Friday, November 30, 2007

Busy vs Burst Economies

เศรษฐศาสตร์ เป็นยาขมสำหรับผม เคยพยายามทำความเข้าใจกับบทความ บทวิเคราะห์ ต่างๆ ไม่เคยถ่องแท้กับศาสตร์ด้านนี้เลยจริงๆ (ด้านอื่นก็ใช่ว่า) มึนงง และเลิกราไปก่อนเสมอ

บทความต้นทาง เขาพูดถึง productivity ของ web worker ซึ่ง Michael Specht หยอดทิ้งท้ายไว้ว่า ตัวเขาเป็น Bursty person ทำให้อยากรู้ว่า คำนี้หมายถึงอะไร เลยต้องตามไปดู -- อ่านผ่านๆ แค่ตอนต้นๆ ก็รู้สึกเหมือน ใครเอามีดมาแทงกลางใจดำ เรานี่ก็ bursty เข้าขั้น unproductivity man เหมือนกัน

ประเด็นหนึ่งน่าสนใจใน class ของศาสตราจารย์ Andrew McAfee ซึ่ง discuss เกี่ยวกับวัฒนธรรมของเศรษศาสตร์สองแบบนี้ (Busy กับ Burst) คือ นักศึกษาส่วนมากคิดว่า .. (ขออนุญาตยกมา โดยไม่แปล)
"that people who use the new tools heavily — who post frequently to an internal blog, edit the corporate wiki a lot, or trade heavily in the internal prediction market — will be perceived as not spending enough time on their ‘real’ jobs."

สั้นๆ ก็คือว่า พวกมนุษย์เว็บ 2.0 ทั้งหลาย น่าจะเอาเวลางานไปใช้ในเรื่องส่วนตัวมากเกินไป (ใช่ไหม?)

ทำให้ฝั่ง Busy มักจะตัดสินว่า Burst ซึ่งเป็นพวกที่ใช้(หรือเสพติด)เครื่องมือเว็บ 2.0 ในการทำงานนั้น ไร้ซึ่งผลงาน (unproductive) และขาดความรับผิดชอบ (irresponsible) เสียเวลาไปกับเรื่องส่วนตัว แทนที่จะทุ่มเทให้กับงานที่รับผิดชอบอย่างเต็มที่

ตอนท้ายของบทความต้นทางทิ้งท้ายไว้ว่า ถึงแม้ productivity แบบเดิมๆ จะทำให้เรามี ร้านขายของชำ พลังงานไฟฟ้า หรือหนังสือพิมพ์ฉบับเช้า แต่ในหลายๆ องค์กร ต่างกำลังพิจารณาถึงความสำคัญของ hyperproductivity อยู่เช่นกัน เพราะฝั่ง Busy เองก็ไม่ได้หันหลังให้ฝั่ง Burst ไปเลยซะทีเดียว แค่เฉื่อยๆ รีรอดูท่าที เนื่องจากยังไม่เห็นความสำคัญนัก เท่านั้นเอง

"พิจารณาตัวเองกันดีกว่า ว่าเป็นอย่างที่ฝั่ง Busy เขาปรามาสไว้รึเปล่า ถ้าใช่ก็ปรับปรุงตัวเองซะ แต่ถ้าไม่ใช่ก็แล้วไปครับ -- แต่อย่าลืมเรื่อง work hard กับ work smart ด้วยล่ะ มันต่างกันนะ"

ที่มา: Web Work Daily ผ่าน MICHAEL SPECHT

Thursday, November 29, 2007

สุขมากแล้ว ตายเรื่องจิ๊บ

อ่านคำคมข้างล่างนี้จาก blog คุณนิ้วกลม แล้วโดนใจ อยากนำกลับไปบอกคนใกล้ตัว เพราะเธอกังวลเรื่องนี้มาก แค่จะเตือนเธอในแง่เตรียมใจพร้อม ยังพูดไม่ได้เลย (เพราะสำหรับผม คิดเสมอว่าตายได้ทุกวัน)

“แทนที่เธอจะนึกถึงความตายของเขาด้วยความทุกข์ ทำไมไม่นึกถึงความสุขที่เขาเคยให้เธอมาตลอดชีวิตล่ะ”
-นางฟ้าแห่งความตาย ใน A Prairie Home Companion (โรเบิร์ต อัลท์แมน)


quote ต้นฉบับภาษาอังกฤษ (ข้อมูลจาก IMDb) เขาว่าไว้อย่างนี้

Dangerous Woman: The death of an old man is not a tragedy. Forgive him his shortcomings, and thank him for all his love and care.

มองความตายเป็นเรื่องง่ายๆ กันดีกว่า -- เสียใจได้ ร้องไห้ได้ ไม่ต้องอาย ชีวิตยังดำเนินต่อไป แล้วสักวันก็ถึงเวลาของเรา เพราะฉะนั้นใครที่กำลังจะตาย ก็อย่าไปกังวลถึงคนที่อยู่ให้มากนักเลยครับ

"เห็นที ต้องหาหนังเรื่องนี้มาดูซะแล้ว"

ที่มา: A Prairie Home Companion ผ่าน roundfinger

Tuesday, November 27, 2007

Information for what?

จากเรื่อง Exaflood คิดต่อว่า ข้อมูลข่าวสาร (Information) สาระสำคัญของมันอยู่ตรงไหน -- ผมมีทีวีจอหลอดแก้ว 625 เส้น กำลังจะโบราณ วันนี้คนเทคโนโลยีเค้าบอกว่า Hi-def 1080 มันก็ชิลๆ ซะแล้ว ปัจจุบันต้อง Hi-def 1920

บอกตามตรง สำหรับผมจะดูหนัง Live Free or Die Hard บนจอแก้วเทอะทะ กับเครื่องเล่นวีซีดีทั่วไป หรือดูบน Hi-def LCD TV+DVD 1920 อรรถรสความบันเทิง ต่างกันอย่างไม่เป็นนัยสำคัญ

เว็บ 2.0 ยุคของปริมาณข้อมูลมหาศาล User-Generated Content ข่าวสารคุณภาพสูง หรือขยะอินเทอร์เน็ต ต่างกันนิดเดียว ตรงที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์หรือไม่เท่านั้นเอง

ปุจฉา: จำเป็นหรือไม่ที่เราจะต้องตระหนักถึงการบริโภค bandwidth บนอินเทอร์เน็ต (มองผลกระทบวงกว้าง ที่นอกเหนือจากเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนตัว)

ดูคลิปวีดีโอ Exaflood นี้แล้ว ให้สะท้อนคิดไปถึงท้องนา ท้องไร่ อีเผือก ไอ้ทุย ต้นข้าว ต้นมะพร้าว รวมทั้งพ่อแก่แม่เฒ่าทั้งหลาย.. ก เอ๋ยกอไก่ ข ไข่ในเล้า ฃ ฃวดของเรา ค ควายเข้านา

ภาพประกอบ: OKNation Blog

Monday, November 26, 2007

Monday

วันนี้ปล่อยของ.. (ข้ามได้ข้ามไปเลยครับ)


ทัศนคติกำลังตก ความสุขเลยต่ำ ปวดหัว วันจันทร์ไม่มันเหมือนชื่อ

ไม่ใช่ นี่ไม่ใช่ นั่นก็ไม่ใช่ สังขารไม่ละ สาระไม่พบ สุขไม่สงบ

งานศพ งานแต่ง งานวันเกิด งานวันดับ งานวันฉลองกำไรพันล้าน

ฉาบฉวย กลบเกลื่อนด้วยทรัพย์ปรนเปรอ ยากจะทดแทน

เวลาลด ชีวิตเหลือน้อย คอยรอ รอคอย คอยรอ รอคอย


ปล. แม่น้ำต้องซื้อขนมกุยช่ายในตลาดนัดท่าอิฐ ให้ลูกคิดเป็นประจำทุกวันจันทร์

Thursday, November 22, 2007

วาระ

ตั้งชื่อเรื่องเล่นคำตามกระแสส่งเสริมการขายของพรรคการเมือง พอขำขำ แต่ไม่ใช่ 'วาระประชาชน' หรือ 'วาระแห่งชาติ(ใคร)' แต่เป็น 'วาระการประชุม' โดยเฉพาะการประชุมของระดับผู้บริหารในองค์กร -- ย้ำว่าเป็นเพียงข้อสังเกตส่วนตัว จากประสบการณ์ตรง ไม่ใช่สาระ หรือบทสรุปขององค์กรทั่วไป เพราะแต่ละที่แต่ละแห่ง ล้วนมีความแตกต่างหลากหลาย

ผมคิดว่า วาระการประชุม รวมทั้งเนื้อหาในที่ประชุม โดยเฉพาะการประชุมประจำสัปดาห์ รายปักษ์ หรือรายเดือน จะเป็นตัวบ่งบอก และชี้วัดถึงสถานการณ์ของหน่วยงาน ขององค์กร ได้ค่อนข้างชัดเจน ไม่ได้หมายความว่าองค์กรใดที่มีแต่วาระซึ่งเกี่ยวข้องกับปัญหา จะมีสถานการณ์ไม่สู้ดีนะครับ (แค่มีแนวโน้ม) เพียงแต่ให้สังเกตว่ามันเป็นเรื่องเดิมๆ เก่าๆ พูดกันแล้วพูดกันอีก เคยมีข้อสรุป แล้วยังมีคนนำกลับเข้ามาเป็นวาระอีก อย่างนี้เรียกได้ว่า "องค์กรไม่เรียนรู้" เพราะขาดการจัดการความรู้ที่เหมาะสม ไม่ได้อะไรเลยจากการประชุม

รายงานการประชุมเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งเนื้อหา รายละเอียดต่างๆ จากการโต้เถียงกันของผู้เข้าร่วมประชุม ส่วนใหญ่จะเป็นความรู้ มีประเด็นที่มองต่างมุม แต่จะมีคุณค่าหรือไม่ อยู่ที่ 1) การบันทึก ครบถ้วนในประเด็นหรือเปล่า 2) ได้รับการเผยแพร่(ถ้าไม่ใช่เรื่องลับ) ไปสู่ผู้เกี่ยวข้องหรือยัง ไม่เฉพาะผู้ร่วมประชุม และ 3) ต้องมีการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น กรณีของศาลยุติธรรม ที่หลายๆ ครั้งคำตัดสินในอดีต ถูกนำมาเป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาคดีในปัจจุบัน

การเก็บรวบรวมรายงานการประชุม เพื่อให้สามารถเข้าถึง และนำกลับมาใช้อ้างอิงได้ง่ายๆ เป็นหนึ่งเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม ถ้าอยากจะเป็น องค์กรเรียนรู้

พยายามอย่าประชุมกันพร่ำเพรื่อเลยครับ ลองนั่งคิดดูสิว่าที่ผ่านมา ใช้เวลาหมดไปกับการประชุมที่ไร้คุณค่า มากน้อยแค่ไหน -- เรื่องที่จะประชุม ควรพิจารณาก่อนว่า เข้าเงื่อนไขประมาณนี้หรือเปล่า
  • เป็นเรื่องที่เป็นผลประโยชน์หรือส่งผลกระทบต่อส่วนรวม
  • ทำให้ต้องขอความคิดเห็นจากส่วนรวม
  • และต้องมีการตัดสินใจ(ของส่วนรวม) เพื่อหาข้อสรุปที่จะดำเนินการต่อไป

ขอจบดื้อๆ ด้วย Tip จาก Mind Tools - Running Effective Meeting & Writing Meeting Minutes

Stop for a minute to consider the hourly cost to your organization of the people attending your meeting. You'll realise that calling a meeting is expensive, so it's important to ensure that every person attending and every minute of your meeting adds value. So don't invite people who won't participate but will simply report back to their boss or team (sending a copy of the minutes will be a more effective way of achieving this). Equally, don't use meetings to tell people things that could be communicated just as effectively by email or memo.

Monday, November 19, 2007

Simply The Best

ผมเพิ่งจะถึงบางอ้อว่า ทำไมตัวเองชอบอ้างและพยายามเสมอมา ที่จะลดรายละเอียดและเงื่อนไขในชีวิต ให้น้อยลงที่สุด -- สุขได้ ไม่ต้องมีอะไร

แม้ว่าชีวิตชิลๆ แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมา ก็สามารถหล่อหลอมเป็นคุณค่าทางความคิด ความเชื่อ สัจธรรมที่เรียนรู้ได้ข้อหนึ่งคือ ทุกชีวิตต้องลงทุนด้วยอายุขัยและเวลาที่เท่าเทียม ดังนั้น การทำงานแบบ multi-tasking ช่วยให้ใช้เวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากทีเดียว

ผมเห็นหลายๆ คนในที่ทำงานทำแบบนั้นประจำ และดูจะทำได้ดีซะด้วย เช่น ระหว่างนั่งประชุมฟังท่านอื่นพูด บางคนก็ใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค เปิดอีเมลอ่านและตอบไปด้วย บ้างก็ใช้ทำงานเอกสาร บ้างก็ค้นหาข้อมูล บางก็แชต แต่ผมนี่สิ ขนาดตั้งใจฟังอย่างเดียว บ่อยครั้งมากที่ทำความเข้าใจได้ช้า เกิดอาการวิงเวียน มึนงง หลายๆ ครั้งมา get เอาตอนเลิกประชุมแล้ว

ส่วนตัว ผมเป็นคนค่อนข้างสมาธิสั้น มายากไปง่าย แค่ตั้งใจจะนั่งอ่านหนังสือให้จบสักเล่ม ยังต้องอาศัยบรรยากาศสงัดสงบ หลบไปอยู่เงียบๆ คนเดียวเลย (ผมจึงไม่เหมาะจะเรียนรู้ด้วยการอ่าน) -- ยิ่งการจะทำอะไรหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกันหรือเวลาใกล้ๆ กัน จึงเป็นเรื่องยากโคตรๆ ที่สุดของที่สุด

ส่วนใหญ่จะทำแล้วเละ ไม่ได้ดีสักอย่าง -- Getting Things Failed แทนที่จะเป็น Getting Things Done

ร่ายยาวมาพอประมาณ ทั้งหมดทั้งมวลนั้น ก็เพื่อตอบคำถามในวรรคแรกนั่นเอง -- แม้ในความจำเป็นและเป็นจริงของชีวิต multi-tasking จะเลี่ยงได้ยาก ผมยังคงต้องท่องขึ้นใจเสมอว่า ถ้าเลือกได้ก็ Simply The Best

Saturday, November 17, 2007

เข้มแข็ง

เข้มแข็ง คือ พร้อมที่จะยอมรับเมื่อตัวเองอ่อนแอ

ร่ำไห้ เสียใจ และน้ำตา ไม่ใช่สัญลักษณ์ของอ่อนแอ หรือเข้มแข็ง แต่อย่างใด

อย่าตัดสินว่าใครอ่อนแอ เพียงแค่เขาฟุบหน้าร้องไห้ เสียน้ำตา

อดทน อดกลั้น และยิ้มสู้ โดยไม่สะทกสะท้าน ก็อาจอ่อนแอกว่าที่คิด

เข้มแข็ง หรืออ่อนแอ จะสำคัญไฉน เมื่อนั่นเป็นธรรมชาติของมนุษย์เรานี่เอง

ทุกคนทุกผู้ ต้องเข้มแข็ง และอ่อนแอ เช่นเดียวกันฉะนั้นหรือ

แตกต่างและยอมรับต่างหาก ที่สำคัญ

"วันนี้คุณยอมรับตัวเองแล้วหรือยัง"

Wednesday, November 14, 2007

The Life of Being Small

ผมเพิ่งสมัครรับ feed จาก blog ของ Michael Specht เมื่อไม่นานมานี้ กับ summarises ของบทความ THE LIFE OF BEING SMALL ซึ่งต้นเรื่องมาจาก blog ของ leelefever

It’s all about lifestyle and doing what you love on a day-to-day basis. We will continue to work hard and push for success, but at the same time, build a business that supports the life that we want right now, not in 30 years.


ประมาณว่าแนวคิดความสุขเล็กๆ ความสุขน้อยๆ แบบนี้แหละ ที่ผมกำลังคิดอยากจะทำให้เป็นรูปธรรมกับชีวิตตัวเอง แม้ในทางปฏิบัติ จะยังทำไม่ได้จริงก็ตาม แต่เชื่อมั่นว่าคุณค่าชีวิตของผม แค่เพียงเท่านี้จริงๆ ปัจจัยที่เป็นเงื่อนไขว่าจะทำสำเร็จหรือไม่ คือ stakeholder แต่มันเป็นความคิดความเห็น ซึ่งผมแสดงแทน stakeholder มากกว่า ทั้งๆ ที่ส่วนตัวผมก็เชื่อว่า การปรนเปรอด้วยทรัพย์ ไม่ใช่สุขที่แท้

หุ้นส่วนชีวิต เคยเปรยกับผมว่า พ่อค้าแม่ค้าในตลาดนัด มีลูกตั้ง 2-3 คน ยังยิ้มและมีความสุขได้ทุกมื้อหลังอาหาร

บทสรุปของทุนนิยม สำหรับครอบครัว -- หมดหนี้ มีที่ซุกหัวนอน มีข้าวกินอิ่มท้อง เจ็บป่วยเล็กน้อย ซื้อยากินหายเอง (โรคร้ายแรงมากก็ตายไปเลย) นอกนั้นก็ปล่อยให้มันเป็นไป

ไม่ใช่ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่หลักการ ไม่ใช่แนวคิด ไม่ต้องมีที่มา เพราะชีวิตผมมันเล็กมากจริงๆ -- เอ๊ะ! นี่ผมหลุดจากลมหายใจอีกแล้วสิ

ที่มา: A Classic Lesson on Being Small and Happy

Tuesday, November 13, 2007

ตัวชี้วัดธุรกิจ

ข่าวเศร้าเช้านี้ -- ผู้รับเหมางานสร้างอุโมงค์ลอดถนนตรงสี่แยกแคราย จะเริ่มเข้าดำเนินการต้นเดือนธันวาคมที่จะถึง ปัจจุบัน การจราจรบริเวณนี้ ก็สาหัสสากรรจ์แทบจะตลอดทั้งวันอยู่แล้ว ถึงตอนก่อสร้าง นึกภาพไม่ออกเลย แต่คงได้แค่บ่น และทนต่อไป ยังไงก็คิดซะว่า เขาทำเพื่อแก้ไขปัญหานะ ชีวิตมีทางเลือกไม่มากนักหรอก

จากการประชุมบ่ายถึงเย็น ช่างตอกย้ำสิ่งที่ฝังอยู่ในหัวของผมช่วง 4-5 ปีมานี้ ให้หนักแน่นมากเข้าไปอีก -- องค์กรธุรกิจ ต้องการกำไร ตัวชี้วัดที่มีนัยมากที่สุด คือ bottom line ถ้า bottom line ผ่าน ค่อยมาชี้มาวัดเรื่องอื่นต่อไป แต่เป็นหัวหน้า เป็นผู้จัดการ เป็นผู้นำ การสื่อและแสดงออกถึงความจริงข้อนี้กับลูกน้อง แบบเถรตรงเกินไป เป็นเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่ง แม้จะจริงเข้าไส้ซะขนาดไหนก็ตาม

ปีนี้ขาดทุน ปีหน้าต้องกำไร ปีนี้กำไรน้อย ปีหน้าต้องกำไรมาก ปีนี้กำไรมาก ปีหน้าต้องกำไรมากกว่า เรื่องธรรมาภิบาล องค์กรแห่งการเรียนรู้ แม้สำคัญ แต่ก็เป็นเรื่องรอง -- ผมเห็นด้วยและยอมรับโดยสดุดี แต่ขอโทษที ไม่มีหัวทางบัญชี ก็บริหารจัดการได้ยาก เห็นทีจะเป็นอีกศาสตร์ที่ต้องทำความเข้าใจ ไม่อย่างนั้น จะมองสถานภาพโดยรวมของธุรกิจไม่ออก ตัวเลขทางบัญชี ถือเป็นตัวชี้วัดที่สากลที่สุด

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมนึกถึงระหว่างนั่งอยู่ในห้องประชุม ก็คือ บทความ เรื่องการวัด การประเมิน (อีกแล้ว) จากบล็อก beyondKM ของ ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการสื่อสารพัฒนาการเรียนรู้ สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) -- ต้องขออนุญาตยกตอนท้ายมาไว้ที่นี่ด้วยครับ (โดนใจ)

แต่พอมีการวัดประเมินผลจริงๆ ปรากฏว่าผู้บริหารส่วนใหญ่ก็ยังสนใจอยู่กับผลลัพธ์ในเชิงรูปธรรมอยู่ดี แล้วนี่จะทำอย่างไร? ....ปากก็พูดไปว่าจะใช้หลักการใหม่นี้ ทั้งๆ ที่ความต้องการ (ในใจ) กลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม สัจจธรรมที่ผมได้ในเรื่องนี้ก็คือ ....“วัดอะไรย่อมได้สิ่งนั้น”

มันไม่สำคัญหรอกครับว่าท่านผู้บริหารจะพร่ำพูดหรือเน้นเรื่องนั้นเรื่องนี้ถี่สักเพียงใด เพราะว่าถ้าปากกับใจของท่านนั้นไม่ตรงกัน คนทำงานเขารู้ได้ครับว่าแท้จริงแล้วท่านผู้บริหารสนใจอะไร? เรื่องนี้เป็นเรื่องที่หลอกกันไม่ได้หรอกครับ ... เจ้านาย!!

นอกจากนี้ มีสิ่งที่ได้อย่างหนึ่ง คือแนวทางการเอาชนะอุปสรรค ข้อจำกัด ที่ผมกำลังประสบอยู่ และที่สำคัญมากคือ แววตา ซึ่งแสดงออกถึงความเข้าใจในตัวลูกน้อง (ผมเชื่ออย่างนั้น)

Saturday, November 10, 2007

Worldometers

แว่วได้ยินข่าวจากทีวีว่า ประเทศไทยเป็นมีสัดส่วนการบริโภคน้ำมัน เป็นอันดับหนึ่งในเอเชีย และคล้ายๆ เคยได้อ่านมาก่อนนี้ว่า ประเทศไทย (หรือกรุงเทพฯ) มีจำนวนรถยนต์มาก เป็นอันดับห้าของโลก -- จริงเท็จอย่างไร รบกวนตรวจสอบกันเอาเองนะครับ

..ระหว่างที่รถติด หรือยืนรอรถเมล์ที่ป้ายทุกเช้า ผมชอบนับจำนวนรถยนต์ ที่มีแต่คนขับอยู่ในรถเพียงคนเดียว โดยไม่มีผู้โดยสาร..

จากข่าวการบริโภคน้ำมันและพลังงาน พาผมไปพบเว็บไซต์ Worldometers - real time wolrd statistics แนะนำให้แวะไปดูกันสนุกๆ นะครับ

ครั้งแรกเข้า ผมสะดุดกับ part แรก คือ World Population โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่าง Births today กับ deaths today (สมมุติว่ามันสะท้อนความจริง) -- นี่แหละบ่อเกิด แห่งความสับสนอลหม่านของโลกในทุกวันนี้ (จำนวนมนุษย์เพิ่มขึ้นรวดเร็วอย่างนี้นี่เล่า สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ถึงได้ถดถอยลงไป) -- จะว่าผมทะลึ่งหรือลามก ยังไงก็ว่าเถอะ ขนาดตัวเลขเด็กเกิดมันยังวิ่งไวขนาดนี้ แล้วความพยายามในการทำให้เกิดมันจะมากกว่ากี่เท่ากันหว่า :-P

part อื่นๆ ก็น่าสนใจมากเหมือนกัน ถ้าตัวเลขที่ได้มามันสะท้อนความเป็นจริง ว่าแต่เขาได้ตัวเลขมาไงอ่ะ

update:
มีบอกที่มา (Source) ของข้อมูลด้วยครับ

Friday, November 09, 2007

ปรารถนาดี

ผมคุ้น "ปรารถนาดี" แต่ไม่ค่อยได้ยินหรือได้เห็น "ปรารถนาร้าย" จากไหนเลย พอเป็นเรื่องร้ายกลับกลายเป็น "ประสงค์ร้าย" อิจฉาปรารถนา เวทนาประสงค์ (ฮา) -- ยังมีดีอยู่นิด เพราะ "ประสงค์ดี" ก็เคยได้ยินมาบ้าง

วันนี้ยังไงไม่รู้ ย้อนกลับไปนึกถึงผลจากการทำสำรวจแบบ Focus Group ของบริษัท ที่พนักงานส่วนใหญ่จะบ่น และพูดถึงแต่สิ่งที่ขาด สิ่งที่ไม่ดี ขององค์กร (องค์กร คือ กลุ่มคน ร่วมกันทำกิจกรรมบางอย่าง) แม้จะมีบ้างที่เอ่ยเรื่องดี -- ผมไม่ได้ถูกสุ่มไป แต่อยากแสดงความคิดบวกว่า บุคลิกเด่น เอกลักษณ์ดี ของบริษัท ก็คือ คนในองค์กรส่วนใหญ่ มีความปรารถนาดี ตั้งใจดี อยากเห็นบริษัทเจริญรุ่งเรือง เติบโตก้าวหน้า มีกำไร (ถึงวัดไม่ได้ แต่รับรู้ได้) การเมืองเลยไม่เกิด เพราะส่วนใหญ่มุ่งเรื่องงาน ใครที่คิดจะเข้ามาเล่นการเมือง สร้างพรรคพวก เลื่อยเก้าอี้ ป้ายสี ใส่ร้าย จะอยู่ไม่ได้ พ่ายกลับออกไปทุกคน

อย่างผมเนี่ย ไม่ได้เรียกว่ารักองค์กรหรอกครับ ยืนยันว่ายังไงๆ ก็รักตัวเองมากที่สุดอยู่แล้ว ;-)

ข้อดีข้อนี้เอง แค่เพียงข้อเดียว ผมก็ว่าที่นี่เป็นองค์กรที่ดีมากกว่าองค์กรอื่นๆ ที่ผมเคยอยู่หลายเท่า ทำให้อยู่มาได้นาน ถึง 8 ปีกว่าแล้ว -- เรื่องการเมืองในองค์กร ใครไม่เจอไม่รู้ ไม่ต้องถึงขั้นลงไปเล่นเองหรอก เพียงแค่เป็นผู้ดู ทำตัวเป็นกลาง แต่ผลกระทบที่ได้รับ มันใหญ่หลวงนัก อีกทั้งช่างบั่นทอนความตั้งใจทำงาน จนแทบจะหมดไฟไปเลยทีเดียว เชื่อว่าคนที่ไม่เล่นการเมือง จะมีใจอยู่ในองค์กรแบบนั้นได้ไม่นาน

คนเรามักจะมองข้ามเรื่องดีดี ที่อยู่ใกล้ตัวมากๆ และนานๆ อาจเพราะความเคยชิน หรือเพราะอะไรก็ตาม ทำให้ไม่ได้ตระหนัก ไม่ใส่ใจ ไม่ดูแล ไปจนถึงไม่เห็นคุณค่า -- เปลี่ยนซะเถอะครับ เปลี่ยนวันนี้ เปลี่ยนทันที จะได้ไม่มาเสียใจกันภายหลัง

"Realize it in time"

ภาพประกอบ: http://www.smallwork.com

Thursday, November 08, 2007

บุญคุณต้องชำระ

ว่ากันว่า คนไทยยึดถือเรื่องของการทดแทนบุญคุณเป็นเรื่องสำคัญ วันใดที่เราอดโซ แล้วมีใครมาให้ข้าว ให้น้ำ ทำให้รอดชีวิตมาได้ เมื่อมีโอกาสตอบแทน ยิ่งในยามที่ผู้มีพระคุณเดือดร้อน ไม่ต้องรอให้เอ่ยปาก สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องทำ มิฉะนั้น เราอาจได้ชื่อว่าเป็น คนเนรคุณ

หลายปีก่อน ผมและครอบครัว(แม่และพี่ๆ น้อง) ก็เคยผ่านช่วงเวลาอดมื้อนี้ เพื่ออิ่มมื้อหน้ามาพอสมควร และที่รอดตัวมาได้หลายต่อหลายครั้งจนทุกวันนี้ เพราะความกรุณาของผู้มีพระคุณบางท่าน บ้างเป็นญาติ บ้างเป็นเพื่อน -- วันนี้ผมได้ชำระบุญคุณนั้น แบบไม่ค่อยเต็มใจ (เหมือนเนรคุณ) แต่เพราะไม่อยากถูกตราหน้าว่าเนรคุณ ด้วยการติด blacklist ในเครดิตบูโร มานานเกือบสิบปีแล้ว จนทุกวันนี้กลายเป็นคนไม่มีเครดิต ไม่สามารถขอสินเชื่อในระบบได้ และไม่รู้เมื่อไร จะปลดแอกนี้ได้ซะด้วย เพราะฉะนั้น ท่านพนักงานขายบริการ สินเชื่อ หรือสมาชิกบัตรเครดิตทั้งหลาย กรุณาอย่ามายุ่งกับตู ขอร้อง! เสียเวลาทำมาหากิน

เล่าเป็นอุทาหรณ์ว่า เหตุการณ์ของผมเกิดขึ้น ก่อนมีเครดิตบูโรตั้งหลายปีด้วยซ้ำ เป็นเรื่องของสินเชื่อบ้าน ที่ถูกใช้ชื่อไปร่วมกู้ สุดท้ายกลายเป็น NPL เจ้าของบ้านตัวจริง (ญาติผมเอง) ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย ไม่คุยอีกต่างหาก คดีนี้ถูกส่งฟ้องศาล ตัดสินจนจบ ให้เจ้าหนี้ยึด และขายทรัพย์ทอดตลาด เพื่อใช้หนี้ พอหรือไม่พอ ค่อยตามเฉ่งจำเลยทั้งสองต่อไป แต่หลังคำพิพากษามากว่า 4-5 ปี บ้านมันขายไม่ออก ผมเลยติด loop (ถ้ามีเงิน ก็คงจบไปแล้ว)

ก็อยากจะเตือนๆ ทุกท่านไว้นะครับ ว่าเป็นหนี้ ติดค้างบุญคุณใครไว้ ถ้ามีโอกาสก็รีบตอบแทนซะนะครับ ถ้าไม่อยากจะมาชำระบุญคุณอย่างผม (ฮา)


ว่าแต่ วันนี้คุณตอบแทนบุญคุณบุพการีกันหรือยัง -- ขอให้ทำด้วยรักและสำนึก ดีกว่าจะคิดว่าเป็นหน้าที่นะครับ

ภาพประกอบ: http://www.zabzaa.com
อ่าน: เครดิตบูโรคืออะไร

Tuesday, November 06, 2007

A Better Man



"I should be terminated. So, to be a better man."

ภาพประกอบ: Shutterstock

Monday, November 05, 2007

ลูกเอย..เจ้าจะสุขอย่างไร

เช้าวันจันทร์สัปดาห์แรกที่โรงเรียนเปิดเทอม กับท่ายืนปลายเท้าบนรถเมล์สายปลากระป๋อง บริเวณสี่แยกไฟแดง ที่แทบมองไม่เห็นพื้นผิวถนน ผมพร่ำคิดและถามตัวเองว่า จะสอนลูกอย่างไร ให้ทำใจสุขและสงบนิ่ง ท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย ของสังคมเมืองอย่างที่ผมกำลังเผชิญอยู่ -- ลูกเอ๋ย! เหล่านี้มันไม่ใช่ความลำบาก แต่มันคือโอกาสต่างหาก

ง่ายนิดเดียวเอง คือผมต้องเป็นให้ลูกเห็นว่าใช่อย่างนั้นจริงๆ ถ้าทำได้ก็ไม่จำเป็นต้องสอนอะไรมากแล้ว

"จะอยู่เย็นหรืออยู่ร้อนก็เป็นสุข เพราะสุขอยู่ที่ใจไม่ได้อยู่ที่กาย" (เว่อร์ไปรึเปล่า)

จากเพื่อนเก่า พรีเซนเตชั่นนี้ชูประเด็นโดนใจผมที่สุด คือ เรื่องชีวิตกับเวลาและการเรียนรู้
Adblock


ปุจฉา: จะสื่อสอนและสื่อสารกับลูกยังไง เพื่อย่นย่อกาลเวลาที่ว่านี้

ที่มา: Slideshare

Friday, November 02, 2007

Company 2.0

อีกแล้วครับพี่น้อง รายงานการสำรวจด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างพนักงาน ทำ Focus Group ที่บริษัทแห่งหนึ่งบอกว่า พนักงานส่วนใหญ่เห็นคล้ายกันคือ กลุ่มผู้บริหารระดับสูง ซึ่งวันๆ เอาแต่นั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง ทำอะไร หรือคิดอะไรกันอยู่ ก็งุบๆ งิบๆ ไม่ค่อยบอก ไม่ค่อยกล่าว ไม่เล่าให้คนที่อยู่ข้างล่างได้รับรู้กันบ้างเลย เพื่ออย่างน้อย เวลาพนักงานคิดทำอะไร จะได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

เปรียบไปก็เหมือนผู้โดยสาร ที่ได้นั่งข้างหรือใกล้ๆ คนขับรถ มองเห็นทางข้างหน้าเหมือนกัน ตอนไหนวิ่งเร็ว ตอนไหนต้องชะลอ ถึงตรงไหนเลี้ยว ถึงตรงไหนเบรก จะได้ไม่หัวทิ่มหัวตำ เหมือนนั่งรถเมล์ ขสมก. -- แต่จะว่าก็ว่านะ ถึงนั่งข้างคนขับรถ ถ้ามัวแต่นั่งหลับ ฟังเพลงเพลิน ชมวิวนอกหน้าต่าง หรือเอาแต่คุยโทรศัพท์มือถือ ยังไงๆ ก็มองไม่เห็นทางหรอกครับ

ผมเชื่อว่าฝั่งที่อยู่บนหอคอย ก็จะบอกว่า เฮ้ย! งาช้างของพวกข้าน่ะ มันอันสั้นนิดเดียวเอง ไม่ต้องถึงกับตะโกนหรอกมั้ง ที่ผ่านมาก็พูดปาวๆ ทุกวี่ทุกวันอยู่แล้ว ไม่ได้ยินกันบ้างเลยหรือ แล้วอีกอย่างก็คือ ที่พักตรงกลางบันไดทางขึ้นลงของหอคอย ก็มีลำโพงขยายเสียงติดอยู่นะ มันไม่ทำงานหรืออย่างไร คนที่อยู่ข้างล่างถึงไม่ได้ยิน

สถานการณ์แบบนี้คุ้นๆ แฮะ ผมเดาว่าในที่สุดแล้ว อย่างน้อยก็จะได้แพะมาหนึ่งตัว "ปัญหาเรื่องการสื่อสาร" แต่สาเหตุที่แท้จริงคืออะไรกันแน่ และสำคัญกว่านั้น คือจะแก้ไขได้หรือเปล่า -- โปรดติดตามตอนต่อไปครับท่านผู้ชม

จั่วหัวชื่อเรื่อง Company 2.0 เพราะว่า เดี๋ยวนี้สังคมในองค์กรส่วนใหญ่ ซึมซับรับเอา concept ของ 2.0 จากโลกอินเทอร์เน็ตกันไว้หมดแล้ว ดังนั้น พนักงานจึงคิดว่า ผู้บริหารจะคิด จะทำอะไร ควรจะเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วม แสดงความคิดเห็น ตั้งแต่เริ่มวางแผนเลยด้วยซ้ำ ถึงแม้ไม่ใช่หน้าที่ องค์กรของเรา ต้องเป็นองค์กรแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และพนักงานทุกคนล้วนเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ด้วยเช่นกัน พนักงานยุคนี้ต้องเป็น Knowledge Worker ให้ได้ และ 2.0 ด้วยนะ

คนเราทุกๆ คนต่างอยากแสดงออก เมื่อมีโอกาส -- สำคัญคือโอกาสในการแสดงออก ควรต้องพยายามดิ้นรน ไขว่คว้าหามาด้วยตัวเองก่อน ไม่ใช่มัวแต่เรียกร้องจากคนอื่น หรือรอฟ้าประทาน และในทางกลับกัน ก็ต้องหาโอกาสที่จะหยิบยื่นโอกาสให้กับคนอื่นด้วย

ที่จริงความอยากรู้ อยากเห็นของพนักงาน ผมว่ามีมานานแล้วล่ะ เพียงแต่ว่าในสมัยก่อน ระบอบการปกครองในองค์กรส่วนใหญ่ ยังเป็นแบบศักดินา ผู้น้อยไม่กล้ามีปากมีเสียง ก้มหน้าก้มตารับคำสั่ง "ถูกครับพี่ ดีครับผม เหมาะสมครับท่าน" วันนั้นคุ้ยๆ เขี่ยๆ อยู่กับดินข้างล่าง ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามองขึ้นไปบนหอคอย กลัวโดนข้อหา สอดรู้สอดเห็น ธุระไม่ใช่

ในการประชุมครั้งหนึ่ง boss เคยบอกว่านิสัยคนไทยก็เป็นแบบนี้แหละ ในห้องประชุมให้พูด ก็ไม่ยอมพูด พอที่ประชุมมีมติที่ตัวเองไม่เห็นด้วย ออกนอกห้องมาก็ซุบซิบกันว่า เดี๋ยวคอยดูนะ มันต้องพังไม่เป็นท่าแน่นอน และยิ่งถ้าผลลัพธ์เป็นอย่างนั้นจริงๆ โอ้ย! มันจะยิ่งพูด วิพากย์วิจารณ์หนักข้อเข้าไปใหญ่ -- ผมสงสัยอย่างหนึ่งนะ ว่านิสัยอะไรๆ ที่ไม่ดี นี่ต้องเป็นพี่ไทยหมดเลยใช่ไหมครับ (แม้จะเห็นด้วยก็ตาม) คิดต่อว่า แล้วนิสัยแบบพี่ไทยเราเนี่ย จะหาประโยชน์จากมันได้บ้างไหมหนอ

พอดีกว่า ฟุ้งซ่าน เหมือนจะระบาย เพราะมีปมด้อย แต่ลึกๆ แล้วรายงานการสำรวจครั้งนี้ สะกิดใจผมพอสมควรอยู่เหมือนกัน คงต้องทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอันซะที -- ตื่นๆ มีเรื่องแล้ว (ฮา)

ปล. มีคนบล็อกเรื่อง Company 2.0 ด้วย วิชาการกว่าผมเยอะเลย