Saturday, December 22, 2007

น้า..กัลยาณมิตร

"ศาสนาพุทธเป็นตรรกะ เป็นลอจิก และเป็นวิทยาศาสตร์"

"อย่างคุณมีลูก ถ้าไม่อยากเป็นพ่อแม่รังแกฉัน เลี้ยงลูกต้องขัดใจ ทำไมรู้มั้ยครับ อะไรที่ขัดบ่อยๆ แล้วเป็นยังไง มันก็สะอาด ใช่มั้ยครับ"

"จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับจิต คนเราจะสุขหรือทุกข์ ก็อยู่ที่ใจ ผมขับแท๊กซี่ ถามผมเหนื่อยมั้ย ผมไม่เหนื่อย เพราะอะไร เพราะผมขับรถ ผมมีความสุข ใช่มั้ยครับ"

"จิตของคนเราไม่เคยอยู่นิ่ง เปรียบไปก็เหมือนลิง ยิ่งได้ยิน ได้ฟัง ได้พูด อยู่ตลอดเวลา ยิ่งทำให้จิตรุกรี้รุกรน เพราะฉะนั้น ถ้าปิดหู ปิดตา และปิดปากซะบ้าง ก็จะทำให้จิตนิ่งสงบ มันเป็นกระบวนการ มีอินพุตก็มีเอ๊าพุต ถ้าเราหยุด ไม่ใส่อินพุตเข้าไป เอ๊าพุตมันก็ไม่มี ใช่มั้ยครับ"

"พุทธอย่างคนไทยเรา มันเป็นพุทธไม่เต็ม ศาสนาพุทธท่านสอนเรื่องศีล สมาธิ ปัญญา แต่ทุกวันนี้ มันมีแต่ศีล สมาธิ แต่ไม่ได้ก่อให้เกิดปัญญา บ้านเมืองถึงได้วุ่นวายอย่างนี้ไง ใช่มั้ยครับ"

"อะไรที่เจ้าชายสิตธัตถะละทิ้ง แต่พระสงฆ์องค์เจ้าในบ้านเรา กลับแสวงหา พระพุทธเจ้าท่านละทิ้งวังไปอยู่ป่า แต่เจ้าอาวาสหรือพระดังๆ บ้านเรา พยายามจะสร้างวัดให้เป็นวัง ใช่มั้ยครับ"
..

วันนี้ผม ภรรยา แม่ยาย ลูกคิด และป้ากระแต (เพื่อนบ้าน) มีโอกาสได้ไปกราบไหว้สักการะ พระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุของพระอรหันต์ ที่อิมแพค อารีน่า (พรุ่งนี้จะเป็นวันสุดท้าย แต่เห็นว่าช่วงสิ้นปี จะมีอีกที่บริเวณโลหะปราสาท แถวถนนราชดำเนิน) ลำพังตัวผมเอง วันเสาร์เป็นวันหยุดวันแรก หลังจากล้ากับงานมา 5 วัน ถ้าไม่ได้มีความตั้งใจมาก่อน จะไม่อยากออกไปไหน คราวนี้ก็ยอมไปแบบหยวนๆ เฉยๆ เพราะรู้ว่าคนต้องเนืองแน่นมหาศาล

ในงานเป็นการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุของพระอรหันต์หลายองค์ มาให้ประชาชนชาวไทย ได้กราบไว้สักการะ เพื่อเป็นสิริมงคล เค้ามีบอกด้วยว่า มีโอกาสกราบไหว้ 1 ครั้ง แล้วจะดียังไง 2 ครั้ง 3 ครั้ง จะดีแบบไหน ไปจน 8 ครั้ง 9 ครั้งนั่นแหละ (เอาเถอะ! สำหรับคนอย่างผม แค่ครั้งเดียว ก็ดีกับตัวเองมากล้น) -- แต่วัตถุประสงค์ของงาน เข้าใจว่าเพื่อหาเงินรายได้ ทูลเกล้าถวายเป็นพระราชกุศล แด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ความรู้สึกกับบรรยากาศในงาน ผมชิลๆ นะ คนที่มากันมากมาย ส่วนใหญ่ดูจะมาเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง เชื่อว่าบางคนอาจจะมาทุกวันตั้งแต่วันแรกๆ 8-9 ครั้ง -- สุดท้ายก็หวังแค่ว่า กราบไหว้สักการะแล้วชีวิตตัวเองจะดีขึ้นได้ ผมเองแม้ไม่ได้ปรีดาซักเท่าไหร่กับสิริมงคล แต่ที่ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะได้ไปด้วยกันกับคนที่เรารักและรักเรามากกว่า

..

คำพูดใน quote ข้างบน เป็นของน้าโชเฟอร์แท๊กซี่คันที่นั่งขากลับบ้าน สนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ธรรมะ จะเรียกว่าสอนก็ได้ เพราะแกสุดยอด รู้เยอะมากๆ ที่ยกมานี้เพียงแค่เสี้ยว ซักหนึ่งในสิบได้มั้งที่น้าแกถ่ายทอดให้ฟัง ทั้งเรื่องของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ เรื่องของศาสนาพุทธ เรื่องของสงฆ์ เลยเถิดและเชื่อมโยงไปถึงเรื่องสังคมบ้านเมืองก็มี

ผมไม่ปลื้มน้าแกอยู่นิดเดียว ตอนที่แกต่อว่าพระบ้านเราบางรูป บอกว่าตัวเองเป็นอรหันต์ แต่ยังละไม่ได้ แค่กิเลสหยาบๆ อย่างการเคี้ยวหมาก คือว่า แกดูมีอารมณ์ร่วมมากไปนิด ไม่นิ่ง ถ้าแกนิ่งนะ ผมคารวะแกหมดใจเลย ให้ตายสิ

ความรู้ทางธรรมมากมายที่น้าแกให้ ผมรู้สึกได้ว่า แกคงศึกษามาเยอะและลงลึกในรายละเอียดสุดสุด ยังแอบแซวๆ ว่า "พี่ ผมขอนามบัตรหน่อยสิครับ มีโอกาสจะได้โทรมาคุยด้วย" แถมบอกด้วยว่า ผมคงต้องเอาเรื่องที่ได้คุยกับแกวันนี้ เขียนบล็อกแน่ๆ (แล้วผมก็เอาแกมาบันทึกจริงๆ)

ณ ตอนนั้น สิ่งที่แกพูดผมเองไม่ได้เชื่อทั้งหมด แต่สำคัญที่หลายสิ่งหลายอย่าง น้าแกได้ทำให้ผมได้เก็บมาคิดมากมาย

ทั้งๆ ไม่ค่อยเชื่อเรื่องโชคชะตา แต่คราวนี้ผมคงต้องบอกว่า มันคงเป็นโชคชะตาที่ทำให้ได้ผมมาพานพบกับน้าคนขับแท๊กซี่ชื่อ... นริทธิ์ แต้สุจิ กัลยาณมิตร ผู้ให้ธรรมะ ผู้ซึ่งไม่รู้จะมีโอกาสได้เจอกันอีกหรือเปล่า


ภาพประกอบ: http://www.budpage.com/

ปล. ขออภัยที่เอ่ยชื่อน้านะครับ เนื่องจากเห็นว่าน้าเป็นกัลยาณมิตรตัวจริง เลยอยากเปิดเผยคนดี

No comments: