Friday, November 02, 2007

Company 2.0

อีกแล้วครับพี่น้อง รายงานการสำรวจด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างพนักงาน ทำ Focus Group ที่บริษัทแห่งหนึ่งบอกว่า พนักงานส่วนใหญ่เห็นคล้ายกันคือ กลุ่มผู้บริหารระดับสูง ซึ่งวันๆ เอาแต่นั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง ทำอะไร หรือคิดอะไรกันอยู่ ก็งุบๆ งิบๆ ไม่ค่อยบอก ไม่ค่อยกล่าว ไม่เล่าให้คนที่อยู่ข้างล่างได้รับรู้กันบ้างเลย เพื่ออย่างน้อย เวลาพนักงานคิดทำอะไร จะได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

เปรียบไปก็เหมือนผู้โดยสาร ที่ได้นั่งข้างหรือใกล้ๆ คนขับรถ มองเห็นทางข้างหน้าเหมือนกัน ตอนไหนวิ่งเร็ว ตอนไหนต้องชะลอ ถึงตรงไหนเลี้ยว ถึงตรงไหนเบรก จะได้ไม่หัวทิ่มหัวตำ เหมือนนั่งรถเมล์ ขสมก. -- แต่จะว่าก็ว่านะ ถึงนั่งข้างคนขับรถ ถ้ามัวแต่นั่งหลับ ฟังเพลงเพลิน ชมวิวนอกหน้าต่าง หรือเอาแต่คุยโทรศัพท์มือถือ ยังไงๆ ก็มองไม่เห็นทางหรอกครับ

ผมเชื่อว่าฝั่งที่อยู่บนหอคอย ก็จะบอกว่า เฮ้ย! งาช้างของพวกข้าน่ะ มันอันสั้นนิดเดียวเอง ไม่ต้องถึงกับตะโกนหรอกมั้ง ที่ผ่านมาก็พูดปาวๆ ทุกวี่ทุกวันอยู่แล้ว ไม่ได้ยินกันบ้างเลยหรือ แล้วอีกอย่างก็คือ ที่พักตรงกลางบันไดทางขึ้นลงของหอคอย ก็มีลำโพงขยายเสียงติดอยู่นะ มันไม่ทำงานหรืออย่างไร คนที่อยู่ข้างล่างถึงไม่ได้ยิน

สถานการณ์แบบนี้คุ้นๆ แฮะ ผมเดาว่าในที่สุดแล้ว อย่างน้อยก็จะได้แพะมาหนึ่งตัว "ปัญหาเรื่องการสื่อสาร" แต่สาเหตุที่แท้จริงคืออะไรกันแน่ และสำคัญกว่านั้น คือจะแก้ไขได้หรือเปล่า -- โปรดติดตามตอนต่อไปครับท่านผู้ชม

จั่วหัวชื่อเรื่อง Company 2.0 เพราะว่า เดี๋ยวนี้สังคมในองค์กรส่วนใหญ่ ซึมซับรับเอา concept ของ 2.0 จากโลกอินเทอร์เน็ตกันไว้หมดแล้ว ดังนั้น พนักงานจึงคิดว่า ผู้บริหารจะคิด จะทำอะไร ควรจะเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วม แสดงความคิดเห็น ตั้งแต่เริ่มวางแผนเลยด้วยซ้ำ ถึงแม้ไม่ใช่หน้าที่ องค์กรของเรา ต้องเป็นองค์กรแห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และพนักงานทุกคนล้วนเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ด้วยเช่นกัน พนักงานยุคนี้ต้องเป็น Knowledge Worker ให้ได้ และ 2.0 ด้วยนะ

คนเราทุกๆ คนต่างอยากแสดงออก เมื่อมีโอกาส -- สำคัญคือโอกาสในการแสดงออก ควรต้องพยายามดิ้นรน ไขว่คว้าหามาด้วยตัวเองก่อน ไม่ใช่มัวแต่เรียกร้องจากคนอื่น หรือรอฟ้าประทาน และในทางกลับกัน ก็ต้องหาโอกาสที่จะหยิบยื่นโอกาสให้กับคนอื่นด้วย

ที่จริงความอยากรู้ อยากเห็นของพนักงาน ผมว่ามีมานานแล้วล่ะ เพียงแต่ว่าในสมัยก่อน ระบอบการปกครองในองค์กรส่วนใหญ่ ยังเป็นแบบศักดินา ผู้น้อยไม่กล้ามีปากมีเสียง ก้มหน้าก้มตารับคำสั่ง "ถูกครับพี่ ดีครับผม เหมาะสมครับท่าน" วันนั้นคุ้ยๆ เขี่ยๆ อยู่กับดินข้างล่าง ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามองขึ้นไปบนหอคอย กลัวโดนข้อหา สอดรู้สอดเห็น ธุระไม่ใช่

ในการประชุมครั้งหนึ่ง boss เคยบอกว่านิสัยคนไทยก็เป็นแบบนี้แหละ ในห้องประชุมให้พูด ก็ไม่ยอมพูด พอที่ประชุมมีมติที่ตัวเองไม่เห็นด้วย ออกนอกห้องมาก็ซุบซิบกันว่า เดี๋ยวคอยดูนะ มันต้องพังไม่เป็นท่าแน่นอน และยิ่งถ้าผลลัพธ์เป็นอย่างนั้นจริงๆ โอ้ย! มันจะยิ่งพูด วิพากย์วิจารณ์หนักข้อเข้าไปใหญ่ -- ผมสงสัยอย่างหนึ่งนะ ว่านิสัยอะไรๆ ที่ไม่ดี นี่ต้องเป็นพี่ไทยหมดเลยใช่ไหมครับ (แม้จะเห็นด้วยก็ตาม) คิดต่อว่า แล้วนิสัยแบบพี่ไทยเราเนี่ย จะหาประโยชน์จากมันได้บ้างไหมหนอ

พอดีกว่า ฟุ้งซ่าน เหมือนจะระบาย เพราะมีปมด้อย แต่ลึกๆ แล้วรายงานการสำรวจครั้งนี้ สะกิดใจผมพอสมควรอยู่เหมือนกัน คงต้องทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอันซะที -- ตื่นๆ มีเรื่องแล้ว (ฮา)

ปล. มีคนบล็อกเรื่อง Company 2.0 ด้วย วิชาการกว่าผมเยอะเลย

No comments: