Monday, March 31, 2008

วิ่งเพื่อสุขภาพ

เมื่อปีที่แล้ว ผมพลาดนัดการตรวจสุขภาพประจำปีของบริษัท และก็ไม่ได้เดินเข้าไปตรวจเองตามโรงพยาบาล แล้วค่อยมาทำเรื่องเบิก แต่ประวัติการเจ็บไข้ได้ป่วยในปี 2007 บอกชัดๆ ว่า สุขภาพไม่ค่อยแข็งเรงสมบูรณ์นัก เนื่องจากป่วยบ่อย ป่วยง่าย และที่สำคัญหายช้า -- อันนี้คงต้องทำใจยอมรับสภาพ ที่เป็นไปตามวัยและสังขาร ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงขาลง

วิธีหนึ่งที่ผมใช้เป็นเครื่องมือในการดูแลสุขภาพตัวเองทางอ้อม คือ การบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอ เท่าที่จะมีโอกาส เพราะก่อนบริจาค เราก็ต้องดูแลตัวเองให้แข็งแรงระดับหนึ่งอยู่แล้ว และหลังบริจาคผมเชื่อว่าเลือดของเราก็ต้องถูกนำเข้าไปตรวจ ผ่านกระบวนการในแล็ปบ้างพอสมควร ถ้าพบเจออะไรที่อาจจะเป็นเหตุให้เราเกิดเจ็บไข้ได้ป่วย ทางสภากาชาดหรือโรงพยาบาลที่รับบริจาค ก็น่าจะแจ้งเตือนให้เรารู้ตัวนะครับ -- เรียกว่า ทำดีหวังผลเหมือนกันนะอย่างนี้ (ต่างจากการบริจาคเงิน เพื่อลดหย่อนภาษีเปล่าหว่า) แต่ก็ช่างเถอะในเมื่อไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน

การดูแลสุขภาพที่คนเมืองคนทำงานอย่างเราๆ ท่านๆ ขาดและละเลยกันมากที่สุด (แต่จำเป็นมากที่สุดเช่นกัน) ก็คือ การออกกำลังกาย ปลายปีนี้ที่บริษัทฯ มีแคมเปญโปรเจคใหญ่งานหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพของพนักงาน นั่นคือ จัดให้มีการวิ่งเพื่อสุขภาพระยะทางคนละ 5 กิโลเมตร โดยมีการสะสมคะแนน (checkpoint) เดือนละครั้ง ตั้งแต่เมษายนนี้ไปจนปลายปี นับคะแนนเป็นทีมๆ ละ 8 คน โดยผู้บริหารระดับกลางขึ้นไป เป็นหัวหน้าจัดหาสมาชิกของทีมเอาเอง

แรกที่รู้กติกาผมว่าสุดโหดมากๆ เพราะตั้งแต่เด็กจนโต เล่นกีฬามาก็มาก ไม่เคยวิ่งครั้งเดียวได้ถึง 5 กิโลเมตรเลย เต็มที่สุดๆ แค่ 4 กิโลเมตรได้มั้ง แถมมีหยุดเดินเป็นระยะอีกต่างหาก แต่ลงไปดูในรายละเอียดของงาน เขาบอกว่า เวลาที่ใช้ไม่ใช่ประเด็น สิ่งที่จะทำให้ได้คะแนนเต็ม คือหนึ่ง มา checkpoint ครบทุกคนทั้งทีมทุกเดือน และสอง ทุกคนต้องวิ่งให้ครบ 5 กิโลเมตร โดยไม่จำกัดเวลา (แต่ก็คงไม่ให้ข้ามวัน)

เสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา เริ่มลองซ้อมวิ่งแล้วครับ (ออกกำลังกายจริงจังล่าสุด เมื่อเกือบ 3 ปีมาแล้ว) ผมวิ่งตอนเช้าๆ ตามแนวถนนและซอยในหมู่บ้านนั่นเอง ประมาณระยะทางวันละ 1.5 กิโลเมตรเห็นจะได้ ส่วนเวลาน่าจะซักราวๆ 20-25 นาที (มีเดินบ้างเล็กน้อย) และจากตัวเลขนี้ ทำให้ผมตั้งเป้าหมาย ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นไปได้ว่า การวิ่งระยะทาง 5 กิโลเมตร ผมจะต้องทำให้ได้ภายในเวลา 1 ชั่วโมง (ค่าเฉลี่ย 83.33 เมตร/นาที) -- ไว้คอยดูกันต่อไปว่าจะรอดมั้ย

วัตถุประสงค์หลักหรือสิ่งที่คาดหวัง คงเป็นสุขภาพที่ดีของพนักงาน ซึ่งผลพลอยได้คือ ค่ารักษาพยาบาล ซึ่งพนักงานเบิกจากสวัสดิการบริษัทฯ ก็น่าจะต่ำลงด้วย และอีกอย่างหนึ่งก็คือ เป็นบทเรียนบททดสอบสำหรับพนักงานทั้งบริษัทฯ เพื่อให้มีความมุ่งมั่น ตั้งใจจริง ในการทำสิ่งที่คิดว่ายาก (การวิ่งระยะทาง 5 กิโลเมตร ของคนไม่เคยออกกำลังกายเลย) ให้สำเร็จได้ด้วยการต้องลงมือทำ (ซ้อมอย่างจริงจัง สม่ำเสมอ) โดยอย่าเอาข้อจำกัดหรืออุปสรรคเป็นตัวตั้ง อีกทั้งต้องมีการวางแผน เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาด ซึ่งอาจนำมาซึ่งผลเสียร้ายแรงได้ (บาดเจ็บจากการโหมฝึกซ้อม หรือจากการไม่ยอมฝึกซ้อมเลย) -- สุดท้ายแล้ว การวิ่งได้ครบหรือไม่ครบระยะทางที่กำหนด คงไม่สำคัญเท่ากับสุขภาพดี(ไม่มีขาย) ที่ได้จากการฝึกซ้อมนั่นแล

ภาพประกอบ: http://www.jupiterimages.com

No comments: