Thursday, February 28, 2008

What is this blog (for me)?

เหตุหนึ่งของการเขียนบล็อกของผมคือ บล็อกเป็นที่ระบายความรู้สึกอึดอัดกดดัน หลายเรื่องหลายครั้ง อยากพูดอยากอธิบาย แต่ทำไม่ได้ ซึ่งที่ทำไม่ได้ก็เกิดจากปัจจัยภายในตัวเอง ถ้าพูดคงเรียบเรียงได้ไม่ดี ไม่ชัดเจน เท่ากับการเขียน (เพราะการเขียนบล็อกมีเวลาและโอกาสแก้ไข) แต่ผลหนึ่งที่ตามมาซึ่งผมคิดว่าไม่ดีก็คือ ทำให้หลายๆ เรื่องที่ควรพูด ควรสื่อให้คนอื่นเข้าใจ ก็ไม่ได้ทำ และคนอื่นๆ เหล่านั้น ไม่ได้อ่านบล็อกของผมเลย

ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยบอกทำนองว่า การเขียนบล็อกที่ดี ควรเขียนเรื่องที่เป็นประโยชน์มีคุณค่ากับคนอ่าน มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ถูกผิดอาจไม่สำคัญ (อย่างไรก็ควรให้ข้อมูลที่ถูกไว้ก่อน) เท่ากับการชี้ประเด็นให้คิด และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ผมพยายามเตือนตัวเองให้ตระหนักเรื่องนี้เสมอ ซึ่งก็ยอมรับว่าหลายๆ โพสต์ เริ่มจากอารมณ์และความรู้สึกกดดัน (ด้วยความที่ยังไม่บรรลุ และชีวิตนี้ก็คงไม่แล้วล่ะ) แต่พยายามจะหาประเด็นที่เป็นประโยชน์ จากสถานการณ์ บรรยากาศกดดันที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่ ผมคิดว่าหลายๆ คน คงต้องผ่านเรื่องคล้ายๆ กันมาบ้าง บางคนอาจจะหนักหนาสาหัสกว่าด้วยซ้ำ

มาถึงตรงนี้มีประสบการณ์มาเล่าสู่กันฟัง เมื่อวานผมเพิ่งผ่านสถานการณ์ที่ต้องตอบคำถามว่า ความผิดพลาดทางเทคนิคที่เกิดขึ้นกับระบบ เป็นเพราะอะไร จะมีแนวทางป้องกันอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีก โดยเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อประมาณเกือบเดือนที่ผ่านมาแล้ว รายละเอียดก็คือ script ตัวที่ผมเขียนเพื่อ generate report ซึ่งทำงานทุกวันหลังเที่ยงคืน เกิด generate report ผิดพลาด กับ user รายเดียวและวันเดียว โดยที่ข้อมูลดิบหรืออินพุต (สามารถย้อนกลับไปตรวจสอบได้) ปกติดีทุกอย่าง และตัว script นี้ก็ใช้มานานกว่า 3-4 ปีแล้ว ซึ่งผมได้ให้คำตอบเบื้องต้นกับผู้เกี่ยวข้องไปว่า ผมหาสาเหตุทางเทคนิคที่แท้จริงไม่พบ

ความกดดันก็คือ ต้องไปอธิบายและชี้แจงเพื่อเรียกความเชื่อมั่นกับ user (รายนี้เคยได้รับผลกระทบเรื่องนี้ แต่จากเหตุอื่นมาก่อนหน้านี้ครั้งหนึ่ง) ผมสองจิตสองใจว่า จะบอกความจริงซึ่งยากจะอธิบายให้เข้าใจ หรือจะโกหกว่าเป็นเพราะข้อมูลดิบ (input) ผิดพลาดซึ่งพูดง่ายกว่าเยอะ สุดท้ายผมก็เลือกที่จะไม่โกหก โดยความผิดพลาดที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ผมใช้คำว่า runtime error ซึ่งไม่แน่ใจว่าใช้ถูกหรือไม่ แต่แนวทางป้องกันละเป็นอย่างไร คิดอยู่สักพักใหญ่ จึงคิดออกว่า ทำการเพิ่มรอบการ run และเปรียบเทียบ report ให้มากขึ้น (จะเป็น double check, triple check ก็แล้วแต่)

ผมเชื่อว่าทำถูกต้องที่สุดแล้ว คือการบอกความจริง เพราะจะได้ไม่ต้องมานั่งจำว่าโกหกครั้งนี้ไปว่าอย่างไร แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่เข้าใจ และยอมรับได้ยากสำหรับคนฟัง (user ในกรณีนี้) แต่ถ้าเราสื่อได้ถึงความจริงใจ อย่างน้อยก็มีโอกาสได้ความไว้วางใจเพิ่มขึ้น แม้ความเชื่อมั่น(ทางเทคนิค)จะลดลงไปสักนิด ก็คุ้มนะครับ -- สำคัญที่สุด คือตัวเราเองสบายใจ ที่ไม่ต้องโกหกหลอกลวงใคร

หลายคนบอกว่า ไม่มีนักธุรกิจคนไหนไม่รู้จักการโกหก การทำธุรกิจเป็นเรื่องของการโกหก (ผมเชื่อ โดยเฉพาะนักสร้างสรรค์โฆษณาสินค้า) แต่ถ้าผมคิดจะทำธุรกิจ เคยตั้งใจว่าจะไม่โกหกหลอกลวง และคงเพราะคิดแบบนี้ ผมถึงทำธุรกิจไม่ได้มั้งครับ ;-)

ภาพประกอบ: http://btruono.com

Sunday, February 24, 2008

รัก(ษ์)ต้นไม้

เป็นที่รู้ๆ กันอยู่ว่าผู้ชายในครอบครัว ทั้งพ่อ พี่ชาย น้องชาย(ที่จากไปแล้ว) และผม คนนอกคอกนอกหมู่ที่สุดก็คือตัวผมเอง สัตว์เลี้ยง พืชเลี้ยง คนเดียวเท่านั้นที่ไม่ใส่ใจ ไปบ้านญาติเมื่อใด จะจับกลุ่ม ชื่นชมต้นไม้ หรือปลาเลี้ยงในตู้ เป็นต้องไม่มีผมร่วมกลุ่มอยู่ด้วย จะพูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หรือเกทับกัน เรื่องพันธุ์ปลาตู้ ปลาบ่อ ทั้งหลาย จะปลากัด ปลาทอง หางนกยูง หมอเทศ หมอสี หมอนกเขา(เอ้ย! ไม่เกี่ยว) ไปจนอะโรวาน่า ปลามังกร ผมก็ปลีกวิเวกเสมอ ไม่ใช่ทาง -- ดูได้ ฟังได้ ไม่รังเกียจ และไม่สังคม

แต่ถ้าเป็นเรื่องเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ ทั้งหลายแหล่ ถึงแม้จะไม่กิ๊ก (geek) ในวงการ แต่นับแค่ในบ้านในครอบครัว ผมก็เด่นล่ะครับพี่น้อง เพียงคนเดียวซะด้วย (นอกคอก) เกือบจะทุกคนต้องปรึกษาผม (ไม่ถึงกับพึ่งพา ขาดได้ไม่ถึงตาย)

วันนี้ เป็นอีกโอกาสหนึ่งที่ได้สนทนากันเรื่องนอกคอกนี้ของผมกับ ผบ.ทบ. ตอนแรกเธอใช้คำว่า เถื่อน ผมเถียง ไม่ยอมรับเด็ดขาด แต่พอเปลี่ยนมาเป็น หยาบ กระด้าง เฉยเมย ผมยอมรับโดยสดุดีว่าใช่เลย เธอบอกผมไม่รักต้นไม้ ไม่สนใจใยดีสัตว์เลี้ยง ผมก็ว่า คนเรายังไงก็ต้องเข้าข้างตัวเองวันยังค่ำ ขอเถียงนิดนึงว่าไม่ได้เกลียด ไม่ได้โอบกอด แต่ก็ไม่ได้ทำลาย แถมบางครั้งยังส่งเสริม(ในที่ลับตา)ด้วยซ้ำ

สำหรับเรื่องต้นไม้ หลายครั้งยังขัดใจที่ว่า คนเรารักต้นไม้ แต่ทำไมต้องเลือกที่รักมักที่ชัง เลือกเลี้ยง เลือกซื้อ เฉพาะพันธุ์ที่ตัวเองชอบ คิดว่าสวยเท่านั้น แล้วไอ้พันธุ์ที่ชอบ พันธุ์ที่สวย ผ่านไปซักพัก มันก็กลายเป็นแค่ เคย สุดท้ายก็ถูกอัปเปหิออกไปไกลๆ ตัว หาใหม่มาแทน สนองอยากที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา อย่างนี้หรือที่เรียกว่า รักต้นไม้ (ให้ผมสรุป มนุษย์ขี้เหม็น มันก็ไม่พ้น รักแค่ตัวเองทั้งนั้น ไม่ต่างกันซักนิด)

สัตว์เลี้ยงก็ไม่ต่างกัน รักหมา รักแมว ก็เฉพาะของตัว หมาขี้เรื้อน หมาวัด หมาข้างถนน เข้ามาใกล้ทีไรก็ยี้ อุ๊ยตายว้ายกรี๊ด น่ารังเกียจ ไปให้ไกล

ผมละไม่เข้าใจ ผู้คนเหล่านี้เลยจริงๆ (เหมือนที่พวกเค้าก็ไม่เคยเข้าใจ หรือแม้แต่ใส่ใจผม) ที่ไปเที่ยวต่อว่าคนอื่นเค้าน่ะ เข้าใจตัวเองกันบ้างรึเปล่า ฮึๆๆ! ก็ช่างเถอะ ปัจเจกที่แตกต่าง ถึงอย่างไรผมก็เคารพและย้ำเตือนตัวเองในข้อนี้เสมอ ตราบใดที่ยังไม่ทำให้สังคมวงกว้างเดือดร้อน -- ใครจะว่าอย่างไร ผมก็รับได้ เพราะมันเรื่องจริง ขอเพียงเคารพในปัจเจกผมเช่นกันก็พอ

Monday, February 18, 2008

เพื่อน..กูรักมึงว่ะ

ผมก็เหมือนแฟนหนังแฟนละครปกติทั่วไป คือมักจะสนใจและจำได้แต่ชื่อพระเอก นางเอก หรืออย่างมากก็แค่นักแสดงประกอบอื่นๆ ไม่ค่อยใส่ใจทีมงานเบื้องหลังซักเท่าไรนัก ว่าเป็นใคร ชื่อเสียงเรียงนาม ประวัติส่วนตัว ความสามารถและผลงาน เป็นยังไงมาบ้าง ถามถึงหนังเก่าๆ ในอดีตจะจำได้บ้างก็แค่ ใครเป็นพระเอกนางเอก เท่านั้น

วันนี้อ่านข่าว ผลการประกาศรางวัลสุพรรณหงส์ทองคำ (ตามไปเพราะหัวข้อข่าว) สายตาดันเหลือบไปเห็นชื่อผู้ที่ได้รับรางวัลบันทึกเสียงยอดเยี่ยม อ้าว เฮ้ย! วชิระ วงศาโรจน์ นั่นมันเพื่อนเรานี่หว่า ออกอาการตื่นเต้น ดีใจที่หนึ่งคือ การได้ทราบข่าวคราวของเพื่อนที่ไม่ได้ติดต่อกันมานานกว่า 10 ปี ดีใจที่สองคือ การที่รู้ว่าเพื่อนได้ทำงานในสิ่งที่เขาใฝ่ฝัน และตั้งเป้าหมายมาตั้งแต่สมัยเรียน ปวช. ด้วยกัน ว่าชีวิตนี้จะต้องเป็น Sound Engineer ให้ได้ และดีใจที่สาม(เล็กๆ) คือ การที่งานของเพื่อนได้รับรางวัล

ไม่ได้คิดจะพยายามติดต่อไปหาเพื่อนหรอกครับ ไว้มีโอกาสและวาสนา เราคงได้เจอกันอยู่แล้ว แค่อยากลองค้นหา ประวัติการทำงาน และรางวัลต่างๆ ที่เพื่อนอาจจะเคยได้รับมาก่อนหน้านี้ ถาม google ก็ได้มาพอสมควรทีเดียว (แต่คิดว่าน่าจะมีมากกว่านี้) ขออนุญาตมาบันทึกไล่เรียงไว้ก่อน

:: รางวัล ::
  • สุพรรณหงส์ทองคำ ๒๕๕๐ - บันทึกเสียงยอดเยี่ยม - วชิระ วงศาโรจน์, สมศักดิ์ พิมพาลัย บริษัท กันตนา แลบบอราทอรี่ส จำกัด จากภาพยนร์เรื่อง เพื่อน..กูรักมึงว่ะ
  • พระสุรัสวดี (ตุ๊กตาทอง) ๒๕๔๙ - บันทึกเสียงยอดเยี่ยม - วชิระ วงศาโรจน์ บริษัท กันตนา แอนิเมชั่น จากภาพยนร์เรื่อง ก้านกล้วย
  • ..อาจจะมีอีก..

:: ผลงาน ::

ผลงานบางเรื่องเป็นผสมเสียง บางเรื่องเป็นบันทึกเสียง อันนี้ผมก็ไม่ทราบนะครับว่ามันแตกต่างกันอย่างไร เพราะไม่ใช่ทาง ไว้เจอเจ้าตัวค่อยถามอีกที หรือว่าใครทราบก็บอกเล่าเก้าสิบ เป็นวิทยาทานกับผมจะขอบคุณมากเลย

สำหรับโพสต์นี้ เผื่อบางทีวันหนึ่ง เพื่อนอาจจะผ่านมาพบเข้า อย่างน้อยก็จะได้รู้ว่าเรายังจำนายได้อยู่ แม้เวลาผ่านมานานเป็นสิบปีแล้ว

วชิระ! เรานับถือนายจริงๆ เรื่องความมุ่งมั่นตั้งใจ แล้วสุดท้ายก็ได้เป็นอย่างที่หวัง ด้วยความทุ่มเทแบบเต็มสูบ -- ต่างกับเรา ซึ่งยังตอบตัวเองไม่ได้เลยว่า ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ มันใช่หรือไม่ใช่ อาจเป็นเพราะเราไม่เคยมีแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ มากไปกว่าการดิ้นรนเอาชีวิตรอดไปวันๆ เท่านั้น

Saturday, February 16, 2008

เหนือโลภยังมีโลภกว่า

Thai PBS (Thai Public Broadcast Service) ก่อนนี้ผมไม่เคยใส่ใจว่าชื่อไทยคืออะไร วันนี้รู้แล้ว องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ยาวโคตร)

รายการอะไรนะ ? ช่วงสามทุ่มกว่า ก่อนสามก๊กอ่ะ ขอโทษ! ผมจำชื่อรายการไม่ได้จริงๆ เมื่อคืนนี้เขาพูดถึงเรื่อง ภัยจากแชร์รถเช่า แล้วก็ลามๆ ไปถึงแชร์ข้าวสาร แชร์ยางพารา แชร์เครื่องใช้ไฟฟ้า เชิญมาทั้งตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และผู้เสียหายซึ่งตกเป็นเหยื่อเต็มห้องส่ง ผมเองก็ไม่ได้ดูเต็มๆ หรอกครับ เพราะว่า ผบ.ทบ. เขาติดละครยุทธการหักคานทอง วิกสามพระรามสี่ (ทีชื่อละครล่ะจำแม้นแม่น)

แต่ได้ใจความช่วงสรุป (ไอ้ผมมันคนชอบสรุปอยู่แล้น) ว่าสุดท้าย เหยื่อผู้น่าสงสารทั้งหลาย จะไม่มีทางเป็นเหยื่อได้ง่ายๆ เลย ขอเพียงแค่ไม่โลภ หรือจะโลภก็ได้ แต่ต้องไม่โง่ เพราะคนฉลาดกว่าและโลภกว่า มีเยอะแยะทั่วไป แล้วพวกมันรวมหัวกันทำเป็นแก๊งค์ เป็นขบวนการ พวกนี้เรียนรู้ กล้าเสี่ยง ลองผิดลองถูก หากินกับความโลภของคนมานักต่อนัก มีประสบการณ์ การเตรียมพร้อม รับส่งไม้ หาทางหนีทีไล่ กันมาเป็นอย่างดี ยากครับที่จะจับได้ไล่ทัน

ส่วนใหญ่จะมาในรูปของธุรกิจขายตรง (MLM) ให้สมาชิกสร้างรายได้ จากการชักชวนเพื่อนฝูง ญาติสนิท และคนรู้จัก มาเป็นสมาชิก นำเงินมาลงทุน ล่อเหยื่อด้วยผลตอบแทนที่มากและเร็ว(จนผิดปกติ) แต่ขบวนการของมิจฉาชีพพวกนี้ ต่างจากธุรกิจ MLM สุจริตตรงที่ว่า มักจะไม่มีสินค้าที่นำไปใช้จริงๆ เช่น กรณีแชร์ข้าวสาร คนเปีย (ศัพท์ของโต๊ะแชร์ คล้ายๆ ประมูล) ได้ข้าวสารมาในราคาต่ำกว่าท้องตลาด ก็ไม่ได้ต้องการนำข้าวสารไปบริโภค แต่นำกลับไปขาย เข้าลูปแล้วถูกนำกลับมาเปียแชร์อีก เป็นสิบเป็นร้อยรอบ พวกเจ้ามือแชร์เหล่านี้ เมื่อถึงวันหนึ่ง หลอกเงินจากสมาชิก(ที่เพิ่มขึ้นทุกวัน)ได้มากพอ พวกมันก็หอบเงินดังกล่าว หายจ้อยเป็นนินจาเข้ากลีบเมฆ -- ใครน้ำตาตกล่ะครับ ก็ท่านเหยื่อโลภมาก แต่ฉลาดน้อย อยากรวยลัดทั้งหลายนั่นแล

โดยส่วนตัว ผมเองก็เคยมีประสบการณ์กับธุรกิจขายตรง หรือ MLM มาบ้างเหมือนกัน แต่ที่เจอมาเป็นบริษัทที่เขาทำธุรกิจกันจริงๆ ไม่ใช่พวกแชร์บ้าแชร์บอ อย่างที่เป็นข่าว ตอนที่ไปก็ไม่ได้ชอบหรืออยากรวยอะไรหรอกครับ แต่เพราะขัดพรรคพวกไม่ได้มากกว่า ไม่อยากให้เสียน้ำใจ -- ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ท่องไว้ในใจทุกครั้งก่อนไปว่า ถ้ามันอ้าปากปุ๊บ ก็ให้เราควักกระเป๋าปั๊บ โดยไม่ได้เอาสินค้าอะไรมาให้ดูให้ลอง ตูสะบัดตูดกลับทันที เอาสิเอ้า (ขอโทษที่ใช้คำไม่ไพเราะ ขำขำนะครับ) แต่ยอมรับเหมือนกันว่าสินค้าอุปโภคบริโภคบางตัว ของเขาก็ใช้ดีเหมือนกัน แต่ไอ้ผมนี่มัน กินใช้ของทั่วๆ ไปได้ โดยไม่ค่อยเลือกอยู่แล้ว ก็เลยไม่เป็นประเด็น

สรุปดีกว่า ความโลภ อยากรวยลัดรวยเร็วน่ะ ไม่ผิดหรอกครับ ผมคิดว่าเป็นกันแทบทุกคนนั่นแหละ แต่ถ้าไม่อยากเสียใจละก็ โลภให้ดูตาม้าตาเรือซะบ้าง ไม่มีใครทำอะไรโดยไม่หวังผลหรอกครับ ใช่หรือไม่ ลองถามตัวเองดูสิ -- "เหนือโลภยังมีโลภกว่า แถมฉลาดกว่า" จำไว้นะครับ ไปละ สวัสดี

Thursday, February 14, 2008

กล้องดิจิตอลเปลี่ยนโครงสร้างประชากร

หัวข้อวันนี้ผมเขียนไม่ผิดครับ อ้างอิงจากรายการชีพจรโลก โดยคุณสุทธิชัย หยุ่น และคุณวีณารัตน์ เลาหภคกุล ทาง Modern 9 เมื่อคืนนี้ ซึ่งโหนกระแสวันวาเลนไทน์ด้วยการนำเสนอเรื่องราว ความเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร อันมีผลสืบเนื่องจากชีวิตรักของครอบครัวในปัจจุบัน

แนวโน้มจากอดีตที่ผ่านมาและอนาคตที่กำลังจะเป็นไป จำนวนประชากรซึ่งเป็นคนสูงอายุ จะมีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่จำนวนประชากรในวัยอื่น ทั้งเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน กลับมีสัดส่วนลดลง เนื่องจากอัตราการเพิ่มของเด็กเกิดใหม่ลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันคนเราแต่งงานช้า ไม่นิยมแต่งงานก็มีมาก ที่แต่งแล้วไม่อยากมีลูก หรือมีน้อยแค่ 1-2 คน ด้วยความจำเป็นทางเศรษฐกิจ และเป้าหมายของชีวิต อยู่ที่ความสำเร็จในหน้าที่การงาน มากกว่าความสุขจากความรักของคนในครอบครัว

ประเด็นคือ อัตราส่วนจำนวนประชากรที่เป็นผู้สูงอายุ ต่อจำนวนประชากรวัยทำงานสูงขึ้น ทำให้เกิดปัญหาเรื่องภาระค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดู ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นกำลังประสบปัญหานี้อยู่ โดยมีจำนวนประชากรที่เป็นผู้สูงอายุมากถึง 25% -- คนชราหลายคน ถึงกับยอมทำผิดกฏหมาย ลักเล็กขโมยน้อยยอมถูกจับ เพื่อจะได้เข้าไปให้รัฐดูแลในคุกในตาราง ดีกว่าโดดเดี่ยว และอดอยากอยู่ข้างนอก

จิตแพทย์ท่านหนึ่งบอกว่า คนเราในปัจจุบันนี้ถูกปลูกฝังนิสัยเปลี่ยนง่าย เปลี่ยนทุกอย่างเหมือนเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือ แม้กระทั่งเปลี่ยนคู่ อีกทั้งไม่อดทน ไม่รู้จักรอ เมื่อก่อนใช้กล้องฟิล์มถ่ายภาพ ต้องรอจนกว่าจะถ่ายจนฟิล์มหมดม้วน แล้วค่อยเอาไปล้างอัดที่แล็บ นานหลายวันกว่าจะได้เห็นภาพ แต่เดี๋ยวนี้เป็นยุคของกล้องดิจิตอล ถ่ายปุ๊บเห็นภาพปั๊บ ไม่พอใจก็ลบ ถ่ายใหม่ -- ฟังมาถึงตรงนี้ ทำให้นึกเห็นเหตุการณ์ ขณะที่ผมถ่ายภาพลูกสาวเลย พ่อกดชัตเตอร์ครั้งหนึ่งปุ๊บ ลูกคิดวิ่งมาหาพ่อปั๊บ บอกว่า "ไหนพ่อ ขอลูกคิดดูหน่อยค่ะ" เป็นอย่างนี้จริงๆ เด็กทุกคนเป็นเหมือนกันหมด

นึกไม่ถึง(มองข้าม)เลยนะครับว่ากล้องดิจิตอล จะมีผลกระทบต่อโครงสร้างประชากรในอนาคตด้วย

คิดไปคิดมาให้สงสารคนแก่ยิ่งนัก บางคนถูกลูกหลานทิ้งให้โดดเดี่ยว เหี่ยวแห้งอยู่ในชนบท บางคนมีสมบัติมากมาย ลูกหลานเข้าหาก็เพราะหวังมรดก แต่ไม่มีใครคิดจะใส่ใจดูแลจริงจัง พอมาเจอเนื้อหาในรายการเมื่อคืนนี้อีก ถูกมองแบบเหมารวมว่า เป็นภาระของสังคม -- เฮ้อ! ปลง หาทางตายเสียตั้งแต่ยังไม่แก่ จนเป็นภาระของใคร ดีกว่ามั้ยนะเรา

ข้อมูลวิชาการ: สาระพันความรู้ประชากร วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Wednesday, February 13, 2008

ระวังครับ คุณสุ...

โปรดระมัดระวัง การเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาระหว่างการพิมพ์ข้อความภาษาไทย กับภาษาอังกฤษ มาเตือนกันเพราะผมเองพลาดบ่อย โดยเฉพาะชื่อตัวเอง ในตอนลงท้ายอีเมล

ปกติผมมักจะลงชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า snakk หลายครั้งไม่ทันระวังว่า key เป็นภาษาไทยอยู่ เลยกลายเป็นลงท้ายว่า หืฟาา (หวาดเสียวนะครับ)

ขอย้ำเน้นย้ำหนัก โดยเฉพาะสำหรับคุณสุ.. ทั้งหลายแหล่ เช่น สุกร สุขา สุรา สุสาน เป็นต้น ลองนึกดูเองนะครับพี่น้องว่า ถ้าพลาดอย่างผมแล้วจะเป็นยังไง



ภาพประกอบ: http://www.nmsu.edu

Saturday, February 09, 2008

อกหัก..ดื่ม

สัปดาห์ที่ผ่านมา เหมือนย้อนเวลากลับไปซัก 5-6 ปี ผมจำเป็นต้องย้อนกลับไปรื้อฟื้น Web CGI Script ของ tools ซึ่งเคยพัฒนาไว้นานแล้ว (แต่ไม่มีใครใช้ เพราะไม่อยากเปลี่ยนวิธีการทำงาน) ย้ายจาก server เดิม ไปที่ server ใหม่ แน่นอนว่า environment เปลี่ยน code ก็ต้องปรับ เพราะผมเขียนแบบลูกทุ่งมากๆ บวกกับ requirement เพิ่มอีกยุบยิบ -- ถ้ามันสามารถนำมาใช้ แล้วป้องกันปัญหาได้ ผมก็ยินดีครับ

มีน้อง engineer ขี้ฮาคนหนึ่ง แฟนคนแรกที่คบกันมากว่า 2 ปี เพิ่งบอกเลิกหันหน้าไปหาคนที่มีทรัพย์ศฤงคารมากกว่า น้องเค้าห้อมอเตอร์ไซค์ ส่วนคนใหม่มาสด้า 3 ป้ายแดง แถมอยู่ห่างไกลกว่ากันหลายร้อยกิโลเมตร แบบนี้เรียกว่ายังไงดี? "รักแท้แพ้มาสด้า 3" หรือ "รักแท้แพ้ระยะทาง"

น้อง enigneer คนนี้ ยังมาปรึกษาพี่ๆ ขำขำว่า เฮ้ย! ตอนพี่รู้ตัวว่าแฟนที่คบกันอยู่กำลังจะตีจาก ทำกันไงหว่า? "proactive ไงน้อง ชิงลงมือบอกเลิกก่อน จะได้ไม่เสียหน้าว่าถูกทิ้ง" (เอ้า ฮากันเข้าไป) เจ้าตัวเค้าบอกว่า อุตส่าห์ลงทุนไปสอบเรียนต่อ ป.โท เพื่อสร้างสถานะทางสังคม หวังว่าพ่อเธอจะยอมรับตัวเองมากขึ้น จ่ายเงินค่าเล่าเรียนมากมาย ไม่ใช่เพื่อใคร เพื่อเธอคนเดียว .. ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย

มาถามหาประสบการณ์จากพี่ ก็ยากหน่อยนะน้อง เพราะพี่ไม่เคยอกหัก ขอตอบเอามันส์ว่า "ดื่ม..ดื่ม เพื่อลืมเธอ" -- ถึงไม่เคยอกหัก แต่สมัยวัยรุ่น พี่ก็เคยแห้วมาบ้างครั้งสองครั้ง แค่กรณีปิ๊งคนที่เค้ามีเจ้าของแล้ว ก็เท่านั้น (เจ็บๆ คันๆ มันส์กว่าอยู่เฉยๆ อ่ะ)

ประสบการณ์อกหัก ผมถือว่าเป็นบทเรียนสำคัญอันหนึ่งของชีวิตวัยรุ่นเลยทีเดียว ส่วนไอ้ที่แนะนำให้ดื่มน่ะ ไม่ดีหรอกนะครับ ถ้าน้องไปดื่มคนเดียว ต้องให้พี่ไปด้วย (ฮา) -- เดี๋ยวนี้ เราเห็นข่าววัยรุ่น (และไม่วัยรุ่น) ฆ่าตัวตายเพราะอกหักบ่อยและถี่กว่าสมัยก่อนเยอะนัก ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร อาจจะเป็นอย่างที่นักวิชาการบอกก็ได้ว่า เด็กสมัยนี้ไอคิวสูง แต่อีคิวต่ำ (ไม่สรุปนะครับ) -- แบบนี้ ผมว่าเมาแป๋ ยังดีซะกว่า แต่ต้องมีเพื่อนนะครับ ห้ามเมาคนเดียว

แต่สำหรับคนที่ไม่ได้อกหัก ก็อย่าดื่มมากนะครับ เพราะเดี๋ยวจะกลายเป็น "ดื่ม..ดื่ม แล้วเธอลืม" หรือ "กินเหล้า -> จน -> เครียด" -- ส่วนตัวผม ว่าจะเลือกดื่ม เพื่อฉลองเวลามีความสุขเท่านั้น -- ชีวิตมีเรื่องดีดีตั้งเยอะ เอ้า! เชียร์

ภาพประกอบ: http://icanhascheezburger.com/

Thursday, February 07, 2008

Tweet me

กำลังทดลองใช้(เล่น) Twitter อยู่ครับ ถือเป็น Very Big Social Network อันดับต้นๆ อันหนึ่งทีเดียว ในวิกิพีเดียมีคำอธิบายเกี่ยวกับ Twitter ไว้ด้วย

Twitter (ทวิตเตอร์) เป็นบริการเครือข่ายสังคมออนไลน์จำพวกไมโครบล็อก โดยผู้ใช้สามารถส่งข้อความว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ (ยาวไม่เกิน 140 ตัวอักษร) ผ่านทางอีเมล, เอสเอ็มเอส, เมสเซนเจอร์, ทางเว็บไซต์ Twitter หรือโปรแกรมเฉพาะอย่าง Twitterific ได้ Twitter ก่อตั้งเมื่อเดือนมีนาคม ค.ศ. 2006 ที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา โดยบริษัท Obvious Corp

ข้อความอัปเดตที่ส่งเข้าไปยัง Twitter จะแสดงอยู่บนเว็บเพจของผู้ใช้คนนั้นบนเว็บไซต์ และผู้ใช้คนอื่นสามารถเลือกรับข้อความเหล่านี้ทางอีเมล, เอสเอ็มเอส หรือ RSS ได้เช่นกัน ปัจจุบัน Twitter มีหมายเลขโทรศัพท์สำหรับส่งเอสเอ็มเอสไปยัง Twitter ใน 3 ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และสหราชอาณาจักร (สำหรับประเทศอื่นๆ)

ความสำเร็จของ Twitter ส่งผลให้มีบริการคล้ายคลึงกันออกมาเป็นจำนวนมาก (เช่น Jaiku) เว็บไซต์แห่งหนึ่งถึงกับรวบรวมบริการแบบเดียวกับ Twitter ได้ถึง 111 แห่ง[1]

Twitter พัฒนาด้วย Ruby on Rails


ผมใช้(เล่น)ผ่าน IM กับ Firefox Plug-in และ Website เท่านั้น ยังไม่ได้ลองผ่าน SMS กลัวเปลืองเงินในกระเป๋า --"

ถ้าสนใจ Tweet กันมาได้นะครับ -- http://twitter.com/snakk

Friday, February 01, 2008

มือใหม่ Slideshare

ไม่เคยคิดว่า Slide ของตัวเองจะดีพอ ที่จะนำไปแบ่งปันเพื่อเป็นประโยชน์กับคนอื่น แต่นะ! คนเรามันก็ต้องมีพัฒนาการกันบ้าง วันนี้เลย register แล้วถือโอกาสนำร่องด้วย Slide อ่วยๆ แต่(ผมว่า)หัวข้อน่าสนใจก่อนละกัน คงจะมีโอกาสได้นำ Slide ทรงคุณค่า(?) มาแบ่งปันกันอีกในอนาคต

ตอนนั้นโดนทำโทษ เนื่องจากโดดร่มอบรมมากครั้งเกินไป ด้วยการให้หาหัวข้ออะไรก็ได้มา shared learning กับเพื่อนๆ ในบริษัท ได้อันนี้มาจาก About.com ไฮไลต์ของผมอยู่ที่หน้า 7 หน้าเดียวเอง



#1: แนะนำหนังสือน่าอ่าน
#2: หัวข้อ
#3: ที่มาของบทความ
#4: ยกตัวอย่าง เล่าเรื่องจากบทความ
#5: ยกตัวอย่าง เล่าเรื่องจากบทความ
#6: ข้อคิด และคำถามจากบทความ
#7: บทสรุปของผมเอง
#8: แลกเปลี่ยนกับคนฟัง
#9: สรุปว่าฟังเถอะครับ พยายามตั้งใจฟัง
#10: ขอบคุณ & ลูกคิด

บทความต้นฉบับ: Listen To What They Are Not Saying

ปล. Slide นี้ตั้งแต่ปลายปี 2006 แล้ว