Monday, July 30, 2007

สาธารณะ



Internet - Wikipedia, the free encyclopidia

  • The Internet is a worldwide, publicly accessible network of interconnected computer networks that ...

ปัจจุบันจำนวนประชากรผู้ใช้อินเทอร์เน็ต คิดเป็นร้อยละ 17.8 ของจำนวนประชากรทั้งหมดของโลก (ข้อมูลจาก Internet Usage World Stats ณ วันที่ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา) จากสถิติที่ผ่านมาก็มีอัตราการเพิ่มที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

มักจะเป็นที่เข้าใจกันว่าอินเทอร์เน็ต ทำให้ชีวิตมีคุณภาพดีขึ้น ผมและครอบครัว (ดูภาพประกอบด้านบน) ก็ยังสงสัยและถามตัวเองอยู่เหมือนกัน?

อินเทอร์เน็ตเป็นสมบัติสาธารณะ และอะไรๆ ที่เค้าพูดกันว่าเป็นของสาธารณะ มันจะเป็นสิ่งที่คนทุกคนเข้าถึงได้ และอยากเข้าถึงจริงหรือ?

ข้อมูลอ้างอิง: http://www.internetworldstats.com, http://www.wikipedia.org
ภาพประกอบ: http://www.sarakadee.com

Thursday, July 26, 2007

เหตุผล

"...เป็นคนมีเหตุผล"

เวลาที่ได้ยินประโยคนี้ ก็ฟันธงได้ว่าผู้เอื้อนกำลังชื่นชมผู้ที่ถูกเอ่ยถึง ในทางตรงกันข้าม คนที่ไม่มีเหตุผล ก็คือคนไม่น่าชื่นชม ไม่น่าสมาคมคบหา แต่ลองมานึกดูอีกที เอ! มีด้วยหรือใครที่ทำอะไรโดยไม่มีเหตุ

"ไม่มีเหตุผล" ในที่นี้น่าจะหมายถึง ผลไม่เป็นที่พึงประสงค์ของบุคคลอื่นมากกว่า เมื่อผลไม่โดนใจ เหตุก็พลอยถูกตัดสินไปในทางเดียวกันซะอย่างนั้น (แล้วแบบนี้ คนตัดสินมีเหตุผลมั้ยเนี่ย)

เหตุโดนตัดสินด้วยผล เพราะมนุษย์เราให้ความสำคัญเพียงแค่ผลเท่านั้น ไม่ได้ตัดสินเหตุที่ตัวเหตุเอง

สมมุติว่า วันหนึ่งคนที่คุณรักกำลังป่วยหนัก ต้องรีบพาส่งโรงหมอด่วนที่สุด ทำให้คุณจำเป็นต้องเหยียบคันเร่งรถคุณซะมิด ปาดซ้าย แซงขวา ฝ่าไฟแดง จนไปชนเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่กำลังวิ่งข้ามถนนเสียชีวิต คุณจะจอดรถ ลงมารับผิดชอบการกระทำของคุณ หรือว่าบึ่งรถต่อไป เพื่อต่อลมหายใจคนของคุณก่อน แม้จะไม่ได้หนี แต่คุณคงได้รับการพิพากษาโดยสังคมไปเรียบร้อยแล้ว แต่ที่สำคัญกว่านั้น ตัวคุณเองล่ะ ตัดสินว่าอย่างไร

ปัจเจกชน คนทุกคน ย่อมต้องมีดีและเลว(ในบริบทที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ) ปะปนเหมือนกันทุกคน สำคัญว่าอยู่ที่ใครเป็นคนตัดสิน และถูกมองจากมุมไหน

ตอนนี้ผมกำลังนึกถึงเนื้อหาของเพลง อื่นๆ อีกมากมาย ของวงเฉลียง "หากเขาเป็นคนเลว ที่เลวนั้นจากใด คำตอบมีไว้ ตอบไปก็คนอื่น อาจเลวเพราะ .... "

Wednesday, July 25, 2007

ศรัทธาและคุณค่า

ผมกำลัง 'ผละศรัทธา' จากทุกสรรพสิ่ง เพราะอดีตที่ผ่านมา ศรัทธาทำให้ผมไม่กล้าเข้าถึง ไม่กล้าแตะต้อง ไม่กล้าตำหนิ ไม่กล้าแสดงออก ไม่กล้าแม้กระทั่งคิดเห็นแย้ง สุดท้ายสิ่งที่โดนผมศรัทธา 'สูญคุณค่า' โดยมิได้ตั้งใจ

สรรพสิ่งมีคุณค่า ก็ต่อเมื่อถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ สร้างสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกับชีวิต ทั้งทางบวกและทางลบ ทั้งทางตรงและทางอ้อม มีผิดมีถูก มีพัฒนาการ มีอารมณ์ร่วม รวมทั้งมีน้ำตาและรอยยิ้ม ต่อจากนี้ไปผมจะละศรัทธาจากทุกสิ่ง จะอิงคุณค่าจากทุกอย่าง

ไม่ได้ศรัทธาครอบครัว และคนที่รักนับถือ แต่พวกเขาเหล่านั้น ล้วนมีคุณค่า
ไม่ได้ศรัทธาประชาชน คนยากไร้ แต่พวกเขาเหล่านั้น ล้วนมีคุณค่า
ไม่ได้ศรัทธาสัตว์โลกต่างสายพันธุ์ แต่พวกเขาเหล่านั้น ล้วนมีคุณค่า
แลไม่เคยศรัทธา เพียงแต่เห็นคุณค่าของตัวเอง

ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง: ศรัทธา (faith) ใน Wikipedia

Monday, July 23, 2007

สิบปีที่ใช้ได้

บทสนทนา ภายหลังการประลองฝีมือระหว่าง หลู่ฟ่งเซียน ทวนเงิน ยอดฝีมืออันดับห้า กับ ลี้คิมฮวง มีดบีนลี้น้อย ยอดฝีมืออันดับสาม

ลี้คิมฮวง: ลี้คิมฮวง ล่วงเกินแล้ว
หลู่ฟ่งเซียน: มีดบินลี้น้อย ไม่พลาดเป้าจริงๆ (..หักกระบี่..) จากนี้ไปท่านจงบอกกับทุกคนว่า หลู่ฟ่งเซียน ได้ตายไปแล้วจริงๆ (..หันหลังเดินจากไป..)

ลี้คิมฮวง: เดี๋ยว! อีกสิบปี..ท่านจะมาอีกมั้ย
หลู่ฟ่งเซียน: ชั่วชีวิตคนเรา หาได้มีสิบปีที่ใช้ได้หลายครั้ง สิบปีที่ใช้ได้ของข้า ข้าได้ใช้ไปแล้ว

แล้วสิบปีที่ใช้ได้ของเราล่ะ ได้ใช้ไปแล้วเหมือนหลู่ฟ่งเซียนรึเปล่านะ ?

Saturday, July 21, 2007

Feedback

ถ้าเป็นสมัยเรียนปริญญาตรี คำว่า feedback จะทำให้ผมนึกถึงภาพข้างๆ เป็นภาพองค์ประกอบของระบบควบคุม (system control) มี input มี process มี output และมี feedback ตามรูปจะใช้ feedback ซึ่งเป็นค่าๆ หนึ่งที่แปรผันตรงกับ output ย้อนกลับมาเป็น input ให้กับระบบ เพื่อให้ตัวระบบทำการปรับแต่งกระบวนการ วิธีการต่างๆ นานา ให้ได้ output ตรงกับความต้องการที่ตั้งใจไว้มากที่สุด

ถ้าระบบคือคนทำงานคนหนึ่ง เราจะสามารถเขียนภาพ system control ของคนได้มั้ยนะ จะหาค่า feedback จากผลลัพธ์ของงาน ส่งย้อนกลับมาเป็น input เพื่อเพิ่มประสิทธิผลของคนทำงานได้รึเปล่า หลายคนคงมีคำตอบในใจเหมือนผม คือ ไม่ได้แน่นอน เพราะระบบในตัวคนค่อนข้างจะ dynamic มาก แล้วทฤษฎีหรือหลักวิชาการมากมายเกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากรเพื่อเพิ่มผลผลิต ที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุบันเล่า คาดหวังอะไร ประสิทธิผล หรือพัฒนาการของคน (แล้วพัฒนาการของคนวัดได้ยังไงล่ะ หรือแค่ว่าคนที่สร้างผลงานเพิ่มขึ้น ทำกำไรให้องค์กรได้มากขึ้น ก็คือคนที่มีศักยภาพ มีพัฒนาการ)

มุมมองของการทำงาน ซึ่งกินเวลากว่า 1 ใน 3 ของชีวิต (สำหรับหลายคน อาจจะมากกว่านี้) เงื่อนไขความสุขคือผลงานเพียงอย่างเดียว แค่นั้นหรือ แล้วคนที่ขาดศักยภาพ ด้อยพัฒนาการ จะหาความสุขจากการทำงานได้อย่างไร.. หรือคิดแค่ว่า ทำงานเพื่ออยู่รอดไปวันหนึ่งๆ เท่านั้น อยู่รอดได้นั่นแหละก็สุขแล้ว (ผมก็เป็นคนหนึ่งล่ะ ที่ต้องสุขจากการมีชีวิตอยู่รอด)

ฤดูกาลแห่งการประเมินผลงานครึ่งปี ทำให้ผมต้องมาเขียนเรื่องพวกนี้ (จริงๆ แล้วมันเป็นแพะ สาเหตุน่าจะเพราะความฟุ้งซ่านส่วนตัวมากกว่า) ผลการประเมินนี่หรือเปล่านะ ที่จะเป็น feedback ให้กับคนทำงาน แต่ปัญหาขององค์กรในปัจจุบันสำหรับเรื่องการประเมินผลงาน ก็คือ ตัวผู้ถูกประเมินเองไม่ค่อยจะยอมรับ แล้วมันจะเป็น feedback ได้อย่างไร เพราะเค้าไม่เอาย้อนกลับไปใส่ในกระบวนการ เพื่อพัฒนาตัวเองให้สามารถสร้างผลงานที่ดีขึ้น อีกประเด็นที่น่าจะพบมากพอกันหรือมากกว่าด้วย คือ ความน่าเชื่อถือของผู้ประเมิน/หัวหน้างาน เท่าเทียม เป็นจริง และเปิดกว้างแค่ไหน เพราะผู้ประเมินก็เป็นคน ซึ่งเราบอกแล้วว่า dymanic สุดสุด

ย่อหน้าข้างบน เป็นหน้าที่ของผมในฐานะหัวหน้า ที่จะทำอย่างไรให้ลูกน้องยอมรับการประเมินผลของเรา แต่ในฐานะของลูกน้อง ผมกลับ(จำนน)ยอมรับในมุมของสิทธิและอำนาจ มากกว่า เหตุและผล เพราะใบประเมินไม่เคยย้อนกลับมาให้เห็น ผู้ประเมินก็เตมีย์ใบ้กับผมมาก
ดังนั้นการประเมินผลอย่างเป็นทางการแบบนี้ เป็นเพียงแค่การหาทางช่วยให้พนักงานได้เงินเดือนขึ้น หรือได้โบนัส เท่านั้นเอง (สังคมไทยเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่)

แน่นอนว่า ตัวเราเองก็ควรจะรู้ตัวเอง ประเมินตัวเอง ว่าเก่งหรือไม่เก่ง ขาดหรือไม่ขาด อะไรบ้าง รวมทั้งมีเป้าหมายเพื่อกำหนดทิศทางของตัวเองได้ แต่
boss ครับ dog รอคำวิพากย์วิจารณ์ จากปากของ boss เพื่อจะเป็น feedback ให้ dog อยู่นะครับ


ภาพประกอบ: http://en.wikipedia.org

Tuesday, July 17, 2007

แม่ของลูก

ไม่เคยมีความตั้งใจมาก่อนเลยซักนิดเดียวว่าจะเขียนถึงภรรยา ไม่ใช่เพราะไม่สำคัญแต่เพราะว่าไม่กล้าเล่นของสูง(ฮา) จึงไม่อยากที่จะนำมาอ้างอิงไว้ที่นี่ กลัวโดนหาว่าเอามานินทา ก็เลยกะเก็บไว้บนหิ้งอย่างนั้นนั่นแหละ น่าจะดีที่สุด(เดี๋ยวมาอ่านเจอแล้วเข้าใจผิดจะซวยอีกตู)

แต่เป็นเพราะว่าอารมณ์ซาบซึ้งมันเกิดขึ้นมากๆ ในวันสองวันมานี้ ลูกคิดเป็นไข้หวัด อาการบางช่วงค่อนข้างหนัก โดยเฉพาะตอนที่ไอมากๆ เนื่องจากเสมหะเยอะ ทำให้ไข้ขึ้นสูงถึง 39 องศาซีก็มี ผมสังเกตอยู่อย่างหนึ่ง ว่าลูกคิดจะเป็นเด็กที่อดทนมาก ไม่โยเย ถึงแม้ไข้สูงขนาดนั้น ยังสามารถคุยเล่นกับพ่อแม่ได้เกือบปกติเลย (มีซึมไปบ้าง) ไม่เคยร้องไห้คร่ำครวญให้พ่อแม่ต้องกังวล เหมือนเด็กส่วนใหญ่ทั่วไปเลยซักนิด (แต่แบบนี้ปู่ลูกคิดกลับบอกว่ายิ่งน่าเป็นห่วง เพราะบางครั้งเป็นอะไร ผู้ใหญ่ไม่สังเกตก็จะไม่รู้)

ทุกครั้งเวลาที่ลูกไม่สบายมาก ทั้งผมและภรรยาต่างก็เป็นห่วงลูกไม่น้อยไปกว่ากัน แต่สิ่งที่คนเป็นพ่ออย่างผม ต้องยอมแพ้ราบคาบให้กับแม่ของลูกก็คือ ความพยายามในการทำทุกอย่าง ดูแล ใส่ใจ ไม่หลับไม่นอน เช็ดตัว ป้อนยา คอยเฝ้าติดตามดูอาการของลูก ด้วยความเป็นห่วงอยู่ตลอดเวลา แถมยังหุงหาข้าวปลาอาหารให้ผมได้เหมือนปกติอีกต่างหาก อย่างนี้มั้งเล่า ที่เค้าเรียกกันว่า สัญชาตญาณของคนเป็นแม่

ทำให้ผมไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมทุกครั้งเวลาที่เจ็บไข้ได้ป่วย คนที่ผมคิดถึงมากที่สุดคือแม่ หวังว่าลูกคิดโตขึ้น จะรักและผูกพันกับแม่เค้ามากที่สุด ตลอดไป

นับตั้งแต่แต่งงานมา ผมถือว่าโชคดีที่มีภรรยาทำแทนแม่ได้เป็นอย่างดีแทบทุกเรื่อง และโดยเฉพาะเรื่องความเป็นแม่ของลูก ผมนับถือผู้หญิงคนนี้จากใจจริง (แต่ไม่กล้าบอกต่อหน้าน่ะ มันเขิน)

ทุกวันนี้แม่เองไม่ได้มีแม่ และไม่มีใครดูแลแทนเหมือนอย่างเรา แล้วเวลาไม่สบายขึ้นมา แม่จะคิดถึงใครนะ

Sunday, July 15, 2007

โกง

เช้านี้แปลกๆ ตื่นมาปุ๊บ ปวดฉี่มากพร้อมกับคำว่า 'โกง' ก็ผุดเข้ามาในหัวปั๊บเลย (ใจบอกตัวว่า "โกงเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์")
  • โกงคืออะไร เอาเปรียบ แล้วเท่าเทียมต้องแบบไหนล่ะ ทำตัวเหนือกติกา ใครกำหนดคนเขียนกติกา ครอบครองทรัพยากร เกิดมาแล้วมีอะไรติดตัวมาบ้าง
  • ใครบ้างที่ไม่เคยโกง ไม่เคยถูกโกง ตัวเราเองล่ะ ที่ผ่านมาโกงอะไร โกงใคร มาบ้าง สำนึกมีบ้างรึเปล่า แค่คนเรารักพ่อแม่ เป็นห่วงลูก หวังดีพี่ ดูแลน้อง หรือเป็นที่พึ่งของเพื่อน ก็ทำให้โกงได้แล้ว
  • นอกจากโกงมนุษย์ด้วยกัน เราโกงสิ่งอื่นๆ บนโลกใบนี้อีกมั้ย ถ้ามี มันมากเกินไปรึเปล่า คืนพวกเค้าไปบ้างหรือยัง (คิดไปคิดมา มนุษย์รณรงค์กันก็เพื่อมนุษย์เองอีกนั่นแหละ ถ้าไม่เดือดร้อนก็คงเฉย)
หลายคนมีความพยายามลดโกงลงบ้าง เพื่อรักษาภาพพจน์ แต่ส่วนตัวผมก็ว่า ยังดีกว่าคนที่ไม่ได้คิดจะทำอะไรเลย เพราะมั่นใจว่าตัวเองไม่เคยโกง

ณ วินาทีนี้ โลกคงกำลังตะโกนบอก มนุษย์ขี้เหม็นอย่างพวกเราทุกคนอยู่ว่า
เฮ้ย! พี่น้อง ช่วยเพลาๆ นิสัยขี้โกง เอาเปรียบ ทั้งข้า และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่อยู่ด้วยกัน ให้น้อยลงหน่อยได้มั้ย


ภาพประกอบ: http://perso.orange.fr

Friday, July 13, 2007

อันนี้จริงทุกบริบท

ผมเคยบอกไว้ว่าเห็นด้วยหรือเห็นต่างเป็นเรื่องเล็กน้อย และปกติมาก ตลอดอายุขัยที่ผ่านมาของผมและคงตลอดไป จะมีอยู่เรื่องเดียวที่เชื่อหมดใจ และไม่มีวันจะเปลี่ยนเป็นอื่นได้ นั่นคือ

สิ่งมีชีวิตทุกสิ่งล้วนเห็นแก่ชีวิตตัวเอง เป็นสำคัญในลำดับแรก

แต่สิ่งนี้กลับเป็นธรรมดาของโลกอยู่นั่นเอง และที่นำเสนอ (ใครเลยจะอ่านและเห็นคล้อย) ก็เพื่อให้ตัวเองมองทุกอย่างบนพื้นฐานความจริงนี้ แล้วตัวเราเองจะเข้าใจทุกบริบทได้ โดยไม่ต้องการคำอธิบายมากมาย

ภาพประกอบ: http://imagecache2.allposters.com

Wednesday, July 11, 2007

เวลาของครอบครัว

ผมเป็นคนหนึ่ง ที่มักจะถูกคนใกล้ตัวกล่าวหาว่า "บ้างาน" (เพื่อนร่วมงานหลายคนทำหน้าไม่เห็นด้วยอ่ะ เพราะตั้งแต่มีลูกคิด นี่ก็สองปีกว่าแล้ว น้องๆ ที่ทำงานไม่ค่อยได้เห็นหน้าผมบ่อยนักหรอก) ไม่ใช่เพราะช่วงเวลาส่วนใหญ่อยู่ที่ทำงาน แต่เป็นเพราะว่าสมองใช้เวลาส่วนใหญ่คิดแต่เรื่องงาน ขอยอมรับและน้อมรับทุกคำวิพากษ์วิจารณ์ครับพี่น้อง

เคยอ่านหนังสือ อีกทั้งเคยคุยกับคุณหมอกุมารแพทย์ ต่างบอกว่าเวลาของคนเป็นพ่อเป็นแม่ ที่จะได้อยู่กับลูกอย่างเต็มที่ ก็คือช่วงแรกเกิด จนถึงวัยเด็กอายุประมาณ 6-7 ขวบเท่านั้นแหละ จากนั้น เมื่อลูกเติบโตขึ้น เขาจะให้ความสำคัญกับพ่อแม่น้อยลง(กว่าเพื่อนและสังคม) เรื่อยๆ และช่วงที่มีคุณค่ามากที่สุด ก็คือ ช่วงวัยก่อนเข้าเรียน ซึ่งไม่เกิน 3 ปีเท่านั้น (เด็กยุคนี้ บางคนยังไม่ 3 ขวบก็ถูกส่งเข้าเรียนซะแล้ว)

กล่าวกันประมาณว่า หลังจากนั้น เป็นพ่อแม่ต่างหาก ที่จะต้องกลายเป็นฝ่ายร้องขอเวลาจากลูก เชื่อกันรึเปล่าครับ ส่วนตัวผมนะ เห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์

ที่ผมเชื่อหัวปักหัวปรำอย่างนั้น เพราะว่าผมเลี้ยงลูกด้วยการเปรียบเทียบกับความทรงจำในอดีตของตัวเอง บวกกับการมองสภาพสังคมที่เป็นจริงในปัจจุบัน ดังนั้นช่วงเวลาคุณภาพที่สุดของชีวิตครอบครัว ก็คือวันนี้ ไม่ใช่อนาคต และไม่ใช่แม้แต่วันพรุ่งนี้ ผมจึงเลือกที่จะลดความสำคัญของงานลง แต่ไม่ได้เพิ่มความสำคัญของครอบครัว เพราะเรื่องนี้เต็มที่ที่สุดอยู่แล้ว

ตอนนี้ ผมเริ่มนับเวลาถอยหลังที่ลูกกำลังจะต้องเข้าเรียน และอีกหนึ่งความสำคัญ เวลาที่พ่อกับแม่กำลังจะหมดอายุ เพื่อทำให้มันมีคุณภาพมากที่สุดสำหรับ...คนที่เรารัก

ภาพประกอบ: http://images.jupiterimages.com

Monday, July 09, 2007

เพราะคุณ..พนักงานขาย

เช้าวานนี้ มีนัดต้องพาลูกคิดไปรับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอ เข็มที่หนึ่ง ที่โรงพยาบาลนนทเวช โอ้โห! คนไข้คลินิคกุมารเวชล้นหลาม ผมต้องรอคิวพบหมอกว่าชั่วโมงครึ่ง กับรอคิวชำระเงินอีกเกือบชั่วโมง หายอยากจริงๆ ครับ ขนาดหมอยังเอ่ยปากเวียนหัวจะอ้วก

เสร็จจากโรงพยาบาลเดินหิวโซเข้าไปซัดข้าวขาหมู ในฟู้ดเซ็นเตอร์ เดอะมอลล์งามวงศ์วาน เฮ้อ! รอดตาย สบายท้อง แม่ลูกคิดซัดข้าวแกงใต้ 2 จาน ส่วนลูกคิดก็ข้าวหมกไก่ ตั้งใจมาซื้อเสื้อผ้าเด็กเล็กเป็นของฝากให้ลูกเพื่อนที่เกิดใหม่ คราวนี้ได้ของสมใจ หลังจากพลาดมา 2 ครั้ง แล้วก็ไม่รู้เป็นดวงเสียตังค์ของพ่อ หรือดวงได้ของเล่นของลูกคิดก็ไม่รู้ เท้าพาเดินเข้าไปในโซนของเล่นเด็ก เดินไปดูตัวต่อเลโก้ (ที่ตั้งใจจะซื้อให้ลูกอยู่แล้วล่ะ แต่ยังติดใจเรื่องราคามันสูง) สุดท้ายก็ได้มาจริงๆ 1 ชุดเล็ก มี 40 ชิ้น ราคา 650 บาท

ปกติปัจจัยที่จะทำให้ผมควักกระเป๋า ซื้อของที่ราคาสูงๆ อย่างนี้ คือ ประโยชน์และความคุ้มค่า ถึงแม้จะเป็นระยะยาว ก็โอเค แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ความพร้อมทางการเงินในช่วงเวลาที่เหมาะสม ก็มาก่อนอยู่ดี ประมาณว่า "รอได้ เล็งไว้ พร้อมเมื่อไร ซัดตูม ไม่ลังเล" แต่เมื่อวานนี้ น้องพนักงานขาย ถือว่าสำคัญ ทั้งอัธยาศรัย ความใส่ใจ ข้อมูลแน่น ประกอบกับการพูดจาแบบไม่ยัดเยียดสินค้า ทำให้พวกเราตัดสินใจซื้อเร็วมาก แม้ว่าช่วงนี้จะยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่สุด อย่างที่ตั้งใจไว้ก็ตาม อ้อ! น้องคนนั้นเค้าเป็นผู้ชายนะครับ ไม่ใช่สาววัยรุ่น

ทำให้กลับมาคิดว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ก็คงไม่หนีกันเท่าไหร่นัก ถ้าคุณคนขายแสดงออกถึง ความเอาใจใส่ พูดจานอบน้อม ไม่ยัดเยียด รีบปิดการขาย ผมว่าร้อยทั้งร้อย คุณต้องอยู่ในตัวเลือกอันดับต้นๆ ของลูกค้าแน่นอน

ภาพประกอบ: http://www.cartoonstock.com

Saturday, July 07, 2007

มนุษย์ การศึกษา หมาเศร้า

ระหว่างที่เขียน ผมกำลังนั่งฟังเพลง "หมาเศร้า" ของนักร้องเพื่อชีวิต "แก้ว ลายทอง" ไปด้วย

มีโอกาสได้ดูรายการ The ICON ปรากฎการณ์คน แต่เสียดายดูไม่จบ หลับซะก่อน เมื่อคืนมี ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เป็นแขกรับเชิญ โดยส่วนตัวชอบอ่านงานเขียน และบทความของอาจารย์นิธิอยู่ก่อนแล้ว เท่าที่มีโอกาส เพราะงานของอาจารย์มีมุมมองหลากหลายที่ตัวผมเองคิดไม่ค่อยถึง ส่วนจะเห็นด้วยหรือเห็นต่างนั้นไม่สำคัญ ผมว่าเป็นเรื่องเล็ก อะไรที่ได้จากเมื่อคืนก็ประมาณนี้

  • คนเราไม่ว่าจะเป็นอะไร ไอ้สิ่งที่เราเป็น หรือสิ่งที่เราทำ ย่อมเชื่อมโยง และมีผลกระทบกับสังคมและสิ่งแวดล้อมเสมอ
  • ระบอบการศึกษาของไทยในปัจจุบัน ไม่ได้สอนและปลูกฝังว่า ความสุขในชีวิตที่แท้จริงมีมากกว่ามิติที่คนส่วนใหญ่ในสังคมเข้าใจกัน
  • ความรู้จากการศึกษาในมหาวิทยาลัย กว่า 3 ใน 4 สามารถอ่านหนังสือเอาเองได้
  • ใส่ใจกับปัญหาของคนอื่นบ้าง ตัวเราเองก็ได้เรียนรู้ด้วย
  • สถานภาพระบอบการศึกษาในปัจจุบัน การปฏิรูปสื่อเป็นสิ่งสำคัญมากในการปฏิรูปการศึกษา
  • ไม่เคยมีพื้นที่สำหรับการแสดงออกทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย สำหรับคนยากจนในชนบท
  • ไม่มีความจริงใดจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ในทุกบริบท (ลองหยิบมานึกดูเอาเองแล้วกันครับ)
  • ศีลธรรมคืออะไร เสียดายว่าช่วงนี้ผมหลับไปแล้ว ระหว่างโฆษณา

ส่วนเพลง "หมาเศร้า" - แก้ว ลายทอง บอกว่า ไอ้หนุ่มหมาวัดอกหักจากสาวดอกฟ้า นั่งกินเหล้าเมาเป็นหมา จนแม้แต่เด็กเสิร์ฟ ยังอยากจะเตะออกจากร้าน เพราะ "กูอยากจะกลับบ้านนอนแล้วโว้ย ไปคร่ำครวญที่อื่น"
ไอ้หมาวัด ขี้เมา เพราะอกหัก ดูซิสิ่งที่มันทำ มันทำให้เด็กเสิร์ฟ กลับบ้านดึก(กว่าที่ควร)

Thursday, July 05, 2007

เงาสีอะไร

ถึงแม้ว่าชีวิตและโลกต้องการสีสันแต่งแต้ม แต่ผมกลับรู้สึกถึงเสน่ห์ของภาพขาวดำได้มากกว่า (ก็คงเป็นบางอารมณ์ เหมือนคนทั่วไปมั้งนะ) ถ้าใครชอบอะไรขาว-ดำ ผมแนะนำ Black & White ครับ

ชอบภาพนี้ตรงเงาสีดำในน้ำของพยัคฆ์ ให้อารมณ์ กับความคิดแว้บหนึ่งขึ้นมาในหัวว่า ลาดพาดกลอนที่สวยงามของเสือ หรือเงาดำทมึนของมัน ต่างก็เกิดจากสิ่งเดียวกัน คือ แสงอาทิตย์ เหมือนกับสรรพสิ่งทั้งหลายบนโลก โดยมีพวกเราคอยชื่นชม

ไม่ว่าจะเป็นใคร อะไร สิ่งใด จะมีสีสันสดใสเร้าใจ หรือหม่นหมองหดหู่ ก็ไม่สามารถเป็นอย่างนั้นได้ เพียงลำพังตัวมันเอง อิทธิพลที่ทำให้เกิดสีสันแตกต่าง ในขณะเดียวกันก็สร้างความเท่าเทียมได้ เฉกเช่น เงาสีดำนั่นเอง และอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของสีสันที่สดใส นั่นคือ การชื่นชมจากแวดล้อมรอบข้าง

แตกต่างและเหมือนในทุกขณะ ความเท่าเทียมเป็นธรรมชาติ ไยต้องเรียกร้องอีกเล่า


ภาพประกอบ: http://www.oknation.net/blog/blackandwhite/gallery/5467

ปล. ABSTRACT หลายเลยวุ๊ยเรา ;-)

Tuesday, July 03, 2007

แตกต่าง แต่ไม่ต่ำสุข

เที่ยงวันหนึ่ง ในขบวนรถไฟฟ้าใต้ดินขาล่องจากบางซื่อไปยังหัวลำโพง ณ สถานีสุทธิสาร เด็กหนุ่มวัยเพิ่งเริ่มทำงาน รูปร่างสูงใหญ่ มาดแมน ผิวเข้ม สวมเชิ้ตแขนยาวสีฟ้า กางเกงสแลคสีดำ รองเท้าหนัง สะพายเป้สีดำ แลดูเป็นคนทำงานทั่วไป เขาก้าวเข้าขบวนรถไฟฟ้ามา เพียงก้าวแรก สายตาก็สาดซ้ายสาดขวา มองหาที่นั่งว่าง พลันเห็นปุ๊บก็ดิ่งลงนั่งในทันใด ที่นั่งนั้นอยู่ข้างๆ ตรงที่ผมยืนอยู่

"Huay Khwang Station, please mind the gap between train and platform"

ผมละสายตามองต่ำไปทางขวามือ บังเอิญเห็นเด็กหนุ่มคนนั้นกำลังง่วนกับการ "ถักโครเชต์" (ตัวงานที่กำลังทำ เดาว่าน่าจะเป็นผ้าพันคอ) ไม่ได้ตกใจ แค่สงสัย และชื่นชมเล็กๆ ในใจ

สงสัยคือว่าน้องเค้าจะมีจิตใจเอนหญิงรึเปล่า แต่บุคลิก ท่าทาง ไม่ส่งเสริมคำตอบใช่เลยซักนิด ส่วนชื่นชมก็คือ กล้าที่จะทำในสิ่งที่คนส่วนใหญ่(รวมทั้งผม)ไม่กล้าทำ เพราะเพียงแค่อายสายตาคนมอง ทั้งที่การกระทำนั้นไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรเลย กลับเป็นการดีเสียด้วยซ้ำ

ทำให้ผมนึกขึ้นมาว่า บ่อยครั้งที่คนเรามักจะตั้งเงื่อนไขในการเป็นสุขไว้สูง ยุ่งยาก และมากรายละเอียดจนเกินไป ทำให้เดี๋ยวนี้ ไปไหนมาไหน ก็จะเห็นแต่คนหน้าตาอมทุกข์ ไม่สบายใจ เราน่าจะหันมาชื่นชม และอมยิ้มกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบๆ ตัวเราบ้าง ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเราเสมอไป

ความสุขง่ายๆ แบบนี้แหละที่ผู้คนในสังคมเราส่วนใหญ่ไม่กล้า แตกต่าง แต่ไม่ต่ำสุข