Wednesday, October 31, 2007

Independent

ผมเคารพและถือมั่นในปัจเจกทางความคิดของแต่ละบุคคล แม้ว่าความคิด ความเชื่อ หรือศรัทธา(แล้วแต่จะเรียก) นั้นๆ อาจจะเป็นเหตุจูงใจในการเบียดเบียน สร้างความเดือดร้อนให้กับสังคมก็ตาม ตราบใดถ้ายังมีสติ สามารถควบคุมให้เป็นเพียงแค่คิด เชื่อ ศรัทธา แต่ยังไม่ได้พูด ยังไม่ได้ทำ -- ผมรับได้นะ เพราะถ้าแค่นั้นจริงๆ ตัวเจ้าของความคิด ความเชื่อ หรือศรัทธา นั่นแหละครับ ได้รับผลกระทบอยู่คนเดียว

มีน้องที่ทำงานคนหนึ่ง ยอมลาออกจากงานทั้งที่ยังไม่ได้หางานใหม่ เพื่อได้สิทธิ์รับเงินเก็บก้อนโต จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แล้วนำเงินทั้งหมดไปทำบุญกับศาสนสถานแห่งหนึ่ง ที่ตัวเองเลื่อมใสศรัทธา หลายคนว่าเขา "บ้าไปแล้ว" ผมไม่นะ ออกจะนับถือเขาซะด้วย เพราะเข้าใจว่าน้องเขาสัมผัสจึงศรัทธา -- แต่ถ้าเป็นผมจะไม่ทำอย่างนั้นแน่ ไม่คิดจะสัมผัสด้วย

คนเราควรเลือกที่จะเป็นสุขแบบอิสระจากสรรพสิ่ง พึ่งพิงก็แค่ลมหายใจเข้าออกของตนเอง -- อย่าเชื่อนะ เพราะผมก็ยังทำไม่สำเร็จ แต่ที่มาบอกกล่าวกัน ก็แค่อยากให้เก็บไปคิดบ้างเท่านั้นเองครับ (ปัจเจกทางความคิดของผม ได้แสดงออกมาแล้วไหมล่ะ)

ภาพประกอบ: Shutterstock

Monday, October 29, 2007

The Shawshank Redemption

วันสุดท้ายของการลา ML (หยุดต่อเนื่อง 10 วัน) ของผม เพิ่งจะรู้สึกว่าได้พักผ่อน เพราะมีโอกาสได้ดู The Shawshank Redemption ที่ซื้อ DVD Collection ซึ่งออกมาตอนฉลองครบรอบ 10 ปี เมื่อปี 2004 -- เรื่อง บท และแนวของหนัง ช่างเข้าทางกับความคิด ความรู้สึก ในวัยนี้ของผมมากทีเดียว

ไม่ต้องบอกเลยครับว่าชอบ ก่อนหน้านี้เคยดู The Green Mile หนังเดินเรื่องในคุก ของ Frank Darabont ผู้อำนวยการสร้างคนเดียวกัน ชอบทั้งคู่ อารมณ์ของหนังต่างกัน -- Green Mile มีซีนกระชากอารมณ์อยู่หลายฉาก แต่ Shawshank กลับดูใกล้เคียงชีวิตจริงมากกว่า

สำหรับผม Shawshank ไม่มีฉากไหน ประทับใจ หรือกระชากอารมณ์แบบสุดๆ เหมือนหนังดังหลายๆ เรื่อง แต่ทุกฉากต่างประกอบกัน เป็นความประทับใจของหนังทั้งเรื่อง "มิตรภาพ ความหวัง ความรุนแรง" (ผมไม่ชอบคำว่า ความรุนแรง ในชื่อไทยเลยจริงๆ ให้ตายสิ) -- ชอบวิธีการเดินเรื่อง ด้วยการบอกเล่าของตัวละคร ชื่อ Red ที่รับบทโดย Morgan Freeman

The Shawshank Redemption สร้างจากบทประพันธ์ของ Stephen King เรื่อง Rita Hayworth and Shawshank Redemption

ภาพประกอบ: Wikipedia

ปล. ผมยังมีหนังในคิวต่อไปอีก คือ Gandhi และ A Perfect World (ดูแล้วทั้งคู่ แต่มานานแล้ว)

Sunday, October 28, 2007

ตามหรือหนี

บางเวลาที่มีโอกาสได้กอดคอคุยกันอย่างใกล้ชิดกับจิตใจ ความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง ผมมักจะมีคำถามเสมอว่า ลึกๆ แล้วความต้องการที่แท้จริงของชีวิตคืออะไร (ฟุ้งซ่าน)

หนึ่ง ก็ว่าที่เป็น ที่อยู่ ที่มี ในวันนี้ มันไม่ใช่ การทุ่มเททุกอย่าง เพื่อคนที่เรารัก พ่อ แม่ พี่ น้อง ลูก เมีย นั้นไม่น่าใช่คำตอบ -- แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ทำแล้วมีความสุข แต่สำหรับผม เหล่านี้ไม่ยั่งยืน การปรนเปรอ ด้วย ทรัพย์สิน เงินทอง เป็นสุขสมมุติ หาใช่สุขที่แท้ไม่ (ฟุ้งซ่านหนัก)

สอง กลับตรงกันข้าม เพราะสิ่งที่เป็นสุขสมมุตินี้ไม่ใช่หรือ คือหนึ่งขององค์ประกอบซึ่งหล่อหลอม ให้เป็นตัวเราในวันนี้ แล้วสิ่งใดกันเล่า ที่เราเฝ้าตามหา (ฟุ้งซ่านหนักข้อ)

คำถามจึงกลับกลายเป็น นี่เรากำลังหนีอะไรอยู่หรือเปล่า แทนที่จะเป็นการตามหาคำตอบ เพราะความสุขแท้ของชีวิต น่าจะเกิดจากปัจจัยภายใน มากกว่าแวดล้อมภายนอก -- ใครที่สามารถสุขใจได้ นิ่งได้ แม้ในยามที่ปัจจัยภายนอกไม่เอื้ออำนวย หรือถูกบีบคั้น กดดัน ด้วยทุกข์สมมุติ นั่นแล ยั่งยืนที่สุด

เพราะฉะนั้น ไม่มีวันที่ผมจะตามหาอะไรพบได้เลย ถ้ายังหนีอยู่อย่างนี้ .. จริงไหมครับ? (ฟุ้งซ่านถึงขีดสุด) -- เพียงแค่ลมหายใจเข้าออก

ภาพประกอบ: Yahoo! GeoCities

Thursday, October 25, 2007

โลกร้อน...ธรรมเย็น

เช้านี้ ท่องเน็ตโดยเริ่มจากข่าวแผ่นดินไหว 7.1 ริกเตอร์ แถวๆ เกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย ตามแหล่งข่าวไปที่ CNN ก็เกิดอาการเดิม คือออกนอกลู่นอกทาง ไปเจอภาพสวยๆ (ขออนุญาต capture มาให้ดูกัน) จากภัยไฟป่า ที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ทางตอนใต้ของมลรัฐแคลิฟอเนีย สหรัฐอเมริกา


ตามไปดูต้นฉบับที่ CNN นะครับ

ภาพข้างบนนี้ ทำให้นึกถึงและตามหาข่าว "เผาป่าดอยตุง" เลยได้พบ Thai Environment Website : โลกสวยด้วยสองมือเรา ซึ่งเป็นเว็บท่า มีข่าว บทความ และสาระความรู้ เกี่ยวข้องกับเรื่องรัก(ษ์)โลก รัก(ษ์)ธรรมชาติ ขอจดไว้หน่อย -- แต่ที่น่าแปลกใจเล็กๆ สำหรับผม คือ ผู้จัดทำเป็นนักการเมือง คือคุณนพดล พลเสน รองเลขาธิการพรรคชาติไทย

จาก Thai Environment ผมตาม link ข่าวไปพบบทความ ผู้รู้เรื่องโลกร้อน ส่วนหนึ่งเพื่อแนะนำหนังสือเล่มใหม่ "โลกร้อน...ธรรมเย็น" ของ ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ -- อาจารย์ธรณ์ แกยกย่องนับถือท่าน ว.วชิรเมธี ในฐานะผู้ถ่ายทอดความรู้ มากมายทีเดียว แบบนับถือหมดใจ อย่างไรอย่างนั้น อันนี้เป็นมุขเรียกความสนใจของผมสุดๆ เหมือนกัน (อยากเชี่ยวเรื่องถ่ายทอดความรู้) คงต้องหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านดูบ้างซะแล้ว .. แนะนำนะครับ ไม่ใช่โฆษณา (ฮา)

ภาพประกอบ: CNN

Tuesday, October 23, 2007

Home School

สัปดาห์นี้เป็นช่วงลาพักร้อนไฟต์บังคับของผม (ที่ทำงานเรียกว่า ML - Mandatory Leave) ทุกปีต้องมีการจัดตารางการลา ML แบบนี้ล่วงหน้า ทำมา 2 ปี ผมก็เลือกช่วงนี้แหละ

ความตั้งใจเดิม ไม่ได้คิดจะไปเที่ยว แต่ [1] อยากจะอยู่บ้านจัดการ 5 ส. กับ [2] ให้เวลากับลูกคิด ให้ได้มากที่สุด -- เรื่อง 5 ส. ไม่มีปัญหา เพราะมี ผบ.ทบ. คอยกำกับดูแล ออกคำสั่ง ตามขั้นตอนที่เตรียมไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว ส่วนเรื่องลูก...

เมื่อวานจัดการพาลูกคิดไปสมัครเรียนอนุบาลเรียบร้อยโรงเรียนกสิณธร(เซ็นปีเตอร์) -- ลึกๆ แล้ว ความรู้สึกต่อต้านระบบการศึกษาแนวทางทุนนิยม (ผมเรียกเอง) แบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก็ยังคงอยู่กับผมเหมือนเดิม ไม่ได้ลดน้อยลงไปแต่อย่างไร แต่เหตุที่ต้องยอมติดกรอบ เพราะ [1] กลัวว่าอนาคตลูกจะแตกต่าง แปลกแยกจากสังคม ทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่อย่างปกติสุขได้ (ถ้าจำ 'น้องต้นข้าว' จากรายการ 'คนค้นฅน' ได้ ทุกวันนี้ผมยังมีคำถามว่า ถ้าพ่อแม่เขาจากไปก่อนวัยอันควร น้องต้นข้าวจะอยู่ในสังคมได้อย่างไร) และ [2] ตัดความรำคาญ รวมทั้งรักษาภาพลักษณ์ ก็ลองคิดดูว่า ถ้าผมไม่นำลูกเข้ากรอบเข้าระบบ ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา พี่ น้อง และเพื่อนๆ คงจะวิพากย์วิจารณ์ ด่าทอต่อว่าผมและภรรยา อย่างไม่จบไม่สิ้น ที่สำคัญภาพลักษณ์ของความเป็นพ่อแม่ที่ "รักลูกมากที่สุด" จะกลายเป็น "ไม่รักลูกมากที่สุด" ไปซะฉิบ -- ผมแคร์สังคมมากกว่าอุดมการณ์ของตัวเอง?

ตอนเช้า ก่อนออกจากบ้าน ผมตีลูกอย่างแรง ด้วยความโมโหที่สอนแล้วเขาไม่จำว่า มือเปื้อน อย่าเช็ดกับเสื้อผ้า ลูกคิดทำนมหกใส่มือ แล้วทันใดก็เช็ดแขนเสื้อทันควัน ผมก็ไวไม่แพ้กัน ตีลงไปที่มือทันที ลูกคิดร้องไห้ น้ำตาไหลพราก "หนูขอโทษค่ะพ่อ" -- เสียงร้องเจือปนคำขอโทษของลูก ทำให้ผมรู้สึกผิดมหันต์ "นี่เราไม่รักลูกเหรอ เฝ้าระวังทุกฝีก้าว แต่กลับทำลูกเจ็บตัวซะเอง" มิหนำซ้ำ ทุกครั้งหลังจากถูกพ่อหรือแม่ตี ผมไม่เคยรู้สึกว่า ลูกคิดรักพ่อ รักแม่น้อยลงเลยซักนิดเดียว -- พ่อขอโทษ พ่อสัญญาว่า ต่อไปจะมีเหตุผลกับลูกเสมอ

เช้านี้บังเอิญ search ไปพบงานวิจัยเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๒ เรื่อง "บ้านแห่งการเรียนรู้ (Home School)" โดย ดร. อมรวิชช์ นาครทรรพ
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยนโยบายการศึกษา
คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงจะอ่านไปแค่เล็กน้อย แต่คิดว่าเป็นแนวทางที่น่าสนใจในอนาคต (แม้ยังสิ้นหวังว่าจะเกิดในประเทศไทยได้ก็ตาม)

การที่เด็กได้เรียน ได้เล่นสนุก อยู่กับครอบครัวที่อบอุ่น รักพวกเขา ในช่วงวัยแรกเกิดจนเติบโตระดับหนึ่ง (อาจจะสัก 10-12 ปี) เพื่อสร้างแรงจูงใจ จากการสอนแบบไม่ได้สอน สอดแทรกประสบการณ์ของพ่อแม่ ทั้งเรื่องดีและร้าย ไม่ปิดกั้น ผมว่าเด็กจะซึมซับ ยอมรับ เรียนรู้ และนำไปต่อยอดได้เอง เพราะเด็กมีพื้นฐานสำคัญ คือ ความเชื่อใจในตัวผู้สอน ซึ่งก็คือพ่อแม่ ที่รักและห่วงใยเขามากที่สุด -- ประเด็นคือ พ่อแม่จะทำได้หรือไม่ (ต้องสอนพ่อแม่ ก่อนจะสอนเด็ก)

"ถ้าไม่มีลูก ผมก็คงเลยป้ายนี้ไปแล้วมั้งครับ เพราะคิดถึงแต่เรื่องตัวเองซะมาก"


เอกสารอ่านต่อ:
ภาพประกอบ: HELEN M. PLUM MEMORIAL LIBRARY

Sunday, October 21, 2007

When Am I Going To Die?

อยากรู้ว่าวันสุดท้ายของชีวิตตัวเอง คือวันไหนกันบ้างไหมครับ -- บังเอิญ search ไปเจอ The Death Clock - When Am I Going To Die?
จำได้ลางๆ ว่าเคยอ่านผ่านตาเว็บไซต์นี้มาครั้งหนึ่ง หลายปีก่อน แต่ตอนนั้นไม่ได้สนใจเรื่อง 'ความตาย'

นี่ไง วันตายของผม อีกตั้งนาน เกือบ 36 ปีเชียวนะ ใครสนใจอยากรู้ ก็เชิญลองได้ครับ



ไม่รู้เป็นอย่างไร ตั้งแต่มีลูก ทำให้ผมคิดและคำนึงถึงความตายอยู่เสมอเลย

Saturday, October 20, 2007

Coyote

เมื่อคืนดูรายการทีวี Chris Delivery เพิ่งรู้ คำว่า Coyote ในภาษาอังกฤษจริงๆ แปลว่า "หมาป่าชนิดหนึ่ง" ไม่ใช่สาวนักเต้น ที่แต่งตัวเซ็กซี่ ลีลายั่วยวน โยกย้ายส่ายสะโพกอยู่บนบาร์เหล้า อย่างที่พวกเราเข้าใจ แต่ที่ใช้กันมาจนฮิตติดปาก คงเป็นอิทธิพลจากภาพยนตร์เรื่อง Coyote Ugly (ประมาณปี 2000)

ใครที่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้ น่าจะจำเพลง Can't fight the moonlight กับสาวๆ นักเต้นบนเคาน์เตอร์บาร์ได้ดี (แต่ในหนัง พวกเธอไม่ได้แต่ตัวเซ็กซี่ เหมือนในบ้านเราเลยนะ)

ส่วนสาวนักเต้นอย่างที่หนุ่มๆ (รวมทั้งผม) ชอบกันนักหนา ในภาษาอังกฤษ เขาใช้คำง่ายๆ ว่า Dancer หรือ Top Dancer (คงเพราะขึ้นไปเต้นในที่สูง) ต่างหาก

วันนี้ลองค้นหา "life goes on" (ประโยคจาก avatar ที่ผมใช้) ดูเล่นๆ และช่างบังเอิญจริงๆ ที่เจอ MV เพลงชื่อเดียวกันเป๊ะเลยของ LeAnn Rimes ศิลปินคนเดียวกับที่ร้องเพลง Can't fight the moonlight ในหนัง Coyote Ugly -- แต่ใน Life Goes On เธอดูดีกว่ามากเลย

ภาพและข้อมูล: Wikipedia, YouTube

Wednesday, October 17, 2007

Friends

ภรรยาผมมักจะบ่นให้ฟังบ่อยๆ เรื่องที่ไม่ได้ติดต่อกับเพื่อนบางคนมานานเป็นปี กลัวว่าเดี๋ยวเขาจะหาว่าเธอไม่เอาเพื่อน แต่หลังจากบ่นแล้ว ผมก็ไม่เห็นว่าเธอจะมีความพยายามอะไรต่อ เช่น ค้นหาเบอร์โทรศัพท์ หรืออีเมลแอดเดรส หรือถ้ามีอยู่แล้วก็ไม่เห็นติดต่อไป แสดงว่าไม่ได้คิดถึงมากนัก และนิสัยของเธอ ถ้าไม่มีเหตุผิดปกติอะไร น้อยครั้งที่จะเป็นฝ่ายติดต่อไปหาใครก่อน ผมเดาว่าเพียงแค่ห่วงภาพพจน์อยู่บ้าง ก็เท่านั้นเอง

เคยถามเหมือนกันว่า ทำไมถึงต้องกลัว เธอบอกว่า เพื่อนในกลุ่มหลายคนเคยเป็นอย่างนั้นเสมอ ในช่วงที่คบกันมา ผมเลยถามอีกว่า แล้วมีเพื่อนคนไหนบ้างไหม ที่ไม่เป็น -- เธอนึกอยู่นาน แต่ก็นึกออกนะ 'หนุ่ย' คือ เพื่อนที่แม้นานหลายปี กว่าจะมีโอกาสพบเจอ แต่ความผูกพันไม่เคยเปลี่ยน รักและห่วงใยกันเหมือนเดิม

ผมเชื่อว่า ความผูกพันระหว่าง 'เพื่อน' ต้องไม่ลางเลือนไปตามกาลเวลา เว้นเสียแต่ว่า ในช่วงที่ได้อยู่ด้วยกัน ไม่ได้เรียนรู้ ไม่เข้าใจในตัวตนของกันและกัน อย่างถ่องแท้มากกว่า ต้องยอมรับในความจริงพื้นฐานว่า ทุกคนย่อมมีทั้งด้านบวกและด้านลบ เพื่อนก็เช่นกัน -- อย่าคาดหวัง ให้เพื่อนเป็น ในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนจริงๆ ของเขา

ชีวิตคนเรา บางช่วงบางตอน กินเวลานานหลายปี แต่ไม่ได้รับประกันว่า คนที่เราคบหาสมาคมในสังคมนั้นๆ จะเป็น 'เพื่อน' -- อยู่ที่คุณภาพของความผูกพัน ที่ร่วมกันสร้างขึ้นมามากกว่า

ภาพประกอบ: สำนักที่ปรึกษา กรมอนามัย

Sunday, October 14, 2007

วัดกับชีวิต

ถ้าใช้ภาษาตามยุคนี้สมัยนี้ ชีวิตของคนอย่างผม ต้องใช้คำว่า "ชิลๆ" แบบที่หาดูได้ทั่วไปตามท้องถนนกรุงเทพ และปริมณฑล ที่ผ่านมาคือ เรียน ทำงาน หาเงิน อิ่มบ้าง อดบ้าง ตามประสา ไม่มีดีโดด หรือเลวโคตร อะไรมากนัก

ชีวิตช่วงนี้ เป็นช่วงค้นหาความหมายชีวิต ในมุมมองที่เป็นปัจเจกสุข รวบยอด ตกผลึก และถ่ายทอด เท่าที่จะทำได้ แม้ในความเป็นจริง ชีวิตจะยังเดิมๆ อยู่ก็ตาม

วันนี้ได้อ่าน feed เทศนาสั่งลา จาก BioLawCom.De เลยมาแปะ link ไว้ก่อน (ยังไม่ได้อ่านฉบับเต็ม)

ส่วนตัวได้มีโอกาสไปร่วมฟังสวด ในงานศพที่วัดชลประทานฯ แค่ครั้งเดียว แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ชอบและประทับใจกับวัดนี้มากๆ ถึงแม้หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ท่านจะมรณภาพไปแล้ว โดยที่ผมไม่เคยมีโอกาสไปกราบนมัสการ ทำบุญ และฟังเทศนาสดๆ กับท่าน ก็ไม่ได้เสียดายแต่อย่างใด เพราะมั่นใจว่า เนื้อหาธรรม และสิ่งต่างๆ ที่ท่านสอนไว้ จะยังคงอยู่ และได้รับการเผยแผ่ เพื่อประโยชน์สุขของพุทธศาสนิกชน และชาวโลก ตามเจตนารมณ์ของท่าน และพระพุทธองค์ตลอดไป -- สำคัญที่เราจะรับ และนำมาประยุกต์ ปฏิบัติตามได้หรือไม่เท่านั้น

การค้นหาเพื่อค้นพบของชีวิต น่าจะเป็นการตามหาเส้นทางที่นำเข้าไปสู่จิตใจของตัวเอง ไม่จำเป็นว่าตัวตนของเราจะต้องอยู่ที่วัด เพียงแต่วัดบางแห่งอาจจะช่วยจุดเทียนนำทางให้เราได้

ภาพประกอบ: กลุ่มรองเท้าแตะ

Friday, October 12, 2007

Again and again

ปุจฉา "พร่ำเพรื่อ"
  • วันหนึ่งๆ เราเห็นรถยนต์วิ่งไปวิ่งมาบนท้องถนน
  • วันหนึ่งๆ เราสุนทรีย์บันเทิงกับเอ็มพี 3 เอ็มพี 4
  • วันหนึ่งๆ เรานั่งเล่นเกมส์ เล่นเน็ต อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์
  • วันหนึ่งๆ เราส่ง SMS คุยโทรศัพท์มือถือ
  • วันหนึ่งๆ เราเดินเล่น ดูหนัง ทานข้าว ตามศูนย์การค้า อภิมหาชอปปิ้งมอลล์
  • วันหนึ่งๆ เรานอนห้องแอร์ อาบน้ำอุ่น ชงกาแฟ ปิ้งขนมปัง ดูหนัง ฟังเพลง ร้องคาราโอเกะ
  • วันหนึ่งๆ เราแต่งหน้า ทำผม ทำสวย ลดหน้ำหนัก เข้าคอร์ส ชะลอแก่

วันหนึ่งๆ พวกเขา..



ภาพประกอบ: http://www.fisheries.go.th

Thursday, October 11, 2007

กล้าหรือเปล่า

ผมยังคงพยายามละศรัทธา เพื่อกล้าวิจารณ์ -- ในที่ทำงานถือเป็นสังคมเล็กๆ สังคมหนึ่ง แต่มีอิทธิพลกับชีวิตค่อนข้างมาก เพราะในวันหนึ่งๆ มันกินเวลาเราไปถึง 1 ใน 3 และเป็นที่ๆ เราอยู่ร่วมกัน

เรื่องของ feedback ถ้าจะให้เกิดประโยชน์ต้องจริงจังและจริงใจ เปิดใจกว้างๆ สื่อสารซึ่งหน้า ดีกว่าเขียนประจานลอยๆ บนกระดานข่าว -- ประชด ประชัน ทำไม ไม่เกิดประโยชน์ ยิงตรงแสกหน้าหาเป้าหมายไปเลย กล้าได้กล้าเสีย ไม่ต้องมานั่งรอว่า เอ๊ะ! มันจะสำนึกได้ไหมวะ ดูไปอีกสักระยะ พอถึงกำหนด เอ้า! ประจานมันอีก ประจานมันเข้าไป บนกระดานข่าว ไม่ระบุใครอีกเหมือนเดิม -- ทำทำไมครับ แบบนี้ ผมว่าไร้สาระ เสียเวลาเปล่า (แต่ผมก็พยายามมองทุกสิ่งทุกอย่าง ตามความเป็นจริง อะไรที่เป็นมานานๆ ฝังลึกๆ มันเปลี่ยนยาก ตัวเรายังทำไม่ได้ อย่าไปว่าคนอื่นเลย)

หัวหน้า:ลูกน้อง -- ดีต้องชม กล้าให้คุณ เลวต้องตำหนิ กล้าลงโทษ แล้ว ลูกน้อง:หัวหน้า -- ? เมื่อวาน เพิ่งได้ยินแนวๆ ว่า หัวหน้า หรือ หัว.. (กรณีของคนอื่น ที่มันเชื่อมโยงกับผมด้วย) ดีนะ มันต้องแบบนี้แหละ ที่เคยบอกว่าลูกน้องสอนและให้อะไรๆ กับผมเหมือนกัน

สุดท้ายผลจากการ feedback ต่างหาก คือสิ่งที่คาดหวัง แต่ถ้าบางเรื่อง บางคน มีเงื่อนไข ข้อจำกัด เป็นเหตุให้ทำไม่ได้ล่ะ จะตัดสินพวกเขาอย่างไร

ด้วยรักและเคารพ


ปล. ผมจะกล้าไหม หรือจะเก่งแต่ในนี้ ห่วงปากท้องเกินไปไหม ทำให้ไม่กล้าเผชิญความจริง

Tuesday, October 09, 2007

ของขวัญ

จากลูกคิด

Adblock


อัพเดต (ตอนค่ำ): แม้ว่าผมจะพยายามทำให้วันนี้เป็นเหมือนทุกวัน แต่จะด้วยความบังเอิญ หรือตั้งใจก็ตาม ขอขอบคุณทุกคน ทุกสิ่ง ที่ทำให้วันคล้ายวันเกิดปีนี้ รู้สึกประทับใจมาก
  • คนรู้ใจ (เมียผมเอง) ยังคงตั้งใจ สม่ำเสมอ และทำให้วันนี้เป็นวันสำคัญ แม้ผมจะเฉยชา (เหมือนเดิม) ยังไงก็เถอะ
  • ลูกคิด ทำให้ทุกรายละเอียดในชีวิตพ่อสำคัญ และต้องใส่ใจเสมอ
  • น้องๆ ที่ทำงานทำให้ผมได้เป่าเทียนเค้กวันคล้ายวันเกิดเป็นครั้งแรก (ขอบคุณครับ และขอโทษด้วยที่พี่มันห่ามๆ)
  • เป็นวันคล้ายวันเกิดวันแรก ที่ได้ทั้งทำบุญใส่บาตร และบริจาคเลือดด้วย ในวันเดียวกัน
  • และก็ทุกถ้อยคำอวยพร จากคนใกล้ คนไกล ออฟไลน์ และออนไลน์
คิดถึงพ่อแม่ อย่างแรง

Monday, October 08, 2007

Bottleneck

ปกติผมค่อนข้างจะคุ้นเคยกับขวด เพราะว่านัดเจอกันทุกสุดสัปดาห์ เราสนิทกันมาก ขั้นกอดคอ เพื่อนซี้ เลยล่ะ -- แต่คราวนี้แพ้ภัยปัญหา "คอขวด" แก้ไม่ตก คิดไม่ออก สงสัยกับขวด ผมยังรู้ใจเขาไม่มากพอ ต้องทำความรู้จักกันทุกวัน ซะล่ะมั้ง



เข้าเรื่อง -- งานเป็นคอขวด (เป็นนานๆ อาจแตก เงินกระจาย ตามรูป) มีความเสี่ยง เป็น Single Point of Failure

เรื่องที่ต้องทำ คือ การบริหารจัดการทรัพยากร เพราะว่าทรัพยากร คือ สิ่งที่มีอยู่จำกัด

ตัวแปรที่เกี่ยวข้อง บันทึกไว้ ถอยออกมามองห่างๆ -- นี่แหละ โอกาสเรียนรู้ โจทย์ชั้นครู ความสำเร็จ คือการที่ได้ลงมือทำ
  • คิว
  • อัตราไหล
  • ความต้องการ
ภาพประกอบ: http://finsolinc.com

Sunday, October 07, 2007

เป็น

สำคัญมาก...แค่ไหน



เมื่อไม่เป็นอย่างที่อยากให้ใครเห็น
เมื่อเป็นอย่างที่เขาไม่อยากให้เป็น

อยากให้เขาเห็น อย่างที่อยากให้เขาเห็น
อยากเป็น อย่างที่อยากให้เขาเห็น

แต่ไม่ได้เป็น อย่างที่เป็น และอยากเป็น ?

ภาพประกอบ: http://www.oknation.net/blog/

Saturday, October 06, 2007

Communication

"คนทำงานเทคนิค มักไม่ชอบคุยกับคน หรือคุยก็ไม่รู้เรื่อง วันหนึ่งๆ พวกเขาชอบที่จะคุยแต่กับเครื่องจักร คอมพิวเตอร์ สมองกล"

แม้จะทำงานด้าน IT มานาน แต่ประสบการณ์เกี่ยวกับ Software Development ของผมเป็นศูนย์ พักนี้ก็พยายามหาข้อมูล ความรู้ ประสบการณ์ และพวก success story ต่างๆ บนเน็ต อ่านเพื่อทำความเข้าใจ นำมาประยุกต์ใช้(ได้หรือเปล่า)

วันก่อนบังเอิญไปเจอเว็บไซต์ของ Dr.Alistair Cockburn (อ่านว่า Co-burn) ซึ่งเป็น Guru ระดับโลกทางด้านนี้คนหนึ่ง
He is best known for describing Software development as a cooperative game

เมื่อวาน -- ผู้บริหารพบพนักงาน แต่อาจจะกลุ่มใหญ่ไปหน่อย เวลาต่อหน่วยเลยน้อยไปนิด จะเป็นไปได้ไหม ที่วันหนึ่งพนักงานจะขอนัดผู้บริหาร เพื่อจัดรายการแบบนี้บ้าง ;-)

ผมไม่ชอบมากๆ (เพราะมีประสบการณ์ตรง) ผู้บริหารที่ชอบสร้างภาพ ต่อหน้าพนักงานหมู่มาก พูดจาไพเราะเพราะพริ้ง มีเหตุมีผล แต่ลับหลัง คุยกับพนักงานตัวต่อตัว หรือกลุ่มย่อย ท่านด่าบิดาล่อมารดา ไม่เคยรับฟังเหตุผล มึงต้องทำอย่างที่กูบอกเท่านั้น -- วาสนาของผม ที่ไม่มีแบบนี้ ในที่ทำงานปัจจุบัน

Justification of Life -- อย่าให้งาน สำคัญกว่า หรือแม้แต่เทียบเท่า ครอบครัว พูดง่ายๆ คือ อย่าเครียดปัญหางานมากกว่าปัญหาครอบครัว เพราะฉะนั้น ถ้าวันนี้สัมพันธภาพในครอบครัว อบอุ่น มีความสุข องค์รวมก็ควรจะมีความสุข (ใช้ตอนแบ่งกลุ่ม ในที่ประชุม)

มีคำแนะนำจาก boss เรื่องสื่อสารด้วยการ "พูดคุยกันแบบซึ่งหน้า" ให้มากขึ้น ผมคิดถึงบทความของ Dr.Cockburn ที่กำลังนั่งอ่านอยู่ ก่อนจะถูกเรียกขึ้นไปประชุม

People never communicate completely
Receiver must always jump a gap


ที่จริงแล้วมันก็ชิลๆ นะผมว่า รู้และเข้าใจ (แต่ไม่ปฏิบัติ) กันทุกคนแหละ ถามใครก็ร้อยทั้งร้อย บอกว่า Communication เป็นปัญหาอมตะนิรันดร์การของทุกองค์กร

คงต้องเริ่มจากตัวเราเอง "เปิดใจกว้าง และให้โอกาส"

ที่มา: Software Development as a Cooperative Game

Friday, October 05, 2007

Feedback #2

นานมาแล้วกับ Feedback แรก วันนี้บังเอิญ ได้กลับเข้าไปที่ Andres' thoughts อีกครั้ง ชอบความคิดของ Andres ตาม quote ข้างล่างนี้
Giving and receiving feedback is a skill, just like most other things we do at work daily, and you need to practise it often to get good at it.

เพียงแค่เข้าใจว่าแนวทางนี้ดี มีคุณค่า จะมีประโยชน์อันใดถ้าไม่ได้ลงมือทำ (ตัวผมเองยังอ่อนเรื่องนี้มาก)

Andres' rules of feedback
  1. Ask for, and give feedback often -- เริ่มจากขอ feedback จากทีม แล้วค่อย feedback กลับ
  2. Provide feedback early ให้ feedback -- ทันที ทันเหตุการณ์ ดีกว่ารอให้เรื่องนั้นๆ ผ่านไปเนิ่นนาน
  3. Giving feedback is about sharing your feelings -- ให้ feedback จากมุมมองของเรา อย่าพูดในแนวว่าเขาเป็นอย่างไร เอาเป็นว่าสิ่งที่เขาทำ เราคิดเห็นอย่างไรดีกว่า
  4. Don’t evaluate or judge -- อย่า feedback ใคร ด้วยวิธีการสรุปหรือตัดสินเขา
  5. Receiving feedback is about listening to someone else’s feelings -- ใจเขาใจเราครับ เมื่อเรารับฟังความคิดเห็นของคนอื่น ก็ต้องเปิดใจ และไม่ควรคาดหวังว่าจะเป็น positive มากเกินไป ให้สนใจเหตุที่ทำให้เขาคิดอย่างนั้นมากกว่า
  6. Negative feedback is good -- ถ้าไม่มีอคติ ก็ตามนี้เลย (ส่วนตัว ผมคิดว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ยากมาก โดยเฉพาะในสังคมไทย)
  7. Talking about the feedback -- วิพากย์เยอะๆ วิจารณ์แยะๆ ไม่อคติ เปิดใจ ยินดีให้และรับเสมอ
ชอบแนวทางในบทความที่บอกว่า เริ่มจาก หาคนที่เราเชื่อใจ และมั่นใจว่าไม่หลอก ไม่ปิดบัง มาแลกเปลี่ยน feedback ซึ่งหน้ากันบ่อยๆ เพื่อสร้างพัฒนาการ -- เกิดมาจนอายุป่านนี้แล้ว ถ้าไม่ใช่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผมยังไม่เคยเจอคนๆ นั้นเลยจริงๆ

ที่มา: My Rule of Feedback

หมายเหตุ: Andrés Taylor เป็นที่ปรึกษาด้านการพัฒนา Teamwork ของงาน Software Development

Wednesday, October 03, 2007

สถานการณ์ภาคใต้

ผมหลีกเลี่ยงที่จะบริโภคข่าวการก่อการร้ายของโจรใต้ มากว่าสัปดาห์ เมื่อคืนนี้บังเอิญได้ดูข่าวช่องทีไอทีวี รายงานข่าวบอกว่าช่วงเดือนรอมฎอนนี้ การก่อการร้ายทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งวางระเบิด ทั้งลอบสังหาร มีผู้บริสุทธิ์ เสียชีวิต และบาดเจ็บสาหัส จำนวนมากมาย

ภาพข่าวที่เห็นแล้วเศร้าที่สุด คือ ลูกสาวผู้เสียชีวิต ร้องไห้แทบจะขาดใจ เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่กำลังนำศพของพ่อ ที่เป็นตำรวจจราจร จังหวัดปัตตานี เข้าเก็บที่โรงพยาบาล เพื่อดำเนินการต่อไป -- ฆ่าพ่อก็เหมือนฆ่าลูก ฆ่าผัวก็เหมือนฆ่าเมีย ตายทั้งครอบครัว

รายงานข่าวบอกว่า ตำรวจจราจรท่านนี้ ถูกลอบยิงระหว่างทางที่กำลังขับรถกลับบ้าน จนเสียชีวิต เท่านั้นไม่พอ ผู้ก่อการร้ายยังพยายามจะลากศพเข้าข้างทาง เพื่อตัดคอศพอีกด้วย เหี้ยมโหดมาก โชคดีที่กำลังเจ้าหน้าที่รัฐมาถึงที่เกิดเหตุทัน พวกมันเลยหนีไป พร้อมขโมยปืน ของผู้เสียชีวิตไปด้วย

นอกเหนือจากนี้ ยังมีเหตุระเบิด อีกหลายจุด -- ผมได้แต่อึ้ง และคิดว่าเหตุการณ์เหล่านี้ เกิดบนแผ่นดินไทยจริงหรือ บนแผ่นดินเดียวกับที่ผม และเราๆ ท่านๆ ทั้งหลาย ยังสุขยังทุกข์ กับการบริโภคเกินความจำเป็น สุขทุกข์กับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ สุขทุกข์กับเรื่องเงินๆ ทองๆ สุขทุกข์กับการทำมาหารายได้ เพื่อเสวยสุขบนทรัพย์ศฤงคารที่หามาได้

แต่อีกด้านหนึ่งกลับมีแต่ความหวาดระแวง หวาดผวากับโจรก่อการร้าย ที่กระทำการอย่างเหี้ยมโหด ไร้คุณธรรม ทำร้ายชาวบ้าน คนบริสุทธิ์ อยู่ทุกวัน -- อะไรคือ สิ่งที่เราทำได้ นอกเหนือไปกว่า เห็นใจ เข้าใจ หรือสงสาร

เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง:

Tuesday, October 02, 2007

Just A Minute

วานนี้รู้ วันนี้ลืม -- เกี่ยวข้องกัน



ภาพประกอบ: https://www.thepricksupply.com/catalog/