Monday, March 31, 2008

วิ่งเพื่อสุขภาพ

เมื่อปีที่แล้ว ผมพลาดนัดการตรวจสุขภาพประจำปีของบริษัท และก็ไม่ได้เดินเข้าไปตรวจเองตามโรงพยาบาล แล้วค่อยมาทำเรื่องเบิก แต่ประวัติการเจ็บไข้ได้ป่วยในปี 2007 บอกชัดๆ ว่า สุขภาพไม่ค่อยแข็งเรงสมบูรณ์นัก เนื่องจากป่วยบ่อย ป่วยง่าย และที่สำคัญหายช้า -- อันนี้คงต้องทำใจยอมรับสภาพ ที่เป็นไปตามวัยและสังขาร ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงขาลง

วิธีหนึ่งที่ผมใช้เป็นเครื่องมือในการดูแลสุขภาพตัวเองทางอ้อม คือ การบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอ เท่าที่จะมีโอกาส เพราะก่อนบริจาค เราก็ต้องดูแลตัวเองให้แข็งแรงระดับหนึ่งอยู่แล้ว และหลังบริจาคผมเชื่อว่าเลือดของเราก็ต้องถูกนำเข้าไปตรวจ ผ่านกระบวนการในแล็ปบ้างพอสมควร ถ้าพบเจออะไรที่อาจจะเป็นเหตุให้เราเกิดเจ็บไข้ได้ป่วย ทางสภากาชาดหรือโรงพยาบาลที่รับบริจาค ก็น่าจะแจ้งเตือนให้เรารู้ตัวนะครับ -- เรียกว่า ทำดีหวังผลเหมือนกันนะอย่างนี้ (ต่างจากการบริจาคเงิน เพื่อลดหย่อนภาษีเปล่าหว่า) แต่ก็ช่างเถอะในเมื่อไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน

การดูแลสุขภาพที่คนเมืองคนทำงานอย่างเราๆ ท่านๆ ขาดและละเลยกันมากที่สุด (แต่จำเป็นมากที่สุดเช่นกัน) ก็คือ การออกกำลังกาย ปลายปีนี้ที่บริษัทฯ มีแคมเปญโปรเจคใหญ่งานหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพของพนักงาน นั่นคือ จัดให้มีการวิ่งเพื่อสุขภาพระยะทางคนละ 5 กิโลเมตร โดยมีการสะสมคะแนน (checkpoint) เดือนละครั้ง ตั้งแต่เมษายนนี้ไปจนปลายปี นับคะแนนเป็นทีมๆ ละ 8 คน โดยผู้บริหารระดับกลางขึ้นไป เป็นหัวหน้าจัดหาสมาชิกของทีมเอาเอง

แรกที่รู้กติกาผมว่าสุดโหดมากๆ เพราะตั้งแต่เด็กจนโต เล่นกีฬามาก็มาก ไม่เคยวิ่งครั้งเดียวได้ถึง 5 กิโลเมตรเลย เต็มที่สุดๆ แค่ 4 กิโลเมตรได้มั้ง แถมมีหยุดเดินเป็นระยะอีกต่างหาก แต่ลงไปดูในรายละเอียดของงาน เขาบอกว่า เวลาที่ใช้ไม่ใช่ประเด็น สิ่งที่จะทำให้ได้คะแนนเต็ม คือหนึ่ง มา checkpoint ครบทุกคนทั้งทีมทุกเดือน และสอง ทุกคนต้องวิ่งให้ครบ 5 กิโลเมตร โดยไม่จำกัดเวลา (แต่ก็คงไม่ให้ข้ามวัน)

เสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา เริ่มลองซ้อมวิ่งแล้วครับ (ออกกำลังกายจริงจังล่าสุด เมื่อเกือบ 3 ปีมาแล้ว) ผมวิ่งตอนเช้าๆ ตามแนวถนนและซอยในหมู่บ้านนั่นเอง ประมาณระยะทางวันละ 1.5 กิโลเมตรเห็นจะได้ ส่วนเวลาน่าจะซักราวๆ 20-25 นาที (มีเดินบ้างเล็กน้อย) และจากตัวเลขนี้ ทำให้ผมตั้งเป้าหมาย ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นไปได้ว่า การวิ่งระยะทาง 5 กิโลเมตร ผมจะต้องทำให้ได้ภายในเวลา 1 ชั่วโมง (ค่าเฉลี่ย 83.33 เมตร/นาที) -- ไว้คอยดูกันต่อไปว่าจะรอดมั้ย

วัตถุประสงค์หลักหรือสิ่งที่คาดหวัง คงเป็นสุขภาพที่ดีของพนักงาน ซึ่งผลพลอยได้คือ ค่ารักษาพยาบาล ซึ่งพนักงานเบิกจากสวัสดิการบริษัทฯ ก็น่าจะต่ำลงด้วย และอีกอย่างหนึ่งก็คือ เป็นบทเรียนบททดสอบสำหรับพนักงานทั้งบริษัทฯ เพื่อให้มีความมุ่งมั่น ตั้งใจจริง ในการทำสิ่งที่คิดว่ายาก (การวิ่งระยะทาง 5 กิโลเมตร ของคนไม่เคยออกกำลังกายเลย) ให้สำเร็จได้ด้วยการต้องลงมือทำ (ซ้อมอย่างจริงจัง สม่ำเสมอ) โดยอย่าเอาข้อจำกัดหรืออุปสรรคเป็นตัวตั้ง อีกทั้งต้องมีการวางแผน เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาด ซึ่งอาจนำมาซึ่งผลเสียร้ายแรงได้ (บาดเจ็บจากการโหมฝึกซ้อม หรือจากการไม่ยอมฝึกซ้อมเลย) -- สุดท้ายแล้ว การวิ่งได้ครบหรือไม่ครบระยะทางที่กำหนด คงไม่สำคัญเท่ากับสุขภาพดี(ไม่มีขาย) ที่ได้จากการฝึกซ้อมนั่นแล

ภาพประกอบ: http://www.jupiterimages.com

Thursday, March 27, 2008

ดื้อ

"ปล่อยของ"

เรื่องนี้ ผมสำนึกและทำใจยอมรับได้มาเนิ่นและนานพอสมควร เรื่องอะไรน่ะหรือ ก็ในสากลโลกนี้ไม่มีใครสมบูรณ์แบบหรอก ไม่ว่าจะวัดจากบรรทัดฐานไหน (ตัวเราเองยังไม่เคยสมบูรณ์แบบ ในบรรทัดฐานของเราเลย) แต่เมื่อไรที่ได้ประสบพบอีก ก็ทำใจนิ่งให้ไม่มีอารมณ์ร่วมไม่ค่อยได้ เป็นไปตามสถานการณ์ และความไม่สมบูรณ์แบบของตัวผมเอง .. อิอิ

ส่วนตัว ผมไม่เคยชอบเลย คนที่มีอำนาจ และอยู่ในฐานะที่ออกคำสั่งใครได้ ใช้คำพูดถากถาง จะด้วยอารมณ์หรือเหตุผลใดก็แล้วแต่ ล่าสุดในฐานะของผู้ใต้บังคับบัญชา และภาวะสังคมที่ใกล้เคียงกัน ความคิดความรู้สึกผม เป็นพวกแม้จะไม่แสดงออก (อาจเพราะขี้ขลาดเกินไป) แต่เห็นด้วยสุดสุด ถ้ายืนเข้าแถวกัน ผมขอต่อแถวเป็นคนที่สอง (ยังไงก็ไม่เป็นเบอร์หนึ่ง) ยกมือสนับสนุน ดันหลังไม่ถอย

คนที่มีครอบครัว ภาระรับผิดชอบ ให้ความสำคัญสูงสุดกับครอบครัว ทำให้สนองตอบออกไปอย่างเด็ดๆ ตรงๆ เช่นนั้น -- แล้วมันก็โดน กระทุ้งเข้าเป้าอารมณ์ (ภาษาชาวบ้าน เรียกแทงใจดำ) ของคนอยู่สูง ซึ่งสั่งการลงไปเพราะความหวังดี แต่อยู่ในฐานะต่างกัน (แม้จะบอกว่าเข้าใจอย่างไรก็ตามแต่) -- โดยส่วนตัว ผมเชื่อมั่น เข้าใจ รักในน้ำใจของทั้งคู่ และเชื่อว่าจะจบลงด้วยดี (แล้วมาบ่นทำไมฟะ..ไม่รู้เหมือนกันอะ)

ความรู้สึกลึกๆ ของผมบอกว่า ชีวิตกำลังมีโอกาสสูงมาก จะได้สัมผัสกับสุขเที่ยงแท้ ที่จะต้องผ่านการทดสอบอันหนักหน่วง จากความกดดันในภาคภาพลวง ซึ่งเราเกิด อยู่ และแสดงมาทั้งชีวิต ประตูบานที่มองหามาตลอดกำลังจะหลุดจากหมอกควัน เพียงแต่ว่าเราจะเดินเข้าไปหา และพยายามเปิดมันออกหรือไม่

"ปัจเจก เฉกเช่นเดียวกันทุกผู้"

Wednesday, March 26, 2008

วิถีแห่งความสุข

เมื่อวานนี้มีโอกาสได้อ่าน วิถีแห่งความสุข จากลิงก์ที่แนะนำโดยน้องกัลยาณมิตรท่านหนึ่ง อ่านจบแบบผ่านๆ ในเวลา 10 นาที เหมือนสมองได้หยุดพัก จากความหมกมุ่นกับปัญหาชีวิตที่รุมเร้า (ซึ่งผมคิดว่ามันหนักอึ้ง เพราะหาทางออกไม่ได้) ที่ผ่านมาเคยบอกกล่าวเล่าความใครต่อใครว่า ทุกปัญหามีทางออก แม้แต่การปล่อยวาง นิ่งเฉย ไม่ทำอะไรเลย ในบางครั้งอาจเป็นการแก้ปัญหาที่ดี -- ถึงคราวที่ประสบพบตรงกับตัวเองเข้าจังๆ เหมือน "ความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด" อยู่ในสภาวะสุญญากาศทางปัญญา

สุขไม่ได้อย่างที่เขียน เนียนไม่ได้อย่างที่บอก นึกถึงบทความ คาลิล ยิบราน: คิดได้ เขียนได้ แต่ใช่ว่าจะปฏิบัติได้ ทุกครั้งไป

ทุกข์ของผม เกิดจากความอยาก ความคาดหวัง หวังว่าจะเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดี วางรากฐานอนาคตความสุขสบายให้กับเมียและลูก รวมไปถึงบุพการี แต่วันนี้มีเหตุการณ์ ซึ่งอาจจะทำให้เป็นอย่างนั้นไม่ได้ ก็เลยทุกข์ -- สิ่งแย่ๆ ที่ตามมาคือ มันกลายเป็นทำให้ผมลืมทำวันนี้ให้ดีที่สุด ทั้งที่เตือนตัวเองเสมอว่า จะไม่ปรนเปรอใครด้วยทรัพย์สินเงินทอง เพราะนั่นไม่ใช่สุขที่แท้ของชีวิต ผมทำให้คนที่รักเป็นกังวล แสดงออกถึงความอ่อนแอ ผมมันแย่ ผมมันแพ้... (เอ้า! เล่นคำคล้องจอง จนเลยเถิด)

พอได้อ่านวิถีแห่งความสุข ทำให้ได้ฉุกคิดขึ้นมาบ้าง (เลยมาบันทึกเตือนตัวเองอยู่นี่ยังไง) ...

แค่ดูจิตตัวเองเท่านั้น
จิตจะดีหรือไม่ดี ก็ไม่ต้องพยายามแก้ไขจิตใจตัวเอง
การแค่ดูจิตตัวเอง เป็นการทำให้เกิดปัญญา
รู้แจ้งความจริงว่า
จิตนั้นไม่เที่ยง (อนิจจัง)
จิตนั้นเป็นทุกข์ (ทุกขัง)
จิตนั้นไม่ใช่ตัวตนที่บังคับได้ (อนัตตา)



ผมว่า ปัญหามันจะมาคู่กับปัญญา เพียงแต่ว่าตัวเราจะอยู่รอจนได้พบปัญญา หรือเปล่า เท่านั้นละ

Sunday, March 23, 2008

No Country For Old Men

วานนี้เพิ่งมีโอกาสได้ดู No Country For Old Men ด้วยความที่ไม่ใช่คอหนังตัวจริง สไตล์(เคยมีด้วยหรือ?)ความคาดหวังแบบบ้านๆ ที่ว่า ตอนจบหนังจะสรุปรวบยอดให้เสร็จสรรพ กลับไม่เป็นดังคาด แต่ต้องยอมรับว่าการเดินเรื่องชวนให้น่าติดตามจริงๆ โดยเฉพาะเส้นทางการไล่ล่าและการหลบหนี ระหว่างผู้ล่า Anton Chigurh (Javier Bardem) และผู้ถูกล่า Llewelyn Moss (Josh Brolin) รวมไปถึงคนที่ถูก(ผม)คาดหวังว่า จะเป็นคนที่ให้ความกระจ่าง เกี่ยวกับตัวนักฆ่าโรคจิต นายอำเภอ Ed Tom Bell (Tom Lee Jones)

สิ่งที่เห็นได้ชัดตรงกัน ตามบทวิพากย์วิจารณ์หลายๆ แห่ง ก็คือ หนังจะสื่อถึงเรื่องความโลภของคน ขอให้ได้เงินมาครอบครองไว้ก่อน แม้แทบจะเอาชีวิตไม่รอด และไม่มีเวลาจะใช้เงินนั้นสักนิดก็ตาม ขนาดในฉากท้ายๆ เรื่อง มีเด็ก 2 คนที่ได้เงินจากการช่วยเหลือผู้ร้าย (ด้วยน้ำใจ) หนังยังแอบแสดงความโลภของคนให้เห็น ด้วยการแย่งส่วนแบ่งกันเองของเด็กทั้งสอง

อีกประเด็นที่สื่อ คือ คนเรามักจะหาข้ออ้าง ในการตัดสินใจทำอะไรลงไปเสมอ แม้ในบางครั้งจะดูไร้ซึ่งเหตุผลก็ตาม การฆ่าคนของนักฆ่าโรคจิต ที่บุคลิกสุดเลือดเย็น ดูเหมือนจะไม่แคร์ใคร ยังใช้วิธีโยนเหรียญให้เหยื่อทายหัวก้อยเลย ผมชอบฉากที่ Carla Jean Moss (Kelly Macdonald) บอก Chigurh ซึ่งกำลังโยนเหรียญให้เธอทายว่า "มันไม่ได้อยู่ที่เหรียญ แต่มันอยู่ที่คุณต่างหาก" สุดท้ายเธอไม่ทาย ก็ถูกฆ่าอยู่ดี -- เหตุผลหรือข้ออ้าง ก็เพื่อตอบสิ่งที่ไม่ได้มีใครถามหรือร้องขอ

Javier Bardem สวมบท Anto Chigurh ได้ใจผมมาก ทั้งการแต่งตัว ทรงผม โดยเฉพาะสีหน้าและแววตาของนักฆ่าโรคจิต เมื่อใดที่เขาปรากฏตัว ผมเองไม่อยากจะคลาดสายตาไปจากจอแม้สักนิด มีขัดใจอยู่หน่อยตรงที่ Llewelen โดน Chigurh ฆ่าตาย มันดูรวบรัดตัดตอนไปหน่อย เนื่องจากหนังปูทางฉากไล่ล่าของคู่นี้ อย่างตื่นเต้นมาพอสมควร (เป็นความคาดหวัง แบบเดียวกับการดูหนังเรื่องอื่นๆ ทั่วไป) -- แต่ก็เพราะอย่างนี้เอง พอดูจบผมจึงต้องมาค้นหาบทวิจารณ์อ่านต่อ ถ้าเป็นหนังเรื่องอื่นๆ ละก็ ดูสนุกจบแล้ว ก็แล้วกันไป

สรุปโดยรวมแล้ว ชอบหนังเรื่องนี้มาก โดยเฉพาะการดำเนินเรื่อง และความพิถีพิถันที่จะสื่อสาระ ชวนให้ฉุกคิดในแต่ละฉาก แม้จะมาแบบแฝงๆ แต่ไม่ลึกจนเกินไปนัก

Friday, March 21, 2008

ผิดถูกและโอกาส

โดยส่วนตัวผมไม่คิดว่าวิธีการไล่ลบ หรือปิดกั้นเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมบนอินเทอร์เน็ต จะเป็นวิธีที่ได้ผลในที่สุด คิดง่ายๆ ขนาดสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น นสพ. วารสาร ต่างๆ หรือสื่อดิจิตอลออฟไลน์ เช่นพวก วีซีดี ดีวีดี ทั้งหลายแหล่ ทุกวันนี้ยังเต็มแผงเรียงราย เห็นเกลื่อนไปหมด ซึ่งเปรียบเทียบกันแล้ว ไม่ว่าจะเรื่องการจัดทำเนื้อหา หรือการเผยแพร่กระจายข่าว สื่อดิจิตอลออนไลน์บนอินเทอร์เน็ต รวดเร็วกว่ากันไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า

แต่ก็เห็นด้วยว่าวิธีนี้ ยังจำเป็นต้องทำในบางภาคส่วนของสังคม ซึ่งยังไม่มีวุฒิภาวะที่เพียงพอ เช่น กับเด็กและเยาวชน ส่วนงานหลักจริงๆ คือ การปลูกจิตสำนึกให้ฝังลึกลงไปในแก่นของสังคม (พูดถึงประเด็นนี้น่าจะยาว ผมจะพาลพาเข้าไปหาสิ่งมีชีวิตปรุงแต่ง และการยอมรับในตัวตนของมนุษย์เอง แต่แม้จะพูดได้ยาวแค่ไหน ก็คงยาวไม่เท่ากับการลงมือทำ)

พูดถึงข่าว xxx.kapook.com ขอโหนกระแสซักหน่อย อาจจะช้าไปนิด แต่ที่จริงผมมีประเด็นให้คิด เลยอยากบันทึก
http://www.pittaya.com/2008/03/19/xxx-kapook-com/
http://bact.blogspot.com/2008/03/xxxkapookcom.html
http://arayachon.org/forum/arayachon/413

คำอธิบายจากคุณปรเมศวร์ มินศิริ
http://manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9510000034021

การจะตัดสินใครซักคนว่าผิดหรือถูก จำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลรอบด้านอย่างถ่องแท้ และที่สำคัญตัวเราเอง อยู่ในสถานะที่จำเป็นต้องตัดสินคนๆ นั้นหรือไม่ แต่สำหรับกรณีนี้ เชิญท่านใช้วิจารณญาณกันตามสะดวกครับ -- ผมเองได้ตัดสินไปแล้ว แต่สุดท้ายยังเปิดช่องเล็กๆ ในหัวใจ ไว้ให้โอกาสสำหรับทุกคนเสมอ

Wednesday, March 19, 2008

เรื่องเล่า FM1

เรื่องที่นำมาฝากกันในวันนี้ เป็นประสบการณ์ตรงของคุณแม่ท่านหนึ่ง ซึ่งโทรศัพท์เข้าไปพูดคุย แลกเปลี่ยนกับพี่น้องสินเจริญ ในรายการวิทยุ FM1 เมื่อเช้านี้เอง (ผมได้ฟังระหว่างนั่งรถเมล์มาทำงาน) ประเด็นก็แนวๆ ว่า ผู้ปกครองสมัยนี้ มีความยากลำบาก และอุปสรรคมากน้อยแค่ไหน ในการพาลูกหลานไปสมัครเรียน รวมทั้งมีทัศนคติอย่างไร เช่น ให้เรียนโรงเรียนดังดี หรือจะเรียนใกล้บ้านดี ประมาณนี้

คุณฟ้า (ชื่อของคุณแม่ท่านนี้) เล่าให้ฟังว่า เคยพาลูกไปสมัครเข้าเรียนต่อ ที่โรงเรียนรัฐบาลชื่อดังแห่งหนึ่ง (ผมเดาเอาเองว่าเป็นระดับ ม.1) ในส่วนของโควตานักเรียนที่มีความสามารถพิเศษด้านดนตรี ลูกเล่นแซ็กโซโฟนได้ อ่านโน้ตดนตรีสากลเป็น และด้วยขณะนั้นวงดุริยางค์ของโรงเรียน กำลังขาดตำแหน่งเครื่องเป่าพอดี คุณฟ้ามั่นใจว่าลูกชายต้องได้แน่ๆ -- แต่ผลออกมาคือไม่ได้ ส่วนคนที่ได้นั้น พ่อแม่ของเด็กมียศตำแหน่งค่อนข้างสูง ทั้งๆ ที่ลูกอ่านโน้ตดนตรีก็ไม่เป็น แค่พอเล่นได้เท่านั้น

"เฮ้อ! ทำใจยอมรับกันไป ประเทศไทย ก็แค่แม่ชาวบ้านธรรมดาๆ คนหนึ่งนะลูก ทำดีที่สุดแล้ว"

ยังไม่จบครับ ทางโรงเรียนมีทางเลือกให้อีก คือ ให้คุณฟ้าไปกรอกแบบฟอร์มเงินบริจาค (ทำเป็นกิจลักษณะเชียว) โดยลงตัวเลขตามความสมัครใจ แล้วกรรมการของโรงเรียนจะพิจารณาอีกครั้ง ระหว่างที่เขียนแบบฟอร์มอยู่นั้น อาจารย์ท่านหนึ่งยืนคุยกับผู้ปกครองและเด็กคู่หนึ่ง ได้ยินประมาณว่า เข้ามาเรียนที่นี่แล้วก็ตั้งใจเรียนนะ อย่าให้เสียชื่อคุณพ่อคุณแม่ และชื่อเสียงของโรงเรียน (คุณฟ้าบอกว่า ผู้ปกครองท่านนั้น ก็เพิ่งยื่นแบบฟอร์มบริจาค)

ถึงคิวของคุณฟ้า คราวนี้กลับตรงกันข้าม อาจารย์ท่านนั้น เมื่อเห็นตัวเลขในแบบฟอร์มบริจาค ก็โยนเอกสารลงบนโต๊ะ และบอกว่า ทางเราจะรับไปพิจารณาก่อนนะครับ ไม่รับประกันว่าลูกของคุณจะได้หรือไม่ได้ คุณฟ้ารีบเดินตามผู้ปกครองคนเมื่อสักครู่ แล้วถามตรงๆ ว่ากรอกตัวเลขเท่าไร ได้คำตอบว่า 50,000 บาท ถึงตรงนี้พี่น้องสินเจริญก็ถามตรงอีกเหมือนกันว่า คุณฟ้ากรอกไปเท่าไร ตัวเลขคือ 20,000 บาท

เนื้อหาเรื่องราว ผมจับใจความมาได้เพียงเท่านี้ ถึงแม้ไม่แปลกใจนัก แต่กลับอนาถและสะท้อนใจหนัก เพราะว่าผมมีลูกเล็ก ซึ่งคงหนีไม่พ้นเหตุการณ์ทำนองเดียวกันในอนาคตอันใกล้ (คนเราก็อย่างนี้ ถ้าไม่เดือดร้อน ก็ไม่สนใจหรอก) รุ่นพ่อรุ่นแม่ของตัวเราเอง ทุ่มเททำงานหนักอย่างไร ก็เพียงแค่เรื่องหาเงินทอง ส่งเสียลูกๆ เท่านั้น แต่พ่อแม่สมัยนี้ แค่ทำงานหนักหาเงินยังไม่พอ ต้องหาให้ได้มากกว่าพ่อแม่คนอื่นๆ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเท่าไหร่ถึงจะพอ นี่ยังไม่รวมถึงเรื่องเส้นสายนะ

ที่สำคัญก็คือ ไม่มีทางเลือกที่เป็นทางออกทางสว่างได้เลย ทุกวันนี้ ผมไม่เคยเห็นผู้ปกครองคนไหน มีความหวังกับนโยบายด้านการศึกษา และการจัดการจากภาครัฐเลย ใครที่พอมีกำลังก็วิ่งเต้นทุกวิถีทาง ส่วนใครที่ทำงานหาเช้ากินค่ำ ทางเดียวที่ทำได้ ก็คือทำใจ .. สถานะตัวผมเองยังคงก้ำกึ่ง แต่ค่อนมาทางอย่างหลังซะมากกว่า

ย้ำเตือนตัวเองอยู่บ่อยๆ เหมือนกันว่า ไม่ผิดหรอกที่เราจะทำให้ลูก ได้ไม่เท่าคนอื่น เพราะคนที่ทำได้ไม่เท่าเราก็มี (เปรียบเทียบในมุมของทุนนิยม) แค่หวังว่าสักวันหนึ่งเมื่อโตขึ้น ลูกจะเข้าใจพ่อและแม่ แม้วันนั้นมันจะอีกนานเท่าไรก็ตาม

Saturday, March 15, 2008

อาจจะเป็นวันนี้

ช่วงนี้กระแสของการรณรงค์เพื่อลดภาวะโลกร้อนกำลังมาแรง แต่สำหรับในชีวิตประจำวัน ส่วนใหญ่ผมยังไม่เห็นการปรับตัว การเปลี่ยนแปลงของสังคม ในระดับที่จะส่งให้เกิดผลกระทบได้ซักเท่าไหร่เลย กระแสที่ว่าแรงกลับเป็นแค่เรื่องธุรกิจของสื่อที่ขายข่าว แน่นอนว่ามีคนที่ตั้งใจทำอย่างจริงจัง แต่ก็เป็นส่วนน้อย (แม้แต่คนรณรงค์เอง ก็ไม่รู้ว่ามีมากน้อยแค่ไหน ที่ในชีวิตประจำวันจะทำอย่างที่ตัวเองเรียกร้องให้คนอื่นช่วยกันทำได้)

การดำเนินชีวิตประจำวันซึ่งเคยสุขเคยสบาย เป็นเรื่องยากที่จะให้คนเรา ปรับลดความสุขความสบายเหล่านั้นลง ตราบใดที่ระบอบของสังคมยังยอมรับว่า ใครมีปัญญาจ่าย ค่าน้ำมัน ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา คนขายก็ยังต้องขายให้ โดยไม่สนว่าใครคนนั้นจะใช้มันอย่างสุรุ่ยสุร่ายอย่างไร (บรรทัดฐานของความสุรุ่ยสุร่ายก็ต่างกัน) รณรงค์ปาวๆ ก็ทำกันไปเถอะ แต่อากาศมันร้อนนี่ ฉันก็ต้องเปิดแอร์ตลอด ระบบขนส่งสาธารณะมันห่วยนี่ จะให้ฉันจอดรถยนต์ทิ้งไว้ที่บ้าน แล้วนั่งรถเมล์มาทำงานเหรอ ฝันไปเถอะ รอให้ไม่มีปัญญาจ่ายค่าน้ำมันก่อนแล้วกัน

ผมเองก็เข้าข่ายนี้เหมือนกัน แม้ตัวเองอยู่บ้าน อากาศร้อนเปิดพัดลมผมก็โอเคแล้ว แต่ลูกเมียบอกว่าพัดลมไม่พอ ร้อนจนจะบ้าอยู่แล้ว เปิดแอร์เถอะ จะทรมานกันไปทำไม ไม่มีเงินจ่ายค่าไฟฟ้าหรือ ก็ไม่ใช่ -- ตัวอย่างสถานการณ์แบบที่ว่ามานี้ โดยเฉพาะในสังคมเมืองที่(วัตถุ)เจริญแล้ว น่าจะมีเกินกว่า 70-80% ต่างใช้เป็นข้ออ้าง แต่ฟังดูเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักซะด้วย รับฟังได้ เพราะอะไร เพราะพวกเราถูกบ่มเพาะให้เป็นแบบนั้นเอง ใครจะยอมรักษาทรัพยากรโลกเอาไว้ โดยที่ตัวเองหรือคนที่รักทนไม่ได้ ตายไปก่อน(ทรัพยากร)ล่ะ

คุณคิดว่าเจ้าของธุรกิจห้างสรรพสินค้า ควรจะยอมปรับลดการใช้แอร์คอนดิชั่น เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ทำให้ห้างของตัวเองร้อนกว่าที่เคยเป็น ซึ่งอาจส่งผลให้ลูกค้าถดถอย (ใครจะไปเดิน ห้างที่แอร์ไม่เย็น) ธุรกิจเสียหาย -- น่าเห็นใจมั้ยละครับ

คุณคิดว่ามหาเศรษฐีหมื่นล้าน ควรจะช่วยโลกประหยัดน้ำมัน โดยการใช้ระบบขนส่งสาธารณะเดินทางไปประชุม พูดคุยเรื่องธุรกิจพันล้าน แล้วเดินเข้าห้องประชุมมาด้วยสภาพเหงื่อโทรมกาย (เสียภาพพจน์หมด) -- น่าเห็นใจมั้ยละครับ

คุณคิดว่าพวกพนักงาน ลูกจ้าง ข้าราชการ พ่อค้าแม่ขาย หาเช้ากินค่ำ อยากจะนอนห้องแอร์ เพราะทนไม่ไหวจริงๆ อากาศร้อนมาก จนนอนไม่หลับ (คนเหมือนกันนะ) แต่ไม่มีเงินจ่ายค่าไฟฟ้า -- น่าเห็นใจมั้ยล่ะครับ

ผมว่าเรื่องภาวะโลกร้อน เป็นผลกระทบที่สั่งสมมานานจากการกระทำร่วมกัน ของมนุษย์(สิ่งมีชีวิตจอมปรุงแต่ง) อย่างพวกเราๆ นี่แหละ และอาจจะเป็นวันนี้ วันที่ต้องยอมรับ แม้จะพยายามเยียวยา ฟี้นฟู หรือป้องกันส่วนดีๆ ที่ยังเหลืออยู่น้อยนิด ก็จำเป็นต้องยอมครับ พวกเราอาจยอมไม่ได้ ที่โลกจะต้องมาย่อยยับดับสูญลงในยุคของพวกเรา เหตุผลลึกๆ จริงๆ ก็เพื่อการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์ตามสัญชาตญาณมากกว่า ลองนึกดูสิครับว่า ถ้ามนุษย์เรามีดาวเคราะห์ดวงอื่นรองรับ จะมีกระแสอนุรักษ์โลกเช่นนี้อยู่หรือเปล่า

เรื่องการเปลี่ยนแปลงและพัฒนากับมวลมนุษย์ เราต่างตอกย้ำกันเสมอในทุกระดับของสังคม ตั้งแต่ในครอบครัว ในโรงเรียน ไปจนระดับประเทศชาติ ระดับโลก ผมคิดว่าสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ มนุษย์เราควรต้องพร้อมจะยอมรับ ในผลจากการกระทำของบรรพบุรุษให้ได้ด้วย อย่าตีโพยตีพายไปเลย ถ้าการรณรงค์ไม่ได้ผล เพราะมันอาจจะเป็นวันนี้ จริงๆ แล้วก็ได้

"ปล่อยของอีกแล้วเรา"

ภาพประกอบ: http://www.teachnet.ie

Wednesday, March 12, 2008

ลูกคิด "คุณค่าของเวลา"

บทที่สอง คุณค่าของเวลา

พ่อมั่นใจว่า เมื่อยังไม่ถึงเวลาที่พร้อม แม้ลูกคิดจะอ่านสิ่งที่พ่อเขียนนี้ซักกี่เที่ยว หรือจนกระทั่งท่องขึ้นใจ ลูกก็ไม่สามารถเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง และไม่สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้เลย แต่เวลาใดเมื่อพร้อม ลูกอาจจะเข้าใจได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องอ่านสิ่งที่พ่อเขียนเลยก็เป็นได้

เรื่องราวต่างๆ ที่พ่อคิดและเขียนถึงลูกนั้น เป็นเรื่องที่มีคนอื่นที่รู้จริงรู้มากกว่าพ่อ ได้บอกได้เล่าไว้แทบทั้งหมดแล้ว ลูกคิดอาจจะเคยได้อ่านได้เห็นมาก่อนหน้า ก็ถือซะว่านี่เป็นการอ่านจดหมายจากพ่อ ที่เขียนถึงลูกก็ได้นะครับ ในเมื่อเริ่มต้นด้วยเรื่องของเวลาแล้ว วันนี้พ่อว่าเราก็มาคุยกันในเรื่อง คุณค่าของเวลา ดีกว่านะ

ทุกการเรียนรู้ นอกจากจะต้องมีประสบการณ์ ไม่ว่าทางตรงด้วยตัวเอง หรือทางอ้อมจากเรื่องราวของคนอื่น แต่สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นต้นทุนสำหรับทุกผู้คนคือ 'เวลา' เวลาเป็นองค์ประกอบซึ่งสำคัญที่สุด ส่วนตัวพ่ออยากจะนิยามชีวิตว่า คือการใช้ทุกหน่วยของเวลาตราบเท่าที่เรายังมีลมหายใจ ให้คุ้มค่ามากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คุ้มค่าในที่นี้หมายถึงอย่างไร คุ้มค่าก็คือมีความสุข แล้วมีความสุขหมายถึงอย่างไรนั้น คงต้องมาเล่ายาวในโอกาสต่อไป

เวลาถือเป็นทรัพยากรอย่างหนึ่ง ทรัพยากรคือสิ่งที่มีอยู่จำกัด จำเป็นต้องบริหารจัดการให้ดี ใช้มันอย่างคุ้มค่าที่สุด (ใครบางคนบอกพ่ออย่างนี้เสมอ) สมมุติว่าวันหนึ่งลูกคิดมีเงินซัก 76,000 ล้านบาท แต่ ณ วันนั้น ชีวิตของลูกเองกลับไม่มีเวลาเหลืออีกต่อไปแล้ว ตอนนั้น เวลาแค่เพียงเสี้ยวนาทียังมีค่ามากกว่าเงิน 76,000 ล้านบาทนั่นมากนัก ลูกว่าจริงมั้ยครับ

คนเราทุกคนไม่มีใครสามารถรู้ได้หรอกว่า ตลอดทั้งชีวิตของตนที่เกิดมานั้น ตัวเองจะมีเวลาคนละเท่าไหร่ มันไม่แน่นอน (ความไม่แน่นอนนี่ละ แน่นอนที่สุด) จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ บางคนน้อย บางคนมาก แต่ไม่ว่าจะมากหรือน้อยอาจไม่สำคัญเท่ากับว่า จะใช้มันอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด มีหลายคนบอกว่า ถ้าเรารู้วันตายล่วงหน้าได้จะดีมาก เพราะจะทำให้เรารู้คุณค่าของเวลา (อาจไม่จริง สำหรับบางคน) พ่อเองก็เห็นด้วย ดังเช่นที่พระพุทธองค์ท่านเคยสอนไว้ว่า ให้ระลึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก -- อืม! พ่อจะตายพรุ่งนี้แล้วนะครับ

ก่อนจบวันนี้ พ่ออยากฝากไว้อีกประเด็นหนึ่งว่า บางช่วงบางตอนที่เราพบกับความเศร้า เหงา เจ็บปวด เราอาจจะมองว่าเวลานั้นมันช่างโหดร้าย และยาวนานเสียเหลือเกิน แต่ในขณะเดียวกันคนอื่นๆ อาจจะกำลังเรียกร้องเรียกขอต่อเวลาอยู่ก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นพ่อแนะนำว่า ควรเอาช่วงเวลาที่โหดร้าย ซึ่งเราคิดว่ายาวนานเสียเหลือเกินนั้น ไปทำอะไรก็ได้ที่เป็นประโยชน์กับคนหรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ บ้าง จะดีที่สุด


บทก่อน

Monday, March 10, 2008

ก่อนจะเป็นคนดี

ผมก็ปุถุชนคนเมืองกรุงทั่วๆ ไป ปลงเป็นบางครั้ง อ่อนไหวหรือสงสารเป็นบางเวลาที่ได้พบได้เห็น ส่วนใหญ่จะคิดถึงแต่เรื่องของตัว เอาตนเองเป็นศูนย์กลาง ทำดี บ้างเพื่อภาพลักษณ์(ตัวเอง) บ้างตั้งใจจริง(เพื่อสิ่งอื่น) -- อะนะ ยังดีที่อย่างน้อยๆ ก็ไม่มีสักนิด คิดจะทำร้ายใคร

ก่อนจะเป็นคนดี คงต้องมีชีวิตและลมหายใจ ไปวันหนึ่งๆ

Saturday, March 08, 2008

สัญชาตญาณการเอาตัวรอด

บล็อกเรื่องล่าสุด 100% secure websites ของ Jeremiah Grossman มีเรื่อง joke ที่บังเอิญคล้ายกับเรื่องขำขันใน มหัศจรรย์แห่งกลยุทธ์ทางธุรกิจ (เป็นชื่อหนังสือของคุณนรินทร์) ที่เพิ่งได้อ่านจากบล็อกขลุกขลิก เมื่อ 2 วันก่อน

Two guys are hiking and suddenly a bear starts chasing them...
The first guy says, "Are you crazy!? We can’t outrun a bear!”
The second guy says, "I don't have to outrun the bear... I only have to outrun you!"

“เวลาคุณไปเที่ยวทุ่งหญ้าซาวาน่าในทวีปอัฟริกา คณะทัวร์ของคุณอาจเผชิญกับเสือชีต้าร์ได้ทุกเมื่อ”
“ชีต้าร์เป็นสัตว์ที่วิ่งได้เร็วที่สุดในโลก คุณถึงไม่มีทางวิ่งได้เร็วกว่าพวกมัน”
“แต่กระนั้น ถ้าคุณต้องการจะรอดพ้นจากกรงเล็บของเสือชีต้าร์ คุณก็ไม่จำเป็นต้องวิ่งให้เร็วกว่าพวกมันแต่อย่างใด…”

รู้ไหมครับ ว่าทำยังไงถึงรอด
“ก็เพียงแค่คุณมั่นใจว่า คุณวิ่งได้เร็วกว่าคนที่วิ่งได้ช้าที่สุดในคณะทัวร์ของคุณ แค่นั้นก็พอ”


การเอาตัวรอด เป็นสัญชาตญาณพื้นฐานที่สุดของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ที่จริงแล้วมันคงไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัวหรอกครับ ทำยังไงก็ได้ให้ไม่ตาย ทุกวันนี้ผมยังสงสัยว่า มีด้วยหรือคนที่ยอมจำนน แม้จะรู้ว่าตัวเองสู้ไม่ได้ ไม่มีทางออกแล้ว อย่างน้อยตอนจะโดนหมีตะปบ หรือเสือชีต้าห์ขย้ำ ก็คงดิ้นรนปัดป้องกันสุดฤทธิ์ ทำให้คู่ต่อสู้ต้องออกแรงเหนื่อย หรือเจ็บตัวกันบ้างล่ะนะ

มีอย่างหนึ่งที่ผมคิดว่า สามารถทำให้สิ่งมีชีวิตลืมสัญชาตญาณเอาตัวรอดได้ คืออะไรรู้มั้ยครับ ...ความรัก.. เรื่องแม่ยอมตายแทนลูกได้ ผมเชื่อว่ามีจริง (แม่ตายลูกอยู่ แม่สุข แต่ถ้าแม่อยู่ลูกตาย แม่ทุกข์)

เริ่มด้วยแนวๆ ธุรกิจ ไฉนมาจบลงแนวดราม่าได้หว่า งงๆ ตัวเองเหมือนกัน

Wednesday, March 05, 2008

ลูกคิด "แม่คือคนที่ตั้งใจทำเพื่อลูกมากที่สุด"

ปฐมบท แม่คือคนที่ตั้งใจทำเพื่อลูกมากที่สุด

ตั้งใจตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วว่า อยากจะเขียนบทความต่อเนื่อง(ซีรี่)ไว้ให้ลูกคิดได้อ่าน เมื่อวันที่ลูกโตขึ้น ไม่ว่าตอนนั้นลูกคิดจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม แรกเริ่ม ก็คิดจะตั้งชื่อเรื่องว่าอะไร โดยส่วนตัวแล้ว ผมชอบคำว่า "เรียนรู้" มากกว่า "สอน" (เข้ากับคอนเซ็ปต์ "ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง") เลยไม่อยากใช้พวก พ่อ..บลาบลาบลา..สอนลูก หรืออะไรทำนองนั้น อืม! ช่างมันเถอะ ชื่อเรื่องไม่สำคัญหรอก ส่วนเนื้อหาก็เท่าที่คิดออกและนึกได้ละกัน จะวันไหนเมื่อไหร่ ไม่จำเพาะเจาะจง ขอเป็นรายสะดวก (นะลูกคิดนะ)

ลูกคิดครับ พ่อมีความเชื่อส่วนตัวว่า การเรียนรู้และเข้าใจอย่างลึกซึ้งถ่องแท้นั้น ไม่ว่าเรื่องใด จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย ถ้าตัวผู้เรียนมิได้มีความใคร่อยาก แต่คนเรามีสมองที่วิเศษมาก ซึ่งสามารถบันทึกเนื้อหา เรื่องราว แม้แต่ข้อความเคยอ่าน (อาจไม่เข้าใจ ณ ตอนนั้น) ไว้ในความทรงจำได้อย่างไม่จำกัด และเมื่อวันหนึ่ง ชีวิตเราอาจได้ผ่านพบประสบการณ์บางอย่าง ที่มันตรง(ภาษาเด็กวัยรุ่นตอนที่พ่อเขียนอยู่นี้ใช้คำว่า "โดน") กับสิ่งที่อยู่ในความทรงจำ สมองจะระลึกและปรากฏสิ่งนั้นขึ้นมา วันนั้นเองเมื่อสองสิ่งนี้บวกกัน ทำให้หลายคนเรียนรู้ และเข้าใจอย่างลึกซึ้งได้ในชั่วขณะ โดยไม่ต้องมีใครสอน เรื่องนี้แม้ไม่ตายตัว และใช่ว่าจะเกิดได้กับทุกคนทุกครั้งไป แต่มันเป็นเรื่องจริง ซึ่งเกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่อยู่เสมอ -- ย่อหน้านี้ พ่ออยากบอกลูกว่า การอ่านเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก สำหรับการเรียนรู้

เข้าเรื่องปฐมบทของเรากันดีกว่า (พ่อร่ายมาตั้งยาว ยังไม่เข้าเรื่องเลยหรือนั่น) มนุษย์แม้จะเป็นสิ่งมีชีวิต ซึ่งมีสัญชาตญาณของการดำรงเผ่าพันธุ์ เช่นเดียวกับสัตว์เดรัจฉานทั่วไป (ปัจเจกของพ่อบอกว่า มนุษย์ก็คือสัตว์เดรัจฉานเช่นกัน แต่เป็นสัตว์เดรัจฉานที่ปรุงแต่งตนเองได้) แต่การดำรงไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ ได้รับการปรุงแต่งให้ต้องการองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่ง ที่เรียกว่า "รัก" กิจกรรมแห่งการดำรงเผ่าพันธุ์ ย่อมรวมไปถึงการเลี้ยงดูลูกน้อยของตน ให้เจริญเติบโตขึ้นโดยปกติสุข จนสามารถรับช่วงต่อภาระหน้าที่ เช่นเดียวกับพ่อและแม่ได้

มนุษย์ได้ปรุงแต่งให้ "รัก" เข้าไปมีบทบาทสำคัญ และจำเป็นอย่างขาดไม่ได้ กับทุกช่วงเวลาของชีวิต ตั้งแต่เกิดจนตาย ช่วงเวลาสั้นๆ ของชีวิตพ่อ พ่อได้เรียนรู้ว่า คนที่รักและหวังดีต่อชีวิตเรานั้นมีหลายคน ซึ่งแน่นนอน มากที่สุดก็คือตัวเราเอง ส่วนที่เหลือได้แก่ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย พี่ น้อง ญาติๆ และเพื่อนฝูง แต่บทสรุป พ่ออยากจะบอกลูกว่า คนที่ตั้งใจทำทุกอย่างเพื่อเราได้มากที่สุด คือ แม่ ก็แม่น้ำของลูกคิดนั่นแหละครับ

ลองให้เวลากับตัวเอง ย้อนรำลึกความทรงจำกลับไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ใครคือคนที่เกี่ยวข้อง ทรงอิทธิพล มีบทบาทแทบจะในทุกฉากทุกตอน ทุกอารมณ์ ทุกความรู้สึกของชีวิต และที่สำคัญเมื่อยามที่ลูกเจ็บปวด อ่อนแอ ลูกคิดถึงใครมากที่สุด พ่อหวังว่าลูกคิดคงจะได้คำตอบให้กับตัวเอง ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

Sunday, March 02, 2008

My Favorite MV

เมื่อคืนตอนหัวค่ำเปิดโปรแกรมคาราโอเกะบนคอมพิวเตอร์ ร้องเล่นเต้นสนุกกันภายในครอบครัว พ่อแม่และลูกคิด จำได้ว่า Hang on Sloopy ของ The McCoys เป็นเพลงสากลเพลงเดียวที่ผมนึก(สนุก)ออก และเลือกมาร้องทั้งที่ร้องไม่เป็น พูดถึงเรื่องร้องไม่เป็น ทำให้นึกถึงคำของเพื่อนคนหนึ่ง เมื่อสมัย 11-12 ปีก่อน ซึ่งพาผมไปร้องเพลงคาราโอเกะที่พิษณุโลก (ไปทำงาน) พอผมบอกมันว่า "เฮ้ย! เพลงนี้กูร้องไม่เป็น" มันตอบว่ายังไงรู้มั้ยครับ มันว่า "มึงอ่านหนังสือออกเปล่า ถ้าอ่านออกมึงก็ร้องได้ เชื่อกู"

Hang on Sloopy



ผมชอบเพลงนี้ เพราะว่าพี่ชูเกียรติ เจ้าของร้านเค้กแอนด์โคน (อดีตร้านเหล้า+คาราโอเกะในดวงใจ) แกร้องเป็นประจำ และก็ร้องได้สนุกมากด้วย ที่สำคัญคือ นางเอก MV เต้นได้ใจผมสุดๆ

"มามะ..ใครจะว่าผมแก่หรือโบราณ ก็เชิญคร้าบพี่น้อง" ;-P

ที่มา: MySpaceTV