Saturday, April 26, 2008

เพราะยังมีลมหายใจ

เช้านี้ผมตื่นตั้งแต่ตีห้าครึ่ง อาบน้ำแต่งตัวเหมือนจะไปทำงานตามปกติ แต่ไม่ใช่ -- ผมเข้าไปที่โรงพยาบาลรามาฯ ก่อนจะเข้าออฟฟิศ เพราะน้องชายของผม นอนป่วยรักษาตัวเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว อยู่มานานสัปดาห์กว่าแล้ว สองสามวันหลังมานี้อาการน้องดูดีกว่าก่อน ตอนนั้นเกือบจะไม่รอด พ่อแม่พี่น้องก็ทำใจกันไปแล้วรอบหนึ่ง (คณะหมอเรียกไปคุยมาเล้วหนึ่งครั้งว่าคงไม่รอด ให้ทำใจซะ) พรรคพวกไปเยี่ยมเยียนก็ร้องไห้เสียน้ำตากันมากแล้ว ไม่มีสาเหตุหรือเหตุผลใด เขาก็ดูดี (ไม่มากนัก) ขึ้นมาสร้างหวังเล็กๆ ให้พวกเรา

พอสายหน่อย กลับเข้าออฟฟิศมานั่งทำงาน ไม่ได้มีลางสังหรณ์แต่อย่างใด บ่ายสองโมงนิดๆ พี่สาวก็โทรเข้ามาสะอื้นบอกว่า น้องไปแล้ว ผมไม่ผิดคาด ผมไม่ปล่อยโฮ (ตั้งใจว่าจะเสียใจ แต่ไม่เสียน้ำตา กับการตายจากกัน) แต่รีบจับมอเตอร์ไซต์รับจ้างข้ามฝั่งเข้ามาที่โรงพยาบาลรามาฯ (ออฟฟิศอยู่ซอยรางน้ำ) บอกตามตรงว่าร้องไห้ไม่ออก บอกไม่ถูกว่าคิด นึก หรือรู้สึกอย่างไร ไม่รู้เหมือนกันว่าเข้ามาถึงที่โรงพยาบาลเร็ว แล้วจะทำอะไร แค่อยากมา แค่อยากเป็นส่วนหนึ่ง -- ในสมองจริงๆ เรื่องที่มี เรื่องที่คิดถึง กลับเป็นอนาคตของหลานสองคน ลูกน้องชายมากกว่า กับอีกอย่างหนึ่งคือ คิดถึงแม่

นั่นเป็นวันนี้ในอดีต เมื่อสี่ปีที่แล้ว ไม่มีอะไรมากไปกว่า เขาเป็นน้องชายคนเดียว ผมยังคงระลึกถึงอยู่เนืองๆ (ไม่ตลอดเวลา) เพราะผมยังคงมีชีวิต เพราะยังมีลมหายใจอยู่ เพียงเท่านั้นเอง

วูบลึกๆ ในวันรุ่งขึ้นที่ไปรับศพออกจากโรงพยาบาล ผมกลับรู้สึกอิจฉาน้องด้วยซ้ำไป เนื่องจากรับรู้ได้เต็มประดาใจว่าน้องไปอย่างสงบ ถึงจะมีห่วงบ้างกับเมียและลูกสาว 2 คนของเขา -- ผมเชื่อว่า น้องวางใจในความรัก ความผูกพันที่พี่ๆ ของเขามีให้กับหลาน

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าปีหน้าและปีต่อๆ ไป ถ้ายังมีลมหายใจอยู่ ผมจะบันทึกเรื่องเดิมๆ อย่างนี้อีกไหม ?

No comments: