Friday, June 29, 2007

Visual Inspirations

แบบว่าเรื่องชีวิตๆ ต้องเก็บไว้หน่อยครับพี่น้อง เสียดาย download ไม่ได้ (เจ้าของไม่อนุญาต) ถ้าตัวหนังสือเล็กไป ก็ตามไปดูแบบเต็มจอที่ Slideshare แล้วกันนะ

ปล. เขาอนุญาตให้ดาวน์โหลดได้แล้วครับ
Adblock

Firework


Firework ได้ยินคำนี้ล่าสุดจากปาก boss เรานี่เอง ตอนนั้นคุยกันถึงเรื่องระบบเตือนและป้องกันอุบัติภัยของรัฐ แกบอกว่าเรื่องพวกนี้มันเหมือน firework คือ พอมีภัยร้ายแรงใหญ่ๆ เช่น สึนามิ หรือ แผ่นดินไหว ทุกภาคทุกส่วน(รวมทั้งสื่อ) ก็เฮโลกันขึ้นมา เป็นข่าวหน้าหนึ่ง แต่พอสักพักเดียวเรื่องก็เงียบหาย ไม่มีความคืบหน้า ประมาณว่าสไตล์ไทยก็แบบนี้แหละ

ย้อนมาเรื่องใกล้ตัว ที่บริษัท ไม่รู้ช่วงนี้พนักงานหลังบ้าน 2 ฝ่าย โดนยาอะไรเข้าไป กระแส KM (Knowledge Management) ระบาด โหมกัน blog ขึ้นมาให้อ่านแต่ละวัน ถ้าอ่านจนหมดนะ ตาลาย สมองชา เลยทีเดียว ผมมองโลกในแง่ร้ายรึเปล่าไม่รู้นะ เพราะว่า KPI มีการวัดที่จำนวน blog KM ด้วย ล่าสุดอาจจะโดนนายกระตุ้นมา ก็เลยพลุแตก ดอกไม้ไฟกระจายกันแบบนี้ เฮ้อ! ขอให้มีแรงจุดกันต่อไปอย่าได้ขาดนะครับ เอาใจช่วย เพราะช่วงนี้ผมหมดไฟอ่ะ...แหะๆๆ

เคยนับเฉพาะในฝ่าย(ที่เคยอยู่) ไอ้ post ของเราคนเดียว เกินครึ่ง คอมเม้นต์ ของทีมก็น้อย ฝ่ายนี้สงสัยไม่ชอบ firework แฮะ เพราะจำไม่ได้ว่าเคยมีซักลูกกับเค้าบ้างมั้ย

เอาให้เล็กลงมาอีก ก็เรื่องตัวเอง สงสัยจะเป็นจริงที่บอกว่าสไตล์ไทยก็แบบนี้แหละ แค่เรื่องส่วนตัวของเราเองก็เป็น ประเภทเห่ออะไร บ้าอะไร เป็นพักๆ ข้อสังเกตุส่วนตัว คือ ถ้าเรานิยมชมชอบอยู่คนเดียว ไม่มีก๊วนรู้ใจ (ซักคนสองคนก็พอ) เรื่องนั้นๆ มันจะมอดและดับไปในระยะเวลาอันสั้น แต่ก็อย่าไปโทษประเทศชาติไทยเลย คงเป็นที่ปัจเจกใครปัจเจกมันมากกว่าน่ะ

มีดีอยู่เรื่องเดียวสำหรับผม ที่ไม่ใช่ firework หรือภาษาไทย "ไฟไหม้ฟาง" ก็คือ นั่งดริ๊งก์เบียร์เย็นๆ ฟังเพลงสบายๆ ที่บ้านคนเดียวประจำ ขอย้ำว่าประจำ (และคงจะตลอดไป)

Saturday, June 23, 2007

สักแต่ทำ

เจ้านายเคยนำพระบรมราโชวาท "ปิดทองหลังพระ" มาให้อ่าน (โดยเฉพาะคนที่กำลังน้อยเนื้อต่ำใจว่า ตัวเองทำงานอย่างทุ่มเท แต่กลับไม่มีใครเห็นคุณค่า) และแกบอกด้วยว่า อย่ามัวแต่น้อยใจอยู่เลย ทำไปเถอะ แล้วซักวันจะได้ดีเอง

วันนี้เลยถือโอกาสนำมาเก็บไว้ย้ำเตือนตัวเองอีกครั้ง
…การทำงานด้วยน้ำใจรักต้องหวังผลงานนั้นเป็นสำคัญ แม้จะไม่มีใครรู้ใครเห็น
ก็ไม่น่าวิตก เพราะผลสำเร็จนั้นจะเป็นประจักพยานที่มั่นคง ที่พูดเช่นนี้ เหมือนกับ
สอนให้ปิดทองหลังพระ การปิดทองหลังพระนั้น เมื่อถึงคราวจำเป็นก็ต้องปิด
ว่าที่จริงแล้วคนโดยมากไม่ค่อยชอบปิดทองหลังพระกันนัก เพราะนึกว่า
ไม่มีใครเห็น แต่ถ้าทุกคนพากันปิดทองแต่ข้างหน้า ไม่มีใครปิดทองหลังพระเลย
พระจะเป็นพระที่งามบริบูรณ์ไม่ได้…

สำหรับเรื่องการทำงานกับการทำความดี ผมมองต่างเล็กน้อย เพราะว่าวัตถุประสงค์หลักของทุกคนในเรื่องงาน ส่วนใหญ่ก็คือ ความก้าวหน้า เจริญรุ่งเรือง อย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่ของลาภยศ ชื่อเสียง และเงินทอง

เพราะฉะนั้น แม้ในการทำงานของคุณจะเป็นลักษณะปิดทองหลังพระ แต่จำเป็นอย่างยิ่งที่คุณต้องนำเสนอ ต้องแสดงให้เจ้านายคุณเห็นให้ได้ ว่าอะไรคือผลงานของคุณ อย่าสักแต่ทำ แล้วคิดเอาเองว่าเจ้านายจะเห็น เพราะถ้าโชคร้าย ไม่เพียงไม่เห็นผลงาน แต่จะพาลเป็นว่าไม่มีผลงานเลยซะด้วยซ้ำ คราวนี้แทนที่จะรุ่งเรือง ก็จะกลายเป็นรุ่งริ่งแทน

ผมเห็นมาเยอะแล้ว คนที่ขาดคุณสมบัติการนำเสนอ(ตัวเอง)ที่ดี พูดน้อย ทำเยอะ แต่ความก้าวหน้าในหน้าที่การงานกลับสวนทาง ก็เลยต้องจากไปทั้งที่ใจยังรักงานอยู่ (ไม่อย่างนั้น คงไม่ทำงานหนักมาตลอด)

หวังว่าคนเหล่านั้น จะยังคงมีกำลังใจต่อไปน่ะครับ อนาคตพวกเค้าอาจจะทำใจยอมรับ เพื่อมีความสุขกับการ "ปิดทองหลังพระ" เพียงลำพัง โดยไม่มีใครเห็นก็เป็นได้ ผมหวังว่าซักวันหนึ่ง ตัวเองจะเป็นเช่นนั้น เช่นกัน

ปล. ภาพประกอบเป็นภาพจากโฆษณาชุด "ปิดทองหลังพระ" ของบริษัทไทยเบฟเวอเรจ

Wednesday, June 20, 2007

The Power of(f) Knowledge

ยุคของเว็บ 2.0 ยุคแห่งนวัตกรรม ธุรกิจทุกประเภทต่างก็ต้องการพลังของความรู้ องค์กรส่วนใหญ่พูดถึงและพยายามผลักดัน Learning Organization & Knowledge Management (LO&KM) ให้เกิดในองค์กรของตนเอง แต่ลำพังเพียงแค่ความรู้ ถ้าขาดซึ่งการนำไปใช้หรือการลงมือทำแล้วไซร้ ความรู้นั้นก็ไร้ค่า อย่างที่องค์กรแห่งหนึ่ง ความรู้กับคนมีความรู้และไอเดียดีดี มีมากมาย แต่คนทำแห้งแล้งเหลือเกิน



ความคิดแว่บที่อยากเขียนเรื่องนี้ เพราะเกิดนึกขึ้นมาว่าสื่อดิจิตอล เช่น แผ่นซีดี หรือ บล็อกในอินเทอร์เน็ต (รวมทั้งอะไรๆ ที่ผมเขียนไว้ที่นี่) ถ้าวันหนึ่งพลังงานไฟฟ้าหมดไปจากโลก(power off) สื่อเหล่านี้จะไร้ค่าโดยทันที เทียบกับสื่อ offline แบบเดิมๆ เช่น หนังสือ ก็ต่างกันตรงนี้แล เพราะฉะนั้นความสำคัญของสื่อ offline ไม่มีทางหมดไปจากโลกแน่นอน

เท่าที่สัมผัสมา คนที่ทำงานสายไอทีจ๋า มักจะไม่ค่อยให้ความสนใจกับเรื่องพลังงานซักเท่าไหร่ ขอเพียงแค่มีให้เครื่อง ให้ระบบ ทำงานได้ แต่มันจะมีไปอีกนานแค่ไหน มันปกติสุขดีอยู่หรือไม่ ส่วนใหญ่ละเลย จะเห็นความสำคัญอีกทีก็เมื่อมีปัญหา นึกถึงน้องคนหนึ่งที่ทำงาน เป็นผู้ดูแลระบบไฟฟ้า รวมทั้งระบบโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ไม่ว่าจะระบบทำความเย็น ระบบความปลอดภัย ให้กับศูนย์ข้อมูลอินเทอร์เน็ต ที่มักจะเป็นแพะ เพราะรับผิดชอบและทำงานอยู่เพียงลำพัง แต่สิ่งที่เขาดูแล มันรองรับเสถียรภาพของธุรกิจมูลค่าร้อยล้านพันล้านเชียวนะเออ!

พลังความรู้ยุคเว็บ 2.0 จึงต้องอยู่คู่กับพลังงานไฟฟ้าเสมอ? global warming?

Tuesday, June 19, 2007

มันไม่ใช่/เราไม่ใช่

เหตุการณ์เมื่อปีเศษที่ผ่านมา

boss: ปัญหาของทีม คือ การบริหารจัดการ เชื่อว่าคุณทำได้
dog: เอ่อ! แต่ลูกผมยังเล็ก แล้วก็มีเพียงเมียผมที่เลี้ยงลูกเพียงลำพัง การเริ่มอะไรใหม่ต้องทุ่มเทเยอะนะครับ ผมอาจจะไม่เหมาะ
boss: ไม่เห็นเป็นไร คุณไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศเสมอ ไว้มาตอนประชุม รายงาน หรือนำเสนอ เท่านั้นก็พอ

สองวันผ่านไป
dog: ฮัลโหล! boss เหรอครับ ผมขอไม่รับข้อเสนอ
boss: ทำไมล่ะ ไม่ยากเลย ช่วยผมหน่อย
dog: เหตุผลก็อย่างที่บอกนั่นแหละครับ boss
boss: เอาน่า ช่วยผมหน่อยเถอะ ถ้าคุณทำได้ ผมโปรโมท ถ้าไม่ได้ก็ไม่เห็นเป็นไร

หนึ่งวันต่อมา
dog: boss ครับ ผมตกลงรับ เพื่อช่วย boss ครับ แต่คงต้องแนะนำผมด้วยนะครับ
boss: ไม่เป็นไร ผม backup คุณอยู่แล้ว

วิธีการประเมินตัวเองแบบง่ายที่สุด สำหรับผู้บริหารผู้มาใหม่ ก็คือดูจาก ความแตกต่างของผลงาน(output)ของทีมตอนที่ไม่มี (ก่อน) กับตอนที่มี(หลัง)คุณอยู่


ระหว่างนั้น
dog: boss ครับ ผมว่าปัญหาของทีมก็คือ 1,2,3,4,...
boss: ดูเหมือนปัญหามันจะมีและเป็นอยู่อย่างนั้นในทุกระดับ ขนาดผมเองยัง 1,2,3,4,... (เรื่องของมึง ต้องจัดการเองแล้วล่ะ กูก็หนักพอแล้ว)
dog: !@#$%^&*


ตอนนี้ dog เป็นยังไง
dog: มันไม่ใช่ หรือ เราไม่ใช่?, รอเวลา หรือ บอกลา?, Let it be

Sunday, June 17, 2007

ไหว้พระ ๙ วัด นนทบุรี

วันอาทิตย์นี้เป็นวันครอบครัว มีโอกาสได้ล่องเรือแม่น้ำเจ้าพระยา ไหว้พระ ๙ วัด ที่จัดโดย อบจ.นนทบุรี งานนี้ฟรี(ค่าโดยสารเรือ และน้ำดื่ม)ครับ เพราะเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของจังหวัด ที่บวกมากับงานประจำปีของวัดใหญ่สว่างอารมณ์ โดยเน้นที่วัดบนเกาะกร็ด และวัดอื่นๆ รายรอบเกาะ เปรียบเทียบกันกับ ไหว้พระ ๙ วัด กรุงเทพมหานคร เมื่อปลายปี ๔๘ ของผมและครอบครัวที่ผ่านมาแล้ว ความแตกต่างก็คือ ของ กทม. ไม่ฟรี ไปกันเอง จัดเรียงลำดับวัด วางแผนการเดินทางเองทั้งหมด และส่วนใหญ่เดินทางทางบก แต่ก็มีนั่งเรือข้ามฟากเจ้าพระยาบ้าง ส่วนงานนี้ แทบจะเป็นทางน้ำทั้งหมด มีแค่บางช่วงบนเกราะเกร็ดที่เป็นเดินเท้า ลำดับของวัดถูกล็อกตายตัว ส่วนที่เหมือนกันมีสองอย่าง คือ อากาศร้อนมาก คนเยอะมากๆ ทริปนี้ลูกคิดมีบันทึกไว้เหมือนกัน ตามไปดูรูป และอ่านเรื่องเล่าได้ครับ

ผมสงสัยว่าการทำบุญเชิงท่องเที่ยวไหว้พระ ๙ วัด ภายในวันเดียว ใครเป็นคนแรกที่คิดขึ้นมา ใช่คุณศรัทธารึเปล่า ("ทำบุญตามศรัทธา")

งานนี้ลองเปรียบเทียบปริมาณปัจจัยที่แต่ละวัดได้รับจากการทำบุญแล้ว วัดที่อยู่ในลำดับแรกๆ คงจะได้มากกว่าวัดท้ายๆ อยู่โขทีเดียว นักท่องเที่ยวบางส่วน ไม่เกินครึ่งทางก็เริ่มมองหาทางกลับบ้านบ้างแล้ว พอไปถึงวัดท้ายๆ พาลหมดแรงเหนื่อยอ่อน ไม่อยากแม้แต่จะเดินเข้าโบสถ์ทำบุญกันซะแล้ว แทบจะร้อยทั้งร้อยเข่าอ่อน มีแต่หาน้ำหาท่านั่งพักกันหมดซะฉิบ ผมคนหนึ่งล่ะถ้าเลือกได้ และเลี่ยงได้ จะไม่ไปทำบุญแบบนี้แน่นอน (ขอไม่ตามคุณศรัทธา) ส่วนตัวหวังได้แค่มาเที่ยวเล่นเท่านั้นแหละครับ

Wednesday, June 13, 2007

แรงเหวี่ยงหนีศูนย์

ถ้าเราเอาเชือกผูกก้อนหินก้อนหนึ่ง ใช้มือจับที่ปลายเชือกอีกข้างหนึ่ง แล้วออกแรงเหวี่ยงให้ก้อนหินหมุนเป็นวงกลม รอบจุดศูนย์กลางก็คือมือเรา การทำแบบนี้ทำให้ผมนึกถึงคำว่า "แรงเหวี่ยงหนีศูนย์" (วันนี้ไหงมาแนววิชาการ) กล่าวคือ วัตถุใดๆ (ในที่นี่คือก้อนหิน)พยายามจะเคลื่อนที่ในแนวเส้นตรงโดยธรรมชาติ แต่ทำไม่ได้ ยังคงต้องเคลื่อนที่เป็นวงกลมรอบศูนย์กลาง ตรงนี้ตำราวิชาฟิสิกซ์ ให้คำอธิบายเมื่อมองในมุมกลับกันว่า จะมีแรงอีกแรงหนึ่งตรงกันข้ามกับแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ ที่เรียกว่า "แรงสู่ศูนย์กลาง"

ตามความเข้าใจของผมเอง เข้าใจว่าตราบใดที่แรงทั้งสองยังมีค่าเท่ากันอยู่ วัตถุจะยังคงเคลื่อนที่เป็นวงกลมรอบศูนย์กลาง อยู่อย่างนั้นเสมอ และเมื่อใดที่เกิดความแตกต่างของแรงทั้งสองขึ้น วัตถุก็จะหลุดจากวงโคจรที่เป็นวงกลมรอบศูนย์กลาง (ตรงนี้ต้องไปตรวจสอบตามหลักวิชาการทางฟิสิกซ์อีกทีนะครับ)


เชื่อมโยงกลับมาหาตัวเอง(ตามสไตล์ผมอีกแล้วครับท่าน) ซึ่งกำลังหาทางทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างแรงทั้งสอง ที่กระทำกับก้อนหินชีวิตของผม แต่เมื่อยังทำไม่ได้ ทุกวันนี้ชีวิตก็เลยอยู่ในวังวน วิ่งรอบศูนย์กลางอะไรบางอย่าง ไม่ยอมหลุดออกมาซักที ใครหลุดแล้วบ้างครับ!

Friday, June 08, 2007

รู้ตัวช้า...ระวังหมดอายุ

ชื่อเรื่องมาจากชื่อเพลง เป็นเพลงที่ผมคิดถึงเนื้อหาของมันขึ้นมา เมื่อผมนึกจะเขียนเรื่องต่อไปนี้
ี้

เมื่อคืนได้ดูรายการเจาะใจ ช่วงที่แขกรับเชิญคือ คุณ บอ.บู๋ คอลัมนิสต์กีฬาปาก(กา)จัด เด็กผีเข้าไส้ มาเล่าเรื่องราวความเจ็บป่วยกับอาการ หูดับ เป็นอุทาหรณ์สอนให้ระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่ใส่แว่นสายตาแล้วนอนดูทีวีเป็นประจำ (ผมก็คนหนึ่ง)

บอ.บู๋บอกว่าน่าจะเป็นขาแว่นราคาแพงของตัวเองอันปัจจุบันนี่แหละ ที่แทงเข้าไปในรูหูข้างซ้าย ระหว่างที่นอนดูหนังอยู่บนเตียง แล้วหลับไป จนทำให้แก้วหูทะลุ แล้วก็เป็นที่มาของความผิดปกติในการได้ยิน เรื่อยมาจนกระทั่งมีอาการหูดับดังกล่าว เรื่องนี้สอนให้ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง อย่าประมาทแม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เพราะผลกระทบที่ตามมามันอาจจะบานปลายใหญ่โตกว่าที่เราคิดนะครับ

ประเด็นที่น่าสนใจ คือ การใช้ชีวิตหลังจากนั้น บอ.บู๋บอกว่าช่วงแรก มีผลกระทบกับตัวเองอย่างมาก กลายเป็นคนอารมณ์ฉุนเฉียว หงุดหงิด และโมโหง่าย มักจะทะเลาะกับแฟนบ่อย แต่พอผ่านมาระยะหนึ่งเขาก็ค่อยๆ ปรับตัวให้คุ้นเคย เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันได้ โดยกำลังใจเกิดจากการได้อ่าน ได้รับรู้ เรื่องของคนอื่นที่แย่กว่าตัวเอง เจอเรื่องหนักๆ กว่าตัวเองหลายร้อยเท่านัก ทำให้จิตใจเข้มแข็งขึ้น แต่เหตุการณ์นี้ถือเป็นเหตุการณ์ที่ร้ายที่สุดในชีวิตของบอ.บู๋ เรื่องที่ว่าร้ายๆ ที่เคยเจอมา กลายเป็นเรื่องจิ๊บๆ ไปเลย

การที่คนเรามีอวัยวะครบ 32 แล้วอยู่ๆ วันหนึ่งอวัยวะหรือความสามารถบางอย่างมันขาดหายไป ตัวเราเองจะรู้สึกแย่มากๆ ประมาณว่ารู้คุณค่าก็เมื่อตอนมันจากไปซะแล้ว ผมคิดว่าไม่เพียงเรื่องสุขภาพร่างกาย แต่เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะคน สัตว์ สิ่งของ และโดยเฉพาะคนรอบข้างเรา ครอบครัว เพื่อนสนิท คนที่เรารัก ทุกวันนี้เขาอยู่ใกล้ๆ เรา ทำสิ่งดีดีที่กลายเป็นความเคยชินให้เรา จนเรามองข้ามคุณค่าของพวกเขาไปรึเปล่า ระวังหมดอายุนะ

แต่ถ้าคุณคิดว่าคุณไม่มีใคร ก็ตัวคุณเองนั่นแหละ มองให้เห็นและอิ่มเอมใจในคุณค่าของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ รักและใส่ใจตัวเองอย่างที่ตัวเราเป็นกันนะครับ

Monday, June 04, 2007

ซื้อตัวต่อให้ลูกคิด

จริงๆ ก็ไม่ได้สัญญาไว้หรอก เป็นความตั้งใจที่จะทำให้กับลูกคิด


ตัวต่อเลโก้ยังแพงเกินไป ไม่เหมาะสมด้วยราคาและเวลา กับวัยของลูกตอนนี้ เมื่อวานพ่อได้ตัวต่อจากบิ๊กซีวงศ์สว่างมา 1 ชุด แค่ 199 บาทเอง เรามาช่วยกันต่อพ่อแม่ลูกนะครับ

ตามไปดูผลงานของแม่และลูกคิด น่าสนุกทีเดียว แต่กว่าจะสำเร็จอย่างที่เห็น แม่บอกว่าต้องคอยดุลูกคิดซะเหนื่อย

วันนี้ลูกคิดมีคำพูดมาให้พ่ออึ้งอีกแล้ว เห็นลูกคิดร้องบอกแม่ว่าเหม็น (จมูกไวเหมือนแม่เลย) พอลูกเดินมาใกล้ พ่อก็เลยถามว่าเหม็นอะไรครับ ลูกคิดตอบกลับทันทีว่า เหม็นหน้าพ่อไง แม่ขำกร๊าก พ่อก็อดขำไม่ได้ ลูกคิดนะลูกคิดพูดออกมาได้

Saturday, June 02, 2007

ร้อยภาษา...บอกรัก

เมื่อวานเพิ่งเขียนเกี่ยวกับภาษา วันนี้ไปเจอใน SlideShare (อีกแล้วครับท่าน) เลยนำมาฝากกัน ผมขอเรียกให้เท่ห์ๆ ว่า "ร้อยภาษา...บอกรัก" (ไม่ใช่ร้อยรักนะคร้าบ)



หนุ่มๆ หลายคน (รวมทั้งผม ก็ยังหนุ่มอยู่นะ) นอกจากเอ่ยปากบอกรักแล้ว คงอยากจะแสดงความรักด้วยภาษากายกับคนที่เรารักอีกด้วย จริงมั้ยครับ

อยากรู้จังว่า คนชาติไหน พูดบอกรักกัน มากที่สุดในโลก

Friday, June 01, 2007

อย่า...ยายกูซ่า


เกี่ยวกับอารมณ์ขันของภาษาครับ เผอิญระหว่างทางมาทำงาน เห็นสติกเกอร์ท้ายรถแท็กซี่มิเตอร์ TOYOTA INNOVA สีม่วงคันหนี่ง เขียนว่า

อย่า...ยายกูซ่า

เห็นแล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้ ขอบคุณภาษาไทย ซึ่งผมคิดเสมอว่า ภาษาประจำชาติ และทุกภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร เป็นอะไรที่สุดยอดสำหรับมวลมนุษย์และสัตว์โลกจริงๆ

สังเกตกันบ้างมั้ยครับว่า คนที่เป็นนักพูดปากอาชีพ ร้อยทั้งร้อยต้องมีความสามารถในการใช้ภาษาอย่างมาก หรือแม้แต่มุขขำขำฮาฮา ของนักแสดงตลกชั้นนำทั้งหลาย ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือที่สำคัญ ในการทำมาหารับทานทั้งนั้น แม้บางคนจะบอกว่าพวกนี้ทำภาษาวิบัติ แต่หลายครั้งผมมองว่าเป็นข้อดีเรื่องความหยืดหยุ่นของภาษาต่างหาก โดยเฉพาะภาษาไทย และถ้าเราฟังอย่างเข้าใจในวัตถุประสงค์ของคนพูด เราก็จะรู้ว่าเขาต้องการจะสื่ออะไร

คุณสมบัติขั้นพื้นฐานของการศึกษา ก็คือ การเข้าใจภาษาที่ใช้ในการสื่อสารอย่างลึกซึ้ง ดูเหมือนสังคมไทยไม่ว่าจะระดับไหนที่วุ่นวายยุ่งเหยิงอยู่ในปัจจุบันนี้ จะอ่อนปวกเปียก ขาดคุณสมบัติข้อนี้อย่างแรง