Friday, May 30, 2008

เกรงใจตัวเอง

ขี้เกรงใจ เป็นนิสัยที่แทบจะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ของคนไทยส่วนใหญ่เลยก็ว่าได้

เพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่ง เคยไปใช้ชีวิตอยู่ที่แคนาดาได้ปีกว่าๆ เล่าให้ฟังว่า พวกฝรั่งมันชอบถามน้องเขาว่า ทำไมเวลาชวนไปงานปาร์ตี้ทีไร คนไทยมักจะตอบทำนองเช่นว่า "เอ่อ! ก็อยากไปนะ แต่.." นู่นบ้าง นี่บ้าง ข้ออ้างต่างๆ นานา แล้วแต่จะหามาพูดให้เยิ่นเย้อ

ผมว่ามันก็ดูเป็นเรื่องปกติ(ตัวผมก็เป็น และเจอแทบทุกวัน) ทำไมเหรอ น้องเขาบอกว่า ฝรั่งมันดูหน้า เห็นอาการตอนตอบมันก็รู้ feeling ได้แล้วพี่ ว่าไอ้คนตอบน่ะ ไม่อยากไปหรอก ฝรั่งมันบอกว่า ก็แล้วทำไมพวก you ไม่ตอบมาเลยว่า "ไม่ไป เพราะไม่อยากไป" เท่านั้นก็จบ มันไม่เซ้าซี้ ไม่เคือง ไม่โกรธ ไม่งอน แน่นอน

เป็นนิสัยชอบถนอมน้ำใจผู้อื่นของคนไทยนั่นแหละ ไม่มีอะไรหรอก เมื่อมันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งดูแล้วไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร ก็เก็บมันไว้เถอะ คงไม่เสียหายมั้ง


มาวันนี้ความคิดผมเปลี่ยน รำคาญไอ้นิสัยขี้เกรงใจของตัวเองจังเลย เพราะว่ามันมีเหตุให้ถูกนำมาใช้บ่อยจนเกินไป ใช้ทุกวัน อย่างไรนะหรือครับ ก็พนักงานหาสมาชิกบัตรเครดิตเอย ขายประกันเอย โทรเข้ามาไม่เว้นแต่ละวัน แม้ว่าเธอ/เขา แต่ละคน แต่ละค่ายจะโทรมาไม่ซ้ำเสียง แต่ผมสิครับ เป้าหมายปลายทาง ออกจะซ้ำบ่อยไปหน่อย

ตอนยังไม่ถี่ขนาดมารายวันนั้น ผมตั้งใจฟัง ให้โอกาสอธิบายเล่ารายละเอียด เพราะนิสัยถนอมน้ำใจ ขี้เกรงใจ ต่อมา พอชักถี่ขึ้นหน่อย ผมทนฟัง แล้วพอระยะหลังมานี่ ผมไม่ฟังแล้ว ถามว่าจะคุยเรื่องอะไร รู้ปุ๊บ ตัดบทปั๊บ แบบนี้เลย

"ขอโทษนะครับ ผมขอตัว ไม่ฟัง เพราะช่วงนี้ไม่สนใจ ไม่คิดจะรับข้อเสนอใดๆ"

ที่จริงก็ไม่ได้ใจไม้่ไส้ระกำหรอกนะครับ แต่เพราะไม่สนใจ ไม่คิด และไม่พร้อมรับข้อเสนอจริงๆ ต่างหาก (ตัวผม ผมย่อมรู้ดีที่สุด) ทำให้ผมต้องตัดเยื่อใยห้วนๆ อย่างนั้น หวังดี ไม่อยากให้เสียเวลากันทั้งสองฝ่าย

ไม่ต้องไปคิดแล้วครับว่าใครจะเสียน้ำใจ มันเป็นเรื่องปกติของพนักงานขาย เช่น เขาโทรหาเป้าหมาย 10 ราย มีคนฟังสัก 5 ราย เยี่ยมเลย แล้วใน 5 รายนั้น มีคนตกลงแค่ 1 ราย นั่นก็ยอดแล้ว -- ผมขอเป็น 1 ใน 5 ราย ที่(อย่างน้อยยัง)รับสาย แต่ไม่ฟังนะครับ

เกรงใจคนอื่น ในสถานการณ์ที่เหมาะที่ควร เป็นอุปนิสัยของคนดี ก็ดีครับ แต่อย่าลืมว่า บางครั้งก็ต้องเกรงใจตัวเองด้วยเหมือนกัน

ภาพประกอบ: http://jamamai.bloggang.com

Sunday, May 25, 2008

@phil801 Serenity Fund

อ่านเรื่องราวของหนูน้อย Serenity ลูกสาววัย 2 ขวบเศษ ของ @phil801 ผ่านทาง Oh, Twitter!
ทำให้รู้สึกสงสารหนูน้อยขึ้นมาจับใจ ขนาดลูกคิดป่วยติดเชื้อในลำไส้ ปอดบวม และไซนัสอักเสบ เข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลเป็นว่าเล่นในช่วง 1 เดือนกว่ามานี้ ผมยังรู้สึกว่าตัวเองและครอบครัว จิตใจกดดันหนักทีเดียว



อันดับแรกคือสงสารลูก ใครเป็นพ่อแม่คนคงเข้าใจ โดยเฉพาะเด็กเล็กๆ นี่ เวลาที่ป่วยหนัก น่าสงสารมาก อันดับที่สอง ก็คือทุนรอนในการรักษาพยาบาล เป็นประเด็นใหญ่สำหรับผม(และหลายๆ คน) กรณีของ Serenity ก็เช่นกัน ไม่อย่างนั้น @phil801 คงไม่ต้องตั้งกองทุนรับบริจาคอย่างที่เห็นนี่หรอก

เป็นตัวผม จะทำแบบเดียวกันนี้รึเปล่านะ เพราะผมนั้นเย่อหยิ่งมากมาย ขนาดยอมอดตาย ก็ไม่ยอมแบมือขอใครกิน แต่เรื่องความเป็นความตายของลูก ถ้าผมทำ(หรือไม่ทำ)อะไร แล้วผิดพลาดขึ้นมา อาจส่งผลให้ผมถึงกับตายทั้งเป็นไปเลยก็ได้

อ้อ! ส่วนเรื่องความช่วยเหลือสำหรับ Serenity ก็แล้วแต่วิจารณญาณของใครของมันนะครับ

Wednesday, May 21, 2008

Women dominate the world

เมื่อเช้านี้ระหว่างบันไดเลื่อนขึ้น จากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ความคิดมันแล่นเรื่อยเปื่อยไปว่า โลกเราที่ยุ่งเหยิงวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะ เพศชายเป็นผู้กุมอำนาจมาโดยตลอด ตั้งแต่อดีตกาลจนปัจจุบัน สมมุติว่าวันใด ที่ผู้หญิงส่วนใหญ่สามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำ กุมอำนาจ และทรงอิทธิพลเหนือผู้ชาย ได้อย่างแท้จริง โลกอาจสงบสุขกว่านี้ ก็เป็นไปได้ (น่าคิดๆ)

ถ้าผลลัพธ์จะเป็นไปได้อย่างที่ผมคิด แล้วปัจจัยอะไรล่ะ ที่ทำใหผู้หญิงสามารถผงาดขึ้นมาครองโลก ...?

แว้บ! ใช่แล้ว ผู้หญิงทุกคน ต้องมีคุณสมบัติพิเศษบางสิ่งบางอย่าง เหมือนในหนังเรื่อง Teeth ที่ได้ดูเมื่อวันหยุด นั่นเลย



นางเอกในเรื่องจะมีฟัน(คมมาก) ในช่องคลอด คอยงับๆๆ ของผู้ชายที่ล่วงล้ำเข้าพื้นที่หวงห้ามของเธอ แต่ก็มีข้อยกเว้นสำหรับวีรบุรุษ ผู้ซึ่งเธอยินยอมพร้อมใจ ฟันมหาโหดก็จะกลายเป็นยินดีต้อนรับ ไม่งับๆๆ หรือทำอันตรายใดๆ

อาจดูตลก หรือสยองขวัญ แต่ผมว่านี่ละ ปัจจัยหลักเบื้องต้นเลย ซึ่งจะทำให้ผู้หญิงยึดอำนาจจากผู้ชายได้ ความเป็นจริงคือว่า ที่ผ่านมาโดยธรรมชาติซึ่งตรงกันข้ามนี้เอง ทำให้ผู้ชาย เป็นฝ่ายกระทำการกดขี่ขมเห่งผู้หญิงมาโดยตลอด

ถ้าเพศหญิงทุกคนเป็นอย่างนางเอกในหนังแล้วไซร้ ...บรื๋ออออ... (ผมก็เสียวครับ) -- คราวนี้ละ จะกลายเป็นผู้หญิงต่างหากที่ ฟันๆๆ ผู้ชายเป็นว่าเล่น โลกคงเปลี่ยนแน่ๆ อย่างไรไม่รู้ แต่ส่วนตัวผมคิดว่าน่าจะดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ผู้หญิงจะมีคุณสมบัติทางกายภาพที่เป็นต่อผู้ชาย แต่การควบคุมการทำงานของเจ้าฟันดังกล่าว ก็คือความคิดและจิตใจอยู่ดี เพราะฉะนั้น คุณธรรมยังเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น สำหรับความสงบสุขอยู่เสมอ -- เพราะผู้หญิงและผู้ชาย อย่างไรก็ขาดกันไม่ได้อยู่แล้ว

ภาพประกอบ: http://www.teethmovie.com

Monday, May 19, 2008

Weekend The Movies

วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา 2 สุดสัปดาห์ นอกจากพาลูกไปตรวจติดตามอาการป่วยที่โรงพยาบาล กับนั่งหน้าคอมพิวเตอร์เล่นอินเทอร์เน็ต ตามปกติแล้ว มีโอกาสได้ดูหนังอยู่หลายเรื่อง


  • The Mist - อย่าอายที่จะปลดปล่อยความกลัวออกมาบ้าง (ใครๆ ก็กลัวตายทั้งนั้นแหละ)
  • Awake - รักแท้ อาจไม่สำคัญเท่ากับอายุใช้งานของรักนั้น (ทรัพย์สมบัติยังอยู่ รักก็ยังนิรันดร์)
  • There Will Be Blood - คอหนังดราม่าต้องไม่พลาด
  • Teeth - หนังตลก(ไม่ออก โดยเฉพาะหนุ่มๆ ทั้งหลาย) สยองขวัญ ไม่ได้เข้าฉายในไทย
  • Beowulf - หนัง 3D เทคนิคสวย (โดยเฉพาะโจลี่) ดูสนุก แต่ผมชอบเนื้อหาของ 300 มากกว่านะ
ดูหนังดูละครจบ ก็พักผ่อนนอนหลับ .. ตื่นมาแล้วค่อยย้อนดูตัวเอง

ภาพประกอบ: http://www.worstpreviews.com/

Thursday, May 15, 2008

พลานามัยอวัยวะ

เมื่อวาน มีเพื่อนร่วมงานผู้หวังดี นำโพยข้อควรปฏิบัติตัวในแต่ละวัน เพื่อส่งเสริมคุณภาพของอวัยวะภายใน ให้มีพลานามัยที่ดีอยู่เสมอ มาวางไว้ที่โต๊ะทำงาน

ขอบคุณมากนะครับ - แต่รายละเอียดในชีวิตเยอะๆ แบบนี้ คนแบบผมคงทำได้ยาก ลำพังทุกวันนี้ พยายามนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทานผักผลไม้ และดื่มน้ำเยอะๆ ก็ไม่ง่ายแล้ว



จะว่าไปอวัยวะภายในของผม ที่น่าจะแข็งแรงที่สุด คงเป็นตับ (ฮา)

Tuesday, May 13, 2008

แผ่นดินไหว

เมื่อคืนดูรายการข่าวค้นคนข่าว นำเสนอข่าวแผ่นดินไหวที่เสฉวน ประเทศจีน เห็นแผนที่แสดงรอยเลื่อนในประเทศไทย ผ่านตาแว้บๆ ก็เลยมาลองค้นหาดูครับ



Earthquake Links:

ข้อมูลของคำว่า Richter จาก Manager Around the World

ริกเตอร์ (Richter) คือหน่วยวัดจำนวนหรือพลังงานซึ่งปลดปล่อยออกมาที่ศูนย์กลางแผ่นดินไหว ซึ่งสามารถคำนวณได้จากการติดตามลักษณะของคลื่นแผ่นดินไหว โดยเครื่องวัดแผ่นดินไหว ซึ่งคิดค้นโดยผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหวชาวเยอรมัน ชื่อซีเอฟ ริกเตอร์ (C.F. Richter) มีขนาดตั้งแต่ 1.0 (รุนแรงน้อย) ถึง 9.0 (รุนแรงมาก)

ขนาดของคลื่น
(ริกเตอร์)
ผลที่เกิดขึ้น
ความถี่ของการเกิด
1-2.9
เกิดการสั่นไหวเล็กน้อย ผู้คนเริ่มมีความรู้สึกถึงการสั่นไหว บางครั้ง รู้สึกเวียน ศีรษะ
ประมาณ 9,000 ครั้งต่อวัน
3-3.9
เกิดการสั่นไหวเล็กน้อย ผู้คนที่อยู่ในอาคารรู้สึกเหมือนรถไฟวิ่งผ่าน
ประมาณ 49,000 ครั้งต่อปี
4-4.9
เกิดการสั่นไหวปานกลาง ผู้ที่อาศัยอยู่ทั้งภายในอาคาร และนอกอาคาร รู้สึกถึงการ สั่นสะเทือน วัตถุห้อยแขวนแกว่งไกว
ประมาณ 6,200 ครั้งต่อปี
5-5.9
เกิดการสั่นไหวรุนแรงเป็นบริเวณกว้าง เครื่องเรือน และวัตถุมีการเคลื่อนที่
ประมาณ 800 ครั้งต่อปี
6-6.9
เกิดการสั่นไหวรุนแรงมาก อาคารเริ่มเสียหาย พังทลาย
ประมาณ 120 ครั้งต่อปี
7-9.0
เกิดการสั่นไหวร้ายแรง อาคาร สิ่งก่อสร้างมีความเสียหายอย่างมาก แผ่นดินแยก วัตถุที่อยู่บนพื้นถูกเหวี่ยงกระเด็น หากเกิดใต้ทะเลอาจเกิดคลื่นยักษ์สึนามิตามมา
ประมาณ 19 ครั้งต่อปี
9.0 ขึ้นไป
เกิดการสั่นไหวร้ายแรงมาก สิ่งก่อสร้างพังทลายบ้านเรือนเสียหายอย่างหนัก
ประมาณ 1 ครั้งในรอบ 20 ปี

ทั้งนี้ ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจว่า ริกเตอร์นั้นเป็นมาตราวัดแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว ซึ่งอันที่จริงแล้วไม่ใช่ เพราะมาตราที่เราใช้วัดแรงสั่นสะเทือนนั้น เราเรียกว่า มาตราเมอร์แคลลี(Mercalli) ต่างหาก

มาตราดังกล่าวจะวัดความเข้มของความรุนแรงในการสั่น ณ ที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งจะออกมาในลักษณะความรุนแรงของการสั่นที่มนุษย์รู้สึกได้ว่ามากน้อยแค่ไหน หรือความเสียหายของสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ มีมากแค่ไหน ตามขนาดตั้งแต่ 1 ถึง 12


ภาพประกอบ: กรมทรัพยากรธรณี

Thursday, May 08, 2008

จุดหมายไม่อยู่..ปลายทาง

"เปรียบดังพี่เป็นแค่ขอนไม้ ต่อให้รักเจ้ามากเพียงไหน ผุพังไปพึ่งพาก็ได้ไม่นาน ..."

แว่วเพลงขอนไม้เสียงใสจากวณิพกน้อยวัย 6-7 ปี ที่นั่งร้องเพลงแลกเศษเงิน อยู่กับพื้นที่ป้ายรถเมล์ วันนี้มันเป็นภาพแปลกตาสำหรับผม เพราะปกติเกือบทุกเย็นตรงนี้ จะเป็นนักอาชีวศึกษาขาประจำชายนายหนึ่ง นั่งดีดกีตาร์ร้องเพลงรักซอฟร็อคร่วมสมัย แต่เป้าหมายคือแลก(เศษ)เงินเหมือนกัน

บล็อกนี้ ตั้งใจมาเก็บตกงานวิ่งเพื่อสุขภาพ Warm Up #1 ที่ผมว่ามีเรื่องอยากจะเขียนถึงอยู่ เริ่มเลยละกัน

ตอนซ้อมวิ่ง 1 รอบในหมู่บ้าน ระยะทางประมาณ 550 เมตร กับของจริง 1 รอบสวนเบญกิติ ระยะทาง 1.8 กม. -- ระหว่างซ้อมผมคาดว่า วันไปวิ่งที่สวนเบญจกิติ วิวทิวทัศน์ ธรรมชาติข้างทาง ซึ่งดีกว่าในหมู่บ้าน น่าจะทำให้สนุกสนาน และรื่นเริงกว่ากันเยอะ เอาเข้าจริงกลับไม่ใช่ เพราะตามัวแต่มองไปจุดหมาย ที่อยู่ปลายทาง (บริเวณลานปทุมชาติ) ซึ่งยังอีกไกลลิบๆ

นั่นทำให้ผมลืมชื่นชม ผู้คน ธรรมชาติ และอากาศบริสุทธิ์สองข้างทางไปเสียสนิท เพราะมัวแต่พะวง เรื่องการทำเวลา ทั้งๆ ที่เป้าหมาย(ส่วนตัว)ของโครงการนี้คือ สุขภาพร่างกายที่แข็งแรง จากการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ (ซ้อมวิ่งในหมู่บ้าน) -- เพื่อนๆ หลายคนใช้เวลานานกว่าผมเยอะ แต่ก็ดูจะรื่นรมย์กว่าผมอีก

เปรียบเหมือนเวลาเราทำอะไรสักอย่าง ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่ผลลัพธ์ แต่อยู่ที่การได้ลงมือทำ เพราะถ้าเราใส่ใจแค่ผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว ตลอดทั้งชีวิตของเรา คงจะมีความสุขนับครั้งได้ถ้วนแน่ๆ

ชีวิตคือการเดินทาง ความสุขอยู่แค่ปลายจมูก และถ้าจุดหมายของชีวิตคือความสุข ชีวิตคนเรา ควรจะมีจุดหมายอยู่ตรงปลายทาง เพียงจุดเดียวเท่านั้นหรือ -- แน่นอนว่า ความสุขที่ยิ่งใหญ่ ย่อมมาจากความสำเร็จที่รออยู่ปลายทาง แต่ก็อย่าลืมชื่นชม และสะสมความสุขเล็กๆ น้อยๆ ในระหว่างทางด้วยครับ

"ความสุขของพี่ขอนไม้ คือการได้เป็นที่พึ่งพาให้กับเธอ แม้จะผุพังไป ในเวลาเพียงไม่นาน"

ปล. วันนี้ (8 พ.ค.) เป็นวันกาชาดโลก (Word Red Cross Day) บังเอิญได้บริจาคโลหิต เพราะสภากาชาด ส่งหน่วยเคลื่อนที่ มารับที่ตึกพอดี

Wednesday, May 07, 2008

อ่าน..คิดจากความว่าง

กำลังคิดว่าจะยกเลิก Hi-Speed Internet ที่บ้าน -- หนึ่งเพื่อประหยัดเงิน และสองเพื่อให้เวลากับครอบครัว แล้วเปลี่ยนมาอ่านหนังสือ หรืออ่าน offline ดีกว่า ?

ช่วงนี้ ตั้งใจจะอ่านหนังสือของดังตฤณ



ว่างแล้วคิด เรียกว่า... คิดจากความว่าง


คุณดังตฤณ กรุณาทำเป็น pdf files (1 2 3 4) ให้ download มาอ่านได้ รวมทั้งที่เป็น mp3 files (เฉพาะเล่ม 1) ซึ่งเป็นเสียงอ่าน ให้ download มาฟังได้อีกเหมือนกัน -- เพื่อเป็นธรรมทาน

Saturday, May 03, 2008

After Warm Up 1

หลังจาก Warm Up #1 เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา ขาหมูโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง ได้มาจากงานเที่ยวไปชิมไป ในศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตต์ (กับเบียร์ Leo จากสิงห์ คอร์ปอเรชั่น ร้านโชว์ห่วยแถวหมู่บ้าน)



งาน Warm Up #1 ผมได้เห็นอะไรพอสมควร อยากจะเขียนถึง แต่ตอนนี้มึนๆ เอียนๆ (อาจจะอ้วก ถ้าเขียนต่อ) ขอไปนอนก่อน ไว้ว่ากันบล็อกถัดไปครับพี่น้อง (สำนวนขี้เมาว่า "เดี๋ยวก็เช้าแล้ว")

ปล. ขอบคุณน้องเอกที่สุด (น้องโยด้วย) สำหรับน้ำใจที่อนุเคราะห์ในการเดินทาง(รับ-ส่งถึงบ้าน)

เป็นผู้นำเบอร์ 5

นานแล้ว ไม่ได้แวะเข้าไปอ่านบทความใน กรุงเทพธุรกิจ BIZ WEEK เพราะที่ผ่านมาอ่านเยอะ (การอ่านเยอะๆ เขาว่าจะช่วยให้ฉลาด) แต่ไม่ได้ช่วยให้ตัวเองทำอะไรได้ดีขึ้น (อะ! อย่างน้อยก็คิดดี ถึงแม้จะทำอะไรไม่ค่อยเป็น) -- เปลี่ยนมาอ่าน และพิจารณาการกระทำของตัวเองดีกว่า (หลักการและทฤษฎีมีเยอะแล้ว ทำอะไรให้ Simple เข้าไว้)

บ่ายนี้ ระหว่างรอเวลา ได้อ่านบทความ ใครจะเดินตาม"คนประเภทนี้"บ้าง? !
สรุปได้ใจความแค่ว่า ผมคงเป็นผู้นำเบอร์ห้า ในบทความนี้ละมั้ง ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง

ขออนุญาตคัดลอกบทความ มาแปะไว้ด้วยครับ

ใครจะเดินตาม“คนประเภทนี้”บ้าง? !

ธีรพล แซ่ตั้ง

“คนประเภทนี้” ที่เป็นระดับหัวหน้างาน ผู้บริหาร และ ผู้นำ มีอยู่ทุกองค์กร และ “คนประเภทนี้” มักจะเรียกร้องสิ่งต่างๆ จากทีมงานอย่างมากมาย…ให้คิดอย่างนั้น ให้ทำอย่างนี้ เพื่อจะนำทีมงานไปสู่เป้าหมาย….ซึ่งอาจเป็นเป้าหมายของหน่วยงาน เป้าหมายขององค์กร

หรือที่จริงแล้ว…ก็คือเป้าหมายของคนประเภทนี้ !

คนประเภทนี้ กลุ่มแรก คือคนที่เก่งเหลือเกินในการ คิด คิด และ คิด

ปัญหามันอยู่ที่ว่าสิ่งที่คนประเภทนี้คิด มักเป็นความคิดที่ไม่ค่อยได้เรื่อง เพราะยังไม่ "ตกผลึก" เพียงพอ และเป็นนักคิดที่ปฏิบัติเองไม่ค่อยเป็น แต่ก็มักจะยัดเยียดสิ่งที่ตนเองคิดให้ทีมงานไปปฏิบัติ ถ้าคิดเก่งก็ถือว่าโชคดี แต่คนประเภทนี้นอกจากคิดไม่เก่งแล้วยังปฏิบัติไม่ได้เรื่องอีก ใครจะเดินตามคนประเภทนี้บ้าง?

คนประเภทนี้ กลุ่มสอง คือคนที่ตัวเองก็สุดแสนจะขี้เกียจ สันหลังถ้าวัดได้คงยาวหลายวา! แต่กลับเรียกร้องเหลือเกินให้ทีมงานทุ่มเท ขยันสุดๆ ยิ่งพูดยิ่งขัดแย้งกับสิ่งที่ตัวเองปฏิบัติ ไม่เคยรู้จักกฎธรรมชาติที่เรียกว่า "นำโดยการทำให้ดูเป็นแบบอย่าง" ! ใครจะเดินตามคนประเภทนี้บ้าง ?

คนประเภทนี้ กลุ่มที่สาม คือคนที่พยายามเสแสร้งแสดงโดยคำพูด ว่า ให้ความสำคัญ ให้ความใส่ใจในเรื่องคนเหลือเกิน แต่ในทางปฏิบัติเอารัดเอาเปรียบพนักงานทุกรูปแบบ ทั้งในเรื่องโครงสร้างผลตอบแทนที่จ่ายให้ต่ำแบบสุดๆ โดยอ้างว่าประหยัดเพื่อหน่วยงาน เพื่อบริษัท รวมไปถึงการหยุมหยิมคิดเล็กคิดน้อย จับผิดพนักงาน เป็นงานหลัก !ใครจะเดินตามคนประเภทนี้บ้าง?

คนประเภทนี้ กลุ่มที่สี่ คือคนที่ทุ่มเทจนถึงขั้น "บ้างาน" อย่างสุดๆ ซึ่งแน่นอนย่อมเป็นคนโปรดของผู้บริหารระดับสูงหรือเจ้าของบริษัท เพราะสามารถสร้างผลงานที่ทะลุเป้าหมายที่องค์กรต้องการอยู่เป็นประจำ

ดูๆ แล้วน่าจะเป็นเรื่องที่ดี ถ้าความสำเร็จที่เกิดขึ้นเกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของทีมงานทุกคน แต่บ่อยครั้งหรือเกือบทุกครั้ง ความสำเร็จที่ได้มาจาก ความทุกข์ การถูกบังคับ ความเครียดและปัญหาสุขภาพกายสุขภาพจิตของทีมงานที่ทำด้วยความทุกข์ และความสำเร็จที่เกิดขึ้น คนประเภทนี้มักจะเป็นผู้รับทั้งคำชมและรางวัลไปเพียงผู้เดียว ใครอยากจะเดินตามคนประเภทนี้บ้าง?

คนประเภทนี้กลุ่มที่ห้า คือคนที่อ่อนแอ ปราศจากความชัดเจนในสิ่งที่ตัวเองคิด ตัวเองทำ อยู่ไปวันๆ มีทีมให้บริหาร แต่ไม่เคยบริหาร เพราะบริหารไม่เป็น ! ผลงานของทีมก็มักจะกลายเป็นจุดอ่อนของหน่วยงาน ขององค์กรให้ถูกตำหนิ ให้ถูกต่อว่าอยู่ร่ำไป มีความสม่ำเสมอในการสร้างความล้มเหลวให้กับตนเองและทีมงาน ใครอยากจะมีคนประเภทนี้เป็นผู้นำบ้าง?

ถ้าจะจำแนกแยกแยะ “คนประเภทนี้” ยังมีอีกจำนวนมาก แต่จากตัวอย่างแค่ 5 ประเภท มีทั้งแย่สุดๆ แย่แบบพอรับได้ แต่ทั้ง 5 ประเภท ต่างก็พยายามเหลือเกินที่จะไม่ปรับไม่เปลี่ยนตัวเอง ยังคงเป็น “คนประเภทนี้ที่แย่ๆ” แบบเดิมต่อไป ก็คงเป็นกรรมของหน่วยงานและองค์กรต่อไป

มีคำถามทิ้งท้ายอยู่ 3 ข้อที่ไม่จำเป็นต้องตอบ…..แต่แนะนำให้เก็บไปคิด….

1. ท่านในฐานะหัวหน้าทีม ผู้นำ ท่านเป็น “คนประเภทไหน” ? (หวังว่าคงจะดีกว่า 5 ประเภทนี้!)

2. ท่านในฐานะทีมงาน…ทุกวันนี้ ท่านกำลังเดินตามคนประเภทไหน ?

3. ท่าน…ในฐานะผู้นำทีมปัจจุบัน หรือ ผู้นำทีมในอนาคต…ท่านควรจะเป็นแบบใด..เพื่อนำให้ผู้อื่นตาม ?


ปุจฉา: คนโง่ที่กล้า แม้จะดันทุรังทำ โดยขาดข้อมูลสนับสนุน กับคนฉลาดที่ระแวงระวัง (เพราะข้อมูลเยอะ) จนไม่กล้าทำอะไร" ใครมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่ากัน

Thursday, May 01, 2008

ระยะทางฝึกซ้อมวิ่ง 2

เย็นวันเสาร์นี้แล้วครับ มีนัด Warm Up ครั้งที่ 1 งานวิ่งเพื่อสุขภาพของบริษัทฯ ผู้จัดแจ้งว่าลดระยะทางจาก 5 กม. ลงเหลือ 3.6 กม. (2 รอบ สวนเบญจกิติ) -- อย่างนี้ค่อยมีกำลังใจ ที่จะวิ่งให้ครบระยะทางขึ้นมาอีกหน่อย




เช้านี้เป็นครั้งแรกที่ซ้อมโดยจับเวลา และวิ่งรวดเดียวเลยไม่พัก ประมาณระยะทางจริง คือ 6 รอบค่อนของระยะทางซ้อมในหมู่บ้าน ~ 3,598.99 ม. (ใช้ Google Earth วัดระยะทาง หลังจากซ้อมเสร็จแล้ว แหม!ผมกะได้เป๊ะทีเดียว) ทำเวลาได้ 24 นาที



จะเหนื่อยมากเพราะหายใจไม่ค่อยทันในรอบแรก แต่รอบต่อมาก็ค่อยๆ ดีขึ้น ในรอบที่ 3-4 นี่รู้สึกอยู่ตัวมาก ทั้งจังหวะการหายใจ และจังหวะการลงเท้า แต่พอรอบหลังๆ เริ่มรู้สึกว่า กล้ามเนื้อขาออกอาการล้าบ้างแล้ว (สัญญาณเตือนให้พอก่อน)

เป้าหมาย Warm Up เสาร์นี้ (ถ้าฝนไม่ตก) คือ วิ่งรวดเดียวโดยไม่พัก และใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที

Extreme Instability

ภาพพายุแปลกๆ ตา ทั้งสวยงาม และหาดูได้ยากครับ Extreme Instability (ผ่าน Moving at the Speed of Creativity) -- นับถือในความตั้งใจทำจริงของฝรั่งคนนี้จัง

Mike Hollingshead บอกว่าเขาเป็น storm chaser -- ทำให้ผมคิดถึงหนังเรื่อง Twister (ว่าแล้วก็ไปหามาดูอีกรอบดีกว่า)