Thursday, February 28, 2008

What is this blog (for me)?

เหตุหนึ่งของการเขียนบล็อกของผมคือ บล็อกเป็นที่ระบายความรู้สึกอึดอัดกดดัน หลายเรื่องหลายครั้ง อยากพูดอยากอธิบาย แต่ทำไม่ได้ ซึ่งที่ทำไม่ได้ก็เกิดจากปัจจัยภายในตัวเอง ถ้าพูดคงเรียบเรียงได้ไม่ดี ไม่ชัดเจน เท่ากับการเขียน (เพราะการเขียนบล็อกมีเวลาและโอกาสแก้ไข) แต่ผลหนึ่งที่ตามมาซึ่งผมคิดว่าไม่ดีก็คือ ทำให้หลายๆ เรื่องที่ควรพูด ควรสื่อให้คนอื่นเข้าใจ ก็ไม่ได้ทำ และคนอื่นๆ เหล่านั้น ไม่ได้อ่านบล็อกของผมเลย

ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยบอกทำนองว่า การเขียนบล็อกที่ดี ควรเขียนเรื่องที่เป็นประโยชน์มีคุณค่ากับคนอ่าน มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ถูกผิดอาจไม่สำคัญ (อย่างไรก็ควรให้ข้อมูลที่ถูกไว้ก่อน) เท่ากับการชี้ประเด็นให้คิด และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ผมพยายามเตือนตัวเองให้ตระหนักเรื่องนี้เสมอ ซึ่งก็ยอมรับว่าหลายๆ โพสต์ เริ่มจากอารมณ์และความรู้สึกกดดัน (ด้วยความที่ยังไม่บรรลุ และชีวิตนี้ก็คงไม่แล้วล่ะ) แต่พยายามจะหาประเด็นที่เป็นประโยชน์ จากสถานการณ์ บรรยากาศกดดันที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่ ผมคิดว่าหลายๆ คน คงต้องผ่านเรื่องคล้ายๆ กันมาบ้าง บางคนอาจจะหนักหนาสาหัสกว่าด้วยซ้ำ

มาถึงตรงนี้มีประสบการณ์มาเล่าสู่กันฟัง เมื่อวานผมเพิ่งผ่านสถานการณ์ที่ต้องตอบคำถามว่า ความผิดพลาดทางเทคนิคที่เกิดขึ้นกับระบบ เป็นเพราะอะไร จะมีแนวทางป้องกันอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีก โดยเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อประมาณเกือบเดือนที่ผ่านมาแล้ว รายละเอียดก็คือ script ตัวที่ผมเขียนเพื่อ generate report ซึ่งทำงานทุกวันหลังเที่ยงคืน เกิด generate report ผิดพลาด กับ user รายเดียวและวันเดียว โดยที่ข้อมูลดิบหรืออินพุต (สามารถย้อนกลับไปตรวจสอบได้) ปกติดีทุกอย่าง และตัว script นี้ก็ใช้มานานกว่า 3-4 ปีแล้ว ซึ่งผมได้ให้คำตอบเบื้องต้นกับผู้เกี่ยวข้องไปว่า ผมหาสาเหตุทางเทคนิคที่แท้จริงไม่พบ

ความกดดันก็คือ ต้องไปอธิบายและชี้แจงเพื่อเรียกความเชื่อมั่นกับ user (รายนี้เคยได้รับผลกระทบเรื่องนี้ แต่จากเหตุอื่นมาก่อนหน้านี้ครั้งหนึ่ง) ผมสองจิตสองใจว่า จะบอกความจริงซึ่งยากจะอธิบายให้เข้าใจ หรือจะโกหกว่าเป็นเพราะข้อมูลดิบ (input) ผิดพลาดซึ่งพูดง่ายกว่าเยอะ สุดท้ายผมก็เลือกที่จะไม่โกหก โดยความผิดพลาดที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ผมใช้คำว่า runtime error ซึ่งไม่แน่ใจว่าใช้ถูกหรือไม่ แต่แนวทางป้องกันละเป็นอย่างไร คิดอยู่สักพักใหญ่ จึงคิดออกว่า ทำการเพิ่มรอบการ run และเปรียบเทียบ report ให้มากขึ้น (จะเป็น double check, triple check ก็แล้วแต่)

ผมเชื่อว่าทำถูกต้องที่สุดแล้ว คือการบอกความจริง เพราะจะได้ไม่ต้องมานั่งจำว่าโกหกครั้งนี้ไปว่าอย่างไร แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่เข้าใจ และยอมรับได้ยากสำหรับคนฟัง (user ในกรณีนี้) แต่ถ้าเราสื่อได้ถึงความจริงใจ อย่างน้อยก็มีโอกาสได้ความไว้วางใจเพิ่มขึ้น แม้ความเชื่อมั่น(ทางเทคนิค)จะลดลงไปสักนิด ก็คุ้มนะครับ -- สำคัญที่สุด คือตัวเราเองสบายใจ ที่ไม่ต้องโกหกหลอกลวงใคร

หลายคนบอกว่า ไม่มีนักธุรกิจคนไหนไม่รู้จักการโกหก การทำธุรกิจเป็นเรื่องของการโกหก (ผมเชื่อ โดยเฉพาะนักสร้างสรรค์โฆษณาสินค้า) แต่ถ้าผมคิดจะทำธุรกิจ เคยตั้งใจว่าจะไม่โกหกหลอกลวง และคงเพราะคิดแบบนี้ ผมถึงทำธุรกิจไม่ได้มั้งครับ ;-)

ภาพประกอบ: http://btruono.com

No comments: