Saturday, June 23, 2007

สักแต่ทำ

เจ้านายเคยนำพระบรมราโชวาท "ปิดทองหลังพระ" มาให้อ่าน (โดยเฉพาะคนที่กำลังน้อยเนื้อต่ำใจว่า ตัวเองทำงานอย่างทุ่มเท แต่กลับไม่มีใครเห็นคุณค่า) และแกบอกด้วยว่า อย่ามัวแต่น้อยใจอยู่เลย ทำไปเถอะ แล้วซักวันจะได้ดีเอง

วันนี้เลยถือโอกาสนำมาเก็บไว้ย้ำเตือนตัวเองอีกครั้ง
…การทำงานด้วยน้ำใจรักต้องหวังผลงานนั้นเป็นสำคัญ แม้จะไม่มีใครรู้ใครเห็น
ก็ไม่น่าวิตก เพราะผลสำเร็จนั้นจะเป็นประจักพยานที่มั่นคง ที่พูดเช่นนี้ เหมือนกับ
สอนให้ปิดทองหลังพระ การปิดทองหลังพระนั้น เมื่อถึงคราวจำเป็นก็ต้องปิด
ว่าที่จริงแล้วคนโดยมากไม่ค่อยชอบปิดทองหลังพระกันนัก เพราะนึกว่า
ไม่มีใครเห็น แต่ถ้าทุกคนพากันปิดทองแต่ข้างหน้า ไม่มีใครปิดทองหลังพระเลย
พระจะเป็นพระที่งามบริบูรณ์ไม่ได้…

สำหรับเรื่องการทำงานกับการทำความดี ผมมองต่างเล็กน้อย เพราะว่าวัตถุประสงค์หลักของทุกคนในเรื่องงาน ส่วนใหญ่ก็คือ ความก้าวหน้า เจริญรุ่งเรือง อย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่ของลาภยศ ชื่อเสียง และเงินทอง

เพราะฉะนั้น แม้ในการทำงานของคุณจะเป็นลักษณะปิดทองหลังพระ แต่จำเป็นอย่างยิ่งที่คุณต้องนำเสนอ ต้องแสดงให้เจ้านายคุณเห็นให้ได้ ว่าอะไรคือผลงานของคุณ อย่าสักแต่ทำ แล้วคิดเอาเองว่าเจ้านายจะเห็น เพราะถ้าโชคร้าย ไม่เพียงไม่เห็นผลงาน แต่จะพาลเป็นว่าไม่มีผลงานเลยซะด้วยซ้ำ คราวนี้แทนที่จะรุ่งเรือง ก็จะกลายเป็นรุ่งริ่งแทน

ผมเห็นมาเยอะแล้ว คนที่ขาดคุณสมบัติการนำเสนอ(ตัวเอง)ที่ดี พูดน้อย ทำเยอะ แต่ความก้าวหน้าในหน้าที่การงานกลับสวนทาง ก็เลยต้องจากไปทั้งที่ใจยังรักงานอยู่ (ไม่อย่างนั้น คงไม่ทำงานหนักมาตลอด)

หวังว่าคนเหล่านั้น จะยังคงมีกำลังใจต่อไปน่ะครับ อนาคตพวกเค้าอาจจะทำใจยอมรับ เพื่อมีความสุขกับการ "ปิดทองหลังพระ" เพียงลำพัง โดยไม่มีใครเห็นก็เป็นได้ ผมหวังว่าซักวันหนึ่ง ตัวเองจะเป็นเช่นนั้น เช่นกัน

ปล. ภาพประกอบเป็นภาพจากโฆษณาชุด "ปิดทองหลังพระ" ของบริษัทไทยเบฟเวอเรจ

No comments: