Wednesday, January 30, 2008

เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน

ก่อนอื่น ต้องขอขอบคุณวิทยาทานจาก คนชายขอบ -- ได้เจอสิ่งที่ค้นหามานาน นี่ถ้าไม่ได้เรียนรู้จาก Slides ชุดนี้ คงต้องพูดว่า "พี่มันแย่ พี่มันแพ้ ม.4" (ฮา)



อย่างที่เคยบอกว่าเศรษฐศาสตร์ เป็นยาขมสำหรับผมอย่างแรงมาตลอดชีวิต แต่ sense ของชีวิตในช่วงนี้ อยากเรียนรู้จริงๆ ว่า เศรษฐศาสตร์คืออะไร (ขอแค่เข้าใจที่มาของศาสตร์) เพียงแค่ slide ที่ 4 ผมก็ได้คิด ถาม และมีคำตอบสำหรับตัวเองแล้ว แต่จะทำได้หรือไม่ นั่นเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม

ของแถม (ว่างๆ จะตามไปเก็บ) -- ธุรกิจกับสังคมและชุมชน (กธ. 301)

ที่มา: เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน

Tuesday, January 29, 2008

จิตสำนึกสาธารณะ

คราวก่อนเคยเขียนถึง Home School มาครั้งหนึ่ง - ค่ำนี้มาสะกิดใจตัวเองอีกคำรบ ในฐานะที่เป็นพ่อ และเป็นผู้ใหญ่ กับบทความโฮมสคูล ของอักษรเจริญทัศน์

วันข้างหน้าของโฮมสคูล
คาดหวังว่าจะมีการเกิดเครือข่ายสมาชิกพ่อแม่ที่สนใจระบบการเรียนรู้แบบนี้ เพื่อพบปะ แลกเปลี่ยนความรู้ และเปิดประเด็นต่างๆ โดยมีนักวิชาการมาชี้แนะให้ความรู้ และสร้างความเข้าใจให้แก่พ่อแม่ ตลอดจนอยากให้ประชาชนทั่วไป หันมาสนใจ ในเรื่องปฏิรูปการศึกษาให้มากกว่านี้ เพื่อจะได้มีกระแสตื่นตัว ผลักดันให้เกิดการออกกฎหมาย เกี่ยวกับการศึกษา ระบบโฮมสคูลที่เป็นที่ต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

ผลวิจัยหลากหลายสำนัก บอกตรงกันว่า เด็กไทยอยากเรียนเก่ง แต่ขาดจิตสำนึกสาธารณะ เมินกิจกรรม ชุมชนอ่อนแอ ห่างเหินศาสนา และชอบโกหก

ตรงที่ผมเน้นด้วยเส้นใต้ใน quote กับตัวหนาสีแดงบรรทัดข้างบน ในฐานะของผู้ใหญ่(ที่เอาแต่โทษเด็ก) ทำให้ผมรู้สึกรู้สาเข้าเต็มเปาว่า ก็ไม่ใช่เพราะผู้ใหญ่ที่ไม่มีจิตสำนึกสาธารณะอย่างพวกเรานี่หรือ ทำให้เด็กขาดแคลนจิตสำนึกนี้ไปด้วย ตรรกะง่ายๆ คนให้ไม่มี แล้วคนรับมันจะมีได้ยังไง -- ข้อสรุปก็คือ ถ้าเด็กส่วนใหญ่ขาด ก็แสดงว่าผู้ใหญ่ส่วนมากไม่มีจิตสำนึกสาธารณะเช่นกัน

ยกตัวอย่างผมเอง มีลูกเล็กที่กำลังจะเข้าเรียน โดยส่วนตัวไม่เคยเชื่อมั่นว่า โรงเรียนอนุบาลส่วนใหญ่ในปัจจุบัน (ซึ่งเป็นองค์กรธุรกิจ คำตอบสุดท้ายย่อมเป็น "ผลกำไร" อยู่วันยังค่ำ) จะบ่มเพาะและสร้างเกราะคุ้มกันชีวิตให้กับเด็ก เพื่อที่จะหลุดพ้นจากวงจรความทุกข์ของสังคมทุนนิยมได้ (รู้สึกหนักหัวข้างซ้ายยังไงไม่รู้) -- สิ่งที่ผมทำ เพียงแค่บ่น แต่สุดท้ายก็ยอมส่งลูกเข้าไปผจญภัย ในแวดล้อมซึ่งผมไม่เชื่อมั่น เพียงเพราะกลัวคนรอบข้างประนาม แล้วหลังจากนั้น ก็ปล่อยให้มันเป็นไป จริงๆ

อีกตัวอย่างหนึ่ง คุณไก่กุ๊ก มีลูกชายวัยประถมสองคน กำลังเรียนอยู่ชั้น ป.6 กับ ป.1 ทั้งสองคนเป็นเด็กดี เรียบร้อย ไม่ดื้อ ไม่เกเร เชื่อฟังพ่อแม่ ถ้าเราลองถามคุณไก่กุ๊กผู้เป็นแม่ในประเด็นนี้ แน่นอน เธอย่อมต้องอยากให้ลูกๆ ของตนเอง เป็นเยาวชนที่ดี มีจิตสำนึกสาธารณะ ชัวร์ป้าบ (เพราะลูกดี พ่อแม่ย่อมได้รับการสรรเสริญ)

เดือนก่อนมีประชุมสามัญประจำปีของหมู่บ้าน ซึ่งมีวาระที่ต้องอาศัยเสียง 3 ใน 4 ของลูกบ้านทั้งหมด เพื่ออนุมัติการแก้ไขระเบียบข้อบังคับบางข้อ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม คุณไก่กุ๊กเธอเป็นแม่บ้าน ในวันนั้นไม่ได้มีธุระปะปังที่ไหน แต่เธอกลับไม่ยอมออกไปประชุม สถานที่ประชุมนั้นเดินไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้ว ข้ออ้างคือ ขี้เกียจ มีงานบ้านต้องทำเยอะแยะ และไม่สนใจด้วย พอมีเพื่อนมาตาม เธอตอบว่ายังไงรู้มั้ยครับ "โอ้ย! ไม่มีชั้น เค้าก็ประชุมกันได้ ไม่ต้องมายุ่งกับชั้นหรอก อยากจะทำอะไรก็ทำไปเถอะ" ลูกทั้งสองของเธอ นั่งฟังคำตอบของแม่อยู่ด้วยกันนั้นเอง

คุณไก่กุ๊ก เธอเองก็เคยเปรยๆ ในกลุ่มสนทนาของบรรดาแม่บ้านว่า อยากให้หมู่บ้านเราพัฒนา อยู่เย็นเป็นสุข มีนิติบุคคลที่แข็งแกร่ง ทำเพื่อส่วนรวม เก็บค่าส่วนกลางถูกๆ -- หวังว่าลูกชายทั้งสองของคุณไก่กุ๊ก จะเติบโตขึ้นมาเป็นเยาวชนคุณภาพ มีจิตสำนึกสาธารณะ คิดและทำเพื่อส่วนรวม นะคร้าบ

ผมเองก็กำลังพยายามพัฒนาตัวเอง เพื่อว่าแก่ตัวลงจะได้เป็นคนชรา ที่มีจิตสำนึกสาธารณะกับเขาด้วยคน

Saturday, January 26, 2008

ความรู้ ความกล้า กับการสร้างสรรค์ทางปัญญา

"เอาทฤษฎีอะไรมารองรับ" กับ "เอาข้อเท็จจริงอะไรมารองรับ"

นักวิชาการไทยส่วนใหญ่แยกตัวจากสังคม และมักนำเสนองานทางวิชาการที่รูปแบบกับเนื้อหาแยกจากกัน ทฤษฎีกับการปฏิบัติแยกจากกัน ทำให้งานทางวิชาการมักเป็นเพียงมหรสพทางความคิด ซึ่งถ้าไม่ตัดเท้าให้เข้ากับเกือก เพราะชอบนำความคิดทฤษฎีมาใช้แบบสำเร็จรูป ก็มักจะยกเอาข้อสรุปในเรื่องเล็กๆ ขึ้นเป็นหลักการนำไปสรุปเป็นภาพใหญ่ทางสังคม


จากงานเขียน เรื่อง "ช็อคซีนีม่าในวิมานงาช้าง" ของคุณกัญญา ลีลาลัย ในหนังสือ เศรษฐศาสตร์การเมือง (เพื่อชุมชน) : วิกฤติรอบด้าน รัฐบาลอุจาด

ที่มา: ความรู้ ความกล้า กับการสร้างสรรค์ทางปัญญา

Wednesday, January 23, 2008

Where is my happiness?

ชั่วขณะที่มองเธอจากทางด้านข้างอยู่นั้น ผมเกิดความคิดภายในใจขึ้นมาว่า นี่คือเลือดเนื้อเชื้อไขของเรา และเธอก็สวยงามมาก เป็นความรู้สึกที่ไม่ได้เกิดมานานมากแล้ว นึกได้ว่าเมื่อเธอยังตัวเล็กๆ อยู่ เวลาที่ผมอุ้มเธอผมก็เคยรู้สึกอย่างนี้ และตอนนั้นผมก็เคยมี "ความสุข" มาแล้ว แต่ผมลืมมันไปนานมากแล้ว

จากบันทึก ความในใจของพ่อคนหนึ่งที่เริ่มรู้สึกตัวว่าความสุขของตัวเองอยู่ที่ไหน ของอาจารย์ สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์

ส่วนบันทึกนี้ ไว้เพื่อเตือนสติตัวผมเองครับ แม้ลูกคิดยังเล็ก แต่พ่อเริ่มมีอาการ คล้ายๆ กับที่อาจารย์สุรเชษฐเคยเป็นแล้วครับ

Monday, January 21, 2008

การตัดสินใจ

คนที่ตัดสินใจผิดพลาด แล้วแก้ไข ยังดีกว่าคนที่ไม่ตัดสินใจอะไรเลย

การตัดสินใจ ถือเป็นหน้าที่ ความรับผิดชอบ ที่สำคัญที่สุดของผู้นำ ผู้บริหาร

แม้ว่าจะร่วมกันตัดสินใจเป็นทีม แต่ผู้นำควรรับผิดเต็มร้อย และรับชอบเพียงบางส่วน เท่านั้น

การตัดสินใจทุกครั้ง ย่อมมีทั้งคนเห็นด้วยและเห็นต่าง ซึ่งนำไปสู่การต่อต้าน เพราะมีการเปลี่ยนแปลง

การตัดสินใจเป็นของคู่กัน กับกระบวนการแก้ไขปัญหา เพราะฉะนั้น ถ้าต้องการขจัดปัญหา จึงจำเป็นต้องตัดสินใจ

บางสถานการณ์ การรีรอไม่ยอมตัดสินใจ กลับส่งผลร้ายในระยะยาวมากกว่า การตัดสินใจแล้วผิดพลาด

แต่บางครั้ง การนิ่งเฉย ไม่ทำอะไร และไม่ตัดสินใจ ก็คือการตัดสินใจแล้วนั่นเอง



โดยส่วนตัว ผมไม่เคยเสียใจ (มีเสียดายบ้าง) กับการตัดสินใจของตัวเองในทุกๆ ครั้ง เพราะความเชื่อที่ว่า ทุกสิ่งอย่าง ทุกเรื่องราว มันมีเหตุและมีที่มา จึงค่อยมีผลและมีที่ไป -- แม้ว่าผลลัพธ์จะไม่เป็นอย่างที่คาดหวังก็ตาม แต่ที่สำคัญกว่า คือ เราเรียนรู้ และได้ประสบการณ์อะไรจากมัน

แม้เป็นอย่างนั้น แต่ทุกครั้ง ผมก็มิได้ตัดสินใจแบบขอไปทีนะครับ ยังคงต้องคิดและพิจารณาข้อมูล องค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผลดีผลเสียที่คาดว่าจะเกิด อย่างรอบคอบ เลือกทางที่คิดว่าเหมาะสมที่สุด -- ผมไม่ได้ใช้คำว่า "ดีที่สุด"

จดไว้อ่านต่อ:

ภาพประกอบ: http://decaf.qualityaspect.com/

Saturday, January 19, 2008

หลับตา ตื่นใจ

บ่ายวานนี้ เข้าไปทำงานที่ออฟฟิศในซอยรางน้ำ รู้สึกตะลึงกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมที่แปลกตาไปเยอะ (ไม่ได้แวะมานานกว่า 3-4 เดือนได้แล้วมั้ง) ขนาดไม่มีเวลาเดินสำรวจ ผมยังรู้สึกได้ โดยเฉพาะความเติบโตทางเศรษฐกิจ ร้านรวง หาบเร่ แผงลอย คึกคัก คักคึกมากๆ รวมไปถึงผู้คนที่พลุกพล่าน ทำให้ดูเหมือนซอยนี้ ในแต่ละวันคงมีเวลาพักผ่อนเพียงน้อยนิด ถ้าเป็นคนคงจะโทรม โหม โรย โหย น่าดู

ขากลับ เดินผ่านเซ็นเตอร์วันแค่ 1 ชั้น โอ้โฮ! เรามันบ้านนอกแท้ๆ คอหมุนเกือบจะ 360 องศาทีเดียว หาบันไดเลื่อนและทางออกแทบไม่เจอ มันเปลี่ยนไปได้มากมายขนาดนี้เลยทีเดียวเชียววุ้ย (ไม่อยากบอกใครเลยว่า เราคนสัญชาติกรุงเทพ)

พอมาต่อรถที่ห้างพันธุ์ทิพย์พลาซ่า งามวงศ์วาน ขอแวะดูหน่อย เนื่องในโอกาสที่ห่างเหินไปซะนาน โอ้แม่เจ้า! อยากได้ไปหมด (ถ้าได้จริงๆ ที่ไปหมดน่ะ คงเป็นเงินในกระเป๋า) ตกเป็นทาสเทคโนโลยี โน้ตบุ๊ค เดสก์ทอป อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ วางเกลื่อนกลาด อย่างกับลูกชิ้นปิ้งริมถนน - ตาตื่น ใจแตก ยังดีหน่อยที่สมองมันแว่บหน้าลูกคิดเข้ามาเป็นระยะๆ ทำให้ไม่เขว

นึกถึงบทสนทนากับกัลยาณมิตร -- "กระบวนการ เมื่อไม่มีอินพุต ก็จะไม่มีเอ๊าพุต" ปิดหู ปิดตา ปิดปาก ซะบ้าง วุ่นวายคงลดน้อยลง เป็นสงบมากขึ้น

เพราะอย่างนี้นี่เล่า ผมถึงพยายามเลี่ยงไม่ไปเดินห้างสรรพสินค้า ถ้าไม่จำเป็น เพราะถ้าไปเยือนเมื่อไร ความอยากและกิเลสก็แวะเวียนมาหาผมเมื่อนั้น อีกทั้งอาหารหนึ่งมื้อในนั้น ค่าเสียหายเท่ากับกินข้าวข้างถนนกว่าสองมื้อทีเดียว -- เมื่อต้องไป ก็ไม่เป็นไร ถือว่าไปฝึกข่มจิต

ทางออก คือ ฝึกจิตฝึกใจตนเอง ดีที่สุด -- แม้ตาตื่น แต่ใจยังหลับ กายนำ จิตตาม และเมื่อใจตื่น จะหลับตาหรือลืมตา จิตย่อมเป็นนาย กายกลายเป็นบ่าว

ปล. นี่ถือเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง ที่ควรจะฝึกฝนตัวเอง และปลูกฝังนิสัยลูกหลาน

Thursday, January 17, 2008

งานวิจัยในองค์กรธุรกิจ

ยังลางเลือน ขุ่นมัว เหมือนหมอกหนาในกรุงเทพและปริมณฑล เช่นสองสามวันที่ผ่านมา ผมยังมองภาพที่ชัดเจนไม่ได้ว่า หน่วยงานที่มีภาระหน้าที่ ซึ่งถูกคาดหวัง (หลายคนหมดหวังไปแล้ว) ว่าจะต้องจัดหา/จัดทำ สินค้าและบริการใหม่ๆ เป็นนวัตกรรม (ช่วงนี้เอียนคำนี้เหลือเกิน) จะไปยืนอยู่ตรงตำแหน่งไหน ระหว่างการมีส่วนร่วมเพื่อทำกำไรสูงสุด กับ การลุยทุ่มสุดตัวเพื่อทำงานวิจัย โดยไม่เหลียวหลังหันมองใคร

ในเมื่อนโยบายบอกว่า ให้อยู่ระหว่างทั้งสองอย่างนั้น ห้ามเลือกข้างใดข้างหนึ่ง คน(อ่อนเชิง)ซึ่งรับนโยบายไปปฏิบัติการ ทำแผนต่อไม่ถูกแล้วครับ

ณ วันนี้ ถ้าเป็นผม จะเลือกการมีส่วนร่วมเพื่อทำกำไรสูงสุด เพราะทรัพยากรที่มีอยู่ สนับสนุนแนวทางนี้มากกว่า รวมทั้งลดความกดดันจากความคาดหวัง ของหน่วยงานธุรกิจด้วย การผลักดันเต็มๆ ด้วยความต้องการทางธุรกิจ (business drive) น่าจะเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด (กว่าที่เป็นอยู่)? -- อย่างนี้คงเลิกใช้คำว่า 'วิจัย' ไปได้เลย

งานวิจัย:
  • คนทำงานวิจัย ถ้าจะได้อะไรใหม่ๆ จำเป็นต้องหลุดพ้นจากความกังวล ความกดดัน จากเรื่องอื่นๆ ทั้งหมด แน่นอน ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ ก็รับประกันไม่ได้ว่า จะสำเร็จมากน้อยแค่ไหน แต่ย่อมดีกว่าการปล่อยให้คนทำวิจัย ต้องหมกหมุ่น รับแรงกดดันจากความคาดหวังทางธุรกิจ
  • ความคาดหวังทางธุรกิจ คือ สินค้าและบริการใหม่ๆ ที่สามารถขายเพื่อทำกำไรให้กับองค์กรได้

ปุจฉา:
  • งานวิจัยทางเทคโนโลยี จำเป็นต้องมีความต้องการทางธุรกิจ เป็นตัวผลักดัน หรือไม่

วิสัชนา:
  • เราจำเป็นต้องใส่ input เข้าไป แต่ไม่ควรไป involve มากนัก คำตอบคือมีได้ แต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น


มีคำถามต่อจากคำตอบข้างบนว่า ความชัดเจนทั้งสำหรับคนทำงาน และคนคาดหวังล่ะ ประเด็นนี้สำคัญ เพราะมันนำมาซึ่งความกดดัน บรรยากาศของความคิดสร้างสรรค์ New Idea จะเกิดยาก อย่างที่เคยมีการตั้งข้อสังเกตไว้

ผมยังเชื่อว่า องค์กรธุรกิจ ร้อยทั้งร้อยก็ต้องใช้โจทย์ทางธุรกิจนั่นคือ กำไรสูงสุด เป็นแรงผลักดันหลัก ในทุกภาคส่วน แต่ถ้าจะทำงานวิจัย ควรปลดปล่อยทีมงานออกไปให้ไกลจากโจทย์นี้ให้มากที่สุด (ส่วนตัวผมไม่คิดว่าจะทำได้)


ภาพประกอบ: http://www.usc.edu, http://www.istockphoto.com

Tuesday, January 15, 2008

นาฬิกาเพื่อสุขภาพ

โดยลักษณะทางกายภาพ ผมเป็นคนที่เวลาเหงื่อออกจะค่อนข้างพรั่งพรูกว่าคนปกติทั่วไป ทำให้ใส่เครื่องประดับ เช่น สร้อยคอ กำไร หรือแหวน ไม่ค่อยได้เลย รวมถึงนาฬิกาข้อมือด้วย มันจะเหนอะนะ รำคาญตัวเองไปหมด

แต่นาฬิกาข้อมือก็เป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเดียว ที่ทุกวันนี้ยังต้องใส่อยู่ประจำ เรือนไหนใช้สายทำจากหนัง จะใส่ได้ไม่นานก็เปื่อยยุ่ย เพราะชุ่มเหงื่อจนต้องเปลี่ยนสายบ่อย นั่นทำให้ระยะหลังมานี้ ผมใช้แต่นาฬิกาที่สายทำจากโลหะ แล้วหมั่นล้างทำความสะอาดทุกวัน

อ่านเรื่องนาฬิกาของ วินทร์ เลียววาริณ แล้วเห็นด้วยว่านาฬิกามีอยู่แทบทุกที่ อยากรู้เวลาเมื่อไหร่ หาดูได้ไม่ยากเลย (อย่างน้อยๆ ก็ที่ข้อมือคนอื่น) โทรศัพท์มือถือ ก็ติดตัวผมแทบจะตลอด 24 ชั่วโมงอยู่แล้ว ใช้แทนได้ ดังนั้นประโยชน์ในเรื่องของดูเวลาก็ตัดไป เลยตั้งใจว่า ถ้านาฬิกาเรือนเดียวที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ (เกือบ 6 ปีแล้ว) พังวันไหน จากวันนั้นจะเลิกใส่นาฬิกาข้อมือ ลดปัญหาข้อมือร้อน และชุ่มแฉะจากเหงื่อเหม็นๆ ด้วย

แต่ทุกวันนี้ กลับเป็นอีกประโยชน์ใช้สอยหนึ่ง ซึ่งนาฬิกาข้อมือให้กับผม คือ เรื่องการควบคุมน้ำหนัก เมื่อใดที่เริ่มลงพุง น้ำหนักมากขึ้น เวลาใส่กางเกงบางตัวที่เคยพอดี ก็กลายเป็นอึดอัด แบบนี้รู้ได้ แต่กางเกงของผมนั้น ส่วนมากจะเป็นแบบหลวมๆ มากกว่าพอดีตัว ทำให้กว่าจะรู้ว่าอ้วน ส่วนเกินนั้นมันก็มากจนลดยากเสียแล้ว

โดยทั่วไป คนเราจะมีน้ำหนักตัวที่เหมาะสมอยู่ในช่วงแคบๆ ช่วงหนึ่ง ร่างกายจะรู้สึกสบาย ไม่ผอมและไม่อ้วนเกินไป (ของผมอยู่ที่ 59-61 กิโลกรัม) ซึ่งแน่นอนว่า น้ำหนักตัวเป็นเรื่องเกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาพ

เลยเป็นที่มาของชื่อเรื่อง "นาฬิกาเพื่อสุขภาพ" ซึ่งจริงแล้วมันไม่ใช่นวัตกรรมอะไรเลย เป็นเพียงแค่การใช้งานผิดวัตถุประสงค์ของผม ก็เท่านั้นเอง

นาฬิกาข้อมือเรือนที่ใช้นี่แหละครับ ทำให้รู้สึกตัวได้เร็ว วันไหนเขย่าข้อมือซ้าย แล้วนาฬิกาไม่ไหลรื่นได้ระยะเหมือนทุกวัน นั่นผมบอกตัวเองได้เลยว่า เฮ้ย! ถึงเวลาที่ต้องควบคุมอาหารแล้ว อย่าตามใจปากมากนัก เพราะน้ำหนักที่เกินพอดี มีแต่เสียกับเสีย กินเยอะก็เปลืองเงิน สุขภาพแย่ ป่วยบ่อย ไหนจะค่ารักษาพยาบาลอีกละ ทั้งขึ้นทั้งล่อง

อย่างไรก็ตาม การลงทุนเพื่อสุขภาพที่ได้ผลที่สุด คือการลงทุนเวลา จัดแบ่งเวลาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วันๆ ละครั้ง ครั้งละไม่ต่ำกว่า 30 นาที รับรองว่าแข็งแรง สุขภาพเยี่ยมแน่นอนครับ -- แต่ง่ายๆ แค่นี้ ผมยังทำไม่ได้เลย :-(

ภาพประกอบ: http://www.hanowa.ch

Sunday, January 13, 2008

Leadership

กระแสความนิยมของ การพัฒนาภาวะผู้นำ (Leadership) ช่างเชี่ยวกรากเหลือเกิน search ไปทางไหนก็เจอบทความเกี่ยวข้องมากมาย คนขวางโลกอย่างผม เลยอยากจะประชดชีวิต ด้วยการขอเป็นแค่ผู้ตามที่ดีไปซะให้รู้แล้วรู้รอด ดูสิว่าชาตินี้ ถ้าไม่มี Leadership แล้วจะเอาตัวรอดได้รึเปล่า

คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของ "ผู้นำ" คือ การเป็นผู้ตามที่ดี ไม่ใช่คิดจะนำ เชื่อมั่น และตัดสินใจเองหมดทุกสถานการณ์ เหมือนที่เขาบอกกันว่า งานหลักของคนที่เป็นผู้นำ คือ การสร้างผู้นำนั่นเอง

ส่วนใครที่มีคุณสมบัติเป็น "ผู้ตาม" ที่ดีเสมอแทบทุกครั้ง ก็ไม่ได้หมายความว่า เขาคนนั้นไม่มีประสิทธิภาพ หรือเป็นคนที่ไม่มีคุณค่าแต่อย่างใด ผมยังเชื่อว่า ถึงอย่างไรแล้ว ผู้นำและผู้ตาม ก็มิได้สำคัญด้อยไปกว่ากันเลย

จริงไหมครับ? ท่านผู้นำและผู้ตามทั้งหลาย

ปล. ผมมักจะปล่อยของวันอาทิตย์อยู่เรื่อย :-P

Saturday, January 12, 2008

เด็ก..อยากได้อะไร

คงไม่ต้องสงสัยว่า ทำไมผมถึงมีกระจิตกระใจคิดและเขียนถึงเรื่องของเด็ก เพราะลูกคิดนั่นยังไง

ก่อนหน้านี้ ผมคิดว่าลูกคือภาระ ดับฝันที่อยากเที่ยวท่อง เหมือนเราจะบิน แต่มีอะไรมาถ่วงให้ขึ้นฟ้าไม่ได้ ความสุขที่แท้คือ อิสระจากสรรพสิ่ง โดยเฉพาะคน แม้แต่พ่อแม่ การตอบแทนบุญคุณบุพการี ขอทำด้วยสำนึกที่ไม่ขึ้นกับใดๆ นอกจากตัวเอง การเลี้ยงดูลูก ให้ทุกสิ่งดีที่สุด สำหรับผม ก็ไม่ต่างกัน มันคืออุปสรรคฝัน หากขอได้ขอเป็นอิสระ เถอะนะ

วันนี้เป็นวันเด็ก แต่ผมว่าเป็นวันที่ผู้ใหญ่ควรใคร่ครวญว่า ตอนเป็นเด็กเคยอยากได้อะไร ถ้ามีสำนึกย้อนคิดได้บ้าง ว่าตอนตัวเองเป็นเด็กคิดอย่างไร เราคงเข้าใจเด็กได้ดีมากขึ้น ให้เวลาเพื่อหล่อหลอมพวกเขามากขึ้น ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรคงไม่ใช่ประเด็น สภาพสังคม ณ วันนี้ ขอเพียงดูแลลูกตัวเองให้ดีได้ก็เก่งแล้ว ยังไม่ต้องไปนึกถึงเด็กอื่น

วันนี้เป็นวันเด็ก ถ้าผมยังไม่มีลูก เสาร์นี้ก็คงนอนอยู่บ้าน ไม่ออกไปไหน เพราะรู้อยู่ว่าข้างนอกนั้นวุ่นวายแน่ๆ พ่อแม่ทุกคนต่างก็พาลูกออกไปแย่งกันดู แย่งกันกิน แย่งกันรับของ ที่มีใครต่อใครนำมาแจกเด็กๆ ผมเองมีคำถามในใจ วันอื่นอีกตั้งเยอะแยะ พาลูกไปวันอื่นก็ได้ ทำไมต้องไปวันเด็กด้วย -- ลองถามลูกดูสิว่า เขาตอบเพื่อนว่าอย่างไร เมื่อถูกถามว่าวันเด็กไปไหนมา? คำตอบว่าไปไหนคงไม่สำคัญเท่ากับ จินตาการหลังจากนั้น

ผมจำได้ ตาของลูกคิดเคยถามว่า เคยพาลูกไปเล่นเครื่องเล่นเด็กตามห้างสรรพสินค้าบ้างหรือไม่ "ไม่เคยครับ" -- อืม! ทำไม?

ภาพของเด็กและเยาวชนในปัจจุบัน ไม่สามารถเป็นอนาคตที่พึ่งพาให้ประเทศชาติได้ ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลายคนบ่น ทำไมวัยรุ่นสมัยนี้ บริโภคนิยม สังคมแคบ คำนึงแค่สุขส่วนตัวโดยไม่สนใจสังคมรอบข้าง -- ผมฟันธง เหตุที่เด็กและเยาวชนแย่ เพราะผู้ใหญ่มันห่วย มอมเมา เห็นแก่ได้ สร้างภาพ ปากว่าตาขยิบ พ่อแม่รังแกฉัน สารพันจะบรรยาย ร้ายกาจอย่างคาดไม่ถึง

อย่าคิดจะฝากอนาคตของชาติกับเด็กหรือเยาวชนเลยครับ ถามตัวเองกันดีกว่า ว่าผู้ใหญ่อย่างเราเองนั่นแหละ หวังได้ไหม?

ใช่ครับ! วันนี้เป็นวันเด็ก

อัพเดต อ่านบทความ คุณภาพผู้ใหญ่ ในวันเด็ก แล้ว ทำให้นึกถึงคำ "ลูกที่พ่อแม่ไม่สั่งสอน"

BCG Matrix

Growth-Share Matrix หรือ BCG Matrix (บ้างเรียก BCG Model) เป็นเครื่องมือที่เข้าใจง่าย ใช้ในการวิเคราะห์ เพื่อบอกสถานะของผลิตภัณฑ์/บริการ ว่าเป็นอย่างไร โดยใช้ตัวแปรหลัก 2 ตัว คือ อัตราการเจริญเติบโต (growth) กับส่วนแบ่งตลาด (market share)


ส่วนตัว ผมเองไม่ได้มีความสนใจในด้านนี้มากเท่าไรนัก แต่แม้ไม่ใช่ทางก็ "รู้ไว้ใช่ว่า" ไม่เห็นเสียหาย

เกี่ยวข้อง:

Wednesday, January 09, 2008

ลดการใช้พลังงาน

เมื่อวานมีโอกาสเข้าร่วมประชุมกับสมาคม IPv6 ประเทศไทย ซึ่งตอนนี้ภาระกิจหลักของสมาคมคือ การสร้างแรงจูงใจ เพื่อผลักดันทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมตัว เตรียมความพร้อม เพื่อจะที่ก้าวผ่านจาก IPv4 ไปเป็น IPv6 -- สำหรับความเป็นจริงในประเทศไทย เรื่องนี้ถือว่าช้ามากๆ เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านในเอเชีย ตั้งแต่นโยบายในระดับประเทศลงมาเลยทีเดียว

ในที่ประชุม ผมรับปากเรื่องประสานงานหาข้อมูลบางอย่างให้กับสมาคมไว้ เพราะเป็นตัวแทนจากองค์กรเดียวในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน

กลับมาออนไลน์ที่บ้าน เจอโพสต์ประเด็นผลักดัน IPv6 ของ Yves Poppe ก็เลยบันทึกไว้ซะหน่อย

"เทคโนโลยีก้าวหน้า เพื่อความทันสมัย และความสะดวกสบายของมนุษย์ ช่างผูกพันกันอย่างตัดไม่ขาดกับ การบริโภคทรัพยากรโลกซะจริงๆ เลยนะครับ"

นอกเรื่อง: บทความเก่า ข้อเสนอจากที่ดีอาร์ไอ ในการแก้ไขความยากจน ต้องเข้าถึง "คนจน" ที่แท้จริง เป็นข้อเสนอที่ดี แต่จะมีซักกี่รัฐบาล ที่จะจริงใจทำอะไรเพื่อคนจนอย่างจริงจังบ้างหนอ

ส่วนตัวผมมาสะดุด และโยงเข้าตัวเองในบทความช่วงท้ายๆ ตรงที่ว่า คนที่ขาดความรู้ในการวางแผนชีวิตและการวางแผนบริโภคที่ดี เป็นลักษณะหนึ่งของกลุ่มเสี่ยงที่จะจน -- เฮ้ย! นี่มันตัวเราเลยนี่นา แต่คิดบวกได้ว่า อย่างน้อย ณ วันนี้ เราก็ยังไม่ใช่คนจน (ฮา)

ถ้าลดประชากรมนุษย์ ก็ลดการใช้พลังงาน ? แต่ถ้าดูตัวเลขจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นจาก Wolrdometers แล้ว คงหวังสลายอย่างที่น้าเน็กกลัวจริงๆ :(

เกี่ยวข้อง: ประมาณการณ์ว่า IPv4 จะหมดเมื่อไหร่

บทความจาก CircleID, nida mbe 11

Friday, January 04, 2008

Open Mind

หน้าที่ ความรับผิดชอบ กับ ธุระไม่ใช่ -- จัดการ กับ ปล่อยผ่าน

ที่เห็น :-
(ก) ทำ เก่ง ลุย ยอดเยี่ยม มีทีมแกร่ง ทุ่มหมดแรง ผลงาน เป็นที่พึ่ง ไว้วางใจ
(ข) ทำ ชี้นิ้ว สั่งการ นำเสนอ หอคอย ทีมอ่อนล้า เอาตัวรอด ผลงาน กว้างไกล
(ค) ทำ เฉื่อยฉิว กาแฟ ดูดาย อุดมสังคม ทีมล่องลอย ผลงาน สานสัมพันธ์

ทำอย่างไรหรือไม่ทำอย่างไร -- หนึ่งท่านเคยแนะนำ เปิดใจกว้าง และให้โอกาส เสมอ

ที่เป็น :-
(ก) สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า มนุษย์
(ข) สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า มนุษย์
(ค) สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า มนุษย์

ฝาก ในโลกนี้ มีสักกี่คนที่จะเลอเลิศ เพอร์เฟ็ค ไปซะทุกเรื่อง, 360 องศา, พึ่งพาอาศัย

Wednesday, January 02, 2008

นวัตกรรม

ในที่ประชุมผู้บริหารระดับกลางของบริษัทฯ เวลาที่ใครเอ่ยคำว่า "นวัตกรรม" หรือ "Innovation" จะมีหลายๆ ท่านแอบส่งหางสายตามาทางผม ด้วยเหตุที่ว่าชื่อทีมของผม มีคำๆ นี้อยู่ในชื่อด้วย พวกเขาคงสงสัยว่า "นวัตกรรม" จากทีมนวัตกรรมอยู่ไหนเหรอ? ไม่เคยมีอะไรให้เห็นเลย อยู่กับทีมมา 2 ปี บอกตามตรง ผมยังไม่กระจ่างกับความคาดหวังของคนตั้งชื้อนี้เท่าไรนัก

เช้านี้ได้อ่าน feed ของ The Berkun Blog เขาแนะนำ ถ้ามีใครใช้คำว่า Innovation ในที่ประชุม ให้เราขัดจังหวะด้วยคำถาม "คุณลองยกตัวอย่างของ Innovation ให้หน่อยสิครับ/คะ?" เพื่อไม่ให้เสียเวลา จากการตีความหมายของคำๆ นี้ไม่ตรงกัน

ในอีกโพสต์หนึ่งบอกว่า Innovation หมายถึงอย่างไรได้บ้าง
  • A New Idea
  • A New + Good Idea
  • A kind of product
  • A kind of successful product
มาถึงตรงนี้ ดูมันเป็นลำดับขั้นที่ต่อเนื่องกัน คือต้องเกิด New Idea ขึ้นมาก่อนมากมาย กว่าจะกลั่นกรองมาเป็นสุดท้ายที่ successful product ซึ่งแน่นอนธุรกิจย่อมอยากได้ successful product แต่ในแง่ของความคาดหวังกับทีม "นวัตกรรม" อยู่ตรงขั้นไหน -- ทำให้ผมนึกต่อไปถึง คำ KPI กับวลี "ไม่รู้อย่าวัด ไม่ชัดอย่าชี้"

ประเด็นของ อ.ประพนธ์ เกี่ยวกับเรื่องตัวชี้วัด ผมค่อนข้างเห็นด้วย ภาวะผู้นำ (Leadership) นั้นสำคัญมาก เพื่อที่จะสร้างแรงบันดาลใจ (Inspiration) ในการทำงานให้กับพนักงาน ตัวชี้วัดที่ดีและเหมาะสมนั้น พนักงานควรกำหนดจากเป้าหมายของตัวเอง ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของหน่วยงาน และสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร ไม่จำเป็นต้องให้ผู้อื่นกำหนดให้

มีข้อสังเกตุหนึ่งน่าสนใจ ที่บอกว่า การสร้างสรรค์ (หมายถึงระดับ New Idea) ของคนทั่วไป ในบรรรยากาศสบายๆ (relax) ในชีวิตประจำวันนั้นมีให้เห็นมากมาย ยืนยันได้จากคลิปวิดีโอปริมาณมหาศาลซึ่งถูกโพสต์ไว้ที่ YouTube ในแต่ละวัน แต่ทำไมพวกเขาเหล่านั้น กลับคิดอะไรไม่ค่อยออกเลยในเวลาทำงาน

อ้างอิง: Stop saying innovation - here’s why > What innovation means: a short report > ตัวชี้วัด - ทำไมต้อง "ชี้" ทำไมต้อง "วัด"