลี่ยนใจจากดีลกับคู่ค้ารายใหญ่ ที่น้องเค้าเป็นคน lead เข้ามา

"ใจเย็นๆ หาโอกาสรีบคุย รีบเคลีย กับผู้ใหญ่ ก่อนดีกว่า" ผมได้แต่แนะนำไปอย่างนั้น อาจไม่ใช่น้องคนนี้เพียงคนเดียวที่คิด และรู้สึกแบบนี้ แต่อีกหลายคนยังไม่กล้าแสดงออก ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมมนุษย์เรา ต้องเป็นทุกข์กับเรื่องของธุรกิจ ตัวเลข เงินๆ ทองๆ มากมายนักนะ

เรื่องแบบนี้ ถ้ามองที่เจตนา ไม่มีใครผิด ผู้บริหารก็คิดว่าน้องเค้าเหมาะสม น่าจะใช้ความสามารถที่มีอยู่ (และเป็นที่ยอมรับ) ช่วยให้โครงการเกิด และเติบโตได้ ตามเป้าหมาย เมื่อเวลาเนิ่นนานผ่านมา ความรู้สึกมีคุณค่าเริ่มถดถอย เพราะไร้ซึ่งผลงาน ทั้งที่ทำเต็มที่ เหตุมีหลากหลายปัจจัย ทุกเรื่องทำความเข้าใจกันได้ โดยเฉพาะความรู้สึกของคนทำงาน ขอเพียงแต่อย่ากดดันกันและกันมากเกินไป

สำหรับโครงการนี้ ผมอยู่ฝ่ายเทคนิค (แต่ทำเองไม่ได้) ยอมรับเต็มประตู (ตามที่ฝ่ายธุรกิจกล่าวโทษ) ว่าคราวนี้ โครงสร้างทางเทคนิค ต้องเกิดก่อน ฝ่ายธุรกิจถึงจะทำมาหารายได้ได้เอง จริงๆ แล้วทำขนานกันไปได้เลย โครงสร้างก็ทำกันไป ส่วนความต้องการทางธุรกิจก็คิดกันไป ไม่จำเป็นต้องรอกันและกัน เพียงแต่ขอให้คุย และทำความเข้าใจกันเสมอ (ผมเข้าใจว่า ฝ่ายธุรกิจเองก็ถูกกดดันเรื่องรายได้ เค้าย่อมให้เวลากับอย่างอื่นมากกว่าโครงการนี้)



สำหรับตัวโครงการ ได้แนวทางที่ชัดเจนจากอัศวินม้าขาว(คนเดิม) มาแล้ว แต่ยังเป็นห่วงเรื่องกำลังของคนทำงาน เพราะทีมก็ไม่ใช่ Spartan Army ซะด้วย

เฮ้อ! คนเรา เมื่อไร้ความสามารถ ศีรษะย่อมอยู่ต่ำกว่าสายตาของคนรอบข้าง -- นี่แหละ! สัจธรรมในโลกของธุรกิจ

ภาพประกอบ: http://www.navin.lbinc.info