Sunday, April 27, 2008

15.02

ปกติทุกเดือน 1 วันก่อนวันเงินเดือนออก ยอดคงเหลือในบัญชีเงินเดือนของผมต้องเป็น x,xxx.xx บาท เดือนนี้เป็นครั้งแรกที่ยอดเป็น 15.02 บาท (ครั้งแรกอาจตื่นเต้นนิดหน่อย บ่อยๆ ก็ชินเองครับพี่น้อง)



อะนะ! คิดบวกว่ายังบวก ... กิ๊งๆๆ

Saturday, April 26, 2008

เพราะยังมีลมหายใจ

เช้านี้ผมตื่นตั้งแต่ตีห้าครึ่ง อาบน้ำแต่งตัวเหมือนจะไปทำงานตามปกติ แต่ไม่ใช่ -- ผมเข้าไปที่โรงพยาบาลรามาฯ ก่อนจะเข้าออฟฟิศ เพราะน้องชายของผม นอนป่วยรักษาตัวเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว อยู่มานานสัปดาห์กว่าแล้ว สองสามวันหลังมานี้อาการน้องดูดีกว่าก่อน ตอนนั้นเกือบจะไม่รอด พ่อแม่พี่น้องก็ทำใจกันไปแล้วรอบหนึ่ง (คณะหมอเรียกไปคุยมาเล้วหนึ่งครั้งว่าคงไม่รอด ให้ทำใจซะ) พรรคพวกไปเยี่ยมเยียนก็ร้องไห้เสียน้ำตากันมากแล้ว ไม่มีสาเหตุหรือเหตุผลใด เขาก็ดูดี (ไม่มากนัก) ขึ้นมาสร้างหวังเล็กๆ ให้พวกเรา

พอสายหน่อย กลับเข้าออฟฟิศมานั่งทำงาน ไม่ได้มีลางสังหรณ์แต่อย่างใด บ่ายสองโมงนิดๆ พี่สาวก็โทรเข้ามาสะอื้นบอกว่า น้องไปแล้ว ผมไม่ผิดคาด ผมไม่ปล่อยโฮ (ตั้งใจว่าจะเสียใจ แต่ไม่เสียน้ำตา กับการตายจากกัน) แต่รีบจับมอเตอร์ไซต์รับจ้างข้ามฝั่งเข้ามาที่โรงพยาบาลรามาฯ (ออฟฟิศอยู่ซอยรางน้ำ) บอกตามตรงว่าร้องไห้ไม่ออก บอกไม่ถูกว่าคิด นึก หรือรู้สึกอย่างไร ไม่รู้เหมือนกันว่าเข้ามาถึงที่โรงพยาบาลเร็ว แล้วจะทำอะไร แค่อยากมา แค่อยากเป็นส่วนหนึ่ง -- ในสมองจริงๆ เรื่องที่มี เรื่องที่คิดถึง กลับเป็นอนาคตของหลานสองคน ลูกน้องชายมากกว่า กับอีกอย่างหนึ่งคือ คิดถึงแม่

นั่นเป็นวันนี้ในอดีต เมื่อสี่ปีที่แล้ว ไม่มีอะไรมากไปกว่า เขาเป็นน้องชายคนเดียว ผมยังคงระลึกถึงอยู่เนืองๆ (ไม่ตลอดเวลา) เพราะผมยังคงมีชีวิต เพราะยังมีลมหายใจอยู่ เพียงเท่านั้นเอง

วูบลึกๆ ในวันรุ่งขึ้นที่ไปรับศพออกจากโรงพยาบาล ผมกลับรู้สึกอิจฉาน้องด้วยซ้ำไป เนื่องจากรับรู้ได้เต็มประดาใจว่าน้องไปอย่างสงบ ถึงจะมีห่วงบ้างกับเมียและลูกสาว 2 คนของเขา -- ผมเชื่อว่า น้องวางใจในความรัก ความผูกพันที่พี่ๆ ของเขามีให้กับหลาน

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าปีหน้าและปีต่อๆ ไป ถ้ายังมีลมหายใจอยู่ ผมจะบันทึกเรื่องเดิมๆ อย่างนี้อีกไหม ?

Wednesday, April 23, 2008

ลูกคิด "จับที่ใจ อย่าจับที่ปาก"

บทที่สาม จับที่ใจ อย่าจับที่ปาก

ทิ้งช่วงห่างจากบทที่แล้วมานานพอสมควร เพราะจิตใจพ่อมัวแต่ยุ่งเหยิง หลงทางวกวนไปอยู่กับเรื่องอื่นๆ ซะนาน วันนี้พ่อจะมาบอกเล่าสั้นๆ ไม่ยาวนัก (หวังว่าลูกคิดคงจะไม่เบื่อไปซะก่อน)

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา พ่อตื่นขึ้นมาตอนเช้า หลังจากชงกาแฟแล้ว พ่อกลับไม่ออนไลน์อ่านฝีด (RSS) อ่านข่าวจากอินเทอร์เน็ต เหมือนปกติที่เคยทำ วันนั้นเปลี่ยนเป็นเปิดทีวี เพื่อจะดูว่าเช้าตรู่วันเสาร์มีรายการอะไรที่เป็นสาระน่าสนใจบ้าง (ปกติพ่อจะดูแต่ "ทุ่งแสงตะวัน")

จำได้ว่าเป็นช่อง 9 แต่รายการอะไรพ่อก็ไม่ได้สนใจจะจำชื่อ พ่อเปิดมาเจอผู้ดำเนินรายการกำลังปุจฉา วิสัชนา สนทนาธรรมกับพระอาจารย์สมปอง ตาลปุตโต ความตอนหนึ่งท่านยกตัวอย่างคำสอนของท่านว่า เด็กๆ น้องๆ เยาวชนที่น่ารักทั้งหลาย เวลาพ่อแม่ดุด่าว่ากล่าว ให้ "จับที่ใจ อย่าจับที่ปาก" จำไว้ว่าที่ปากท่านบ่น ปากท่านด่า ก็เพราะว่าใจท่านรักเรามากนั่นเอง ตัวเราซึ่งเป็นลูก ถ้าพึงสำนึกอย่างนี้ไว้ได้ตลอดเวลา เราก็จะเข้าถึงจิตใจ รับรู้ถึงความรัก ความห่วงใยของพ่อแม่ได้เป็นอย่างดี ไม่รู้สึกโกรธหรือเสียใจ เวลาถูกพ่อแม่ดุด่าว่ากล่าว

ที่อยากบอกวันนี้ก็เรื่องนี้ล่ะ แต่พ่อขอเสริมนิดหนึ่งว่า ให้ลูกลองนึกย้อนไปถึงสิ่งที่พ่อแม่ หรือแม้แต่ญาติผู้ใหญ่ ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมาจนปัจจุบัน ซึ่งท่านเหล่านี้ได้เคยทำให้กับลูกนั้น ผ่านการพิสูจน์ จนหมดข้อสงสัยจากตัวลูกแล้วหรือยังว่า พวกท่านเหล่านั้นรัก เป็นห่วง และหวังดีต่อลูกจริงๆ -- พ่อขอให้ลูกตอบคำถามนี้กับตัวเองให้ได้ก่อน แล้วค่อยบอกตัวเองว่าจะ "จับที่ใจ อย่าจับที่ปาก" ของท่านเหล่านั้นหรือไม่

ตัวพ่อเองสูญเสียเวลานานมาก กว่าจะเข้าใจ และข้ามผ่านสิ่งที่บอกนี้ได้ ถ้าใครก็ตามที่สามารถผ่านตรงนี้ไปได้ โดยใช้เวลาไม่มากเกินไปนัก ชีวิตของเขาคนนั้น จะมีเวลาเหลือไปทำสิ่งที่มีคุณค่า ได้มากกว่าคนอื่นๆ (อย่างที่พ่อเคยบอกเรื่อง คุณค่าของเวลา เมื่อตอนที่แล้ว) กลับกัน สำหรับคนบางคน ตลอดทั้งชีวิตอาจจะไม่เข้าใจและสำนึกได้เลย หรือเมื่อเข้าใจก็สายเกินไป จนไม่มีประโยชน์ที่จะสำนึกเสียแล้ว -- ลูกคิดว่าจริงไหม

บทก่อน

Tuesday, April 22, 2008

ระยะทางฝึกซ้อมวิ่ง

วันนี้เพิ่งได้ลองใช้ Google Earth วัดระยะทางฝึกซ้อมวิ่งในหมู่บ้าน เมื่อวานวิ่งเหยาะๆ ต่อเนื่องรวดเดียว 3 รอบ (วันก่อนวิ่งเร็วกว่านี้ 2 รอบก็ต้องหยุดเดินพัก แล้วค่อยวิ่งได้อีก 1 รอบ) เท่ากับระยะทางประมาณ 1649 เมตร แต่ไม่ได้จับว่าใช้เวลาไปเท่าไร กะประมาณเอาเองน่าจะไม่เกิน 15 นาที ถ้าคำณวนโดยอิงจากตัวเลขนี้ ระยะทาง 5 กิโลเมตร ผมจะใช้เวลา 45 นาที แต่ในความเป็นจริงคงต้องมากกว่านี้แน่ -- ยังไงซะก็อย่าให้เกินที่ตั้งเป้าเอาไว้ คือ 1 ชั่วโมง

เป้าหมายการฝึกซ้อมที่คาดหวัง มีสองอย่าง คือ หนึ่ง-ความสม่ำเสมอ และสอง-วิ่งเหยาะต่อเนื่องโดยไม่หยุดพักให้ได้ 4 รอบ (2,198 เมตร) ทุกครั้ง อ้อเป้าหมายระยะยาวอีกหนึ่งอย่าง คือ หลังจบโครงการวิ่งเพื่อสุขภาพของบริษัทแล้ว ทำให้ได้อย่างต่อเนื่องต่อไป



Links:

ศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์

เช้านี้อ่านบล็อกจากฝีดเรื่อง Organizing pet information in case of emergency (เขาพูดถึงเรื่องสัตว์เลี้ยงหาย ) ทำให้นึกถึง(เรื่องคนหาย) รายการเจาะใจที่เคยดูเมื่อหลายเดือนก่อน เป็นเทปที่เชิญคุณ เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข หัวหน้าศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์/มูลนิธิกระจกเงา มาเป็นแขกรับเชิญ



ไม่มีอะไรครับ แค่อยากมาปะไว้ เป็นข้อมูล เพราะพวกเราทุกคนก็มีคนที่รัก แล้วถ้าวันหนึ่งเขาหายไป เราจะทำอย่างไร ใจเขาใจเรา ถ้ามีเวลาก็แวะๆ เข้าไปเปิดดูฐานข้อมูลผู้สูญหายดูบ้างก็ดีนะครับ -- เพราะไม่แน่ว่า อาจจะมีคนที่เราคุ้นหน้าคุ้นตาในนั้นบ้างก็ได้ (ดีกว่า social networking ไปวันๆ นะผมว่า)

คุณเอกลักษณ์ เล่าในรายการว่า เขาเจอเรื่องหนักๆ มาพอสมควร เกี่ยวกับอิทธิพลของขบวนการค้ามนุษย์ ที่เห็นคนเป็นสินค้า ซึ่งหนีไม่พ้นที่อำนาจมืดหรืออิทธิพลนอกกฎหมาย จะต้องเชื่อมโยงกลับมามีบทบาท เพื่อครอบงำอำนาจรัฐ โดยผ่านทางระบอบการเมืองเข้าจนได้ นี่แหละหนอประเทศไทย (ได้แต่บ่นอีกแล้ว)

Saturday, April 19, 2008

ตาแดง

เกิดมา(จำได้ว่า)ก็เพิ่งเคยเป็นตาแดงกับเขาก็ครั้งนี้แหละ โรคตาแดงเป็นการอักเสบของเยื่อบุตา (Conjunctivitis) ผมเป็นจากข้างขวาก่อนแล้วค่อยลามไปข้างซ้าย หมอบอกว่า น่าจะเกิดจากไวรัส (ตอนพบหมอก็ยังสงสัย ทำไมต้องถามว่าเป็นทีละข้าง หรือเป็นพร้อมกัน)



ออกอาการครั้งแรก เหมือนมีผงเข้าตาขวาตั้งแต่คืนวันอังคาร ลืมตาในน้ำก็ไม่ยอมออก คืนนั้นเลยต้องนอนหลับไปจนมันไหลออกมากับน้ำตาเอง

ช่วงนี้คงต้องทำตัวเป็นฤษี ไกลผู้ไกลคนนิดหนึ่ง (เขาว่าจะเป็นประมาณ 2 สัปดาห์แหนะ)

Tuesday, April 15, 2008

วงเล่า

วันหยุดยาวสงกรานต์ที่ผ่านมา ทำอะไรบ้าง

  • ช่วยจัดสเปคคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ 1 เครื่อง ให้หลาน รวมทั้งพาไปซื้อที่ไอทีเซียร์ รังสิต
  • รดน้ำอวยพรและขอพร พ่อแม่ตัวเอง และแม่ยาย
  • เล่นน้ำสงกรานต์กับลูกและหลานๆ
  • ไหว้พระ ทำบุญ เสี่ยงเซียมซี ให้อาหารปลา ที่วัดแสงสิริธรรม
  • วงเหล้ารีเจนซี่ บรั่นดีไทย 3 กลม ใน 2 คืน กับพ่อและอา ที่บ้านอา คืนแรกเกือบตี 3 คืนที่สองแค่เที่ยงคืน
  • วงเล่าจอห์นนี่ วอล์คเกอร์ แบล๊คเลเบล 1 ลิตร กับเพื่อนๆ ผบ.ทบ. ที่บ้านใหม่ของเพื่อน เดอะวิลล่า ในซอยท่าอิฐ ตั้งแต่ 6 โมงเย็น จนเกือบตี 5 (ทำไปได้)
  • เพิ่งวันนี้เอง ที่ได้พักผ่อนอยู่บ้าน สรงน้ำพระพุทธรูปที่บ้าน แล้วก็นอนๆๆ

วงเล่า
บรรยากาศแห่งการร่ำสุรา ที่สมาชิกเม้าท์กันน้ำลายแตกฟอง เพราะแต่ละคนมีเรื่องราวความรัก งาน และชีวิต ทั้งหวาน เศร้า เจ็บปวด สนุกสนาน มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันพรั่งพรู ขนาดว่าลูกคิดถึงกับนอนหลับคาวงเล่า ของพ่อแม่และเพื่อนๆ จนเลิกเหมือนกัน (เพราะมัวแต่เม้าท์กันเพลิน ลืมดูเวลา)

ตลอดช่วงสงกรานต์ ใช้บริการเครื่องดื่ม Hang ไป 3 ขวด นอกจากกัน Hang แล้ว ยังช่วยลดกรน ลดอ่อนเพลียได้ด้วย(บ้าง)

จาก ลปรร. ในวงเล่า ทำให้ได้รู้ว่าเพื่อนๆ ชนชั้นกลางวัยทำงานอย่างเราๆ เป้าหมายชีวิตหลักเลยก็คือ ความสุขจากการมีทรัพย์สิน เงินทอง แม้อาจไม่ได้คาดหวังมากมาย ขนาดจะเป็นมหาเศรษฐี แต่บ้านที่ต้องการ ก็ต้องบ้านเดี่ยวประมาณ 100 ตร.วา ขึ้นไป รถยนต์ถ้าเป็นไปได้ก็อยากขับรถยุโรปเท่ห์ๆ สินค้าต้องแบรนด์เนมและสังคมหรูๆ ที่พวกไฮโซใช้และเวียนว่ายกันอยู่

ที่อยากได้ควบคู่ไปกับความหรูหราข้างต้น ก็หนีไม่พ้น คนที่รัก (ส่วนใหญ่คาดหวังจากคนอื่น แต่ไม่รู้จักรักตัวเอง) แรกเริ่มก็คาดหวังในระดับหนึ่ง แม้เมื่อได้คนที่รัก ซึ่งตอบสนองความตั้งใจแรกได้แล้ว กลับไม่รู้จักคำว่าพอ ยังเรียกร้องมากกว่านั้น ไม่รู้จักมีความสุขกับสิ่งที่มี สิ่งที่เป็น (ซึ่งตัวเองนั้นดีกว่าคนอื่นอีกหลายๆ คนมากมายนัก)

ตลอดหลายชั่วโมงของการสนทนา ไม่มีใครบอกเลยว่า ชีวิตตนเองรวมถึงบุคคลที่สาม(เจ้าของหลายๆ เรื่องเล่า) ในปัจจุบันนี้ มีความสุขเพียงพอแล้ว ส่วนใหญ่มีแต่ความคาดหวัง ต้องการ อยากได้ อยากมี ฟุ้งกระจายเต็มไปหมด ส่วนของผมจะเป็นเรื่องลูกคิดซะส่วนใหญ่ -- ไม่ได้บอกให้พอ แต่ถ้าเพลาๆ ลงได้บ้าง ก็น่าจะดีนะ

Wednesday, April 09, 2008

3 days offline

เฝ้าไข้ลูกคิดที่โรงพยาบาลตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา เล่นเอาสุขภาพแกว่งๆ ไปเหมือนกัน เพราะกินนอนไม่ค่อยเป็นเวลา แต่คงไม่เท่า ความกังวลในอาการป่วยของลูก (กระทั่งวันนี้ กลับมาพักฟื้นที่บ้าน อาการลูกคิดก็ยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้จะดีขึ้นมากแล้วก็ตาม)

ค่ารักษาพยาบาลที่หมดไป ทำให้ต้องกลับมาคิดว่า การทุ่มเทสุขภาพทำงานอย่างหนักหน่วงนานเป็นปีๆ กับเงินทองที่หาได้มา เพื่อเป็นทุนรอนอนาคตสำหรับครอบครัว ซึ่งเพียงพอแค่ค่าเจ็บไข้ได้ป่วย (นอนโรงพยาบาลเอกชน) ได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น มันคุ้มกันรึเปล่า -- สุขภาพ(ใจและกาย) ควรจะเป็นเรื่องที่ให้ความสำคัญอันดับหนึ่ง และแนวทางก็คือ การดูแล ป้องกัน ซึ่งย่อมดีกว่าเยียวยา รักษา

ช่วงนี้งานหลวงมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งงานที่ต้องลงแรงกาย และงานที่ต้องระดมกำลังสมอง งานราษฎร์ก็ยุ่งเหยิง ทั้งการปรับตัวเข้าโรงเรียนของลูก และการบริหารค่าใช้จ่ายในครัวเรือน (ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมคาดหวังให้ ผบ.ทบ. มาช่วยทำแทน แต่ยังไม่สำเร็จซักที) พอมีโอกาสได้นั่งๆ นอนๆ ในช่วงว่างระหว่างที่ลูกนอนหลับ สมองก็คิดๆๆ สรุปได้แค่ว่า

  • จัดลำดับความสำคัญ รายการของงานทั้งหมด ทั้งหลวงทั้งราษฎร์ มีอะไรบ้าง อันไหนต้องทำตอนไหน เวลาไหน อันไหนให้ใครช่วยได้บ้าง
  • บริหารเวลา ทำตารางในการลงมือทำเอง และการติดต่อสื่อสาร(ข้อต่อไป) ทำเป็น checklist ได้ด้วยยิ่งดี
  • การลงมือทำ และการติดต่อสื่อสาร ชี้แจงแถลงไข ว่าตอนนี้เราทำอะไรที่สำคัญกว่าอยู่นะ งานของใครควรรอ งานไหนจะเดินต่อ ใคร(นอกจากเรา)จะช่วยได้

และสุดท้ายที่ต้องทำให้ได้ เมื่อทำไม่ได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ก็คือ ทำใจ ยอมรับว่าเราทำดีที่สุดแล้ว แม้ผลจะไม่เป็นที่น่าพอใจ หลายสิ่งหลายอย่างเราเองก็ควบคุมไม่ได้ ความสำเร็จอยู่ที่ตอนลงมือทำด้วยส่วนหนึ่ง (มากด้วย)

ระหว่างนั่งๆ นอนๆ offline ที่โรงพยาบาล (ตั้ง) 3 วันกว่าๆ ไม่ได้อ่านหนังสือซักเล่ม นอกจากหนังสือพิมพ์ แล้วก็คิดอะไรมาได้แค่นี้เองอะ

ปล. เรื่องวิ่งเพื่อสุขภาพของผมเอง ก็ต้องเริ่มกันใหม่เลย เพราะที่เริ่มไป 3 วัน ยังไม่ทันอยู่ตัว