Wednesday, December 31, 2008

HNY 2009

Happy New Year 2009


[ Sailing Into The Sun Set ]


เครดิตภาพ: worldwideHEALTH.com

Saturday, December 27, 2008

The Bank Job

ไม่ได้ตั้งใจดูหนังของผู้กำกับ Roger Donaldson ต่อเนื่องจากหนังเรื่องล่าสุด จบ The Bank Job ก็เพิ่งจะรู้ว่าเป็นผู้กำกับคนเดียวกัน The Bank Job เป็นอีกเรื่องที่ Roger Donaldson สร้างจากเรื่องจริง เหตุการณ์ปล้นแบงก์อันฉาวโฉ่ (ถูกเปิดโปงภายหลัง) ในอังกฤษ เมื่อเดือนกันยายน ปี 1971

เหตุการณ์เหมือนจะบังเอิญ ที่จริงกลับเป็นความตั้งใจ เพื่อให้เกิดการเจาะเข้าปล้นธนาคารในครั้งนี้ และก็ต้องที่นี่ด้วย แต่ผลพวงที่ได้นั้นเกินคาด ทำให้สาวยาวไปถึงขบวนการคอรัปชั่น และหลักฐานแบ๊คเมลต่างๆ นานา อย่างชนิดที่พวกก๊วนหัวขโมยเองก็ไม่ได้อยากให้เป็นอย่างนั้น

พอรู้ว่า หนังเรื่องนี้สร้างจากเหตุการณ์จริง ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 37 ปีที่แล้ว ยิ่งทำให้เฉยชินหนักมากขึ้นไปอีก กับเรื่องราวข่าวคอรัปชั่น สินบนใต้โต๊ะ ไม่ว่าจะในแวดวงธุรกิจและการเมือง ไม่ว่าจะที่ไหนๆ ในโลก

ก็อย่างที่บอก แมลงสาบน่ะ มันมีทุกๆ ที่ที่มีคนอยู่นั่นแหละ และมีมาช้านานแล้วด้วย บอกไม่ได้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ (อยากรู้ คงต้องค้นคว้า Cockroach History ซะละมั้ง)

เพราะรายละเอียด และตัวละครเยอะมาก ทำให้การเดินเรื่องค่อนข้างเร็ว ผมตามหลายๆ ตอนไม่ทัน อาศัยมาอ่าน plot จากวิกิพีเดียอีกที โดยรวมก็สนุกครับ แนะนำ

ภาพประกอบ: Wikipedia

Friday, December 26, 2008

The World's Fastest Indian

ไม่เคยรู้จักและไม่เคยได้ยินชื่อ Burt Munro มาก่อนเลย พอดูหนัง The World's Fastest Indian ก็เลยทำให้ผมเชื่อสนิทใจว่าคุณลุง Anthony Hopkins แกเป็น Burt Munro จริงๆ เพราะฝีมือการแสดงต้องยอมรับว่า เข้าถึงบทบาทมากๆ

The World's Fastest Indian สร้างจากชีวประวัติของ Burt Munro ชาวนิวซีแลนด์ ผู้หลงใหลในการสร้างสถิติโลกแห่งความเร็ว ด้วยมอเตอร์ไซต์ Indian คู่ใจ ซึ่งแม้จะแก่และเก่า แต่ก็เก๋าและซิ่งได้สะใจสุดๆ เกินความคาดหมาย (หนังบอกอย่างนั้น) -- ไม่มีใครเชื่อว่า Burt จะทำได้ นอกจากตัวเขาเอง และเพื่อนต่างวัย Tom (ผมชอบเด็ก Aaron Murphy คนนี้จัง)

หนังไม่ได้เน้นเรื่องความเก่งกาจสามารถของ Burt แต่กลับชู มิตรภาพที่งดงาม ความมีน้ำใจ ของผองเพื่อน ทั้งเพื่อนเก่าและเพื่อนใหม่ที่เพิ่งรู้จักกันกับ Burt ทุกคน แม้ว่าหลายคนคิดว่า Burt และ Indian ของเขาไม่น่าจะไหวก็ตาม -- ตรงนี้เอง ที่ทำให้ผมดูหนังเรื่องนี้อย่างเคลือบแคลงว่า เรื่องจริงมันไม่น่าจะง่ายแบบนี้หรอก

เด่นที่สุดก็อย่างที่บอกไปแล้วคือ บทบาทการแสดงระดับปรมาจารย์ของ Anthony Hopkins นั่นละครับ กับอีกอย่างคือ ทำให้ได้รู้จักเรื่องของ Indian Motorcycle ขึ้นมาบ้าง (ค้นหาอ่านต่อในเน็ต เป็นเกร็ดความรู้)

ภาพประกอบ: Wikipedia

Thursday, December 25, 2008

Quotations

"เอ๊ะพี่ ชื่อเหมือนคนที่เป็น เอ่อ..." -- พนักงานเคาน์เตอร์ธนาคารเอ่ยถาม เมื่อเห็นชื่อเจ้าของบัญชีที่ผมนำเงินเข้า

"เป็นนักเขียน ลองหาหนังสือของคุณวินทร์ มาอ่านดูบ้างสิครับ ผมว่าดีนะ อ่านง่าย สนุกด้วย" -- ผมตอบและเติมยาว

"810 บาทนี่ เล่มเดียวเหรอครับ" -- เขาถามอีก

"ไม่ครับ 5 เล่ม งานของเค้ามีทั้งเรื่องสั้น และนวนิยาย" -- ผมตอบและเติมสั้น

...


แฟนผมเล่าให้ฟังว่า คุณจวบพ่อน้องก้าว (เพื่อนของลูกคิด) ซื้อผ้าขนหนู จะให้เป็นของขวัญปีใหม่กับคุณครูทั้งสามคนละ 1 ผืน ดวง (แม่น้องก้าว) ยังถามว่าเราจะซื้ออะไรให้ครูรึเปล่า ถ้าให้จะให้อะไรเหรอ แฟนผมตอบไปว่ายังไม่รู้เลย แต่กะว่าถ้าให้ ก็คงหลังปีใหม่แล้ว วันที่ 6 ที่ 7 มกรา ปีหน้าโน่นแหละ

ผมไม่เคยคิดจะทำอะไร เพียงเพราะคนอื่นเขาทำกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องให้ของขวัญ ผมยึดหลัก "คุณค่าของของขวัญ อยู่ที่การที่ผู้ให้นึกถึงผู้รับ" (ของขวัญที่ลานซักล้าง) ที่สำคัญ "การให้อะไรกับคนที่ร้องขอ นั่นไม่ใช่ของขวัญ"

สำหรับคุณครูทั้งสามของลูกคิดก็โอเคเลย ผมกับแฟนและผู้ปกครองของเพื่อนลูกคิดหลายๆ คน ยังเคยคุยกันว่า ลูกโชคดีที่ได้อยู่ห้องนี้ การให้ของขวัญปีใหม่ก็เพื่อเป็นกำลังใจ คงไม่ต้องคิดถึงเรื่องราคาค่างวดอะไร พวกเราแค่อยากขอบคุณที่ดูแลลูกคิดเป็นอย่างดีเสมอมา -- ผมนึกออกแล้ว


...


อยากเขียน Quatations แบบวินทร์ เลียววาริณ บ้าง (แต่เอาไว้ก่อน) นี่เป็นบางส่วนของคุณวินทร์ที่ผมชอบ


"การศึกษาไม่ใช่โรงเรียน ไม่ใช่ตำรา ไม่ใช่มหาวิทยาลัย ไม่ใช่ประกาศนียบัตร ไม่ใช่ปริญญาบัตร หากคือความสามารถที่ยกระดับของปัญญา และปัญญานั้นไม่ใช่เป็นเพียงความคิดเท่านั้น หากคือความเมตตาด้วย ดังนั้นการศึกษาจึงไม่ใช่การพัฒนาสมองส่วนเดียว หากเป็นการยกระดับจิตใจและวิถีชีวิตด้วย"

"ประสบการณ์ที่เลวร้ายในชีวิตเป็นอาหารวิเศษให้เราเจริญเติบโตขึ้น"

"คนทุกคนในโลกสามารถเป็นครูของเรา"

"น่าตลกไหมที่บางคนมือหนึ่งถือปริญญาบัตรแนบแน่น อีกมือหนึ่งทิ้งขยะตามที่สาธารณะ"

...

Tuesday, December 23, 2008

กบกรี๊ด

เกิดมาเพิ่งเคยได้ยินเสียง "กบกรี๊ด" ก็จากรายการกบนอกกะลาของทีวีบูรพานี่ละ จากตอนเปิดกะลาหากบ (ฟังเสียงกบกรี๊ดได้ ในรายการตอนแรก นาทีที่ 36)

ผมนั่งดูอยู่กับลูกคิด พอได้ยินกบกรี๊ดเท่านั้น ขำกลิ้งไปตามๆ กัน ได้ความรู้ สนุกสนาน


เปิดกะลาหากบ


เปิดกะลาหากบ ตอนที่ 2

เครดิต: TV Burabha, HiPTV MCOT

Monday, December 22, 2008

สินบนใต้โต๊ะ

อ่าน A Tale of Bribery, Cockroaches and Raid;

ชอบ ภาพประกอบ;


รู้สึก เฉยๆ ที่ไหนๆ ก็มีแมลงสาบ;

"ซื้อลูกค้า ... ขายสินค้า"

ที่มา: Communications and Technology Blog - Tehrani.com

Sunday, December 21, 2008

Transsiberian

ตั้งใจจะดู Transsiberian มาซักพักแล้ว เพราะโดยทุนเดิม ผมชอบหนังที่ดำเนินเรื่องบนรถไฟ (ที่แล่นอยู่) มานานแล้ว ระยะหลังๆ มานี้มีไม่บ่อยซะด้วย

เนื้อหาของหนัง ไม่สลับซับซ้อนเท่าไรนัก เป็นเรื่องของคู่สามี-ภรรยา Roy (Woody Harrelson) และ Jessie (Emily Mortimer) ซึ่งเลือกเดินทางหลังภารกิจการเป็นคริสเตียนอาสา จากปักกิ่งไปยังมอสโคว์ ด้วยรถไฟเส้นทางสาย Trans-Siberian แต่โชคร้ายที่ทั้งคู่ต้องตกไปอยู่ท่ามกลางเส้นทางการไล่ล่า และหักหลังกันเอง ของแก๊งค์ค้ายาเสพติด

Jessie เป็นตัวละครหลัก ซึ่งหนังพยายามนำเสนอเรื่องราวผ่านอารมณ์ มุมมอง ความเชื่อ และตัวตนของ Jessie ในทุกฉาก ทุกสถานการณ์ กระทั่งตอนจบที่ Jessie ยังคงเชื่อว่า Abby (Kate Mara) สาวน้อยวัย 20 ปีจากซีแอตเทิลนั้น ใสซื่อบริสุทธิ์ ไม่มีส่วนรู้เห็นกับขบวนการค้ายาเสพติด อาชีพของ Carlos (Eduardo Noriega) แฟนหนุ่มชาวสเปนของ Abby

หนังดูสนุก น่าติดตาม ฉากหลังสวย (ผมชอบ) แปลกตา นักแสดงก็แสดงได้ดี โดยเฉพาะ Emily Mortimer ที่เล่นเป็น Jessie ส่วน Ben Kingsley ซึ่งแสดงเป็น Ilya Grinko รัสเซียนตัวเบิ้มของแก๊งค์ค้ายาเสพติด ก็เป็นอีกคนที่ผมชื่นชอบมานานแล้ว (ตั้งแต่ Gandhi)


quote จากหนัง ตอนที่ Roy พยายามขอให้ Jessie เลิกสูบบุหรี่ Jessie จึงตอบกลับว่า

"Kill off my demons, and my angels might die, too."


ภาพประกอบ: Wikipedia

ชีวิตที่มีค่า

เหล่านักร้องดาวรุ่งดาราพุ่งแรงบ้านเรา มักจะมี หมอนหรือตุ๊กตา "I เน่า" เก่าหมองซะ หรือไม่ก็ชุดนอน "E ย้วย" เป็นผ้าขี้ริ้ว เวลาออกรายการให้สัมภาษณ์อยู่ดีดี พิธีกรหยิบออกมา "อำ" ขำขี้แตกขี้แตนกันทั้งห้องส่ง

economic value (definition by InvestorWords.com)
The value of an asset deriving from its ability to generate income.


income ของ "I เน่า" หรือ "E ย้วย" ก็คือ ทำให้นอนตาหลับ ถ้าไม่ได้กอด "I เน่า" หรือไม่ได้ใส่ "E ย้วย" ละก็หลับไม่ลงแน่ๆ


...


ปุจฉา: ชีวิตคนเราล่ะ เป็น "I เน่า" หรือ "E ย้วย" ของใครซักคนบ้างรึเปล่า อย่าเพียงแค่ให้มัน เน่า-เหม็น หรือ ย้วย-ขาด ไม่มีใครเอาไปซะเปล่าๆ เลย แต่ก่อนจะมีใครเอา เราต้องเอาตัวเราเองก่อน จริงมั้ยครับ

แม่ต้อย (โฆษณาไทยประกันฯ) บอกว่า ชีวิตที่มีค่า คือ การทำให้ชีวิตผู้อื่นมีค่า



คลิปประกอบ: โฆษณาไทย

Wednesday, December 17, 2008

พฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของลูกน้อย

มีคำถามกลางวงก๋วยเตี๋ยวกลางวันว่า ลูกคิดเคยเป็นอย่างนั้นรึเปล่า เคยเป็นอย่างนี้รึเปล่า เหมือนอย่างลูกของพี่ที่ตั้งคำถามกำลังเป็น (ลูกสาวแกอ่อนกว่าลูกคิด 1 ปี) แน่นอนคำว่า "เป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้" คือพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของลูก ซึ่งพ่อแม่ไม่ต้องการให้เป็น หลักๆ ที่เจอกันแทบทุกครอบครัว คือ ลูกมีอาการเกรี้ยวกราด ก้าวร้าว เอาแต่ใจ ดิ้นพลาดๆ ร้องไห้ไม่ยอมหยุด เมื่อโดนขัดใจ อะไรประมาณนี้

"เคย" คือคำตอบ เคยทั้งลูกซึ่งเป็นอาการอย่างที่ว่า เคยทั้งพ่อและแม่ที่เป็นกังวล บางครั้งถึงกับท้อ เพราะทำหลายวิธีแล้ว ลูกก็ไม่หายจากพฤติกรรมไม่พึงประสงค์นั่นซักที คำถามถัดมาก็คือ แล้วที่ผมและภรรยาผ่านมันมาได้แล้วน่ะ ทำอย่างไร

พ่อแม่ส่วนใหญ่ตอบสนองด้วยการลงโทษ เบาบ้าง หนักบ้าง แล้วแต่ความอดทน (วุฒิภาวะทางอารมณ์) ของพ่อแม่ ซึ่งผมฟันธงจากประสบการณ์ตรงว่า การตอบสนองในทางลบแบบนี้ ไม่ได้ผล ถ้าลูกรับรู้ว่าเป็นการลงโทษ เขาต่อต้านแน่ๆ ส่วนจะแสดงออกอย่างไร อาจแตกต่างกันไปในเด็กแต่ละคน ถึงแม้ว่าจะลงโทษสถานเบา พ่อแม่พูดจา อธิบายดีๆ ไม่ใช้อารมณ์ก็ตาม โดยเฉพาะในเด็กเล็ก 3-4 ขวบ ยังเข้าใจเรื่องเหตุผลได้ยาก

ตามตำราเขาบอกว่า ลงโทษได้ แต่ให้ใช้วิธีทำเฉย ไม่สนใจ ไม่ต้องอธิบายให้ลูกรู้หรอกว่า นี่คือการทำโทษ ซึ่งวิธีนี้พ่อแม่ต้องจิตใจหนักแน่นอดทนพอสมควร (เช่น ในเวลาที่ลูกกำลังร้องไห้เสียงดังเจ็ดแปดบ้าน หรือเวลาที่ลูกกำลังลงไปดิ้นพลาดๆ อยู่กับพื้น เป็นต้น)

แล้วเมื่อไรที่ลูกทำตัวดี ให้พ่อแม่ตอบสนองในทางบวก ไม่จำเป็นต้องให้ของ แค่คำชมอย่างจริงใจ แสดงให้ลูกรู้ตัวว่า เขากำลังทำตัวน่ารักมาก -- ประมาณว่าให้เรียนรู้ทั้งดีและไม่ดี จากสถานการณ์บวก

ผมเห็นพี่เขาเป็นห่วงกลัวว่าลูกจะติดนิสัยไม่ดี (ตามความคิดของพ่อแม่) ไปจนแก้ไม่หายนั้น เป็นห่วงพี่เขามากกว่า กลัวจะเครียดจนเกินไป เพราะผมเป็นมาแล้ว เครียดหนักกว่างานหลายร้อยเท่านักแล -- พอผ่านมาแล้วมีคำแนะนำ ส่วนจะทำได้หรือไม่ อยู่ที่แต่ละคนแล้วนะครับ

"ยอมรับ" (หรือจะเรียก "ทำใจ" ก็แล้วแต่) คือคำแนะนำเดียว หลายครั้งหลายหนที่ครอบครัวผมผ่านกันมาได้ บางครั้งก็ไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่ใช่ครับ ต้องบอกว่าทำจนหมดมุข ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว เหนื่อยมากถึงกับหมดเรี่ยวแรงจะดุด่าว่ากล่าว หรือทำโทษลูก (ออกอาการท้อ) พ่อแม่เฉยลูกเดียว ลูกจะเป็นอะไร จะทำอะไร ก็ปล่อยให้เป็นไป ทำไป เชื่อมั้ยครับ เวลาช่วยได้ ได้ผลดีกว่าอย่างเห็นได้ชัดด้วย -- นั่นแสดงว่าเด็กเขามีพัฒนาการ เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง

ถึงตอนนี้ ผมรู้แล้วว่าชีวิตนั้นเป็นของลูกตั้งแต่เกิด เราเองก็เคยเป็นเด็กมาก่อน เรียนผิด คิดผิด ลองผิด ทำผิด มาตั้งมากมาย ทุกวันนี้ตัวเราก็ไม่ได้เป็นคนเลวของสังคมซักหน่อย เรื่องพฤติกรรมไม่พึงประสงค์เหล่านี้ พ่อแม่เพียงแค่เฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด ระวังว่าอย่าให้มันมากจนเกินไป ก็พอแล้ว อย่าคาดหวังกับลูกไปซะทุกเรื่อง เพราะนั่นคือเรากำลังกดดันลูกโดยไม่รู้ตัว (พ่อแม่รังแกฉัน) มากเข้าๆ ลูกก็เครียด พ่อแม่ก็เครียด บ้านโป่งขึ้นๆ ซักวันบ้านก็แตก

เรื่องการเลี้ยงลูกนั้น หนทางยังอีกยาวไกลนักครับ นี่เป็นเพียงแค่น้ำจิ้ม ของจริง ของหนัก ยังมาไม่ถึง อนาคตเมื่อลูกน้อยโตขึ้น พ่อแม่ก็แก่ลงทุกวัน เรี่ยวแรง กำลังวังชานั้นสวนทางกัน มีอะไรผิดๆ ให้ลูกเขาลองอีกเยอะแยะเต็มไปหมด ถ้าเน้นใช้กำลัง เราจะเอาที่ไหนไปสู้รบตบมือกับลูกได้

ขออวยพรให้สติและปัญญา จงอยู่กับพ่อแม่ทุกคน จงสนุกและมีความสุขกับการเลี้ยงลูกนะครับ


บทความเกี่ยวข้อง:

Saturday, December 13, 2008

RESERVOIR DOGS

RESERVOIR DOGS ผมตามมาดูหนังเรื่องนี้ก็เพราะรีวิวที่ ThaiDVD.net กับวิจารณ์หนังที่ Cinemag Online อยากรู้ว่า Quentin Tarantino เจ๋งขนาดไหน กับข้อจำกัดเรื่องทุนสร้าง แล้วทำให้หนังออกมาได้รับคำชมมากมายขนาดนี้ (ประมาณว่าแจ้งเกิดตัว Tarantino เองได้เลย)

อีกอย่างที่ทำให้ผมเกิดความอยากก็คือ ตัวนักแสดง ซึ่งพอเห็นหน้าค่าตาแต่ละคนแล้ว (อ่านชื่ออย่างเดียวไม่คุ้น เพราะจำชื่อคนไม่ค่อยจะได้) อืม! ได้แต่พึมพำว่า ต้องดู ต้องดู

เนื้อเรื่องไม่มีอะไรที่สลับซับซ้อน หรือลึกซึ้งเข้าขั้นเหมือนหนังในปัจจุบัน (เรื่องนี้ฉายเมื่อปี 1992) แต่ที่เด่นสุด ก็เป็นอย่างคำวิจารณ์จริงๆ คือ บทภาพยนตร์นั้นสุดยอด ทำให้หนังน่าติดตาม ตัวละครแต่ละตัว เด่น มีสไตล์ ชวนค้นหาจริงๆ บวกกับวิธีการเล่าเรื่องโดยใช้ flashback ตัดภาพกลับไปเล่าถึงเหตุการณ์ก่อนหน้า หลังจากสร้างคำถามให้กับผู้ชมไว้แล้วก่อนหน้านั้น

ส่วนตัวแล้ว สำหรับบทบาท ผมชอบลีลา รวมทั้งหน้าตากวนโอ๊ยของ Mr. Blonde ซึ่งแสดงโดย Michael Madsen มากที่สุด โดยเฉพาะตอนที่เปิดเพลง "
Stuck in the Middle With You" แล้วเต้นไปด้วย ในขณะที่กำลังจะลงมือฆ่าคนอย่างเลือดเย็น

เกร็ดเล็กๆ น้อยๆ
  • ฉากของหนังเรื่องนี้ ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังดูละครครับ คงเพราะข้อจำกัดเรื่องทุนสร้างนั่นละ
  • จำนวน fuck ที่ออกจากปากตัวแสดงแต่ละตัว (ที่หลายๆ คนมองว่าเป็นเอกลักษณ์ของ Tarantino) เยอะเข้าขั้นเดียวกับ Death Sentence
  • เพลงเก่าอย่าง Stuck in the Middle With You มีเสน่ห์น่าฟังจริงๆ
  • สีของเลือด มันช่างแดง แด๊ง แดง แดง แดง แดง แดง แดง ... แดง สดมาก

ภาพประกอบ: Wikipedia

เป้าหมาย

ไม่ได้ตั้งใจเขียนเป็นอนุกรมกับความตอนที่แล้ว เพียงแค่ดูคล้ายๆ จะเป็นอย่างนั้น แต่เพราะเพิ่งได้อ่านเรื่องนี้เข้า ซึ่งพาสมองผมคิดไปถึงน้องที่รู้จักคนหนึ่ง เคยทำงานด้วยกัน ใครๆ ก็หาว่าเขาเป็นคนแปลกๆ ไม่น่าคบ เห็นแก่ตัว ไร้น้ำใจ ทำอะไรก็หวังผลส่วนตัวเป็นใหญ่ ซึ่งผมได้ยินได้ฟังมาเพียงผิวเผินเท่านั้น ไม่รู้แน่ชัดว่าความรู้สึกเต็มๆ ของคนส่วนใหญ่ที่พูดอย่างนั้น แท้ที่จริงลึกๆ แล้ว พวกเขาคิดอย่างไรกันแน่

สมัยยังทำงานด้วยกัน ผมนับว่าเป็นพี่คนหนึ่งในไม่กี่คน ที่น้องคนนี้เขาคุยด้วยได้หลายๆ เรื่อง เขาว่าผมทัศนคติดี มองโลกในแง่ดี อยู่ที่ไหนก็อยู่ได้ ตรงกันข้ามกับตัวเขาเอง ซึ่งเป้าหมายชัดเจน จะไม่ยอมเสียเวลา หรือเสียโอกาส เพราะว่าความผิดพลาด (ในมุมมองของเขา) หรือข้อจำกัดของคนอื่น ไม่เด็ดขาด ถ้ามันจะทำให้เขาไปไม่ถึงดวงดาว หรือไปถึงช้ากว่าที่ตั้งใจไว้

แต่ข้อดีอย่างหนึ่งที่ผมเห็นคือ เวลาทำงาน เขาจะทำมันอย่างเต็มที่ ทำให้ผลงานออกมา ค่อนข้างน่าพอใจ ซึ่งแน่นอนว่า คนอย่างเขาก็ต้องเรียกร้องสิ่งตอบแทนที่คุ้มค่า -- ไม่ลงตัวก็ตรงคำว่าคุ้มค่าของคนให้กับคนรับนั่นละครับ ทำให้วงแตก ทางใครทางมัน

โดยส่วนตัวผมไม่เห็นว่า น้องเขาจะผิดอะไร ที่ทำตัวแปลกแยกจากสังคมแบบไทยๆ ซึ่งเชิดชูความมีน้ำใจ (แต่ปัจจุบันน้ำใจส่วนใหญ่มักไม่ใสจริง) แต่อาจเป็นเพราะค่านิยมสร้างภาพลักษณ์ ของยุคทุนนิยมประชาธิปไตย ซึ่งต้องแสดงออกให้ได้ว่า "ทำเพื่อส่วนรวม" ทั้งๆ ที่ในใจเกือบทุกคนห่วงแต่ "ผลประโยชน์ส่วนตัว" -- มันจะผิดก็ตรงนี้ละ ที่น้องเขาสร้างภาพไม่ค่อยเป็น (อาจพยายามอยู่ก็ได้) เลยแสดงออกมา ดูทื่อๆ แปลกแย่อย่างนั้น

เขียนไปเขียนมาดูเรื่อยเปื่อยเลอะเทอะ เอาเป็นว่าประเด็นของผมก็คือ ในขณะที่เราพยายามจะบอกเด็กๆ ว่า เกิดเป็นคน ต้องทะเยอทะยาน ฝันให้สูงสุด ปีนขึ้นไปคว้าดวงดาวลงมาให้ได้ แต่พอพวกเขาทำตามสิ่งที่ผู้ใหญ่บอก ด้วยการแก่งแย่ง แข่งขัน เพื่อจะไปคว้าฝันสูงๆ ของตัวเองลงมา ซึ่งแน่นอนว่าฝันสูงๆ หรือของดีๆ ที่อยู่บนยอดนั้น มีไม่เพียงพอสำหรับทุกคน พวกเรากลับพากันประนามเขาว่า "เห็นแก่ตัว ไร้น้ำใจ" ซะงั้น -- ความพอดี มันอยู่ตรงไหน

รู้สึกขัดๆ เหมือนกันนะครับ กับการพูดถึงเนื้อหาเรื่องราวชีวิตแนวมั่นๆ พุ่งเป้าสุดๆ แบบ "ฝันให้ไกล ไปให้ถึง" เช่นนี้ มันแย้งกับบุคลิกเย็นๆ เรื่อยๆ เฉื่อยๆ ของผมยังไงไม่รู้สินะ

ก่อนจบก่อนจาก ขออนุญาตแปะฝาก quote ที่ชอบ จากเรื่องที่อ่าน -- ไปละครับ สวัสดี


If one does not know to which port is sailing, no wind is favorable.” -- Seneca

“ถ้าเราไม่รู้ว่าเรือจะไปเข้าที่ท่าไหน ลมทิศไหนก็ไม่ช่วย” -- ซีนีก้า (4 ปีก่อนคริสตกาล - ค.ศ. 65, นักปราชญ์โรมัน)

Thursday, December 11, 2008

โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร

ถ้ายังจำมุข "พายอากำลังสอง" ของโน้สอุดม จากเดี่ยว 7 ได้ ผมกำลังคิดและตั้งคำถามแบบเดียวกัน ว่าไอ้วิชาความรู้มากมาย ที่เรียนกันมาผ่านบ้างตกบ้างกว่า 20 ปี คงมีไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ละมั้ง ได้นำมาใช้ทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง มิหนำซ้ำส่วนใหญ่แล้ว ตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ เหมือนจะเริ่มจากศูนย์กันแทบทั้งนั้น

คำถามก็คือ หลายเรื่องหลายอย่าง จะเรียนหาพระแสงของ้าวอะไรมิทราบครับ

ดูรายการ WHAT & WHY? สถานีทีวีไทยตอนเย็นเมื่อวาน ยิ่งตอกย้ำประเด็นนี้ พิธีกรพาไปดูเบื้องหลังการทำงานของนักพากย์ และช่วงสัมภาษณ์ "พี่จูน" นักพากย์ประสบการณ์สูงกับเสียงซึ่งเราคุ้นหู พี่จูนบอกว่า ทักษะความสามารถที่สำคัญสำหรับอาชีพนักพากย์นั้น คือ ฟังเก่ง อ่านหนังสือเร็ว พูดคล่อง และแอ๊คติ้งเก่ง (จบด้านศิลปะการแสดงมาจะได้เปรียบ แต่ก็ไม่จำเป็นนัก) -- แล้วตกลงว่า "พายอากำลังสอง" นักพากย์นำไปใช้อะไรครับ

แต่ในความเป็นจริง ปัญหาสำคัญคือ น้อยคนนักที่จะค้นพบว่าตัวเองอยากทำอาชีพอะไร ตั้งแต่อายุยังน้อย ก็อีกนั่นแหละ แม้ว่าจะค้นพบ แต่ใจคนเรานะเป็นอะไรที่ dynamic สุดๆ เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา -- คนเป็นตัวแปรที่เลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว อันนี้ปัจเจกใครปัจเจกมัน

ผมเองยังคาใจว่า โครงสร้างระบบการศึกษาในปัจจุบันมันไม่เอื้อ กำหนดระยะเวลากว่าจะจบการศึกษานานเกินไปหรือเปล่า ทำให้เด็กส่วนใหญ่ใช้เป็นข้ออ้างในการประวิงเวลา (ไม่ยอมโต) เช่นว่า จบ ม.ต้น นั้นยังอีกนานโขที่จะคิดว่า จบแล้วทำอาชีพอะไรดี จบ ม.ปลาย ก็ยังอีกหลายปี ปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่เด็กจบปริญญาโทเยอะมาก หลายคนที่ผมเคยสัมภาษณ์เข้าทำงาน ยังตอบตัวเองไม่ได้เลยว่าอยากทำ หรืออยากเป็นอะไร (ประมาณว่ามีตังค์ก็เรียนไปเรื่อยๆ ไร้เป้าหมาย)

เช่นนี้ แล้วคำถามที่ผู้ใหญ่มักถามเด็กๆ ว่า "โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร" คงไม่ได้มีความหมายอะไร นอกไปจากถามกันเล่นสนุกๆ ด้วยความเอ็นดู หรือเพียงแค่อยากได้ยินคำตอบน่ารักๆ ของเด็กๆ เท่านั้น

ภาพประกอบ: Picturebook

Wednesday, December 10, 2008

BOY A

ดูหนังฟอร์มเล็ก Boy A ที่สร้างจากนวนิยายชื่อเดียวกันของนักเขียนชาวอังกฤษชื่อ Jonathan Trigell

Tagline: Who Decides Who Gets A Second Chance?

เนื้อเรื่องมันช่างโหดร้ายมากสำหรับพระเอก ชีวิตปกติตั้งแต่วัยเด็กชั้นประถมของ Eric Wilson (หรือ Jack Burridge) จนถึงอายุ 20 กว่าปีของเขาสูญหายไป เพราะต้องชดใช้กรรมในเรือนจำ ข้อหาฆ่าคนตาย พอออกมาสู่โลกภายนอก ซึ่งตั้งคำถาม ระแวง สงสัย และไม่ค่อยจะให้โอกาสกับคนที่ออกจากคุก เขาจึงจำเป็นต้องลืมอดีต และกลายเป็นคนใหม่ พาตัวเองไปสู่สังคมใหม่

แต่ความจริงก็คือความจริง เมื่อมันปรากฏ ยิ่งไม่ใช่จากปากและยืดอกยอมรับด้วยตัว Jack เอง ยิ่งทำให้คนที่เคยยอมรับเขา ทั้งนายจ้าง ทั้งเพื่อน ทั้งคนรัก กลับเปลี่ยนไป ประกอบกับอดีตที่ไม่เคยจางหายไปจากความทรงจำ และด้วยสูญญากาศของชีวิต ซึ่งทำให้ขาดประสบการณ์เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง -- Jack จึงตัดสินใจกลับมาเป็น Eric คนเดิม แต่เลือกฆ่าตัวตายหนีปัญหาซะ

ผมคิดว่า ปัญหาของ Jack มันหนักหนาเกินกว่าจะตัดสินว่า ที่เขาฆ่าตัวตายนั้น ผิดหรือว่าถูก

"โลกโหดร้ายเสมอ สำหรับคนอ่อนแอ"

ภาพประกอบ: MovieWeb

ในกล่องของขวัญ

10 ธันวาคม นอกจากจะเป็นวันรัฐธรรมนูญแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับชีวิตการทำงานกว่า 10 ปีที่ผ่านมา เพราะเป็นวันคล้ายวันเกิดของหัวหน้าผมเอง สิบปีไม่เคยพิเศษ แต่ปีนี้พิเศษเพราะผม "ตั้งใจ" มอบของขวัญวันเกิดให้หัวหน้า ซึ่งเรื่องนี้ต้องเล่า เพราะมันมีที่มา...

คนที่รู้จักกันคงไม่ต้องบอกก็รู้ว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ผมแทบจะไม่เคย "ตั้งใจ" ให้ของขวัญวันเกิดแฮ้ปปี้เบิร์ธเดย์ (HBD) กับใครมาก่อนเลย (ยกเว้นแม่ เมีย และลูก) ด้วยความเฉยห่าม ที่ไม่เคยเชื่อในจีรังยั่งยืนของความรู้สึกดีๆ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้จากของขวัญเพียงปีละชิ้น โดยละเลยไม่เคยใส่ใจอีก 364 วันที่เหลือ

ไม่ชอบคำว่า "นาย" ไม่ชอบคำว่า "หัวหน้า" ด้วย ขออนุญาตใช้คำว่า "ลูกพี่" ละกัน เพราะเรียกพี่ทุกครั้ง

เป็นลูกพี่ลูกน้องกันมาเกือบสิบปี คุยกันแบบสองต่อสองนับครั้งได้ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ก็อย่างที่บอกว่า ไม่มีใครหรอกที่ใช่ศาสดา ดีชั่วย่อมปะปน ผมได้เฝ้ามองในสิ่งที่ลูกพี่ทำ ตั้งคำถามที่ขัดแย้ง บ้างได้คำตอบ บ้างไม่ได้คำตอบ ซึ่งคำตอบก็ไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการมากที่สุด พี่แกเป็นโจทย์ เป็นปุจฉา เป็นตัวอย่าง นั่นละคุณค่าที่ผมดื่มด่ำ ("...พร้อมดื่ม..." จึงมีที่มา)

"เวลา" มีส่วนแต่ไม่เสมอไป กับรู้สึกดีๆ ระหว่างความสัมพันธ์ของคนเรา เสี้ยววินาทีแห่งคุณค่า แฝงตัวอยู่ในหลายสิบปีของชีวิตที่เจ็บปวดเสมอ แล้วเราจะกล่าวได้เต็มปากอย่างนั้นหรือว่า เวลาซึ่งรอคอยมากว่าสิบปีนั้นสูญเปล่า อยู่ที่เราเองต่างหากว่า ค้นเจอวินาทีที่ว่านั้นหรือไม่

ผมก็ยังเป็นผม ไม่ใช่คนเริ่มคิดจะห่อของขวัญให้ใคร เป็นเมียผมต่างหาก เพราะว่าผู้หญิงเป็นเพศที่มี sense เรื่องแบบนี้ดีกว่า แต่ผมก็แอบใส่อีกหนึ่งสิ่งลงไปในกล่อง ตอนที่นำไปยื่นให้พี่ด้วย

ขอบคุณจากใจจริง...

HBD ครับ

Home School 2

เคยเขียนถึง Home School วันนี้เขียนอีก เพราะอ่านข่าวมติชนเช้านี้ ขออนุญาตยกมาแปะ เพื่อเตือนสติตัวเองในฐานะที่เป็นพ่อคน ให้ตระหนักว่า

"Education is life การศึกษาคือ ชีวิต จึงต้องมีสมดุลระหว่างวิชากับชีวิต"

เผยข้อดีของ"โรงเรียนทางเลือก" เน้นสมดุลระหว่าง "ชีวิต-วิชาการ"

การปฏิรูปโรงเรียนในระบบ เป็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงกระบวนการค่อนข้างน้อย แต่เปลี่ยนแปลงวิธีการมากขึ้น จะมีครูดีๆในระบบเกิดขึ้นมากมายที่คิดริเริ่มเปลี่ยนวิธีการ แต่ก็ยังต้องอยู่ในกระบวนการที่เป็นระบบเดิม ส่วนโรงเรียนทางเลือกจะอยู่ในกรอบเพียงหลักการ ที่เปลี่ยนมากคือ กระบวนการ คือออกจากกรอบที่โรงเรียนในระบบถูกขังเอาไว้ เช่น ไม่จัดการเรียนตามตารางสอนที่แยกเป็นวิชาๆ อย่างตายตัว แล้วสร้างวิธีการเรียนรู้ที่หลากหลาย เช่น การยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง วิธีการพหุปัญญา เป็นต้น โดยยังอยู่ในหลักของการศึกษาขั้นพื้นฐาน

โรงเรียนทางเลือกพยายามต่อสู้ให้มีความสมดุลระหว่างชีวิตกับวิชา แต่ระบบการศึกษาของไทยยังโน้มเอียงสอนแต่วิชา จนทำให้เด็กสูญเสียการเรียนรู้การใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ระดับปฐมวัยยังเอาชีวิตเป็นตัวตั้ง จึงรอดพ้นจากการครอบงำของวิชา แต่น่าเศร้าที่พอขึ้นชั้นประถม วิชาก็เข้ามาเกี่ยวข้อง วิชายังแบ่งออกเป็นวิชาย่อยๆ มีกลุ่มสาระหลัก มีกลุ่มวิชาย่อย ยิ่งพอขึ้นมัธยมฯวิชายิ่งมาครอบงำชีวิต เด็กที่น่าสงสารถูกวิชาครอบงำเต็มตัว ชีวิตได้หายไปแล้ววิชาเข้ามาแทนที่ เกิดความเครียดต่างๆ เพราะแต่ละวิชามีตัวชี้วัด มีมาตรฐานเป็นตัวบ่งชี้ ชีวิตที่แจ่มใสสดชื่นได้หายไป ชีวิตถูกตัวเลขเกรดเฉลี่ยเป็นตัววัดค่า ใครได้เกรด 1.5 ถูกปั๊มที่หน้าผากว่า แย่มาก ใครได้ที่ 34 จาก 40 ชีวิตไปอยู่ปลาย ยิ่งเด็กมัธยมปลาย ชีวิตสูญหายไปครึ่งหนึ่ง เพราะกวดวิชาๆ เสาร์-อาทิตย์ไม่ได้เงยหน้าอ้าปาก แม่เที่ยวพาส่งเรียนพิเศษเพิ่ม

ลูกคิดเคยเล่าไว้ว่า ผมค่อนข้างชอบแนวทางของโรงเรียนทางเลือก แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันกลับไม่ใช่ทางเลือกสำหรับครอบครัวเรา(และอีกหลายๆ ครอบครัว) จึงทำให้ผมกลับมาคิดถึง home school อีกครั้ง (แต่ก็ไม่เคยมีความหวัง) ในแง่ของความเป็นไปได้

คำถาม (ประสาคนชอบคิด ไม่ชอบทำ) คือ ลูกคนเดียว พ่อหนึ่งคน กับแม่อีกหนึ่งคน สอนลูกเองไม่ได้เชียวหรือ

Friday, December 05, 2008

พ่อกับลูก

ร่วมสมัยกับเขาหน่อย ก็วันพ่อนี่นา

ถึงพ่อ

เคยมีช่วงเวลาสุญญากาศระหว่างผมกับพ่ออยู่หลายปี แต่เวลาซึ่งขาดหายไปนั้น กลับไม่ได้เป็นปัจจัยลบ ที่ส่งผลกระทบถึงคุณภาพความสัมพันธ์ระหว่างเรา มีโอกาสพ่อจะพร่ำสอน แต่ผมมักไม่ค่อยเชื่อเพียงแค่วาจา ผมเรียนรู้จากการกระทำ จากทุกสิ่งทุกอย่างที่พ่อเป็น

สำหรับผมแล้ว ไม่มีใครเลยที่ใช่ศาสดา พระพุทธองค์ยังบอกว่า "อย่าเชื่อสิ่งที่เราบอก จนกว่าจะได้ลองทำ และเรียนรู้ด้วยตัวเอง" ดีชั่วย่อมปะปน ผมใช้พ่อเหมือนกับที่ใช้คนอื่นๆ เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้

ผมได้อะไรจากพ่อมากมาย ทั้งที่พ่อไม่ได้ตั้งใจ และไม่รู้ตัวเลยว่า นั่นคือการให้

ระลึกถึงพ่อเสมอ ไม่ตลอดเวลา

ถึงลูก


อยากให้ลูกคิดสุขและทุกข์ด้วยสมองและจิตใจของลูกเอง แต่ไม่ว่าลูกจะสุขหรือจะทุกข์ ลูกต้องเรียนรู้ อยู่อย่างมีสติกับทุกเรื่องราวที่ผ่านเข้ามา ยิ้ม หัวเราะ ร้องไห้ ดีใจ เสียใจ เป็นเรื่องปกติของทุกชีวิต ขอเพียงมีสติเท่านั้น

ปลดปล่อยความคิดออกจากทุกพันธนาการให้ได้มากที่สุด เพราะทั้งหมดทั้งปวง คือสมมุติทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่ความรัก ความผูกพันของพ่อกับลูก

สำหรับในวัยอย่างลูกคิด เวลาคือต้นทุนที่สำคัญที่สุด สำหรับการเรียนรู้

รักลูกเป็นประจำ ทำและไม่ทำ เพื่อลูก

Thursday, December 04, 2008

อิจฉา อยาก เปรียบ

ผมดื่มกาแฟเป็นมื้อเช้ามาเกือบยี่สิบปี และเกือบสองปีที่ผ่านมา ก็ดื่มแต่ NESCAFE' GOLD ALL'ITALIANA อย่างเดียวเลย แต่ระยะหลัง ทำไมกลิ่นที่เคยหอมกรุ่นคุ้นนาสิก มันไม่หอมหวลชวนหลงใหลเหมือนในวันแรกๆ

จนเมื่อเลิกลากันไป 1 สัปดาห์ (หมดแล้วไม่ได้รีบดิ้นรนหาซื้อ) ผมซื้อพวกคอฟฟี่มิกซ์ 3-in-1 มาดื่มแทน ซึ่งก็รู้สึก(แปลก)ดีเพียงแก้วแรก จากนั้นก็โหยหาความหอมหวลเดิมๆ สุดท้ายก็จำต้องหันกลับไปหา ALL'ITALIANA เหมือนเดิม -- ซึ้งแล้วละครับว่า ความเคยชินกับสิ่งที่มี ทำให้มองข้ามคุณค่าของสิ่งนั้นไปจริงๆ

หลายปีก่อน
"อยากมีบ้านเป็นของตัวเองจัง ทาวน์เฮ้าส์หลังเล็กๆ ก็ได้ ดีกว่าเช่าเค้าอยู่อย่างนี้"

หลายเดือนก่อน
"อิจฉาบ้านเดี่ยวหลังนั้นจัง เค้ามีสวนไม้ดอกสวยๆ มีสนามหญ้า มีชิงช้า มีพื้นที่ปลูกต้นไม้รอบบ้าน"

หลายสัปดาห์ก่อน
"แม่ขา หนูอยากเอาน่องไก่ กับผลไม้ ไปทานที่โรงเรียนเหมือนเพื่อนบ้างอะค่ะ"

หลายวันก่อน
"แม่ขา หนูอยากเอาองุ่น กับแอปเปิ้ล ไปทานที่โรงเรียนเหมือนเพื่อนบ้างอะค่ะ"

หลายชั่วโมงก่อน
"น้องมันจะแต่งงาน ได้สินสอดเยอะกว่าเราอีก (รู้สึกแปลกแย่)"


ขออนุญาตแนะนำให้เปรียบเทียบ อิจฉา และอยากเป็นอยากมีเหมือนพวกเขา


แต่มาคิดๆ ดูแล้ว ข้อเขียนของผมอันนี้ ดูจะเป็นการริดรอนอิสรภาพทางความคิดของผู้อื่นอย่างร้ายกาจ

คนเราทุกคน ควรมีอิสรภาพทางความคิดอย่างไม่จำกัด แม้จะเป็นด้านลบ คิดแล้วเป็นทุกข์ก็ตาม เพราะนั่นละคือชีวิตและการเรียนรู้ -- มนุษย์ไม่เคยหยุดปรุงแต่ง

Saturday, November 29, 2008

Charlie Bartlett

My name is Charlie Bartlett -- วัยรุ่นย่อมเข้าใจในวัยรุ่นมากที่สุด

ดูจะเป็นเรื่องปกติทั่วไป ที่ผู้ใหญ่ซึ่งผ่านประสบการณ์มาก่อน มักจะหลงลืมวันเวลาของตัวเองในอดีต ไม่ได้นำมันกลับมาใช้ประโยชน์ ในการทำความเข้าใจวัยรุ่นได้ดีเท่าที่ควร

ไม่เฉพาะวัยรุ่น ที่ต้องการเป็นที่ยอมรับของสังคม ต้องการดูดี ต้องการโดดเด่น ต้องการเพื่อน และต้องการความเข้าใจ นี่มันเป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนเลยล่ะ -- ควรตระหนัก และเริ่มทำความเข้าใจผู้อื่น จากความจริงพื้นฐานตรงนี้ หรือแม้แต่ในเวลาที่พยายามจะเข้าใจตัวเราเองก็ตาม

ชอบหลายๆ เพลงที่ประกอบหนังเรื่องนี้ โดยเฉพาะ If You Want To Sing Out, Sing Out

Well, if you want to sing out, sing out
And if you want to be free, be free
cause there's a million things to be
You know that there are

And if you want to live high, live high
And if you want to live low, live low
cause there's a million ways to go
You know that there are

Chorus:
You can do what you want
The opportunities on
And if you can find a new way
You can do it today
You can make it all true
And you can make it undo
You see ah ah ah
It's easy ah ah ah
You only need to know

Well if you want to say yes, say yes
And if you want to say no, say no
cause there's a million ways to go
You know that there are

And if you want to be me, be me
And if you want to be you, be you
cause there's a million things to do
You know that there are

Chorus

Well, if you want to sing out, sing out
And if you want to be free, be free
cause there's a million things to be
You know that there are
You know that there are
You know that there are
You know that there are
You know that there are

key quote ที่ผมนึกถึงหลังจากดูหนังเรื่องนี้จบ ซึ่งเพิ่งอ่านผ่านตาจาก goodreads เมื่อ 2-3 วันมานี่เอง ก็อันนี้เลย

"Dance like no one is watching. Sing like no one is listening. Love like you've never been hurt and live like it's heaven on Earth."

Mark Twain


ภาพประกอบ: Wikipedia

Wednesday, November 26, 2008

สัญ..รัก

"รัก" สำหรับผมไม่มีความหมายที่ชัดเจน แต่การแสดง "สัญลักษณ์" ว่ารักพ่อ ของลูกคิดนั้นเป็น "กำลังใจ" ที่มีคุณค่ามากที่สุดเสมอครับ -- เพราะสัญ..รัก ทำให้ความทรงจำทุกเรื่องราวของลูก ปรากฏอย่างชัดเจนขึ้นมาในความคิดของผมบ่อยครั้ง หัวใจพองโต รอยยิ้ม และรอยตีนกา



หนึ่งสัญลักษณ์ก่อนหน้านี้ -- My Daddy is the Best!

Friday, November 21, 2008

ชีวิต "ติดดี"

อ่านเรื่อง อิสรภาพเกิดขึ้นไม่ได้ภายใต้การ “ติดดี" ของอาจารย์ประพนธ์หลายวันก่อน ติดตาติดใจกับถ้อยคำหนักๆ ของท่านพุทธทาส ที่คุณ Handy นำมาฝากในคอมเม้นว่า ทั้งชั่วทั้งดี ล้วน อัปรีย์พอๆ กัน ผมเองค่อนข้างคล้อยตามท่าน osho ครับว่า จะยอมรับ ต้องไม่ "ติด" ทั้งดีทั้งเลว

บันทึกวันนี้ หลังจากได้อ่าน "อตัมมยตา กับ สันติสุข" (แค่ผ่านๆ เรื่องยาวมาก) ที่ลานซักล้าง แล้วทำให้คิดหวนมาที่วลีแรงๆ ข้างบนอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ชีวิตที่ติด จะหลุดได้ ก็ต้องเริ่มจากรู้จริงให้ได้ซะก่อนว่าติดอะไร -- ติดก็ยอมรับว่าติดกันเถอะครับ


ปุจฉาตัวเองอยู่เสมอว่า วันหนึ่งๆ อ่านบล็อกเกี่ยวกับชีวิต แนวทางตั้งมากตั้งมาย เราได้อะไร และเราได้ให้อะไรกับใครบ้าง

วิสัชฉนา "เราได้อะไร": คิด คือคำตอบ พยายามคิดทุกเรื่องที่ได้อ่าน นำเข้าไปใส่ในการกระทำของตัวเองในอดีต รวมไปถึงการจะกระทำของตัวเอง ทั้งในปัจจุบันและอนาคต อีกหนึ่งคือ ทำ พยายามทำทุกเรื่อง หลังจากผ่านกระบวนการคิดแล้วว่า เรื่องไหนควรทำ และเรื่องไหนไม่ควรทำ

วิสัชฉนา "เราได้ให้อะไร": คำตอบไม่น่าจะใช่การบอกต่อ เผยแพร่ เรื่องราวต่างๆ เหล่านี้เพื่อให้ใครมาเห็นคล้อยตามด้วย โดยส่วนตัว ผมเชื่อว่าเรื่องอย่างนี้ ไม่ต้องป้อน ใครหิวก็หาเองได้ -- แต่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ต่างหาก ซึ่งน่าจะเป็นคำตอบ ก็มีบ้าง ที่ได้พูดคุยเรื่องเหล่านี้กับเพื่อนฝูง (เหมือนที่ผมชอบใช้คำว่า "วงเล่า") และครอบครัว

แค่นี้ละครับ ตายเมื่อใดก็สิ้นสูญ ผมไม่ค่อยคิดถึงชีวิตหลังความตายมากนัก เพราะยัง "ติด" กับลมหายใจเข้าออกอยู่


ภาพประกอบ: Redland Community Centre Inc

Wednesday, November 19, 2008

My Big Challenge

โจทย์ที่คิดว่าท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ ของชีวิตผม ทะยอยออกมาแล้ว ผิดหวังมาก ไม่ใช่กับผลลัพธ์ แต่ผิดหวังกับตัวเองต่างหาก เพราะที่เป็นอย่างนั้น ส่วนหนึ่ง(ใหญ่ด้วย) วิเคราะห์แล้ว ผมเป็นพ่อ ซึ่งรู้จักลูกคิดดีกว่าใคร แต่กลับไม่ได้ทำอะไร หรือพูดอีกอย่างคือ ปล่อยปะละเลย นี่คือผิดหวังข้อแรก

ผิดหวังข้อที่สอง คือทำใจยอมรับกับผลงานที่แสนห่วยของตัวเองไม่ค่อยได้ เสียเวลากับตัวเองมากเกินไป กว่าจะกลับมาคิด "ทำอะไร" อย่างที่สมควรจะทำ

พร่ำบ่นใส่สมอง จงจำไว้ว่า นี่เป็นเพียงโจทย์เบาๆ ข้อแรกๆ เท่านั้น เพราะลูกคิดเพิ่งใกล้สี่ขวบ ยังต้องเจอหนักกว่านี้อีกเยอะ เตรียมตัวเตรียมใจไว้ได้เลย อนาคตนั้น มรสุมเศรษฐกิจจะสมทบเข้ามาในขณะเดียวกันอีกมากมาย -- เป็นไปได้สองทาง คือ อยู่ก็สู้ต่อไป กับ ตัดช่องน้อยตายไปก่อน

เป็นอย่างที่เคยบอกตัวเองเสมอๆ (แล้วก็ลืมเสมออีกเหมือนกัน) ว่า "เลี้ยงลูก" นี่ละเป็นเส้นทางการเรียนรู้ชีวิตของแท้

ความเป็นจริงก็คือ ลูกเป็นความงดงามสำหรับชีวิตของคนเป็นพ่อเป็นแม่ทุกคนนะครับ อย่าเพียงแต่เอาบริบทของสังคมมาตัดสินลูกของเราเลย เพราะมันจะบดบังสิ่งที่งดงามของความรัก จนเรามองไม่เห็น

Friday, November 14, 2008

"Waitress" The Movie

"If only life were as easy as pie."

ระยะหลังมานี้รู้สึกว่าดูหนังออกแนวดราม่า บ้านๆ ดาดๆ (พบเห็นชีวิตทำนองนี้ได้ ตามท้องถนนทั่วไป) เยอะพอสมควร พออายุเยอะๆ (ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยรู้สึกว่าแก่ขนาดนี้มาก่อนเลยอะ) ผมก็บอกตัวเองเสมอว่า การเรียนรู้ชีวิตนั้น ไม่ต้องไปเสาะแสวงหาจากที่ไหนหรอก มองไปรอบๆ รวมทั้งมองที่ตัวเราเองด้วย คิดให้มากๆ ทำความเข้าใจและยอมรับสิ่งต่างๆ อย่างที่มันเป็น -- แต่ก็ไม่วายย้ำคิดด้วยว่า "คิดแล้ว ตระหนักแล้ว ไม่ได้หมายความว่าจะทำได้ทุกครั้งไป"

เก็บ quote ที่โดนๆ จากหนัง Waitress มาฝากกันดีกว่า เป็นตอนที่นางเอก (Jenna) เห็นนายจ้าง (Cal) ฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี ก็เลยเอ่ยปากถามด้วยความสงสัย
Jenna: Cal?
Cal: Yeah?
Jenna: Are you happy? I mean, would you call yourself a happy man?
Cal: Well if you're asking me a serious question, I'll tell you: I'm happy enough. I don't expect much, I don't give much, I don't get much I'm generally enjoy whatever comes up. That's my truth, summed up for your feminine judgment. I'm happy enough.

เรื่องนี้ผมไม่แนะนำครับว่า ควรดูหรือไม่ ความเห็นส่วนตัว ผู้ชายคงเฉยๆ แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่ น่าจะชอบ

ข้อมูล: IMDb

Wednesday, November 12, 2008

My twitter as bookmark

เพราะว่าชอบใช้ twitter เป็น short note สำหรับ bookmark ลิงก์ที่ผมสนใจเก็บไว้เป็นประจำ (เผื่อเอาไว้แวะกลับไปอีกครั้ง) ดังนั้น Firefox Add-ons ตัวที่เหมาะก็คือ TwitterBar เพราะสามารถพิมพ์ข้อความที่ address bar ของ firefox ซึ่ง url ที่ปรากฏอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องพิมพ์หรือไม่ต้อง copy ไปแปะที่ไหนอีก

เวลากลับมาไล่หาดูอีกครั้ง ก็ใช้ search ของ twitter ด้วย query string "snakk+http" เพื่อคัดกรองส่วนที่ไม่ต้องการออกไป เท่านี้เองอะ

อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีเท่าไรนัก แต่สะดวกและรวดเร็วสำหรับผมที่สุดแล้วละ (ณ เวลานี้)


Sunday, November 09, 2008

"RED" The movie

RED ชื่อหนังซึ่งมาจากชื่อหมา ซึ่งเป็นชนวนแห่งโศกนาฏกรรม หนังเรื่องนี้ดูเหมือนจะไม่ได้ฉายในบ้านเรา เลยขออนุญาตร่ายเนื้อหาคร่าวๆ ซักหน่อย

Avery Ludlow อดีตทหารอเมริกัน ผ่านศึกสงครามเกาหลี ใช้ชีวิตวัยชราเพียงลำพังในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่ง อยู่กับ "Red" สุนัขแสนรัก ซึ่งภรรยาซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิด เมื่อ 14 ปีที่แล้ว จุดเกิดเหตุของเรื่อง เกิดจากความคะนองของวัยรุ่นห้าว 3 คน นำโดย Danny McCormak ซึ่งลงมือยิง Red ตายต่อหน้าต่อตา Avery โดยไม่มีสาเหตุใดมากไปกว่า ความสนุกและสะใจ

Avery ตามสืบจนได้ชื่อที่อยู่ นำเรื่องไปเล่าให้ Michael พ่อของ Danny ฟัง แต่ Michael กลับปฏิเสธความรับผิดชอบใดๆ เนื่องจาก Danny บอกว่าไม่ได้ทำ ส่วน Harold น้องชายนั้น รู้สึกผิดอยู่ตลอดเวลา แต่ด้วยความกลัวจึงไม่กล้าขัดพ่อและพี่ชาย

Avery เพียงต้องการให้ Danny ยอมรับผิด ขอโทษ และสำนึกผิดอย่างจริงใจก็เท่านั้น มีฉากหนึ่งที่ Harold ยืนยันกับ Avery อย่างมั่นใจว่า "You don't get it" "You don't understand. That's just not gonna happen."

Avery พยายามทำทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะด้วยกฎหมายและสื่อ แต่ด้วยอิทธิพลของ Michael McCormak ซึ่งเป็นนักธุรกิจผู้มั่งคั่งประจำเมืองเล็กๆ แห่งนี้ Avery ไม่สามารถกดดันให้ Danny ยอมรับผิดอย่างที่ต้องการได้ เขาจึงตัดสินใจพิพากษาความผิดนั้นด้วยตัวเอง ซึ่งโศกนาฏกรรมคือผลลัพธ์ที่เกินคาด -- ไฮไลต์ของหนัง กับคำถามทิ้งท้ายสำหรับตัว Avery คือ ที่เขาทำลงไปนั้นผิดหรือถูกกันแน่

ผมก็คงเหมือนกับคนส่วนใหญ่ถ้าได้ดูหนังเรื่องนี้ จะติดตามเรื่องราวอย่างตื่นเต้น ไม่มีอาการหาวนอน เพราะเอาใจช่วย Avery อยู่ตลอดเวลา เนื่องจากหนัง ค่อนข้างให้น้ำหนัก กับการสร้างบรรยากาศให้เป็นแบบนั้นแทบตลอดทั้งเรื่อง มันเลยทำให้คำถามไฮไลต์ทิ้งท้ายของ Avery ดูอ่อนไปมากทีเดียว

ดูจบแล้ว คิดอะไร
ในความเป็นสังคมเพื่อความสงบสุขของมนุษย์ ยากนักที่ลูกหลานของมนุษย์เรา จะเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ จากการอบรมสั่งสอนของพ่อแม่ ที่เลี้ยงดูตั้งแต่เด็กจนโต เพราะมันมีความขัดแย้งมากมาย กับคำสอนที่ว่า "...ลูกต้องเป็นคนดีของสังคมนะ..." -- ตราบใดที่เรายังตอบลูกไม่ได้ว่า ทำไมคุณค่าและการยอมรับจากสังคม จึงมักอยู่กับเด็กเก่ง เด็กฉลาด แล้วเด็กที่เรียนไม่เอาไหน ถึงถูกมองข้าม ตราบใดที่ยังตอบไม่ได้ว่า ทำไมสังคมธุรกิจ ต้องแข่งขันกันทำงาน แข่งขันกันร่ำรวย ทำไมจึงมีหนังสือพ่อรวยสอนลูก พ่อจนสอนลูก และตราบใดที่... สงคราม ความขัดแย้ง ของผู้ใหญ่ ที่ก่อให้เกิดการทำลายล้าง ยังคงดำรงอยู่ และดูเหมือนจะหนักขึ้น อย่างไม่มีวันจบสิ้น

ภาพประกอบ: Magnolia Pictures

Thursday, November 06, 2008

คน ทีม งาน

ระหว่างอยู่ในรถไฟฟ้าใต้ดินเมื่อเช้านี้ เห็นด้านหลังเสื้อสีแดงของหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างหน้า ปักข้อความว่า "Human Resource Management" คำมันสอดคล้องกับเรื่องที่กำลังคิดอยู่พอดี โดยไม่ได้เจตนา

ถึงที่ทำงาน หย่อนก้นลงเก้าอี้ เปิดเน็ต เข้ากูเกิ้ล ค้นหาคำ "human resource management" ทันที เจอเอกสารภาษาไทยอันหนึ่ง บอกว่าการบริหารทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Management) มีลักษณะ 13 อย่างข้างล่างนี้
  1. เน้นให้ควบคุมตนเอง
  2. เน้นการทำงานมีแบบแผน
  3. มีการวางแผนระยะยาว
  4. มีการกำหนดอำนาจหน้าที่หลายด้าน
  5. มององค์การอย่างสมัยปัจจุบัน
  6. ให้ความสนใจในสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล
  7. ปฏิบัติต่อคนในองค์การแตกต่างกัน
  8. มีการนำระบบ IT มาใช้ในการเก็บข้อมูล
  9. มองสภาพแวดล้อมขององค์การ มีลักษณะที่เปลี่ยนแปลง
  10. มองบุคคลในองค์การแต่งต่างกัน
  11. มีการกำหนดบทบาทของบุคคลที่ยืดหยุ่นมากกว่า
  12. มองประโยชน์ที่จะได้รับจากบุคคลเป็นหลัก
  13. มองบุคคลเป็นสินทรัพย์
ด้วยความเป็นคนเจ้าแห่งหลักการ (concept) แต่ไม่ลงรายละเอียดอย่างผม (แค่ 13 ข้อข้างบน ผมก็ว่ามันเป็นรายละเอียดแล้วล่ะ) เชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ เกิดและดับ เป็นเพราะมนุษย์แทบทั้งสิ้น ซึ่งทุกสิ่งที่เป็นนามธรรมนั้นใช่ทั้งหมด เพราะฉะนั้น องค์ความรู้ที่โลกยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นศาสนา วัฒนธรรม ขนมธรรมเนียมประเพณี และศาสตร์ทุกแขนง ย่อมเข้าข่าย

เป็นการมองภาพกว้าง แนวๆ concept ของผม คราวนี้กลับมาที่ภาพเล็ก เรื่องการทำงาน การบริหารจัดการ ซึ่งคิดแบบผมก็คือ HRM ทั้ง 13 ข้อข้างต้น เป็นผล เป็นความคาดหวัง ไม่ใช่เหตุ พูดให้ชัด เหตุก็คือ คน หรือให้ชัดกว่านั้นคือ ใจ ทัศนคติ ความเชื่อ ศรัทธา หรืออะไรประมาณนั้น ที่อยู่ข้างในของคน ... ประเด็นคือ จะทำอย่างไร ให้คนในทีมมีสิ่งเหล่านี้

แต่ใจ ทัศนคติ ความเชื่อ ศรัทธา หรืออะไรประมาณนั้น ที่อยู่ข้างในของแต่ละปัจเจก คุณค่าจะเกิดกับส่วนรวมได้ มันต้องเชื่อมโยงระหว่างอะไรประมาณเหล่านั้นกับตัวเองซะก่อน แล้วจึงจะถูกปล่อยออกมายังส่วนรวมได้ แต่มนุษย์เรามักจะเรียนรู้จากคนอื่น ดังนั้นจึงเกิดศาสตร์ที่นิยามความเป็น "ผู้นำ" ขึ้นมา

เคยมีน้องคนหนึ่งบอกว่า ฝันอยากได้ทีมในอุดมคติซึ่งไม่ต้องมีผู้นำ ทีมนั้นเป็นทีมที่เปี่ยมไปด้วยทัศนคติบวก มีเป้าหมายร่วม ซึ่งผู้บริหารท่านก็บอกว่า ในความเป็นจริงคงไม่มีทีมแบบนั้นหรอก เพราะฉะนั้น "หัวหน้า" หรือ "ผู้นำ" จึงจำเป็น

ผู้นำ หรือใครก็ได้ที่หวังดีกับทีม นอกจากทำงานเพื่อเป้าหมายร่วมแล้ว ถ้าทีมยังไม่ใช่ทีมในอุดมคติ ก็ต้องพยายามทำให้มันเข้าใกล้ให้ได้มากที่สุด concept (อีกละ) ก็คือ จำเป็นต้อง ลงรายละเอียด เรียนรู้ ทุกคนในทีม เพราะนี่ละคือแนวทางขั้นพื้นฐานเพื่อความสำเร็จของทีม

สุดยอดความรู้ ก็คือ ความรู้เรื่องคน แต่คงจะต้องเรียนรู้ไปตลอดชีวิต ไม่มีวันจบ เพราะคนหนึ่งคนก็หนึ่งแบบ และในหนึ่งคนเมื่อต่างเวลา ก็อาจต่างแบบออกไปอีก ... มันท้าทาย และไม่สามารถเขียนออกมาเป็นศาสตร์สำเร็จได้ เรียนรู้คนอื่น ถือเป็นการเรียนรู้ตัวเองและพัฒนาตัวเองไปในขณะเดียวกัน ส่วนวิธีการก็เป็นเรื่องของแต่ละปัจเจก ซึ่งสามารถแบ่งปันกันได้ครับ

การได้มีโอกาสพูดคุย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ กับคนที่เรียนรู้เรื่องคนมาเยอะๆ นั่นคือวิธีการด่วนซึ่งดีมากๆ วิธีหนึ่ง เสียดายแต่ว่าทุกวันนี้ ผมแทบจะไม่มีโอกาสอย่างนั้นเลย -- ณ วันนี้ ผมเรียนรู้ลูกสาวผมเอง ซึ่งอยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโต เรียนรู้ พัฒนาการ และบ่มเพาะทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นเรื่องที่สนุกมากจริงๆ ครับ... ขอบอก

มันแปลกแต่ไม่น่าจะประหลาด ถ้าไม่อยากบริหารจัดการงาน แต่อยากบริหารจัดการคน พอเข้าไป build ใจ ทัศนคติ ความเชื่อ ศรัทธา หรืออะไรประมาณนั้นของคนได้แล้ว เป็นอันจบหมดหน้าที่ เพราะผมเพียงอยากเรียนรู้เรื่องคนเท่านั้น -- การเรียนรู้คน ไม่จำเป็นต้องทำงานในตำแหน่งบริหารเสมอไป

สรุปง่ายๆ ว่า concept (ทิ้งท้าย) คือ "ใจมา คนมา งานก็จะตามมาเอง"


เอกสารอ้างอิง: อ. จิตรลดา วัฒนาพรรณกิตติ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง
ภาพประกอบ: Presentation Zen

Wednesday, October 29, 2008

Dead Poets Society

Dead Poets Society -- ภาพยนตร์สุดยอดแห่งแรงบันดาลใจ ความฝัน และพลังของวัยรุ่น ถ้าผมได้ดูหนังเรื่องนี้ในปีที่สร้าง (1989) ซึ่งแม้ตอนนั้นจะเพิ่งเลยวัยรุ่นมาไม่นานก็ตาม คาดว่าคงจะไม่รู้สึกดีและได้อะไรมากเท่ากับที่ดูในวันนี้ ทั้งในบริบทของเด็ก (ลูก ลูกศิษย์) และในบริบทของผู้ใหญ่ (พ่อ แม่ ครู อาจารย์)

ดูแล้วทำให้ย้อนนึกถึงชีวิตวัยเรียนของผมเอง คุณครูที่คล้ายๆ กับ Mr.Keating ในเรื่องก็พอมีบ้าง แต่ไม่ได้สุดโต่งขนาดนั้น เป็นแค่บางครั้งบางเวลา แต่มันยากตรงที่ในเวลานั้น ไม่มีลูกศิษย์คนไหน get น่ะสิ (คงเพราะว่าไม่สุดโต่งนั่นละ และถึงแม้สุดโต่งได้จริง ก็คงโดนไสหัวไปซะก่อนครบเทอม)

หน้าที่ของครูคือ สอนให้ลูกศิษย์ลูกหาได้เกิดการเรียนรู้ พร้อมกับตัวครูเองก็ต้องเรียนรู้ในตัวลูกศิษย์ไปพร้อมๆ กัน เช่นกัน

ผมเห็นเหมือนผู้ใหญ่ที่เคารพท่านหนึ่งว่า "ความรู้เกี่ยวกับคน และจิตใจคน เป็นสุดยอดของความรู้" ไม่ว่าในฉากของชีวิตจริง คนๆ นั้นจะมีความเชื่อมโยงทางสังคมกับชีวิตเราหรือไม่ก็ตาม

ช่วงนี้ชีวิตผม มักสนใจ content โดยเฉพาะที่เป็น drama มากกว่า pattern เข้าไส้ซะจริงเชียว ดูหนังเรื่องนี้กับทีวีจอแก้วเครื่องเก่า (ไม่คิดว่า ถ้าตัดสินซื้อ LCD TV มาดู แล้วจะได้อะไรมากไปกว่านี้) รู้สึกอิ่มกว่าดู ปืนใหญ่จอมสลัด (ผมชื่นชมในฝีมือคนไทย ดูสนุก ไม่ผิดหวัง) ที่ SF Cinema City อีกอะ

ขอบคุณบทความที่เขียนถึงหนังเรื่องนี้ของคุณ dj-indy.exteen -- ผมชอบตอนจบของหนังซึ่งงดงาม และเปี่ยมด้วยความหวัง เหมือนที่ dj-indy บอกไว้

Sieze the day ... ความหวัง ความฝันที่งดงาม จะสมบูรณ์แบบได้เมื่อลงมือทำ ไม่ว่าผลจะออกมาสำเร็จหรือล้มเหลวก็ตาม

"O Captain! My Captain!"


ภาพประกอบ: Wikipedia

Saturday, October 25, 2008

ปรุงแต่ง

กำลังคิดว่าจะ "ปรุงแต่ง" บล็อก "ปรุงแต่ง" ของผมยังไง ให้มันดูไม่ "ปรุงแต่ง" ด้วยคำ "ปรุงแต่ง" จนมากเกินไป

ไม่รู้ว่าหมกมุ่นกับ "ปรุงแต่ง" มากเกินไปรึเปล่า ถึงพยายามจะ "ปรุงแต่ง" อยู่ร่ำไป

"ปรุงแต่ง" อย่างไร ไม่ให้มนุษย์ "ปรุงแต่ง" อ่านแล้วรู้ว่านี่มันกำลัง "ปรุงแต่ง" อยู่นี่หน่า

วุ่นวายๆ อยู่กับคำ "ปรุงแต่ง" อยู่นี่ละ (ถึงขนาดหายเมาเบียร์เลยอะ)

จะผิดเพี้ยนหรือแปลกอะไรหรือ ถ้าสัตว์เดรัจฉาที่เชี่ยวชาญการ "ปรุงแต่ง" จะกำลัง "ปรุงแต่ง"

มันจะแปลกซะอีก ที่วันหนึ่งมนุษย์อย่างเราๆ จะเลิก และคิดหาทางออกจาก "ปรุงแต่ง" ให้ได้ซะที

ฮ่าๆๆ ... นี่ผมก็กำลัง "ปรุงแต่ง" อยู่นั่นละ คือกัน -- ชนๆๆ ดื่มๆๆ ... ดื่มเพื่อลืมเธอ


ปล. ผมเขียนบล็อกนี้ ด้วยเบียร์ลีโอ 2 ขวด (เพื่อสุขภาพใจ) กับเพลง "เสมอ" ของพงษ์สิทธิ์ คำภีร์ หลังกลับจากงานกิจกรรม Run & Fun' 2008 วิ่ง...เพื่อสุขภาพกาย

Wednesday, October 22, 2008

อย่าเอาความเหนื่อยมาเป็นอารมณ์

เคยเป็นนักศึกษาวิชาทหาร รักษาดินแดน (ร.ด.) สมัยเรียน ปวช. แต่ไม่ได้ไปชนไก่กับเขาหรอก เพราะว่าเรียน ร.ด. ปี 2 อยู่ถึงสองปี จบ ปวช. ก็ทำงาน ไม่ได้เรียนต่อ แต่รุ่นผมยังโชคดีอยู่นิด ตอน ร.ด. ปีหนึ่ง ได้เรียนที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) สมัยยังอยู่ถนนราชดำเนินนอก (บ่งบอกความชราภาพ เพราะว่ามันอดีตกาลนานมาก) -- เรียน ร.ด. ที่ จปร. โชคดีเพราะอะไรเหรอครับ ก็เพราะว่าครูฝึกซึ่งเป็นนักเรียนนายร้อย ปี 4-5 เทียบกันกับนายทหารในกรมกองอื่นๆ แล้ว ใจดีกว่ากันเยอะ

"นักศึกษา...อย่าเอาความเหนื่อยมาเป็นอารมณ์" -- เป็นประโยคไฮไลต์ที่ผมจำได้แม่นที่สุดจากการเรียน ร.ด. ตอนนั้นไม่คิดอะไร แต่เมื่อวานนี้ ขุดเอาประโยคนี้กลับมาคิด กับเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพบ ซึ่งบังเอิญเป็นเรื่องเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือทั้งนั้นเลย

[1] หญิงสาววัยเดียวกันกับผม ระหว่างรอรถโดยสารที่ป้ายรถเมล์ กำลังยืนคุยโทรศัพท์มือถือ ผมไม่รู้หรอกว่าเธอคุยอะไรกับใคร มาได้ยินชัดๆ นิดเดียวว่า

"ถึงบ้านแล้วโทรมาด้วย ได้ยินมั้ย ... ถึงบ้านแล้วโทรมาด้วย ... บอกว่า ถึงบ้านแล้วโทรมาด้วย ไม่ได้ยินหรือยังไง หา"

คลื่นพายุอารมณ์ยักษ์ของเธอ วิ่งผ่านโทรศัพท์มือถือ ส่งออกอากาศไปที่สถานีฐาน (base station) เข้าชุมสาย (exchange) ออกสถานีฐาน ผ่านอากาศ(อีกที) ไปยังโทรศัพท์มือถือปลายทาง เต็มๆ แต่ทำไมเหมือนทางโน้น ไม่ค่อยได้ยินนะ -- สงสัยเป็นเพราะว่า ไปไม่หมดครับพี่น้อง ก็มันกระจายออกสู่ผู้คนรอบข้างแถวๆ ที่เธอยืนอยู่ รวมทั้งผม

[2] เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เป็นของชายร่างเล็กที่ยืนอยู่บนรถเมล์ข้างหลังผมนั่นเอง แต่เขาผู้นั้น ไม่ยอมรับสาย ปล่อยให้มันดังจนหยุดไปเอง แป๊บเดียว มันดังอีกแล้ว คราวนี้ เสียงเพลงเรียกเข้า ดังสั้นๆ แล้วหยุด คงรับแล้วละ เอ๊ะ! แต่ไม่มีเสียงสนทนา แป๊บสอง ดังสั้นๆ แล้วหยุด และไม่มีเสียงสนทนาเช่นเดิม และแป๊บสาม คราวนี้เขารับ "...เดี๋ยว กูโทรกั๊บ..." -- สุดท้าย แป๊บสี่ "...มีหยัง ก็บอกแล้วไง ว่าเดี๋ยวกูโทรกั๊บ..." -- อารมณ์ยักษ์ กระแทกแผ่นหลังผมเบาๆ

[3] ผมกำลังนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่บ้าน น้องสนิทมากคนหนึ่ง ซึ่งเคยทำงานด้วยกัน โทรเข้ามือถือ ขอปรึกษาปัญหาทางเทคนิคเกี่ยวกับงานเล็กน้อย ผบ.ทบ. อยู่ข้างบน ได้ยินน้ำเสียงผม ชวนสงสัยว่าคุยกับใคร ท่าทางสนิทสนม ส่งซิกลูกคิดว่า "พ่อ แอบคุยโทรศัพท์กับสาวๆ อยู่แหนะลูก"

ลูกคิดไม่รอช้า เปิดประตูห้องนอน ออกมายืนค้ำหัวพ่อ (ผมนั่งอยู่ชั้นล่าง) ตะโกนถาม "พ่อ คุยกับใคร บอกมาซิ คุยกับใคร ... เดี๋ยวจะฟ้องแม่นะ" ได้ยินอย่างนั้นผมเสียความรู้สึกมาก เพราะรู้แล้วว่าแม่เป็นคนบงการให้ลูกออกมา อารมณ์ยักษ์ของผมผุดขึ้นทันที แต่สนองตอบออกไป ด้วยการไม่สนใจ เฉยๆ เหมือนไม่ได้ยิน นั่นกลับทำให้ลูกคิดยิ่งตะโกนเสียงดังขึ้นอีก แถมสั่ง "หันมาสนใจหนูหน่อยสิพ่อ ไหนบอกมาซิว่า คุยกับใคร ... เดี๋ยวหนูจะฟ้องแม่นะ" -- ผมเดือดข้างใน แต่เก็บไว้สะสางหลังคุยธุระจบซะก่อน

โทรศัพท์จบ ผมสั่งสอนลูกไปซะยกใหญ่ ว่าไม่มีมารยาท พ่อกำลังคุยโทรศัพท์อยู่ ดันมายืนตะโกนรดหัวพ่อปาวๆ ซักไซร้พ่ออยู่ได้ ทำแบบนี้นิสัยไม่ดีเอามากๆ ทำไมพ่อคุยโทรศัพท์กับใครไม่ได้เลยหรือไง -- ไม่ให้เครดิต ไม่มีความน่าเชื่อถือในตัวพ่อเลยซักนิดเลยหรือยังไง ... คือ ผมมีเหตุผลของความรู้สึกที่เสีย แต่ผมไม่สามารถยับยั้งการแสดงออก ซึ่งอารมณ์ยักษ์ได้ (นี่ละที่ยังต้องปรุงแต่งตัวเองอยู่ตลอด)

ระยะนี้ แม้รู้สึกเหนื่อยกับงานมากยังไง แต่ก็ต้องท่องเอาไว้ "อย่าเอาความเหนื่อยมาเป็นอารมณ์... จั๊ดแถว"

ปุจฉา: "มีใครสามารถนั่งสมาธิ บรรลุธรรมเห็นทางสว่าง อยู่กลางแดดเปรี้ยงๆ เหงื่อไหลท่วมตัวได้บ้างไหมครับ"

ภาพประกอบ: โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า

Saturday, October 18, 2008

The Visitor

ชีวิตวันหยุด กับสุขสุดสัปดาห์แบบส่วนตัว ในช่วงที่ลูกเมียนอนหลับยามบ่าย ก็คือดูหนัง เสาร์นี้ได้ดู 2 เรื่อง

Flightplan เรื่องนี้ ผบ.ทบ. ปรารภว่าอยากดู ก็เลยจัดให้ไปครับผม ความเป็นจริงของชีวิต มันก็ต้องมีนะ ที่จะให้บริการใครบางคนโดยสดุดีบ้างละครับ ความสุขความดีของหนังเรื่องนี้ ก็คือการที่ได้สนองตอบความต้องการของที่รักสุดเลิฟแล้วนั่นเองครับ (เรื่องนี้นั่งดูด้วยกันทั้งครอบครัว)

The Visitor ว่ากันว่าหนังเรื่องไหน ยิ่งใกล้เคียงกับชีวิตจริงของเรามากๆ เวลาดูหรือดูจบแล้ว กลับมานั่งย้อนดูตัว เราจะรู้สึกอินกับหนังเรื่องนั้นมาก หลายคนบอกว่า The Visitor ดี ผมไม่รู้ แต่ผมชอบ ชอบบทบาทการแสดงของนักแสดงนำ คุณ Walter Wale มากที่สุด ส่วนฉากที่ติดตามาก ก็ตอนที่อาจารย์ Waler Wale ระเบิดอารมณ์กับเจ้าหน้าที่ในเรือนจำ ... มันโดนผมมั้ง บ้านๆ จริงๆ แข็งๆ ตรงๆ บอกไม่ถูก (ที่จริงมันก็แบบนี้เกือบทั้งเรื่อง) -- ไม่มีฉากประทับใจสุดๆ ถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพ ก็เปรียบเหมือนทีมกีฬาที่ไม่มีดาราเด่น แต่พอแต่ละคน (ที่ไม่ใช่ดารา) มารวมกันเป็นทีมแล้วสุดยอด ประมาณนั้นเลย

... ชีวิตจริงๆ ของคนเรามันยาวกว่า 2 ชั่วโมงของหนังเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากมายนักครับ ...

Thursday, October 16, 2008

rb [ลานซักล้าง] ผู้นำกับความต่อเนื่อง

rb = ReBlogging -- เลียนแบบ rt = ReTwitting (อ่านเรื่อง rt ได้ที่ bact' is a name ครับ)

[ลานซักล้าง] ผู้นำกับความต่อเนื่อง

ทุกอย่างในโลกเป็นเหรียญสองด้าน เป็นดาบสองคมเสมอ ของสิ่งเดียวกัน เมื่อมองในแสงแดดจากมุมที่ต่างกัน ก็จะเห็นภาพที่ต่างกัน ต่อให้เป็นทรงกลม แสงและเงาก็จะต่างกัน

ความต่อเนื่องในการทำอะไรนั้น โดยปกติมักให้ผลที่ดี เพราะรู้ลึก รู้ละเอียด เข้าใจข้อจำกัด รู้จักผู้เกี่ยวข้อง รู้จักงานที่ทำ รู้จักคู่แข่ง รู้จักเพื่อนพ้อง

แต่ว่าการจับเจ่าอยู่นานเกินไป ก็จะทำให้แรงบันดาลใจลดลง เกิดความล้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจมอยู่กับสิ่งนั้นอย่างหมกมุ่น หรือไม่ในอีกมุมหนึ่ง ก็กลับเกิดความหลง

สมเด็จฮุนเซ็น เป็นนายกฯ ผูกขาดของกัมพูชามาแล้วยี่สิบปี และยังจะอยู่ต่อ ดีหรือไม่
อดีตประธานาธิบดีคาสโตร เพราะว่าป่วยจึงไม่รับตำแหน่งต่อหลังจากที่ครองคิวบามาสี่สิบเก้าปี ดีหรือไม่
อดีตประธานาธิบดีซูฮาโต้ ครองอินโดนีเซียอยู่สามสิบสองปี ดีหรือไม่
อดีตประธานาธิบดีมาร์คอส ครองฟิลลิปปินส์อยู่ยี่สิบปี ดีหรือไม่
อดีตนายกฯ ทักษิณ ก็เคยคิดจะอยู่ยี่สิบปี จะดีหรือ???

ผู้นำเหล่านี้ จะบอกว่าไม่มีดีเลย ก็คงพูดไม่ได้หรอกครับ ไม่แฟร์ แต่ถ้าบอกว่าดีไปซะหมด อยากจะยกไว้เทิดทูนประดุดั่งเป็นพ่อเป็นแม่ ก็คงต้องถามกลับว่าจะบ้าเหรอ


ที่ rb ก็เพราะว่า อ่านจบแล้วทำให้ผมคิดถึงแนวคิดการเมืองสมานฉันท์ ของโชเฟอร์แท๊กซี่ท่านหนึ่ง ซึ่งคุยให้ฟังเมื่อซัก 2 สัปดาห์ก่อน หลังจากที่มองผมออกว่า ไม่ใช่ทั้งสีเหลืองเข้ม และไม่ใช่สีแดงข้น ซึ่งโดยสรุปพี่โชเฟอร์แกมีแนวคิดประมาณอย่างนี้...

นักการเมืองน่าจะฮั้วกัน เพื่อแบ่งเวลาสลับขั้ว ผลัดกันเข้ามาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ คราวละ 1 สมัย หรือ 2 สมัย ก็ว่ากันไป ไม่ให้นานกว่านั้น -- ผมฟังแล้วทะแม่งๆ นิดๆ แกหมายถึง หน้าฉาก(ปรากฏสู่สาธารณะ) เราเห็นนักการเมืองแบ่งเป็น ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน แต่ที่จริงแล้วหลังฉาก เป็นพวกเดียวกันไปหมดเลย ใช่รึเปล่า

ทำเหมือนดูมวยปล้ำเลยนะพี่ เป็นแชมป์ได้ แต่อยู่ไม่นาน หรือว่าเป็นฝ่ายธรรมะซักพัก เปลี่ยนไปเปลี่ยนฝ่ายอธรรมบ้าง (มีสคริปต์ มีบทให้เล่นเหมือนละคร) แล้วสังเกตดูผู้ชมเป็นไง สนุกสนาน ตีตั๋วเข้าชมโดยไม่เสียดายตัง ไม่มีใครตั้งม้อบ ประท้วงนักกีฬาหรือคนในวงการมวยปล้ำเลย -- พี่แกคิดดีแฮะ สมานฉันท์จริงๆ อะ

Sunday, October 12, 2008

พ่อ 66 แม่ 66

[ My Father ]

พ่อเกิดปี พ.ศ. 2485 แต่ในบัตรประชาชนเป็น พ.ศ. 2486 เพราะแจ้งเกิดช้า มิหนำซ้ำไม่ระบุวันเดือนซะอีก (ฉลองวันเกิดได้ทั้งปี) มีเชื้อสายจีนปนจีน

พ่อเป็นลูกจ้างบริษัทรับเหมาก่อสร้างเล็กๆ แห่งหนึ่ง ความรับผิดชอบในฐานะโฟร์แมน คุมงานก่อสร้างตามไซต์งานนอกสถานที่ ถ้ามีตำแหน่งก็คงจะเป็น โฟร์แมนแก่ๆ (ทั้งวัยและประสบการณ์)

พ่อไม่มีบ้านหรือหลักแหล่งที่พักประจำ เป็นของตัวเอง อาศัยเช่าหอเช่าห้องใกล้ๆ กับไซต์งานที่ต้องคุมงานอยู่ ย้ายไซต์ก็ย้ายที่พัก สมบัติส่วนตัวก็มีแค่ โทรศัพท์มือถือหนึ่ง ทีวี 20 นิ้วหนึ่ง และเครื่องเล่นดีวีดีอีกหนึ่ง นอกเหนือจากนั้นก็มีเพียงจาน ชาม ถ้วย ช้อน กระติกน้ำแข็ง และของจุกจิกอีกนิดหน่อย

พ่อยังคงขับรถปิคอัพโตโยต้าอายุงานกว่า 20 ปี (พวงมาลัยไม่เพาเวอร์) บรรทุกทั้งเครื่องไม้เครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ และบรรดาคนงาน เป็นประจำทุกวัน และในวันหยุดก็ขับรถคันเดียวกันนี้ แวะไปเยี่ยมลูกหลาน

พ่อชอบไปเดินซื้อของที่เยาวราช หาซื้อวีซีดีหนังจีนเก่าๆ รวมทั้งชอบซื้อของอร่อยๆ มาฝากลูกฝากหลาน

พ่อผมหงอก พ่อยังคงดื่มสุรา แต่กับญาติพี่น้อง และลูกหลานเท่านั้น

พ่อเข้าโรงพยาบาล พบหมอ เพื่อตรวจและดูแลรักษาสุขภาพอยู่เป็นประจำ

พ่อเป็นปู่ พ่อเป็นตา มีหลานชาย มีหลานสาว

พ่อไม่มีมรดกให้ลูกให้หลาน พ่อยังคงทำงานหาเลี้ยงตัวเอง แต่ ณ วันนี้ พ่อมีความสุขกับลูกกับหลาน พ่อมีความสุขกับปัจจุบัน

พ่ออายุหกสิบหก


[ My Mother ]

แม่เกิดวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2485 เป็นคนนครปฐม มีเชื้อสายไทยปนจีน เคยทำนา เคยเป็นกรรมกรก่อสร้าง เคยขายก๋วยเตี๋ยว เคยขายอาหาร

แม่อยู่กับลูก ดูแลหลาน

แม่ชอบไปทำบุญต่างจังหวัด แต่แม่ยังไม่ค่อยปลงกับเรื่องจุกจิกกวนใจเล็กๆ น้อยๆ แม่ยังเล่นหวยเป็นประจำ

แม่เข้าโรงพยาบาล รักษาหลายโรค พบหลายหมอ หาหลายโรงพยาบาล กินยาก็หลายขนาน

แม่ขึ้นรถเมล์ นั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ไปตลาดได้ แต่เดินข้ามสะพายลอยไม่ไหว

แม่ยังผมดกดำ ใส่แว่นสายตา อ่านหนังสือพิมพ์ ดูละคร ดูเกมส์โชว์ เดินห้างสรรพสินค้า

แม่เป็นย่า แม่เป็นยาย มีหลานชาย มีหลานสาว

แม่มีเงินเก็บในบัญชีออมทรัพย์ แต่เป็นทุนการศึกษาของหลาน แม่มีชื่อเป็นผู้รับผลประโยชน์จากกรมธรรม์ประกันชีวิตของลูกๆ ทุกคน

แม่มีความสุขกับบ้านหลังเล็กๆ ซึ่งอาศัยอยู่กับลูกหลาน บ้านนี้เป็นที่พบปะเจอะเจอกันของครอบครัวลูกๆ รวมทั้งพ่อด้วย เดือนหนึ่งก็ 1-2 ครั้ง

แม่อายุหกสิบหก

Thursday, October 09, 2008

39 เหลือ 1

ก้าวที่ 1 "เกิด" แล้ว

ครั้งหนึ่งและครั้งเดียวในชีวิต ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ซึ่งใครต่อใครโดยเฉพาะพ่อแม่ ต่างปลื้มปิติด้วยความดีใจสุดบรรยาย หลายคนยังหลงลืมไปว่า ชีวิตหลังการเกิด มีรายละเอียดมากมายกว่าโขนัก ปีหนึ่งๆ เฝ้ารอวันฉลองวันครบรอบวันนี้อยู่นั่นละ อีก 364 วันที่เหลือมันก็เลยชิล ซะงั้น



ก้าวที่ 2 "แก่" แล้ว

อายุ 39 ขวบปีของผม ถือว่าแก่แล้วละ เพราะสายตาเริ่มเปลี่ยนจากสั้นเป็นยาวบ้างแล้ว ปีนี้ผมเส้นขาวๆ ก็เพิ่มมากขึ้นกว่าสองถึงสามเท่า เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว สังขารนั่น "แก่แล้ว" แต่ก็พยายามทำตัวเองให้ไม่ "แก่เลย"


ก้าวที่ 3 "เจ็บ" แล้ว

แม้ว่าจะออกกำลังกายบ่อย แต่สุขภาพร่างกายก็ยังช่างไวต่อเชื้อไวรัส โดยเฉพาะเมื่อนอนไม่พอ ดีหน่อยตรงที่ว่าไม่ได้เจ็บป่วยหนักๆ แต่ยังไง ไม่ว่าใคร ก็หนีไม่พ้นหรอก "แก่" กับ "เจ็บ" มันเป็นเพื่อนสนิท รักกันมาก รักกันนาน และจะไม่พรากจากกัน


ก้าวที่ 4 "ตาย" ยัง

เป็นรายละเอียดที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดอันหนึ่ง ของชีวิตหลังการเกิดเลยละ การเตรียมตัวพร้อมตายโดยไม่ทุกข์ และในวันนี้ ขอมอบเพลงนี้ให้กับตัวเอง หลังจากที่เมื่อเช้า ซื้อของขวัญให้ตัวเองแล้ว

Happy Dead Day wait me
Happy Dead Day wait me
Happy Dead Day Happy Dead Day
...
Happy _ Dead _ Day _ wait _ me

ช่วงนี้กำลังร่างพินัยกรรม กะว่าจะทำให้เสร็จภายในปีนี้อะ

สุขโขสุขขีจงมีแด่ทุกท่าน ทั้งที่คล้ายและไม่คล้ายวันเกิดในวันนี้ครับ ... สวัสดี ไปละ


ภาพประกอบ: เว็บบอร์ดประชาไท

Wednesday, October 08, 2008

อย่าด่วน...สรุป

ควรฟังความให้ครบทุกข้างก่อน ?

ข่าวจาก ประชาไท:
กู้ภาพลักษณ์ ตร.โชว์ ‘ลูกเกลี้ยง’ เป็นแก๊สน้ำตาแบบขว้าง ไม่ใช่ ‘ระเบิดปิงปอง’


ภาพจากผู้จัดการ


ภาพจากโพสต์ทูเดย์


ภาพจากคมชัดลึก


แล้วตกลงมันมีทั้งหมดกี่ข้าง เราได้ฟังครบแล้วหรือยัง

และเมื่อฟังครบแล้ว ควรเชื่อหรือไม่เชื่อใคร เพราะอะไร ก็แล้วแต่วิจารณญาณของพี่น้องแล้วละครับ


ปล. เห็นภาพสุดท้ายเมื่อเช้านี้ ผมยังคิดว่า ในมือตำรวจนั้นคือระเบิดปิงปองจริงๆ ด้วยความอ่อนด้อยเรื่องระเบิดของผมเอง (แต่ยังไงก็ไม่น่าจะสรุป) กระทั่งเดี๋ยวนี้ ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่ามันคืออะไรแน่

Tuesday, October 07, 2008

คุณ(ฆ่า)ค่าเวลา

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เช่าเดี่ยวไมโครโฟน 7 ของโน้ส อุดม แต้พานิช มาดูแบบรวดเดียวจบ 5 แผ่นวีซีดี (3 ชั่วโมง 32 นาที) ตอนไฮไลต์ประทับใจของผู้ชมส่วนใหญ่ จะเป็นช่วงท้ายคือ แร็พการเมือง กับ ART ตัวแม่ ผมเห็นด้วยเช่นกันครับว่าฮา แต่ฮาก็ฮาแบบว่า เพราะพี่โน้ส เขาติดลมบนมานานแล้ว เอาเรื่องอะไรมาเล่ามันก็ฮาขี้แตกขี้แตนหมดละครับ

ช่วงต้นๆ ที่โน้สบอกว่า ชีวิตคนเราเสียเวลาไปกับการเรียนรู้อะไรที่ไม่ได้ใช้ตั้งมากมาย ไม่รู้ว่าทำไม คุณครูก็จ้ำจี้จ้ำไชกันนักกันหนา เพราะอะไรกัน ตัวอย่างเช่นความรู้เรื่อง πr กำลัง 2 คือพื้นที่ของวงกลม โน้สบอกว่าตั้งแต่เรียนมา ในชีวิตนี้ยังไม่เคยได้ใช้ซักครั้งเดียว (ผมได้ใช้ตอนทำข้อสอบอะ)





ผม "อืม...เห็นด้วยอะ" ใช่เลยนั่นคือประเด็น ทำไมชีวิตต้องใช้เวลาไปมากมายกับหลายๆ เรื่องแบบนี้ ตัวเด็กเองคงไม่รู้ไม่เข้าใจหรอกว่า มันสำคัญกับพวกเขามากแค่ไหน อย่างไร รู้แต่ว่าผู้ใหญ่จัดให้ ก็ทำตามกันไป ด้วยรักและเคารพครับพี่น้อง (นึกขึ้นได้ว่า เคยเขียนเรื่องทำนองเดียวกัน เมื่อปีที่แล้ว Wasted Time)

ช่วงนี้ที่ความคิดมันวกกลับมาอีก ก็เพราะว่า กำลังเครียด ทำงานไม่ทัน ทำงานหลายอย่าง งานเข้ามากมาย แต่งานออกไม่มีเลย แต่พอมานั่งย้อนนึกดูจริงๆ แล้ว ถ้าผมสามารถตัดเวลาที่จมปลักกับความเครียดออกไปได้ ผมอาจจะได้เวลาเพิ่มขึ้นมาอีกเกือบเท่าตัวเลยทีเดียว... นี่ผมกำลังฆ่า(คุณค่า)เวลาทิ้งไปโดยได้แค่อาการปวดหัว อ่อนเพลีย ตอบแทนกลับมา -- มันน่าเสียดายฉิบ

คืออย่างน้อยๆ แม้งานไม่เสร็จ แต่ถ้าผมไม่เครียด ก็จะได้เอาเวลาส่วนที่เครียดไปฆ่าทิ้ง ด้วยการเอ็นเตอร์เทนกับครอบครัวซะยังดีกว่า (ดีกว่าทำงานเสร็จด้วยซ้ำ)


ภาพประกอบ: Wikipedia

ปล. แต่ความเชื่อลึกๆ ส่วนตัวของผมมันบอกว่า การคลุกคลีอยู่กับความเครียด ก็เป็นโอกาสให้ได้เรียนรู้ตัวเองมากยิ่งขึ้นเหมือนกัน เพียงแต่ว่าอย่าให้มันมากเกินไป จบให้เร็ว จบให้ไว แล้วรีบออกมา

Saturday, October 04, 2008

ครูยังชีพ

ปลายสัปดาห์ก่อนมีนัดทานข้าวเย็นบวกคาราโอเกะ งานเลี้ยงเล็กๆ เพื่อขอบคุณคุณครูประจำชั้น (Thank You Teacher Party) ทั้ง 3 ท่านของลูกคิด ซึ่งเป็นความตั้งใจโดยพร้อมเพรียงกัน กับอีก 2 ครอบครัวของเพื่อนลูกคิด (น้องก้าว น้องจ๋า) ที่เลือกเป็นคาราโอเกะด้วยนั้น ก็เพราะต้องการกักบริเวณเด็กซนทั้ง 3 คน ไม่ให้เพ่นพ่านไปทั่ว

"...ขอขอบคุณคุณครูทั้งสามท่าน ด้วยใจจริงมานะที่นี้ด้วยครับ..."

โดยส่วนตัว ผมไม่ค่อยกล้าจะขอบคุณใครด้วยวิธีนี้หรอก อย่างดีก็อาจจะแค่ซื้อของฝากติดไม้ติดมือ ให้แม่ลูกคิดนำไปฝากเท่านั้น ไม่ได้กลัวคำครหาอะไรหรอก แต่เกรงว่าจะโดนปฏิเสธมากกว่า ... คราวนี้มีพ่อน้องก้าวนำ ผมและแม่บ้านก็เลยเห็นดีด้วย

ก่อนหน้านี้ ผมคิดว่ารายได้จากอาชีพครู โดยเฉพาะคุณครูในโรงเรียนเอกชนชื่อดังรายใหญ่ เช่นโรงเรียนของลูกคิดนั้น แค่สอนตามตารางสอนปกติ ก็น่าจะสามารถอยู่ได้อย่างสบายๆ ไม่ต้องดิ้นรนมาก ส่วนครูคนไหนที่สอนพิเศษนอกเวลาหรือช่วงปิดเทอม ก็ถือเป็นกำไรมีเก็บเป็นกอบเป็นกำมากขึ้น แต่จากที่สังเกตมาระยะหนึ่ง (หนึ่งเทอม จากคำบอกเล่าของแม่บ้าน) ดูเหมือนจะไม่เป็นอย่างที่คิด

คุณครูอนุบาลหลายๆ คน ต้องดิ้นรนทำงานพิเศษ (งานสอน งานประจำรถรับส่งนักเรียน) ทุกครั้งเมื่อมีโอกาส เพื่อให้ได้มาซึ่งรายได้เพียงพอกับรายจ่ายในยุคเศรษฐกิจขาลงเช่นนี้ ผมไม่รู้หรอกนะครับว่าเงินเดือนของคุณครูแต่ละคนน่ะเท่าไหร่ ที่จริงทางโรงเรียนก็มีสวัสดิการที่ดีพอสมควร เช่นมีอาหารกลางวันให้กับคุณครูทุกคน (คงเป็นเพราะต้องดูแลเด็กเล็ก ไม่น่าจะมีเวลาออกไปเดินเรื่อยเปื่อยหาอะไรทาน เหมือนพนักงานออฟฟิศ) -- ขออนุญาตออกตัวก่อนนะว่า ไม่ได้ตั้งใจมาดิสเครดิตทางโรงเรียนแต่อย่างใด นี่เป็นเพียงข้อสังเกตส่วนตัวเท่านั้น

สำหรับในประเทศไทยโดยภาพรวมแล้ว ใครๆ ก็รู้ว่า รายได้ การให้ความสำคัญ และการยอมรับในอาชีพครู ยังถือว่าต่ำอยู่มากทีเดียว (เพราะถ้ายอมรับกันจริงๆ เงินเดือนครูคงมากกว่าที่เป็นอยู่แน่นอน) ผมคงไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่ผมถือว่าครู เป็นอาชีพที่มีอิทธิพลอันดับต้นๆ สำหรับแผนพัฒนาประเทศในระยะยาว ถ้าปล่อยไปตามลมแบบทุกวันนี้ มีหวังชาติบ้านเมืองเราไล่ตามก้นเพื่อนบ้านไม่เห็นฝุ่นแน่ๆ

ตัวผมเองก็จบครุศาสตร์มาเหมือนกัน รวมทั้งชอบการสอนด้วย ... แต่ไม่ได้มีความคิดว่าจบมาจะเป็นครูเลยซักนิด เพราะถ้าผมเป็นครูคงจะได้แค่ยังชีพเท่านั้นละ (เปล่าหรอก แค่พูดเล่น แต่ความจริงคือว่า เพราะรู้ตัวว่าไม่เก่งจริง ทำให้เป็นครูคุณภาพไม่ได้ต่างหาก)

ครูเป็นอาชีพในฝันอันดับสอง รองจากอาชีพนักเขียนของผมเลย (ซึ่งทั้ง 2 อาชีพ ก็ได้แค่ในฝันจริงๆ แหละ)

Wednesday, October 01, 2008

ชีวิต=เรียนรู้

สิ่งที่พูด สิ่งที่คิด สิ่งที่เขียน ไม่สามารถรับประกันได้ว่า การกระทำของใครคนนั้น จะเป็นอย่างที่พูด อย่างที่คิด อย่างที่เขียน

บางครั้งบางเวลา อาจใช่ แต่เมื่อปัจจัย หรือองค์ประกอบของบริบทต่าง มันอาจไม่ใช่

ไม่แน่นอนแน่นอน ทุกๆ คนเหมือนกัน ตรงความต่างแบบนี้นี่เอง



เมื่อทำไม่ได้อย่างนั้น แล้วพูด แล้วคิด แล้วเขียน ออกมาทำไม

...ก็เพราะว่ามนุษย์ (สัตว์เดรัจฉานที่รู้จักปรุงแต่ง) ต้องเรียนรู้ไปตลอดชีวิต เท่านั้นเองครับ


ภาพประกอบ: http://poetryfoundation.org

Sunday, September 28, 2008

In the Valley of Elah

ตามดู In the Valley of Elah ผลงานของ Charlize Theron หลังจากที่เห็นเธอใน Hancock เมื่อสองสัปดาห์ก่อนแล้วชอบ (แต่ตอนที่ดู Æon Flux เมื่อซัก 2-3 ปีก่อน กลับไม่รู้สึกสะดุด) ตอนนี้เลยอยากหา Monster มาดูอีกเรื่องแล้วอะ

การเดินเรื่องหลักของ In the Valley of Elah นั้น เดาไม่ยาก การปิดบังความจริงของกองทัพอเมริกา และการสีบหาความจริง ถึงสาเหตุการตายของลูกชาย ซึ่งเป็นทหารผ่านศีก ที่เพิ่งกลับจากสงครามอิรัก ของ Hank Deerfield (ผมชอบบทบาทการแสดงของ Tommy Lee Jones มากที่สุด) แต่มีอะไรน่าสนใจมากมาย ที่นำเสนอในแต่ละฉาก ผ่านอารมณ์ของนักแสดง ทั้งจากคำพูดและสีหน้า นับเป็นหนังแนะนำสำหรับคอดราม่าเรื่องหนึ่งเลยละครับ

หนังแบบนี้ ไม่ว่าจะมีเค้าความจริงมากหรือน้อยแค่ไหน สงสัยว่าถ้าเป็นในประเทศไทยเรา คงจะไม่ได้ออกฉายแหงๆ

หลังจากดูจบแล้ว ก็อ่านบทวิจารณ์หนังสุดลึกซึ้งเพิ่มเติมจาก blog Cinemania ยิ่งได้อรรถรส และให้แต้มบวกกับ In the Valley of Elah มากขึ้นไปอีก ...สมควรหามาดูอย่างยิ่ง


ภาพประกอบ: Wikipedia

Monday, September 22, 2008

ลูกคือกระจกเงา

โดยปกติแล้ว ผมเป็นคนที่ส่องกระจกดูเงาของตัวเองน้อยมาก (ยิ่งตักน้ำใส่กระโหลก ยิ่งไม่เคยทำเลยอะ) แต่งตัวออกจากบ้านไปทำงานทุกวันๆ ก็ไม่ค่อย เป็นซะงั้น -- ช่วงนี้ย่างเข้าวัยชรา ยิ่งแล้วใหญ่ ร่องรอยบนใบหน้านั้นจะว่าไป ผมก็รับได้นะ มันเป็นสัจธรรม แต่ไม่เห็นจะรู้สึกดีกว่า .. อิอิ

อารมณ์หลัก บรรยากาศรวมของที่บ้านช่วงนี้ คือ เห็นลูกก็เหมือนเห็นเงาตัวเอง ทุกอารมณ์ ทุกการแสดงออกของลูก บ่งบอกภาวะทางอารมณ์ของพ่อแม่ได้ชัดเจนมากที่สุด อย่างที่ใครๆ (ไม่รู้เหมือนกันว่าใครๆ คือใคร) บอกไว้ว่า ลูกคือกระจกเงาของพ่อแม่ สำหรับผมแล้วมันจริงที่สุดเลยทีเดียว ... โดยเฉพาะช่วงที่ลูกคิดยังเล็กอยู่อย่าง 3 ขวบกว่านี้ละ

หากนำดอกไม้ใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นคนที่จิตใจดีงาม

หากนำเอาความรักใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นคนที่เปี่ยมด้วยเมตตา

หากนำเหตุผลใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์

หากนำหนังสือใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นปัญญาชน

หากนำนิสัยแห่งการให้ใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นคนที่มีจิตสำนึกแห่งสาธารณะ

หากนำธรรมะใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นคนดี

หากนำสมบัติผู้ดีใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็น สุภาพชน

หากนำดนตรีใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นคนอารมณ์ดี

หากนำธรรมชาติใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นคนสงบสุข

หากนำความก้าวร้าวใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นอันธพาล

หากนำความตามใจใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นจอมบงการ

หากนำเงินใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นคนมักง่าย

หากนำปืนใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นฆาตรกร

หากนำวัตถุแพงๆใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นคนบ้าวัตถุ

หากนำความรักสบายใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นคนหยิบโหย่งอ่อนแอ

หากนำความไม่รับผิดชอบใส่มือเด็ก เขจะกลายเป็นคนที่เสญเสียสามัญสำนึก

หากนำความริษยาใส่มือเด็ก เขาจะเป็นคนที่ขาดความสุขของชีวิต

หากนำแต่วิชาชีพใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นคนสมองโตแต่ใจตีบ

คุณเอง...ในฐานะเป็นพ่อแม่ วันนี้คุณเอาอะไรใส่มือเด็กๆของคุณ

ข้อความข้างบนนี้คัดลอกมาจาก คุณแม่มือใหม่ เจ้าปัญหา

Wednesday, September 17, 2008

มงคลวัตถุ

เห็นหลายคน อยากได้อยากมี พระบรมสารีริกธาตุ พระธาตุ หรือวัตถุมงคล เครื่องลางของขลังต่างๆ นานาไว้ในครอบครอง เพราะเชื่อว่าการมี การได้ครอบครองสิ่งของศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ไว้กับตัวเองนั้น จะช่วยให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง ร่ำรวยทรัพย์ มีคนรักนับหน้าถือตา แคล้วคลาดภยันอันตรายทั้งปวง -- จากประสบการณ์ เห็นหลายท่านที่เป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่คงมิใช่เป็นผลที่เกิดจากการมีการครอบครอง เพียงอย่างเดียวละมั้ง

และเห็นอีกมากมายหลายคน วิ่งเต้นเสาะหาเสียเหลือเกิน เพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุมงคล ครั้นได้มาแล้ว หลายชิ้น หลายขนาน หลายสรรพคุณ ครบถ้วน แต่ทำไมชีวิตมันก็ยังทุกข์ ไม่มีความสุขอยู่ดี ยังต้องวิ่งเต้นเสาะหากันต่อไป เติมสุขไม่เต็มชีวิตเสียที ถึงแม้ว่าบางคน จะมีทรัพย์สมบัติมากมายล้นฟ้า แต่ก็หาได้มีความสุขกับความร่ำรวยนั้นไม่

ความสุขที่แท้ คือการไม่ทุกข์ ไม่ทุกข์ คือว่าง คือไม่มี คือไม่ยึด ... ตราบใดที่ยัง "ตัวกูของกู" อยู่ ตราบนั้นชีวิตก็จะยังคงเวียนว่ายในวังวนของทุกข์อยู่ร่ำไป แน่นอนว่าสำหรับปุถุชนคนธรรมดาทั่วไปอย่างเราๆ การจะปล่อยวางให้ได้หมด คงเป็นเรื่องยาก แต่สำหรับคนที่มีความตั้งใจจริง ตื่นรู้ ตระหนักรู้ เมื่อใดที่ใจเกิดทุกข์ ก็รู้ตัวเองได้ว่าเป็นเพราะอะไร นั่นละจะทำให้ทุกข์เบาบางลง

ปุจฉาไว้ เผื่อจะมีใครมาวิสัชนาผมบ้างว่า "คนเราถ้าช่วงเวลาหนึ่ง ไม่ค่อยได้เข้าวัด ทำบุญ ใส่บาตร แล้วรู้สึกร้อนรน เป็นทุกข์ อย่างกับตัวเองเป็นคนบาป เป็นเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่ ทั้งๆ ที่การใช้ชีวิตประจำวัน ก็มิได้ทำผิด คิดร้าย หรือเบียดเบียนใครเลย"

บล็อกนี้เขียนเพราะใจวูบ (จึงเขียนสั้นๆ ไว้เตือนตัวเอง) ก่อนจบ ขออนุญาตกลับมาทิ้งท้ายเรื่องวัตถุมงคลว่า ผมไม่เคยคิดบังอาจไปวิพากย์วิจารณ์เรื่องวัตถุมงคล เพราะเชื่อมั่นว่า สิ่งเหล่านี้เกิดจากเจตนาดีประสงค์ดีแน่ๆ แต่อยากถามแค่ใครบางคน ซึ่งยังพยายามไขว่คว้าหาสุขในชีวิตจากสิ่งเหล่านี้ว่า ... "มงคลชีวิตของท่านอยู่ที่วัตถุจริงๆ อย่างนั้นหรือ"

Sunday, September 14, 2008

The Saturday Movies

เป็นสุดสัปดาห์แรก ซึ่งวันเสาร์ได้พักผ่อนเต็มๆ จากหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หยุดแต่ไม่ได้พัก วุ่นวายกับธุระในบ้าน นอกบ้าน ลูกป่วย หวยออก (ไม่เกี่ยวแฮะ) ก็เลยได้มีโอกาส ขุดหนังในกรุออกมาชมกันบางเรื่อง

  • Iron Man รู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็ก แม้วัยนี้ของผมจะไม่อินกับหนังซุปเปอร์ฮีโร่เท่าไหร่นัก แต่ก็ดูจนจบ ซึ่งบอกได้อย่างหนึ่งว่า ไม่ว่าจะดูหนังเรื่องไหนก็ตาม ที่สร้างจากหนังสือ ยังไง้ยังไง! ก็ไม่สนุกครบรส เท่ากับการอ่าน (โชคดีว่าผมไม่เคยอ่านการ์ตูน Iron Man)
  • Hancock ความเหงามักจะฝังลึกอยู่กับคนเราทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ซุปเปอร์ฮีโร่ ข้ออ้างของการดื่ม ซึ่งผมไม่เคยบอกใคร ก็คือเหงานี่ละครับ (John Hancock ก็น่าจะคล้ายๆ กัน) -- ทุกชีวิตมักจะมีช่วงเวลาหนึ่ง (แม้ไม่นาน) ให้ได้พบกับเพื่อนที่ดีและจริงใจ อย่างน้อยซักคนละนะ ผมเชื่ออย่างนั้น
  • The Godfather Part II กำลังอ่านหนังสือแปลเรื่องนี้อยู่ ยังไม่จบ (อย่างที่บอกว่าอ่านหนังสือนั้น ครบรสครบรายละเอียดกว่าดูหนังเยอะ) แต่ที่หาหนังมาดูก็เพื่อสร้างแรงจูงใจให้อ่านหนังสือจนจบนั่นแหละ (เล่มเขื่องมาก)
  • The Mummy - Tomb of The Dragon Emperor โดยรวมแล้ว ค่อนข้างเฉยๆ อารมณ์คล้ายๆ กับดูเรื่อง 10,000 BC ที่เน้นดูแต่ effect (ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องตื่นเต้นนักกับหนังสมัยนี้) ชอบภาคแรกมากที่สุด และชอบภาคสองมากกว่า

วันหยุดดูหนังดูละคร แล้วนอนหลับพักผ่อน ก่อนตื่นขึ้นมาเขียนบล็อก ความสุขของชนชั้นกลางครับ

Saturday, September 13, 2008

ฟังความสามข้าง

เมื่อเย็นวานนี้ ระหว่างทางผ่านกลับบ้านจากที่ทำงาน ผมต้องแวะซื้อนมกล่องให้ลูก ที่ห้างสรรพสินค้าซุปเปอร์สโตร์แห่งหนึ่ง ระหว่างเลือกซื้อของอยู่นั้น บังเอิญเห็นและได้ยินเสียง เด็กผู้ชายคนหนึ่ง อายุประมาณ 4-5 ขวบ ร้องไห้เสียงดัง อยู่ในรถเข็น มือซ้ายกุมมือขวา บ่น "เจ็บๆๆ" ไม่ยอมหยุด

ยาย: โอ๋ๆ เป็นยังไงบ้างลูก เจ็บเยอะเลยเหรอ มือแดงเชียว
เด็กชาย: ก็มันเจ็บอะครับ... ฮือๆๆๆ (น้ำตาไหลพราก)
ยาย: (หันกลับมาว่าลูกสาว) ทำไมตีลูกซะแรงนะ ดูซิมือแดงแจ๋เชียวนั่นน่ะ
แม่: (ซึ่งกำลังอุ้มน้องตัวเล็กอยู่) ตีแรงที่ไหน ดูมืออีกข้างมันสิ ก็แดงอย่างนั้นอยู่แล้วเหมือนกัน
อย่ามาสำออยหน่อยเลย (หันไปว่าลูกชาย)
เด็กชาย: ฮือๆๆๆ ก็เจ็บจริงๆ นะครับ

เหตุการณ์จริงเป็นอย่างไร ผมไม่รู้แน่ชัด และไม่อาจสรุป แม้จะฟังความทั้งสามข้าง (ยาย แม่ และเด็กชาย) แล้วก็ตาม แต่ถ้าคิดแบบตรรก ความเป็นไปได้ น่าจะมีประมาณนี้

  • แม่ตีมือขวาข้างเดียว เบา ลูกชายสำออย ปกติมือแดงอยู่แล้ว
  • แม่ตีมือขวาข้างเดียว แรง ลูกชายเจ็บจริง ปกติมือแดงอยู่แล้ว
  • แม่ตีมือทั้งสองข้าง แรง (จนมือแดงทั้งสองข้างเหมือนกัน) ลูกชายเจ็บจริง
  • แม่ตีมือทั้งสองข้าง เบา ลูกชายสำออย ปกติมือแดงอยู่แล้ว

แม้ถ้อยคำที่ออกจากปากของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ฟังแล้วไม่น่าจะมีใครโกหก แต่มันก็ขัดแย้งกันเองอยู่ ถ้าอยากจะสรุป หรือรู้ความจริง ก็คงต้องสืบ สอบ สวน ลงรายละเอียดให้มากกว่านี้ -- ประเด็นคือ อย่าเชื่ออะไรง่ายๆ ครับ

Friday, September 12, 2008

เพื่อ

เพื่อโลก

เพื่อประเทศชาติ

เพื่อชนเผ่า

เพื่อสังคม

เพื่อท้องถิ่น

เพื่อชุมชน

เพื่อพวกพ้อง

เพื่อวงศ์ตระกูล

เพื่อเครือญาติ

เพื่อพี่น้อง

เพื่อครอบครัว

เพื่อคนที่รัก

เพื่อตนเอง


... ทุกเพื่อนั้นไซร้ เดียวกัน ...

Tuesday, September 09, 2008

ผิด โกง

จำได้ว่า เคยชอบคำตอบตอนหนึ่ง จากบทสัมภาษณ์ของคุณจุลจักร จักรพงษ์ (เล็ก|ฮิวโก้) สมัยเขานำวงสิบล้อขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ยุครัฐบาลทักษิณ ถ้าผมไม่ตกข่าว ดูเหมือนคราวนี้เขาจะไม่ได้ร่วมนะ พยายามค้นหาข้อความดังกล่าวดู ไปเจอที่บล็อกคนชายขอบ (ผลพลอยได้ คือได้เพลงมาฟังด้วย)

ไม่ใช่แค่รัฐบาลอย่างเดียวที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ ควรเป็นพวกเราด้วย ทุกครั้งที่เราจ่ายแป๊ะเจี๊ยะ หรือเอาเงินยัด เรากำลังทำลายความมั่นคงของประเทศ ทุกครั้งที่เราใช้ทางลัดในการไม่ว่าจะเป็นการสอบ หรืออะไรก็ตาม เพราะฉะนั้นเราต้องเลิกโกง เราด้วยไม่ใช่แค่จะไปว่าเขาฝ่ายเดียวไม่ได้ เราต้องพิจารณาตัวเองด้วย ทำไมเราต้องปล่อยให้ถึงวันนี้ ทำไมต้องถึงขั้นนี้ด้วย

ช่วงนี้อ่านบล็อกและบทความการเมืองมากๆ เล่นเอาเอียน เครียด เกือบอ้วกแตกได้เหมือนกัน แต่อ่านไปอ่านมาเยอะๆ ผมกลับตกผลึกอะไรแทบไม่ได้เลย นอกจากข้อความข้างล่าง เท่านี้เองครับ (จริงๆ คิดมานานแล้ว)

สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าการมีรัฐบาลคอรัปชั่น คือนิสัยและพฤติกรรมโกงๆ ของประชาชนอย่างเราๆ นี่ละ ที่กำลังจะซึมเข้าไปในสายเลือด ทำผิดโดยไม่ได้รู้ว่าผิด หรือถึงรู้ก็ไม่สนใจ ประมาณว่าใครๆ เขาก็ทำกันทั้งนั้น เช่น โหลดบิต เทปผีซีดีเถื่อน ยัดเงินตำรวจ จ่ายแป๊ะเจี๊ยะ และอีกจิปาถะ -- ไม่อยากนึกภาพเลยว่า ในอนาคต ลูกหลานของพวกเราจะเป็นอย่างไร (ก็พ่อแม่ทำให้เห็นเป็นเรื่องปกติ ตั้งแต่เกิด)

สุดท้ายต้องยอมรับตามตรงว่า ตัวผมเอง ณ วันนี้ ทำได้แค่ลด ละ ยังเลิกไม่หมด แต่ก็พยายามอยู่อย่างต่อเนื่องครับ

Saturday, September 06, 2008

มิตรภาพ

"พี่คนนี้นั้นมีแต่ให้... เจ้าไฉนไม่เคยให้พี่" -- ก็พี่เล่นแต่ให้ๆๆๆ น้องจะทำอะไรได้ละคะ ก็รับๆๆๆ เพลินเลยสิ

หลายครั้งหลายคราว จากการสังเกตพฤติกรรมของคนใกล้บ้าน ทำให้เวลาว่างๆ ผมชอบมานั่งตรองดูว่า มีใครบ้างนะที่ชีวิตคิดจะเอาเปรียบคนอื่นได้เกือบจะตลอดเวลา ทั้งๆ ที่บางครั้งวัตถุสิ่งของที่ได้มา ต้องแลกด้วยมิตรภาพก็ยอม -- แต่ก็นะ คนที่กมลสันดานเป็นเยี่ยงนั้น คงไม่เห็นคุณค่า หรือแม้แต่จะรู้จักคำว่า "มิตรภาพ" กับเขาหรอกครับ ถึงคอยจ้องแต่จะเอาเปรียบตลอดเวลา

"มีคนแบบไหนที่จะยอมได้ทุกวัน มีใครอีกไหมที่จะยอมได้ทุกที"


รักคือการให้ แต่ต้องเป็นซึ่งกันและกัน ที่สำคัญต้องให้เขา/เธอ เป็นตัวของตัวเอง ...คุณว่าไหม

เพื่อนแท้ ยอมตายแทนเพื่อนได้ ...ไม่จริงหรอก ผมไม่เชื่อว่า จะมีใครตายแทนใครได้

มิตรภาพ หลายครั้งหลายหน ไม่จำเป็นต้องพูด การหยิบยื่นให้กัน ไม่จำเป็นต้องออกจากปาก



เมื่อใด ที่จิตใจรับรู้ได้ถึงมิตรภาพซึ่งใครสักคนหยิบยื่นให้ เมื่อนั้นวัตถุสิ่งของใดๆ ก็ไม่มีค่าเกินไปกว่านั้นแล้ว


ภาพประกอบ: kapook.com

Sunday, August 31, 2008

ธรรมเทศนาในงานศพ

สัก 2-3 ปีก่อน ที่ทำงานเคยเชิญคุณโอฬาร ภัทรกอบกิตติ์ แฟนพันธุ์แท้ตลาดหุ้นไทย มาเปิด workshop สอนแนวคิดและบอกเล่าประสบการณ์การลงทุน ผ่าน Cashflow 101 Board Game แน่นอนว่าประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ย่อมได้อยู่ แต่ที่ติดหูติดหัวผมมาตลอดคือ คุณโอฬารเล่านอกเรื่องให้ฟังว่า ถ้าเขามีเวลาว่าง จะต้องแวะเข้าไปนั่งฟังธรรมเทศนา งานสวดอภิธรรมศพ ที่วัดชลประทานรังสฤษฎ์ อยู่เสมอ ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นญาติ ไม่ได้เป็นเพื่อน ไม่ได้รู้จัก หรือเกี่ยวข้องกับผู้ตายเลยสักนิด -- ผมไม่แปลกใจนัก เพราะเคยไปร่วมงานศพที่วัดนี้มาครั้งหนึ่ง

ปกติทั่วไป คำพระสวดบาลีผมไม่ค่อยสำเหนียกเท่าใดนัก ท่องบททั่วๆ ไปพอได้อยู่ แต่ไม่รู้ความหมาย (ท่องเป็นนกแก้วนกขุนทอง ว่างั้นเถอะ) ปกติแล้วการสวดในงานศพ ก็พอเข้าใจได้ว่าเพื่อให้ดวงวิญญาณของผู้ตายไปสู่สุคติ แต่ส่วนใหญ่พวกแขกที่มานั่งฟังในงาน ยกมือพนมระหว่างพระสวด รอเวลาให้ครบ 3 จบ เอามือลง ก็เท่านั้น แทบไม่ได้อะไรจากการได้ยิน (ได้ยินไม่ใช่ได้ฟัง) บทสวดศพของพระท่านเลย -- ผมเองก็เคยคิดว่า วัตถุประสงค์คือ ให้เรามานั่งเป็นตัวประกอบฉากในงาน เช่นเดียวกับงานแต่งงานละมั้ง

แต่ที่วัดชลประทานฯ นั้น พระท่านจะสวดบาลีไม่มากนัก เวลาส่วนใหญ่เป็นการแสดงธรรมเทศนา ให้กับแขกที่มาร่วมงานซะมากกว่า เป็นภาษาพูดภาษาฟังแบบฆราวาสอย่างเราๆ นี่ละ เพื่อเข้าใจง่าย ถูกต้อง ส่วนใครจะถ่องแท้และเข้าถึง ก็ขึ้นอยู่ที่แต่ละคนแล้วครับ -- สัปดาห์ที่แล้ว มีโอกาสได้ไปร่วมงานศพแม่ของน้องที่ทำงาน ณ วัดสังฆทาน ซึ่งมีการสวดและแสดงธรรมเทศนาไม่ต่างจากวัดชลประทานฯ นัก รู้สึกดีที่ตัวเองได้มีโอกาสไปร่วมงาน (ไม่ได้อยากให้ใครตายบ่อยๆ นะครับ คนละเรื่องกัน)

ผมประทับใจมากกับวัดที่จัดงานสวดอภิธรรมศพแบบนี้ เสียดายอยู่นิดเดียวว่า บ้านและที่ทำงานของผมอยู่ไกลกับทั้งสองวัดนี้พอสมควร จะหาโอกาสแวะเวียนเข้าไปฟังธรรมเทศนาแบบคุณโอฬาร คงจะยาก -- แต่อะไรที่คิดว่าดี มีประโยชน์ และเป็นสิริมงคลกับชีวิต ถึงแม้ยาก ก็คงต้องพยายามกันหน่อย จริงไหมครับ

Thursday, August 21, 2008

แสดง(ไม่)ออก

บ่อยครั้งที่ออกจากห้องประชุมเรื่องงาน ผมมักจะมีเรื่องเก็บมาคิดและอดไม่ได้ที่จะมาเขียน (ปล่อยของ) คราวนี้ก็เช่นกัน

จบจากการประชุมทีมเฉพาะกิจ ซึ่งถูกแต่งตั้งขึ้นจากบุคลากรหลายๆ ฝ่าย เพื่อทำงานเฉพาะอย่าง ผมไม่ได้มีประเด็นอะไรเรื่องงาน (คงเพราะไม่ได้เป็น Project Leader) แต่ประเด็นที่อยากกล่าวถึง คือ การมีส่วนร่วมของคนในทีม โดยเฉพาะการแสดงออก การนำเสนอความเห็น (เรื่องคิดนั้น ทุกคนคงคิดอยู่แล้ว)

โดยส่วนตัว สำหรับงานนี้ ผมคิดเยอะพูดน้อย แสดงไม่ออก คงเพราะเห็นว่า เมื่อจุดเริ่มต้นผิดตั้งแต่แรก ไม่เคลียประเด็น ทำความเข้าใจ(จริงๆ) ให้คนให้ทีมเห็นและลงมือทำไปในทิศทางเดียวกัน งานมันคงดำเนินไปอย่างทุลักทุเลน่าดู (เอา Perfectionist มาใช้อีกแล้ว..ผม) แต่ก็ให้ความร่วมมือนะครับ ยอมรับมติประชาธิปไตย และยังเปิดใจเชื่อฝีมือของผู้นำทีม โดยเฉพาะทัศนคติของท่านซึ่งดีมากๆ งานก็เลยมีแววเป็นไปได้ที่จะสำเร็จ

นอกจากตัวเองแล้ว ยังไม่วายนั่งสังเกตและเดาว่า อีกหลายๆ คนคงคิดเห็นคล้ายๆ เรา (นั่งประชุม ไม่ได้คิดเรื่องงานเลย) แต่ด้วยวัฒนธรรมองค์กรแบบอะลุ่มอะหล่วย ซึ่งเป็นมานาน ทำให้พวกเขาเหล่านั้น แสดงไม่ออกเช่นเดียวกับผม -- ก็แค่คิดเล่นๆ เท่านั้นละครับ ไม่ได้ต้องการจะหาแนวร่วมแต่อย่างใด

คำถามคือว่า ผมควรเปลี่ยนตัวเอง (สวนกระแส) หรือปล่อยตัวเป็นเรือ ลอยตามน้ำไป เพื่อความมั่นคงในปากท้องของตัวเองและครอบครัว ... แหะๆ ตอบไปก่อนถามแล้วแหละ (อือ! จะถามทำเบื๊อกไรฟะ)

Tuesday, August 19, 2008

blog เก้อ

เขียน blog มาได้ปีเศษๆ ประโยชน์ที่ได้กับตัวแบบจะจะเลยก็คือ ความสามารถในการเรียงร้อยถ้อยคำจากความคิด แสดงออกมาสู่กลุ่มคน ชุมชน หรือสาธารณะ (blog นี้คนอ่านมีเพียงหยิบมือ แต่จำนวนไม่ใช่เป้าหมายหลักของผม) รวมไปถึงเวลาที่ต้องพูด แสดงความคิดเห็น ไม่ว่าจะในวงเล่า ที่ประชุม งานสัมนาใดๆ ก็ตาม โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ไม่รู้ตัวล่วงหน้ามาก่อน

ก่อนหน้านี้ หลายครั้งที่ผมพูดต่อหน้าคนเยอะๆ ขนาดเตรียมตัวด้วยนะ พอพูดจบกลับมา ยังคิดตำหนิด้วยเองว่า ทำไมการเรียบเรียงคำพูด ทำได้ห่วยแตกมากขนาดนั้น แต่หลังจากเขียน blog เป็นประจำมาสักระยะ เพิ่งรู้ตัวเมื่อไม่นานมานี้ว่า เรียบเรียงคำพูดได้ดีกว่าแต่ก่อนละ แม้จะไม่มาก ก็รู้สึกได้

นี่เป็นเพียงประโยชน์ข้อที่ 1 ซึ่งบอกให้รู้ว่า แค่ข้อนี้ข้อเดียวก็ทำให้ผมไม่ได้ blog เก้อ แล้วละ และหลายๆ คนไปไกลกว่าผมอีก ถึงขั้นสร้างรายได้จากการเขียน blog ก็มีไม่น้อยนะครับ แต่ผมเชื่อว่า รายได้ไม่ใช่เป้าหมายหลักของ blogger ส่วนใหญ่


ก่อนจบก่อนจาก มี Quote น่าสนใจ ของ Tim O' Reilly มาฝากกัน (ผ่าน The Berkun Blog)

What journalists do, which many bloggers have yet to learn, is to consult multiple sources and do fact checking before blurting out a story. But what bloggers do, which journalists have yet to learn, is to wear their biases on their sleeve, rather than pretending they don't exist.

Friday, August 15, 2008

ดูลายมือ...

เธอเขียนเอง เมื่อสักครู่ โดยที่แม่กำลังดูละคร ส่วนพ่อก็อ่าน feed อยู่หน้าคอมฯ



พอเห็น ผมอมยิ้ม เป็นปลื้ม สุดประทับใจ ใครไม่เชื่อ ก็ลองมีลูกดูละกัน

Thursday, August 07, 2008

Perfectionist

Perfectionist ไม่ได้หมายถึง คนที่เพียบพร้อมสมบูรณ์แบบ ดีเลิศประเสริฐศรี อย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะว่าตามบรรทัดฐานของมนุษย์เรา ไม่มีคนแบบนั้นอยู่บนโลกนี้แน่ๆ แต่ Perfectionist น่าจะหมายถึงคนที่คาดหวัง และพยายามจะทำทุกสิ่ง จบทุกอย่าง ให้ดีเลิศสมบูรณ์แบบไปซะทุกเรื่อง เท่านั้นเอง

ผมเคยทำแบบทดสอบ D-I-S-C ได้ข้อสรุปว่า เข้าข่ายเป็น Perfectionist คนหนึ่งเหมือนกัน (แบบทดสอบที่ทำนั้น เน้นเรื่องงาน)

แต่ประเด็นที่คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ คือ ความคาดหวังของพ่อแม่ ที่มีต่อลูกของตัวเอง การแสดงออกโดยการทำทุกวิถีทาง ทุ่มเท ปรนเปรอลูกทุกสิ่งอย่าง เพื่อปูเส้นทางอนาคต โรยด้วยกลีบกุหลาบ (แม่เพื่อนผมคนหนึ่งเคยบอกว่า แม้ขายตัวก็ยอม เพื่อมีเงินส่งให้ลูกเรียนสูงๆ เรียนดีๆ) ลูกมีหน้าที่เพียงอย่างเดียว คือ อย่าเดินออกนอกเส้นทางที่พ่อแม่ปูไว้เท่านั้น

คุณตั๊ก (ศิริพร อยู่ยอด) เล่าในรายการ 12 ราศีว่า เธอเป็นแม่ที่แทบไม่ยอมแม้แต่จะให้ลูกเดินเท้าเปล่าบนพื้นดิน เพราะกลัวสกปรก กลัวเชื้อโรค กลัวต่างๆ นานา ประมาณว่า เลี้ยงลูกเป็นเทวดา ผมฟังแล้วก็เกิดคำถามว่า เมื่อตอนเธอเป็นเด็ก ชีวิตเธอเป็นยังไงนะ แต่เดาว่าน่าจะลำบากลำบน มากกว่าได้รับการเปรอปรนมาแบบที่เธอทำให้กับลูก

ผมยังมีคำถามอีกว่า เธอเคยตำหนิบุพาการีของเธอ ที่ไม่สามารถเลี้ยงดูเธอให้สุขสบาย เหมือนเด็กคนอื่นหรือไม่ หรือเธอคิดว่าความลำบากยากเข็ญที่ผ่านมาในชีวิต มันคืออุปสรรค ฉุดรั้งความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตของเธอ .. เมื่อเธอมีลูก เธอจึงไม่อยากให้ลูกเป็นแบบเธอ คนที่จะมีความสุขอย่างสมบูรณ์แบบ คือคนที่สมบูรณ์พูนสุขด้วยทรัพย์สมบัติที่พ่อแม่เตรียมไว้ให้ อย่างเพียบพร้อม เท่านั้นหรือ?

พ่ออย่างผม จะยอมให้ลูกคิดตำหนิและกล่าวโทษได้เต็มที่ ถ้าวันหนึ่งลูกโตขึ้น แล้วมีเหตุผลที่จะคิดเห็นขัดแย้งกับพ่อ ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่พ่อทำ

คำถามก็คือ พ่อแม่ที่เป็นแบบนี้เข้าข่าย Perfectionist หรือเปล่า แล้วความหมายของความเป็น Perfectionist ของลูก เป็นแบบไหนในความคิดของพ่อแม่เหล่านี้

Perfectionist: a person who take great pains... and give them to others.

ภาพประกอบ: Live.com

Saturday, August 02, 2008

ความหวัง ความฝัน กับ ความจริง

นอนง่วงๆ แสบตา (ผบ.ทบ. ดูทีวี แล้วยังไม่ยอมปิดไฟ) ดูรายการสุริวิภา เมื่อคืนนี้ ตอน ค้นหา ซินเดอเรลล่า แห่งลอนดอน “ชุมศรี อาร์โนลด์” ผู้ทำให้เทพนิยายกลายเป็นจริง!!

ผมไม่ค่อยได้สนใจฟังบทสนทนาของพิธีกร กับแขกรักเชิญซักเท่าไรนักหรอก เพราะมัวแต่อ่านข้อความ ที่ส่งเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านทาง sms ... เพลินๆ ขำๆ ทำให้หายง่วงได้บ้าง เล็กน้อยถึงปานกลาง

"เป็นผู้หญิงที่โชคดีมากที่สุด อยากให้ชีวิตเป็นแบบนี้จังเลย"

"ทั้งสวย ทั้งเก่ง ทั้งโชคดี เมื่อไหร่หนูจะเจอแบบนี้บ้างนะ"

"ทำยังไง จะมีบุญวาสนาเหมือนกันบ้างนะคะ"

"สวย เพียบพร้อม ทำบุญด้วยอะไรคะ จะได้ทำตามมั่ง"

"เป็นตัวอย่างของคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมากที่สุด เท่าที่เคยเห็นมาเลยค่ะ"

...(อีกมากมาย จิปาถะ ทำนองเดียวกัน)...


ลูกคิด! (วันข้างหน้า) อย่าให้พ่อรู้ว่านะ ว่าหนูเป็นหนึ่งในเจ้าของข้อความ sms ข้างบนนั่น

ความหวัง ความฝัน กับ ความเป็นจริง (เขียนถึงชื่อเรื่องสักนิด เดี๋ยวจะมีคนหาว่ามันไม่เกี่ยว ทำให้เกี่ยว)

ความเป็นจริง มักจะตรงกันข้าม สำหรับคนที่มีความหวัง ความฝัน ที่สุดแสนจะสวยงาม เสมอ -- คุณว่าไหม?


ภาพประกอบ: http://disney-clipart.com

ปล. ข้อความ sms ผมตกแต่งให้มันส์และฮาๆ นิดหน่อย แต่ของจริงก็เนื้อหาประมาณนี้ละครับ

Tuesday, July 29, 2008

จรรยาบรรณ

จรรยาบรรณทางการแพทย์ (Medical Ethics)

นี่เป็นเรื่องที่ผมพบเห็นกับตัวเองค่อนข้างบ่อย แต่คราวนี้เป็นเรื่องเล่าจากปากของดวง เพื่อนของภรรยาผมเอง กับกรณีข่าวร้ายเมื่อวานนี้

ดวงเล่าว่า พยาบาลพูดกันหน้าตาเฉยๆ เลย (แต่จะคิดหรือไม่คิดอะไร ตอนที่พูดนั้น ไม่สามารถทราบได้) อย่างนี้ครับ

"(เด็ก 8 เดือนเสียชีวิตในครรภ์) เป็นเคสที่ไม่ได้ร้ายแรงหรือเร่งด่วนเท่าไหร่ ยังไม่ต้องรีบผ่าตัดออก จะปล่อยไว้เป็นอาทิตย์ก็ไม่อันตรายหรอก"

ใจเขาใจเราครับ แม่เด็กและครอบครัว รู้แล้วว่าลูกตัวเองเสียชีวิตในครรภ์ การที่ต้องอยู่ในสภาพอย่างนั้น ยังไม่ผ่าตัดเอาเด็กออก แม้ไม่เป็นอันตรายกับร่างกายของแม่ แล้วจิตใจกับความรู้สึกที่ต้องสูญเสียลูกละครับ -- คงจะมีน้อยคนนัก ที่ถูกฝึกมาให้เข้มแข็ง(กับกรณีอย่างนี้) ได้เหมือนอย่างคุณพยาบาล


ปล. ที่ตั้งชื่อเรื่องแบบนี้ เพียงสงสัยว่าจรรยาบรรณทางการแพทย์ ครอบคลุมถึงอะไรที่เกี่ยวข้องกับคนไข้บ้าง มิได้คิดจะกล่าวหาใคร ว่าไม่มีจรรยาบรรณนะครับ และทุกสาขาอาชีพ ก็จำเป็นต้องมีจรรยาบรรณของอาชีพตัวเองเช่นกัน

Sunday, July 27, 2008

ลูกคิด "จ่ากลิ้งสอนลูกเก"

บทที่สี่ จ่ากลิ้งสอนลูกเก

"ดูละครแล้วย้อนดูตัว" วันนี้พ่อมีโอกาสได้นำคำกล่าวนี้ ที่เรามักจะได้ยินหลายคนพูดกันบ่อยๆ มาใช้ โดยนำความบางตอนของละคร มาเป็นบทเรียนบอกเล่าให้ลูกฟัง แต่สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือ พ่อไม่คิดว่าละครขำขัน เน้นเฮฮา เหนือจริง อย่าง "ผู้การเรือเร่" จะมีฉากอะไรซึ้งๆ ระหว่างพ่อกับลูกสาว ให้ตัวพ่อเองสามารถเก็บมาฝากลูกคิดได้นะสิ (จริงๆ ตอนนี้แม่เป็นคนได้ดู แล้วมาเล่าให้พ่อฟังอีกที)

ฉากนี้เป็นตอนที่จ่ากลิ้งผู้เป็นพ่อ กำลังสอนลูกสาวคือเกวลิน นางเอกของเรื่อง เกี่ยวกับคุณค่าของลูกผู้หญิง ความรักความห่วงใยของคนเป็นพ่อ โดยบทสนทนาระหว่างพ่อลูก มีประมาณนี้



เกวลิน: พ่อจะมีอะไรจะคุยกับเกหรอ
จ่ากลิ้ง: ก็ไม่มีอะไรมากหรอกนะ พ่อมีอะไรอยากจะอวดแก ตามมา
เกวลิน: พ่อมีอะไรจะอวดเกหรอ
(จ่ากลิ้งล้วงกระเป๋ากางเกง แล้วกำของบางอย่างออกมาชูขึ้นต่อหน้าเกวลิน)
เกวลิน: อะไรอะ
จ่ากลิ้ง: ของพิเศษ
เกวลิน: อะไรอะพ่อ (เข้ามาเหนี่ยวมือจ่ากลิ้ง)
จ่ากลิ้ง: ถ้าอยากรู้ก็จ่ายเงินก่อน
เกวลิน: ?
จ่ากลิ้ง: ว่าไง อยากดูเปล่า ถ้าอยากดูก็จ่ายเงินมา เพราะมันเป็นของพิเศษ แล้วก็พิเศษที่สุดในชีวิตพ่อ
เกวลิน: โหย ก็ได้ ก็ได้ พ่อเนี่ย (ควักเงินแบงก์ออกมานับ) อ๊ะ! เกตัดใจ ให้ร้อยนึง
จ่ากลิ้ง: (ส่ายหัว) ของพิเศษสุดในชีวิตพ่อ มันไม่ได้มีค่าแค่ร้อยเดียว .. เอางี้ ถ้าเกอยากดู พ่อขอเงินเกทั้งบัญชีเลย
เกวลิน: โหย หลายตังค์นะพ่อ
จ่ากลิ้ง: มันจะหลายแค่ไหน เงินในบัญชีแก มันก็ไม่มีค่าเท่ากับของพิเศษสุดในชีวิตของพ่อ .. ว่าไง แกอยากดูเปล่า ถ้าแกไม่อยากดูพ่อจะเก็บแล้วนะ
จ่ากลิ้ง: แล้วพ่อบอกก่อน ถ้าพ่อเก็บแล้ว แกจะไม่ได้เห็นของพิเศษสุดของพ่อไปตลอดชีวิต
เกวลิน: อ๊ะ! ก็ได้ เดี๋ยวพรุ่งนี้นะ เกจะไปถอนเงินในแบงก์มาให้พ่อหมดเลย .. ฮือ คราวนี้ดูได้ยังอะ ไหนของพิเศษของพ่อคืออะไร แบมือเร็ว
จ่ากลิ้ง: ตั้งใจดูให้ดี (แบมือออกมา มีเหรียญห้าบาทวางอยู่ 1 เหรียญ)
เกวลิน: พ่อ นี่มันเหรียญห้าบาทธรรมดาๆ อะ ไม่เห็นวิเศษอะไรตรงไหนเลยอะ .. หรือว่าเป็นเหรียญห้าบาทปลุกเสก เหรียญห้าบาทกันผี เหรียญห้าบาทนำโชค แทงไม่เข้ายิงไม่ตาย ใช่มะ
จ่ากลิ้ง: เปล่าหรอกลูก มันก็แค่เหรียญห้าบาทธรรมดาๆ นี่แหละ
เกวลิน: อ้าว แล้วพ่อบอกว่ามันเป็นของพิเศษที่สุดในชีวิตพ่อไง พ่อขี้โกงอะ
จ่ากลิ้ง: ข้าไม่ได้โกง ข้าพูดจริง แกอยากดูอีกมั้ยล่ะ ทีนี้พ่อคิดสลึงเดียวเอง
เกวลิน: โฮ่ย ให้ฟรียังไม่ดูเลยพ่อ
จ่ากลิ้ง: เฮ่อ..ย เนี่ยลูก คนเราเนี่ยนะ ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้สมปรารถนา อยากรู้ อยากดู อยากเห็น .. พอสมปรารถนาแล้วเนี่ย ยกให้ฟรีๆ มันยังไม่เอา เนี่ยแหละที่พ่ออยากจะบอกลูก .. สิ่งที่พึงหวงแหนที่สุดในชีวิตผู้หญิง เป็นสิ่งที่มีค่า ถ้าหากว่าเราเสียให้ใครไปก่อน ก็ไร้ค่า เหมือนกับเหรียญห้าบาทที่พ่อให้ลูกดูฟรีๆ
จ่ากลิ้ง: เก แกรู้มั้ย พ่อเจ็บปวดทุกครั้งที่เห็นแกหนีไปเที่ยวกับไอ้หน้าลิงนั่น .. พ่อไม่รู้ว่าแกไปไหน แต่พ่อเป็นห่วงแกเข้าใจมั้ย
เกวลิน: แต่นาวินเค้าเป็นคนดีนะพ่อ พ่อไม่ต้องห่วงเกนะจ๊ะ .. เกไม่มีวันทำอะไรออกนอกลู่นอกทางแน่นอน
จ่ากลิ้ง: เฮ่อ..ย แต่หัวอกคนเป็นพ่อเนี่ย ยังไงมันก็อดห่วงไม่ได้ .. ยิ่งถ้ารู้ว่าจะมีลูกเขยเป็นพ่อค้าเรือเร่ ที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าอย่างไอ้หน้าลิงนั่นน่ะ
เกวลิน: พ่อรังเกียจ ที่นาวินเค้าจนเหรอจ๊ะ
จ่ากลิ้ง: พ่อไม่เคยมองใครที่ความจนความรวยนะลูก แต่พ่อมองคนที่คุณค่าของความดีต่างหาก .. อย่างไอ้นาวินนั่นน่ะ มันกะล่อน มันเชื่อไม่ได้ พ่อเป็นห่วงเก เกเข้าใจพ่อมั้ยลูก
(เกวลินร้องไห้ สะอึกสะอื้น เดินโผเข้าไปกอดจ่ากลิ้ง ผู้เป็นพ่อ)
เกวลิน: เกเข้าใจ เกขอบคุณ ที่พ่อรักและก็เป็นห่วงเก เกจะไม่มีวันทำให้พ่อผิดหวังจ้ะ


บทก่อน

Friday, July 25, 2008

My New Spartan

มีดพก Victorinox Swiss Army รุ่น Spartan ที่ใช้อยู่ (อันบนที่สลัก SNAKK) หมดอายุขัยซะแล้ว ต้องเปลี่ยนเอาอันใหม่ออกมาใช้แทน

Thursday, July 24, 2008

ผู้เริ่มจุดต่าง ผู้สร้างจุดเปลี่ยน

ไม่ได้ไปงาน 6 ปี ทีวีบูรพา ตามที่ตั้งใจ แต่เมื่อคืนวันอังคาร ได้ดูเทปบรรยากาศในงาน จากรายการคนค้นฅน ชอบตอนที่พี่เช็ค สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ ขึ้นไปพูดบนเวที ถึงที่มาของสโลแกน "ผู้เริ่มจุดต่าง ผู้สร้างจุดเปลี่ยน" ของทีวีบูรพา ผมจับใจความได้ประมาณว่า

"... ที่จริงแล้ว ทีมงานทีวีบูรพา ก็ไม่แตกต่างจากคนทำงานโดยทั่วไป คือ อยากทำในสิ่งที่ตัวเองรัก อยากทำให้ผลงานออกมาดีที่สุด สามารถเลื้ยงตัวเองรอด แต่ความตั้งใจมุ่งหวังที่สำคัญ ซึ่งพวกเราทุกคนในทีมงาน มีเป้าหมายร่วมกัน คือ เราอยากจะใช้สื่อทีวี เป็นเครื่องมือในการนำเสนอเรื่องราว เพื่อสะกิดใจคนดูผู้ชมว่า อย่ามองข้ามเรื่องการทำความดีเล็กๆ น้อยๆ และเมื่อหลายๆ คนช่วยกันทำความดีเล็กๆ น้อยๆ เหล่านั้นมากขึ้น พวกท่านผู้ชมนั่นแหละครับ คือผู้สร้างจุดเปลี่ยนที่แท้จริง ..."

ความประทับใจของผมกับทีวีบูรพา มีมาตั้งแต่ยุคแรกๆ ของรายการคนค้นฅน ปีแรกของรายการ ผมติดตามแทบทุกตอน ดูเรื่อยๆ ดูประจำ ทำให้ซึมซับเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เหมือนกัน (ตรงตามวัตถุประสงค์ของทีมงาน) ทุกวันนี้ ผมกลายเป็นคนคิดเล็กคิดน้อย ไม่มองข้ามอะไรง่ายๆ เก็บมาคิดเยอะก็จริง แต่ไม่เครียด รวมทั้งทำและไม่ทำอะไรเล็กๆ เท่าที่พึงกระทำได้ เช่น เลิกทิ้งตั๋วรถเมล์มั่วซั่ว (แต่ก็ยังไม่ถึงขนาดไปเดินเก็บขยะตามท้องถนน เอามาใส่ถังนะ) ไม่เบียดเสียดยื้อแย่งเร่งแซงคิว ไม่เดินลัดสนามหญ้า ข้ามถนนทางม้าลายและสะพานลอย เป็นต้น (เล็กน้อยจริงๆ ด้วยสิ)

ที่สำคัญคือ มองโลกในแง่ดีเข้าไว้ ถึงแม้ว่าบางคนจะทำสิ่งที่ไม่ค่อยดีต่อสังคมนัก ก็คิดซะว่าทุกการกระทำมีที่มา ถ้าจะตัดสินใคร ก็ต้องรู้เหตุแห่งการกระทำนั้นซะก่อน การเปลี่ยนแปลงใดๆ ควรเริ่มที่ตัวเราเอง ง่ายและทำได้ทันทีครับ

เชื่อว่าคงไม่ใช่มีแค่ผมคนเดียวเท่านั้น ที่ซึมซับอะไรดีดีจากผลงานที่นำเสนอโดยทีมงานทีวีบูรพา แม้จะบอกไม่ได้ว่าส่งผลกระทบในวงกว้างมากน้อยขนาดไหน แต่ที่แน่นอนคือ มันย่อมดีกว่าปล่อยให้มันเป็นไป โดยที่ไม่มีใครคิดและทำอะไรเลย

เพิ่มเติม ระหว่างการที่คนส่วนใหญ่ในสังคม ทำผิดเล็กๆ น้อยๆ กับคนส่วนน้อยหรือบางคน ทำผิดใหญ่ๆ มากๆ ผมว่าอย่างหลังน่าจะจัดการ ทั้งป้องกันและแก้ไขได้ง่ายกว่ากันเยอะเลย ตัวอย่างเช่น 1) มีโรงงานใหญ่สักโรง ปล่อยน้ำเสียวันละมากๆ ลงแม่น้ำลำคลอง หรือ 2) ชาวบ้านในชุมชนริมน้ำแทบทุกคน มีนิสัยชอบทิ้งขยะลงแม่น้ำลำคลอง เป็นมานานหลายปีจนเคยชิน (ไม่ได้คิดว่าผิด) -- สมมุติว่าตัวเราต้องเป็นผู้รับผิดชอบเข้าไปดำเนินการแก้ไข แบบไหนจะยากกว่ากัน


Links เกี่ยวข้องกับสุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ:

ภาพประกอบ: ยิ้มปริศนา BloG