Saturday, January 19, 2008

หลับตา ตื่นใจ

บ่ายวานนี้ เข้าไปทำงานที่ออฟฟิศในซอยรางน้ำ รู้สึกตะลึงกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมที่แปลกตาไปเยอะ (ไม่ได้แวะมานานกว่า 3-4 เดือนได้แล้วมั้ง) ขนาดไม่มีเวลาเดินสำรวจ ผมยังรู้สึกได้ โดยเฉพาะความเติบโตทางเศรษฐกิจ ร้านรวง หาบเร่ แผงลอย คึกคัก คักคึกมากๆ รวมไปถึงผู้คนที่พลุกพล่าน ทำให้ดูเหมือนซอยนี้ ในแต่ละวันคงมีเวลาพักผ่อนเพียงน้อยนิด ถ้าเป็นคนคงจะโทรม โหม โรย โหย น่าดู

ขากลับ เดินผ่านเซ็นเตอร์วันแค่ 1 ชั้น โอ้โฮ! เรามันบ้านนอกแท้ๆ คอหมุนเกือบจะ 360 องศาทีเดียว หาบันไดเลื่อนและทางออกแทบไม่เจอ มันเปลี่ยนไปได้มากมายขนาดนี้เลยทีเดียวเชียววุ้ย (ไม่อยากบอกใครเลยว่า เราคนสัญชาติกรุงเทพ)

พอมาต่อรถที่ห้างพันธุ์ทิพย์พลาซ่า งามวงศ์วาน ขอแวะดูหน่อย เนื่องในโอกาสที่ห่างเหินไปซะนาน โอ้แม่เจ้า! อยากได้ไปหมด (ถ้าได้จริงๆ ที่ไปหมดน่ะ คงเป็นเงินในกระเป๋า) ตกเป็นทาสเทคโนโลยี โน้ตบุ๊ค เดสก์ทอป อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ วางเกลื่อนกลาด อย่างกับลูกชิ้นปิ้งริมถนน - ตาตื่น ใจแตก ยังดีหน่อยที่สมองมันแว่บหน้าลูกคิดเข้ามาเป็นระยะๆ ทำให้ไม่เขว

นึกถึงบทสนทนากับกัลยาณมิตร -- "กระบวนการ เมื่อไม่มีอินพุต ก็จะไม่มีเอ๊าพุต" ปิดหู ปิดตา ปิดปาก ซะบ้าง วุ่นวายคงลดน้อยลง เป็นสงบมากขึ้น

เพราะอย่างนี้นี่เล่า ผมถึงพยายามเลี่ยงไม่ไปเดินห้างสรรพสินค้า ถ้าไม่จำเป็น เพราะถ้าไปเยือนเมื่อไร ความอยากและกิเลสก็แวะเวียนมาหาผมเมื่อนั้น อีกทั้งอาหารหนึ่งมื้อในนั้น ค่าเสียหายเท่ากับกินข้าวข้างถนนกว่าสองมื้อทีเดียว -- เมื่อต้องไป ก็ไม่เป็นไร ถือว่าไปฝึกข่มจิต

ทางออก คือ ฝึกจิตฝึกใจตนเอง ดีที่สุด -- แม้ตาตื่น แต่ใจยังหลับ กายนำ จิตตาม และเมื่อใจตื่น จะหลับตาหรือลืมตา จิตย่อมเป็นนาย กายกลายเป็นบ่าว

ปล. นี่ถือเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง ที่ควรจะฝึกฝนตัวเอง และปลูกฝังนิสัยลูกหลาน

No comments: