Saturday, September 29, 2007

ลมหายใจ

อยากสวย เพราะขี้เหร่ ทำศัลยกรรม -- สวยแล้วก็อยากดัง ทำตัวเป็นข่าว ถ่ายภาพโป๊
อยากรวย เพราะว่าจน โกง ทุจริต คอรัปชั่น -- รวยแล้วก็อยากมีอำนาจ เล่นการเมือง ซื้อเสียง

พระพุทธองค์ทรงสอนว่า ให้นึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก

เกิด แก่ เจ็บ และตาย กิเลส ตัณหา อยากเป็น อยากได้ ทุกข์ สุข ทั้งหมดล้วนเป็นเพียง ลมหายใจที่เข้าออก

เพราะฉะนั้น อยากได้ อยากเป็น อยากอะไร แค่หายใจเข้าหายใจออก ก็ได้ ก็เป็น สมอยากทุกอย่างแล้ว

อยากสวย หายใจเข้า -- อยากดัง หายใจออก -- อยากรวย หายใจเข้า -- อยากมีอำนาจ หายใจออก

Thursday, September 27, 2007

I love this!

ไม่ได้แวะเวียนเข้าไป พลวัต ซะนาน เช้านี้เจอบทความของคุณ bact'
โดนใจอย่างแรง ตั้งแต่บรรทัดแรก ไปจนอักษรตัวสุดท้ายของ ความเห็น ที่แลกเปลี่ยน

เราไม่ได้อยู่คนเดียว
หากเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่เรียกว่า "สังคม"
เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ทั้งหมด
และทุก ๆ คน เกี่ยวข้องกัน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ตรงหรืออ้อม

"ประชาธิปไตย" "รัฐธรรมนูญ" "ประชาสังคม" "การมีส่วนร่วม" "ประชามติ"
"ประชาพิจารณ์" "ธรรมาภิบาล" "นิติรัฐ" "..." ฯลฯ

อย่าเพิ่งรีบร้อน ... เริ่มจากฐานคิดที่ว่ามาข้างบนให้ได้เสียก่อน

ก่อนจะไปสู่อะไรที่ใหญ่กว่านั้น"

ทุก ๆ คนอยู่ร่วมกัน — อย่างเท่า ๆ กัน"


อ่าน -- ที่ๆ เราอยู่ร่วมกัน

ที่มา: http://www.palawat.com

Wednesday, September 26, 2007

Information Management 2

เพิ่งรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง จากคราวก่อน ตั้งใจไว้ว่าครั้งนี้จะต้องไล่เรียงรายการ และสิ่งที่คนข้างหลังจะต้องทำ เมื่อผมตาย เริ่มแก่แล้วความจำไม่ค่อยดี คิดได้ก็บันทึกไว้ก่อนเลย ที่นี่แหละ (เพื่ออ้างอิง ตอนจะลงรายละเอียด)

นอกจากแจ้งคนตาย ที่อำเภอเมือง นนทบุรี ภายใน 24 ชั่วโมง และจัดการเรื่องฌาปนกิจซากศพ เพื่อส่งดวงวิญญาณไปสู่สุคติแล้ว หลังจากนั้น คงต้องไล่ติดต่อ เพื่อดำเนินการเรื่องเหล่านี้

  1. ประกันชีวิต -- มีทำไว้ 2 หรือ 3 ฉบับ
  2. กองทุน -- บำเหน็จประกันสังคม กองทุนรวมที่ทำงาน
  3. เงินออม -- บัญชีเงินเดือน บัญชีเงินฝาก และสลากออมสิน (อันนี้ไม่ได้ใช้ชื่อตัวเอง ส่งมอบให้ภรรยาและลูกเรียบร้อย)
  4. ธุรกรรมเกี่ยวข้องกับบ้าน -- สินเชื่อธนาคาร สัญญาใช้บริการสาธารณูปโภค ได้แก่ ประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์บ้าน
  5. ธุรกรรมส่วนตัว -- บัตรเครดิต 3 ธนาคาร, สัญญาใช้บริการ ได้แก่ โทรศัพท์เคลื่อนที่ อินเทอร์เน็ต
  6. อื่นๆ -- หนี้ NPL เนื่องจากเคยไปเป็นผู้กู้ร่วมซื้อบ้านให้น้องชาย(ลูกน้า) คดีนี้ศาลตัดสินขายทอดตลาด บ้านและที่ดิน เพื่อชำระหนี้แล้ว แต่เข้าใจว่าธนาคาร(เจ้าหนี้) ขายทรัพย์ไม่ออก, อีกหนึ่ง คือ ค้ำประกันเงินกู้ให้ผู้มีพระคุณ ไม่แน่ใจว่าปัจจุบันสถานการณ์เป็นอย่างไรแล้ว (คาดว่าไม่มีปัญหา) นอกจากนี้ยังมีหุ้นที่เพื่อนฝากไว้ใน พอร์ตลงทุน อีกเล็กน้อย แต่ของตัวเองไม่มีแล้ว
-- เน้นย้ำไว้ เผื่อมีเพิ่มเติม --

ปล. แต่ตั้งใจไว้ว่าจะไม่ตาย จนกว่าจะปลดหนี้หมดซะก่อน

Tuesday, September 25, 2007

เปลี่ยนได้ไหม

คนส่วนใหญ่ไม่น่าจะแตกต่างกันสักเท่าไรนัก ใครเคยมีคำถามเหมือนผมบ้างไหม

  • 4-5 ปีแรก อยู่กับพ่อแม่ และครอบครัว -- ใครได้อยู่ ถือว่าโชคดีกว่าอีกหลายๆ คนนัก
  • 15-20 ปีต่อมา เรียน -- ชีวิตวัยรุ่น ช่วงเรียนรู้ บ้าพลัง ค้นหาสิ่งแปลกใหม่ แต่หลายคน ตัดตอน จบลงเพียงแค่ช่วงนี้
  • 40 ปีที่เหลือ ทำงาน หาทรัพย์ -- ตอนนี้ผมมาจะครึ่งทางแล้ว บางสิ่งเพิ่งเริ่มต้น บางอย่างยังไม่ได้ลงมือ แปลก! เวลายิ่งลดน้อยลง แต่ที่ต้องทำกลับเพิ่มมากขึ้น

ถาม -- ถ้าไม่ชอบแบบนี้ เปลี่ยนได้ไหม
ตอบ -- ได้ ง่ายด้วย เพียงแค่กล้า เดินออกมา..ลองดูสิ

ปล.
  1. ผมคงผลักดันตัวเองไม่ไหว งมหาความ(คิดว่า)สุขกันต่อไป
  2. ระหว่างเขียน นึกถึงแผนภาพของเซลล์ขายประกันชีวิต ขึ้นมา



ภาพประกอบ: http://www.generalithailand.com

Saturday, September 22, 2007

When I Have to Show

อาถรรพ์ 69 ?



เคยทำแบบทดสอบของที่ทำงาน เกี่ยวกับ type ของตัวเองว่าเป็นพวกไหน 1 ใน D-I-S-C แต่ "จำไม่ได้" -- ก็มันนานมาแล้วอ่ะ

แต่กลับจำคำของเบอร์ 1 ได้ว่าลึกๆ แล้วผมเป็นพวก Perfectionist (คลับคลาว่าจะเป็น type S) ประมาณว่าถ้าทำอะไรแล้วต้องทำให้ดี ให้หรูเริศ ไม่งั้นรู้สึกไม่ดี ไม่ทำเลยดีซะกว่า จะเสร็จเร็วเสร็จช้า ไม่ใช่ความสำคัญลำดับแรกสำหรับพวก Perfectionist

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีความจำเป็นที่ต้อง stay on stage ทั้งที่ไม่อยากและไม่ยากเลย เพราะเมื่อผมพูดไม่จำเป็นต้องมีคนฟัง แต่ต้องมีคนอยากฟัง (ฮา) ไม่ใช่หรอก อยู่ที่ความแข็งแกร่งและลึกซึ้งในเนื้อหามากกว่า คราวนี้ก็แนวๆ เพราะไม่มั่นใจว่าเราปึ้ก และแน่น (โดนต้อนเข้ามุม) คงด้วยแวดล้อมทำให้ฮึกเหิม และถึงเวลาออกโรง

ในบรรยากาศที่ออกจากความเป็นจินตนาการศาสตร์ของตัวเอง กลับไปสู่โลกศาสตร์ มุมหนึ่งเหมือนมันเปิดกว้าง แต่อีกมุมกลับแคบลง พาความคิดล่องลอย และจมดิ่งในเวลาเดียวกัน -- มโนจิตกำลังต้องการพันธการบางอย่าง (หรือที่ผ่านมาไม่เคยมี)

จำเป็นเหลือเกินที่ผมต้องออกไป แต่ก็ยังไล่ตามอะไรในรั้วรอบกรอบกรงนี้อยู่ วุ่นวายสับสนจริงๆ พับผ่าสิ -- คนเราจะแขวนคอตัวเอง ไว้กับความเป็นตัวตนของคนอื่นอย่างนั้นหรือ

ภาพประกอบ: http://images.jupiterimages.com

Friday, September 21, 2007

นอนไม่หลับ

โอกาสดีอีกครั้ง ที่บังเอิญได้สัพเพเหระกับ boss แต่คราวนี้ออกจะห่างๆ เรื่องงานไปซักหน่อย (ซึ่งก็ดี มันน่าเบื่อ) วิเคราะห์เจาะลึก ความรู้สึกของตัวเองระยะหลังมานี้ "ใจแคบ" สุดสุด -- นึกถึงความเชื่อเรื่อง รักตัวเอง ขึ้นมาทันที มนุษย์เรานี่นะ ก็อยู่กับตัวเองตลอดเวลากันทุกคน แต่ทำไมถึงได้คิดถึงตัวเองมากมายกันนัก

boss แกมีปัญหานอนไม่หลับเหมือนกัน น่าจะหนักกว่าผมซะด้วย คงเครียดมากเรื่องงาน หลับตาลงเมื่อไหร่ เรื่องโน้นเรื่องนี้ สลับสับเปลี่ยนมาวนเวียน อยู่ในหัวแกตลอดเวลา ทำให้ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ความดันโลหิตก็พุ่งขึ้นสูง -- รักษาสุขภาพนะครับ (ผมแอบเป็นห่วงในใจ แต่ไม่กล้าเอ่ย)

ย้อนนึกไปถึงคำสอนของ boss เก่าท่านหนึ่ง ซึ่งจำได้ตั้งแต่ครั้งแรก และเป็นครั้งเดียวที่แกบอก ผมจด "เปิดใจกว้าง และให้โอกาส" ในตอนนั้น ความหมายน่ะเข้าใจ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะนำไปใช้ตอนไหน อย่างไร

ชีวิต ความคิด เมื่อเดินทางผ่านกาลเวลา และประสบการณ์มากมาย การเรียนรู้ก็เกิด และสั่งสมเองโดยไม่รู้ตัว ภาพซึ่งบรรยายคำสอน มันปรากฏขึ้นได้เอง เมื่อคิดถึง แต่อธิบายเป็นตัวหนังสือคงไม่ง่ายนัก

boss เก่ากว่าอีกท่านหนึ่ง ย้ำเป็นนักเป็นหนาว่า dog เอ๋ย เรื่องคนนั้นสำคัญที่สุด เพราะไม่ว่า dog จะไปทำงานที่ไหน คนนี่แหละเป็นตัวแปรที่ควบคุมลำบากฉิบ เพราะฉะนั้น dog ต้องให้อ่านคนให้ออก -- โอ้โห! dog เครียด ตอนนั้น dog อายุยังไม่ 20 เลย ตูอ่านหนังสือดีกว่ามั้ง

ทุกคำสอนของ boss ไม่ว่าท่านไหน ผมจดจำ แล้วนำกลับมาเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงเสมอ ทำให้ไม่เคยลืม ขอบคุณนะครับ boss(es) และอยากบอกว่า "ระลึกถึงเสมอ" นะครับ

นอกจาก boss แล้ว หลายครั้งผมได้อะไรดีดีจากลูกน้องก็เยอะ ไว้จะมาเล่าให้ฟัง

ภาพประกอบ: http://www.asitis.org

ปล. เมื่อคืนผมนอนหลับสลับฟันปลา -- 5 ทุ่มถึงตี 2 ส่วนอีกรอบก็ตี 4 ถึงเกือบ 7 โมงเช้า

Wednesday, September 19, 2007

Ideal Society

อ่านเจอคำขวัญของพรรคศิลปิน "หัวใจคือไม่ปกครอง" ทำให้สะกิดความเคยคิด เกี่ยวกับเรื่อง สังคมอุดมคติ ชุมชนในฝัน อะไรทำนองนี้ แต่อีกแว่บก็ สังคมนิยม คอมมิวนิสต์ ทำนองนั้น (แต่อย่าถือสา เพราะผมไม่แตกฉาน เรื่องพวกนี้)



ไม่มีกฎหมาย ไม่มีศาสนา ไม่มีเงินตรา ไม่มีกษัตริย์ ไม่มีอำมาตย์ ไม่มีเสนา ไม่มีข้า ไม่มีทาส ไม่มีตำรวจ ไม่มีทหาร ไม่มีระบอบ ไม่มีระบบ ไม่มีปกครอง ไม่มีหนี้ ไม่มีรวย ไม่มีจน และที่สำคัญ ไม่มีนักการเมือง (ฮา) -- ทั้งหมดนี้ ในบริบทของผมเอง

แว่วเสียงใครหว่า คุ้นๆ "พ่อ!คะ เช้าแล้วตื่นได้แล้วค่ะ"

ภาพประกอบ: http://files.myopera.com

ปล. บ่นเรื่องงานมาหลายวัน แทนที่จะ relax หน่อย .. พอได้นะครับ เพราะผมไม่เครียด

Tuesday, September 18, 2007

ต่ำกว่าสายตา

สัปดาห์ก่อน น้องที่ทำงานคนหนึ่ง บ่นให้ฟังระหว่างลงลิฟต์ว่า ไม่รู้ผู้บริหารจับเค้ามาทำอะไร 10 เดือนผ่านมาแล้ว ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย แถมภาพลักษณ์ส่วนตัว เสียหาย เนื่องจากมีแนวโน้มเปลี่ยนใจจากดีลกับคู่ค้ารายใหญ่ ที่น้องเค้าเป็นคน lead เข้ามา

"ใจเย็นๆ หาโอกาสรีบคุย รีบเคลีย กับผู้ใหญ่ ก่อนดีกว่า" ผมได้แต่แนะนำไปอย่างนั้น อาจไม่ใช่น้องคนนี้เพียงคนเดียวที่คิด และรู้สึกแบบนี้ แต่อีกหลายคนยังไม่กล้าแสดงออก ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมมนุษย์เรา ต้องเป็นทุกข์กับเรื่องของธุรกิจ ตัวเลข เงินๆ ทองๆ มากมายนักนะ

เรื่องแบบนี้ ถ้ามองที่เจตนา ไม่มีใครผิด ผู้บริหารก็คิดว่าน้องเค้าเหมาะสม น่าจะใช้ความสามารถที่มีอยู่ (และเป็นที่ยอมรับ) ช่วยให้โครงการเกิด และเติบโตได้ ตามเป้าหมาย เมื่อเวลาเนิ่นนานผ่านมา ความรู้สึกมีคุณค่าเริ่มถดถอย เพราะไร้ซึ่งผลงาน ทั้งที่ทำเต็มที่ เหตุมีหลากหลายปัจจัย ทุกเรื่องทำความเข้าใจกันได้ โดยเฉพาะความรู้สึกของคนทำงาน ขอเพียงแต่อย่ากดดันกันและกันมากเกินไป

สำหรับโครงการนี้ ผมอยู่ฝ่ายเทคนิค (แต่ทำเองไม่ได้) ยอมรับเต็มประตู (ตามที่ฝ่ายธุรกิจกล่าวโทษ) ว่าคราวนี้ โครงสร้างทางเทคนิค ต้องเกิดก่อน ฝ่ายธุรกิจถึงจะทำมาหารายได้ได้เอง จริงๆ แล้วทำขนานกันไปได้เลย โครงสร้างก็ทำกันไป ส่วนความต้องการทางธุรกิจก็คิดกันไป ไม่จำเป็นต้องรอกันและกัน เพียงแต่ขอให้คุย และทำความเข้าใจกันเสมอ (ผมเข้าใจว่า ฝ่ายธุรกิจเองก็ถูกกดดันเรื่องรายได้ เค้าย่อมให้เวลากับอย่างอื่นมากกว่าโครงการนี้)



สำหรับตัวโครงการ ได้แนวทางที่ชัดเจนจากอัศวินม้าขาว(คนเดิม) มาแล้ว แต่ยังเป็นห่วงเรื่องกำลังของคนทำงาน เพราะทีมก็ไม่ใช่ Spartan Army ซะด้วย

เฮ้อ! คนเรา เมื่อไร้ความสามารถ ศีรษะย่อมอยู่ต่ำกว่าสายตาของคนรอบข้าง -- นี่แหละ! สัจธรรมในโลกของธุรกิจ

ภาพประกอบ: http://www.navin.lbinc.info

Sunday, September 16, 2007

บุคลิกองค์กร

คิดต่อจากสนทนาเมื่อวาน ประเด็นเรื่องบุคลิกของบริษัทฯ -- conservative ยั้งๆ กั๊กๆ ไม่ทุ่มสุดตัว บาดแผลถลอกเล็กๆ น้อยๆ เกือบหายสนิทแล้ว แต่ความหวาดระแวงที่ฝังใจ ยังคงต้องใช้เวลาอีกสักพัก (high risk high return นะครับ)

ผมคิด -- ไม่สำคัญว่าจะเป็นแบบไหน เพียงแค่รู้จักตัวเองดี เป้าหมายต้องเด่นชัด และสอดคล้องกับบุคลิก ทำไปเถอะ อย่าหลอกตัวเองเป็นพอ ความสำเร็จไม่ได้วัดกันแค่เพียงผลลัพธ์อย่างเดียว

องค์กร คือ กลุ่มคน กลุ่มความคิดที่แตกต่าง แต่แรงผลักดันสำคัญมาจาก ผู้นำ บุคลิกของผู้บริหาร สื่อถึงบุคลิกองค์กร แต่ย่อมไม่ใช่เพียงคนๆ เดียว มันต้องเป็นกลุ่มเป็นคณะ (ก้อนนี้ที่บริษัทฯ ผมคิดว่ายังไม่ค่อยเนียน เป็นเนื้อเดียวกัน)

จะ drive ให้แน่น drive ให้หนัก เป็นไปในทิศทางเดียวกัน มันต้องการคุณลักษณะที่ภาษาชาวบ้าน เรียกว่า ดุดัน(แนวๆ นี้) แม้ในรายละเอียดคงไม่จำเป็นต้องใช้บุคลิกเดียวไปซะทุกงาน แต่ที่สำคัญ คือต้องชัดเจน ใส โดยเฉพาะในความเข้าใจของผู้ตาม -- มองตา เข้าใจ ไปโลด แต่ถ้าพนักงานคิดจะทำอะไร เสนออะไร ยังต้องนั่งเดาใจ เดาความคิดผู้บริหารอยู่แล้วล่ะก็ หนักหน่อย

ประเด็นสำคัญที่สุด คือ องค์กร(โดยกลุ่มผู้นำ) มีความพยายามในเรื่องนี้มากพอหรือเปล่า คนพูดเยอะ ไม่ได้หมายความว่าจะทำเยอะ

การทำงานที่เดิมมานานๆ (วันนี้เป็นวันแรกของปีที่ 9 พอดี) ทำให้ผมรู้สึกว่า จะเปลี่ยนเพื่อพัฒนาตัวเองได้ยากซะแล้ว ไม่ได้โทษอะไรนะครับ เพียงแต่จะบอกว่า ตัวเราเองต่างหากที่ไม่มุ่งมั่นเพียงพอ

Saturday, September 15, 2007

เมื่อวาน

เมื่อวานผมโชคดีที่..ได้คุยกับพี่(โอกาสเป็นของผม) ..อาจจะเป็นโชคดีของพี่ด้วย รึเปล่า (ไม่ใช่ อย่าบอก) -- ขอบคุณลิฟต์ตัวนั้น เนื้อหาไม่ใช่สาระ เวลาและบรรยากาศต่างหาก ที่สำคัญ

เมื่อวานผมโชคดีที่..ยังเป็นตัวของตัวเอง (ไม่พูดอะรไเลย)..ในที่ประชุม ขอโทษครับ! กำลังสรรหา

เมื่อวานผมโชคดีที่..ยังได้รับการจุนเจือ และจรรโลง..สมอง และงมงาย ยังคงอยู่ และปลดปล่อย

เคารพ ทุกสรรพสิ่ง เป็นที่สุด

_/\_ ขอบคุณ สวัสดี ที่ร่วมโลก

Friday, September 14, 2007

สุภาพบุรุษ..ต้องตัดสินใจ

มีประเด็นความเห็นต่าง ในสังคมของคนทำงานทางด้านเทคโนโลยี ที่ผมเองก็ไม่มั่นใจว่า ทางสว่าง หรือคำตอบ ที่ถูกต้องนะคร้าบ ควรเป็นอย่างไร ได้แต่เห็นใจคนเป็นหัวหน้า หรือผู้บริหารระดับกลาง เรื่องมีอยู่ว่า

ลูกน้องบางคน คิดว่าการจะให้ใจกับลูกพี่ไปนั้น พี่ท่านต้องลงมาคลุก แสดงศักยภาพ แสดงฝีมือทางเทคนิค ให้เห็นก่อนว่า พี่ท่านเจ๋งจริง ไม่ใช่สักแต่ชี้นิ้วสั่ง ทำเองไม่เป็น เท่านั้นยังไม่พอ พี่ท่านต้องเป็นกันชนที่แข็งแกร่งให้ลูกน้องได้ด้วย

ส่วนลูกน้องบางคน คิดกลับกันว่า เป็นผู้บริหารก็ควรอยู่ส่วนผู้บริหาร พี่อย่ามาแย่งงานผมทำนะ ถ้าพี่มาทำงานเทคนิคของลูกน้องเองซะแล้ว อย่างนั้นพี่ก็ลงมาเป็นวิศวกร หรือช่างเทคนิค เหมือนผมดีกว่าไหม กินเงินเดือนสูงๆ ทำไม ผู้บริหารมันต้องบริหาร ทำอย่างไรก็ได้ ให้ลูกน้องได้ขึ้นเงินเดือนเยอะๆ ได้โบนัสเยอะๆ ทุกปี

ความลำบากใจของลูกพี่ก็คือว่า มันเป็นมุมมอง double standard ในทีมเดียวกันอย่างนี้ แล้วตูจะทำตัวอย่างไรดีวะ นี่ยังไม่นับรวมปัญหา ลูกพี่ที่ไม่เข้าใจในรายละเอียดงานของลูกน้องอย่างถ่องแท้ (เข้าตัว)

จากประสบการณ์ตรง ผมคิดว่าจำเป็นอย่างสุดซึ้ง ที่ลูกพี่ต้องเป็นให้ได้ทั้งสองแบบ และที่สำคัญต้องมีจังหวะจะโคนในการเป็นด้วย เรียกว่า ต้องถูกทั้งที่ ถูกทั้งเวลา และผลก็จะถูกใจ

สถานการณ์ของ dog ตอนนี้ เอาดีไม่ได้ทั้งสองแบบ (ไม่ต้องรอใครมาบอก) เท่านี้ก็จบเห่ Team ไม่ Work



แม้ใจยังสู้เต็มร้อย!

แต่ถ้าแน่ใจได้ว่า เราคือตัวถ่วง ทั้งของตัวเองและของทีม เพื่อให้เกิดผลดีกับทุกฝ่าย สุภาพบุรุษถึงเวลาแล้วที่ต้องตัดสินใจ

ภาพประกอบ: http://www.bloggang.com/data/beer87/picture/profile.jpg

Thursday, September 13, 2007

Spam News

รายงานข่าว เรื่อง System Admin กับ Spam Mail



ผู้หวังร้ายและไม่ประสงค์ออกนาม ฝากส่งอุจจาระบรรจุพัสดุภัณฑ์ ผ่านทางไปรษณีย์มาให้คุณ คุณ คุณ และคุณ

เจ้าหน้าที่ที่ทำการไปรษณีย์ ดมกลิ่นก็รู้ว่า ข้างในเป็นอะไร จัดการกำจัดทิ้งซะ (โดยไม่ถามคุณ คุณ คุณ และคุณว่า ได้สั่งซื้ออุจจาระไว้บ้างไหม) แต่ยังคงมีบางส่วนที่เล็ดรอด ถูกจัดส่งไปถึงผู้รับ

ระยะนี้มีพัสดุภัณฑ์ประเภทนี้เข้ามาที่ทำการฯ เยอะมาก แน่นอนย่อมมีผลทำให้ส่วนที่เล็ดรอด เยอะตามไปด้วย

ติ๊ก..ติ๊ก..ติ๊ก.. เสียงอะไรหว่า ตู้ม เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์โดนระเบิด เจ็บหนักหลายราย ตายอีกเล็กน้อย ที่น่าสมเพชก็คือ สภาพศพเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด และอุจจาระ

- จบข่าว -

ภาพประกอบ: http://www.acfs.go.th


หมายเหตุ: เทคนิคและสาระที่เกี่ยวข้อง กะว่าจะเขียนที่ TechNo!

Tuesday, September 11, 2007

หัวหน้าที่ดี

คุณสมบัติสำคัญข้อหนึ่งของหัวหน้าที่ดี คือ ต้องมีลูกน้องที่ดี

แต่จำเป็นด้วยหรือ ที่ต้องแลกด้วยการ เป็นอะไรที่ไม่ใช่ตัวเอง



"ขอบคุณครับ boss แต่ไม่ต้องก็ได้"

ภาพประกอบ: http://pdn.philly.com

Saturday, September 08, 2007

นักจิตวิทยา

เคยถามตัวเองเหมือนกันว่า ถ้าจะเปลี่ยนแนวไปทำอาชีพอื่น ที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับไอที อยากทำอะไร -- ตอบได้มานานแล้วล่ะ (เคยคุยทีเล่นทีจริงกับพรรคพวกที่สนิทๆ กันบ้าง) คืออยากเป็นวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Development, HRD) ทั้งๆ ที่รู้ว่าคงเป็นไปได้ยากมาก

แลกเปลี่ยนเรียนรู้ล่าสุด น้อง Network Engineer คนเก่ง (ปัจจุบันทำ Pre-Sale) บอกว่า นักจิตวิทยา เป็นอีกอาชีพที่น้องเค้าอยากทำ อืม! พี่ว่าก็น่าสนใจ แต่เท่าที่รู้มา จิตวิทยา (Psychology) มันมีเฉพาะทางที่หลากหลาย เคยได้ยินก็มี จิตวิทยาการศึกษา จิตวิทยาอุตสาหกรรม จิตแพทย์ (ไม่รู้ใช่ด้วยเปล่า) ก็เลยลองค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพนี้มาดู

นักจิตวิทยา - บุคลิกภาพแบบที่ต้องใช้เชาว์ปัญญา .. อ่านแล้ว เดาว่าน้องเค้าคงหมายถึง สาขาจิตวิทยาการปรึกษา (Counseling Psychology)



นอกเรื่องนิดนึง คือว่า พูดถึงเรื่องจิตวิทยา ทำให้ผมคิดถึง Hannibal Lector โดยเฉพาะจากหนังภาคแรกของซีรี่ย์ The Silence of the Lambs (ตั้งใจว่าจะหาโอกาสดูอีกรอบนานแล้ว)

จิตแพทย์กับคนบ้า เป็นของคู่กัน ในสำนึกรับรู้ของคนไทยส่วนใหญ่ เป็นอย่างนี้มาตลอด โดยส่วนตัวผมอยากคุยกับนักจิตวิทยามากๆ เพื่อสร้างศาสตร์ความรู้เกี่ยวกับจิตของมนุษย์ให้มากขึ้น โดยเฉพาะจิตตัวเอง แต่ไอ้การลงทุนควักกระเป๋าเพื่อการนี้ ผมคงไม่ทำ เพราะยังมีความจำเป็นที่มากกว่ารออยู่

มีข่าวล่ามาเร็ว บอกว่า ที่ทำงานจะจัดให้เป็นสวัสดิการสำหรับพนักงานแล้วครับ เย้! "อยากคุยกับ Dr.Lector"

ปล. นักเขียน ยังคงเป็นอาชีพในฝันที่ไม่เป็นจริงของผมเสมอ

ข้อมูล: กรมการจัดหางาน
ภาพประกอบ: Wikipedia

Thursday, September 06, 2007

Teamwork

เมื่อคุณไม่ได้ทำงานคนเดียว ลองตั้งคำถาม 3 ข้อนี้ กับทีมงานของคุณดูสิ แล้วมาดูกันต่อว่าจะได้อะไร จากคำตอบทั้งหมดนั้น
  • What is your job?
  • What is your role?
  • How would you do it?
คำตอบที่ได้ คงไม่เหมือนกัน แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า มันเป็นไปในทิศทางเดียวกันหรือเปล่ามากกว่า



ทีมจะใช่ทีมงาน ต้องมีคนคอยให้จังหวะ เพื่อให้ทุกคนจ้วงพายลงไปพร้อมกัน เช่นเดียวกับการแข่งเรือ ถ้าต่างคนต่างทำ ซึ่งก็ต้องใช้แรงเท่ากัน แต่ผลที่ได้กลับแตกต่าง

การที่คนหลายคนทำงานในทีมเดียวกันมานานๆ บางครั้งอาจหลงลืมไปว่า งาน บทบาทหน้าที่ ของทีมคืออะไร และต้องทำอย่างไร เพื่อไปสู้เป้าหมายร่วมกันให้ได้ หลายๆ คนอาจเชื่อว่า การทำหน้าที่ของตัวเองอย่างที่เคยทำมาในอดีต ให้ดีที่สุดก็เพียงพอแล้ว ซึ่งนั่นอาจไม่ใช่

การแก้ปัญหาบางอย่าง จำเป็นต้องถอยหลังกลับมาซัก 2-3 ก้าว เพื่อหาทางออก โดยมองอยู่ห่างๆ บ้าง ถ้าลงไปคลุกกับปัญหาตลอดเวลา ยิ่งจะทำให้ฝุ่นตลบ มองอะไรไม่เห็น

ที่มา: CEO นัดพบ
ภาพประกอบ: http://www.cimatti.it

Wednesday, September 05, 2007

แลกเปลี่ยนเรียนรู้

ในเย็นวันศุกร์ที่อากาศเป็นใจ วงสนทนากับมิตรสหายเก่า ไม่ได้พบกันแรมปี ผสมเหล้าบางๆ กับแกล้มอิสานรสแซ่บ (โดยเฉพาะตับหวานป้องกันตับแข็ง) นักดนตรีเล่นเพลงเบา สบาย

ช่วงเวลาเพียงแค่ 6 ชั่วโมง -- สามารถสร้างเนื้อหา และบรรยากาศแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้มากกว่า ชีวิตในสำนักงานวันละ 8-9 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 5 วัน ปีละเกือบ 50 สัปดาห์ซะอีก



บรรยากาศแห่งการร่ำสุรา เป็นอะไรที่ผมยังหาสิ่งทดแทนไม่ได้เลยจริงๆ (ภาษาชาวบ้านเรียก 'ข้ออ้าง')

Sunday, September 02, 2007

ศาสตร์แห่งรัก

เห็นแม่เสียน้ำตา เห็นลูกเฉยชา ไม่รับรู้ ถ้าทำได้ ผมจะใช้ศาสตร์และวิทยาการ แก้ไขที่เหตุของผล แต่ศาสตร์แห่งรัก เรื่องของจิตใจ เราอาจไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น เพราะผลนั้นยากเกินกว่าจะคาดเดา จากเหตุและวิธีการแก้ไข

สัมพันธภาพที่มั่นคง และยั่งยืน ต้องพึ่งพาสื่อสารที่ไม่เคลือบแฝง ไม่หวาดกลัว และไม่คาดหวัง เป็นตัวของตัวเอง

โลกและสังคมทุกวันนี้ หาได้มีอิสรภาพแท้จริงไม่ คุณภาพชีวิต โดยเฉพาะจิตใจ ของปัจเจก ล้วนเชื่อมโยง ตัดไม่ขาด -- นี่แล คือเหตุแห่งความสับสน วุ่นวาย

ผมยังถือมั่นในความเชื่อของตัวเองที่ว่า ไม่มีใครรักใครได้มากเท่ากับรักตัวเอง ไม่ว่าจะพูดถึง สัมพันธ์ของความรักแบบไหนก็ตาม

ศาสตร์แห่งรักในโลกของความเป็นจริง เป็นเพียงผลพวงจากการรักตัวเอง คาดหวังความสุขจากสิ่งอื่น ทำให้เกิดการแสดงออก ต่างคนก็ต่างกัน แต่มักจะถูกสังคมตัดสิน ด้วยบรรทัดฐานของคนส่วนใหญ่ ว่านั่นใช่หรือไม่ใช่ 'ความรัก'

ความหวังดีที่แท้จริงไม่ว่ากับสิ่งใด คือไม่คาดหวัง เสพสุขจากตนเองเป็น และสิ่งรอบข้างเป็น ให้ได้ (แต่คงหาได้ยากนักในปัจจุบัน)

ตัวเราควรเลือกและตัดสินเอง บรรทัดฐานร่วมเดียวที่ควรมี คือ ทุกคนควรเลือกและตัดสินเอง เช่นเดียวกัน

ภาพประกอบ: http://www.koh-samet.org

Saturday, September 01, 2007

Wasted Time

ช่วงท้ายการประชุมฝ่ายที่บริษัทวานนี้ น้องๆ ในทีมคุยกันถึงเรื่องการสอบ IT Certify ว่ากันว่า ข้อสอบมักจะถามในสิ่งที่ไม่ได้ใช้ซะเยอะ ประเภทความรู้พื้นฐาน อ่านๆ ท่องๆ เอา คงตอบได้ ถึงแม้คนทำงานมากประสบการณ์ แต่ไม่อ่านไม่ท่อง ก็สอบตกได้ง่ายๆ เหมือนกัน

สงสัยจังครับว่า มีใบ cer แล้วได้อะไร (นายจ้าง/ลูกค้า เค้าเรียกหาใบ cer กันทำไมหว่า) ยอมรับครับว่า certify บางตัวก็ดีจริง แต่มันส่วนน้อยนะ

กลับมาถามตัวเองว่า มีความรู้พื้นฐานง่ายๆ อะไรบ้าง ที่เราลืมไปแล้ว
นึกถึงเรื่อง Resistor Color Code -- ความหมายของแถบสี บนตัวต้านทาน คิดอยู่นานก็คิดไม่ออกจริงๆ ว่ามันเป็นยังไง





ถ้าผมไม่รู้เรื่องนี้ สัมมาชีวิตก็คงไม่ได้เปลี่ยนแปลง หรือแปลกแยกไปกว่านี้ซักเท่าไหร่นัก* แล้วเวลาที่ใช้ไปในการเรียนรู้ ทำความเข้าใจกับมันล่ะ มากน้อยแค่ไหน นี่ขนาดเป็นเรื่องที่เรียนแล้วไม่ได้ใช้นะ (ตอนที่เรียน ก็คงหวังว่าจะได้ประโยชน์) แล้วเรื่องอื่นๆ ประเภทที่ทำไปอย่างไร้สาระ ทำไปวันวัน ชีวิตคนเรา คงมีอีกเยอะ ยิ่งเรื่องที่ต้องกล้ำกลืน ฝืนใจ หรือถูกบังคับให้ทำ ด้วยแล้ว เสียดายเวลาจริงๆ

คิดบวกเถอะ -- ถ้าจะมองหาประโยชน์ ทุกสิ่งทุกอย่าง คงต้องมีอยู่ในตัวเองทั้งนั้น อย่างน้อยๆ ก็เป็นบทเรียน
ชีวิตมันสั้น แค่ต้องการสุข เหมือนกันทุกคน เพียงแต่สุขของปัจเจกมันต่าง ก็เท่านั้น

อัพเดต: * แต่อย่าลืม "เด็ดดอกไม้ สะเทือนถึงดวงดาว"

ภาพประกอบ: http://n1ofz.connares.org