Wednesday, July 02, 2008

925,685.29 บาท จริงหรือหลอก

เย็นวาน ลุยฝนฝ่าพายุกลับถึงบ้าน ขาวๆ แว้บๆ ที่โต๊ะคอมฯ -- เฮ้ย! จดหมายลงทะเบียน เรื่องอะไรหว่า สังหรณ์ใจยังไงชอบกล แกะดูก่อนเลย ทั้งๆ ที่ตัวยังเปียกปอนเละเทะขนาดหนัก เปิดอ่าน ... โอ้ ! โน่ว!

"โดยท่านยังคงมีหนี้ค้างชำระอยู่เป็น จำนวนเงินทั้งสิ้น 925,685.29 บาท (เก้าแสนสองหมื่นห้าพันหกร้อยแปดสิบห้าบาทยี่สิบเก้าสตางค์) พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.50 ต่อปี"

งานเข้าแล้วไหมล่ะ ทำไงก่อนดีฟะ จากหิวจัดจนตาลาย กลายเป็นอิ่มตื้อ หูอื้ออีกต่างหาก เหลือบมองตาแป๋วลูกคิด แต่ไม่กล้าสบตาโหดของแม่ลูกคิดอะ .. เริ่มต้น เริ่มต้น ไงดี ไงดีวะตู

ขนาดว่าหักเงินที่ธนาคารได้รับจากการขายบ้านทอดตลาดแล้วนะ จากวันนั้น 01/05/2543 วันที่ศาลตัดสิน ยอดหนี้ค้างชำระจำนวน 451,959.12 บาท (สี่แสนห้าหมื่นหนึ่งพันเก้าร้อยห้าสิบเก้าบาทสิบสองสตางค์)

จดหมายมาจากทนายความ ก็พอรู้ละว่ามันต้องตัดทอนความเว่อออกไปบ้าง แต่ตัวเลขเท่าไหร่ กี่เปอร์เซ็นต์ ไม่แน่ใจ แม้ว่ายอดนั้นจะมาตามสูตรคณิตศาสตร์ มีหลักการดอกเบี้ยทบต้นรองรับก็ตาม ซึ่งในความเป็นจริงถ้าพระคุณท่านเจ้าหนึ้ต้องการยอดนี้จริงๆ ก็คงเป็นไปได้ยากครับ -- ถ้าท่านเอาจริง ผมคงต้องร้องเพลงน้องโฟร์-มด รอได้เลย "ก็ใจมันหาย ละลายละลายละลายละไหลไปกับเธอ"

ไม่รู้ว่าผมอคติเกินไปรึเปล่า ที่มองอาชีพทนายความว่า คนที่จะเจริญรุ่งเรือง(วัดกันทางวัตถุนิยม)ในหน้าที่การงานมากๆ เนี่ย จำเป็นต้องตัดมนุษยธรรม ตัดอารมณ์ขี้สงสาร ตัดนิสัยประนีประนอมทิ้งไปโดยสิ้นเชิง ยึดถือแต่ตัวหนังสือในกฏหมายทั้งหลายแหล่ วันๆ เอาแต่นั่งตีความ เพื่อไปว่า พูดจาโน้มน้าวให้ใครต่อใครรวมทั้งศาลเห็นคล้อยตามตัวเองไปด้วย (ยังไงก็ได้ ขอแค่ให้เป็นฝ่ายชนะคดีในที่สุด)

ผมมองทนายความเป็นหนึ่งในวิชามารอาชีพ เทือกๆ เดียวกันกับ ตำรวจ นักการเมือง เจ้าพ่อ ผู้ทรงอิทธิพล ทำนองนั้นเลยล่ะ -- นัยของผมก็คือว่า อาชีพเหล่านี้ มีช่องมีโอกาสอย่างมาก ที่จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับตัวบุคคล แบบหน้ามือเป็นหลังมือได้ง่ายๆ ถ้าคนๆ นั้น มีจิตใจไม่มั่นคงพอ (เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม) ไม่ได้หมายความว่าทนายความทุกคนจะเห็นแก่ได้ถ่ายเดียวเสมอไปนะครับ

ไปๆ มาๆ พาออกนอกเรื่องคดีความของตัวเองไปซะฉิบ -- ถกกับหลายๆ คนมาทั้งวี่ทั้งวัน ถ้ามองกลับกัน เจ้าหนี้ก็น่าเห็นใจ ถ้าไม่ใช้ทนายความมาเล่นบทโหด จากประสบการณ์(ของคนอื่น) ส่วนใหญ่ลูกหนี้ก็มักเล่นมุข "ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย" เฉยลูกเดียวแทบทั้งนั้น จะให้เจ้าหนี้มานั่งไล่นั่งตาม ก็ไม่เป็นอันทำมาหากิน เพราะอย่างนี้ก็เลยเป็นที่มาของการแบ่งเปอร์เซ็นต์ ยอดหนึ้ที่ทวงลูกหนี้มาได้ให้กับทนายความ เพื่อสร้างแรงจูงใจ ส่วนเจ้าหนี้ก็ถือคติว่า "กำขี้ดีกว่ากำตด" ... ก็โอเคนะ บทบาทใครบทบาทมัน (สมมุติทั้งนั้น)

จดหมายลงทะเบียนฉบับนั้น เล่นเอาวันนี้ทั้งวัน ต้องลางาน มาวิ่งเต้น หาทางออกทางหนีทีไล่ จ้าละหวั่นเลยผม เพราะเกรงว่าทุนทรัพย์ที่สู้อุตส่าห์เก็บออมมากว่าสิบปี แต่มีเพียงหยิบมือ จะไม่สามารถไปทำหน้าที่จุนเจืออนาคตของคนที่รักได้อย่างที่ตั้งใจ เท่านั้นเอง

ขอจบทื่อๆ แบบนี้นะ ไว้มีความคืบหน้ายังไง จะมาเล่าให้ฟังในตอนต่อไปครับ ไปละ สวัสดี

เลขคดีอ้างอิง (สำหรับค้นหา) :
  • ดำ ธ 24516/2542
  • แดง *ธ 06093/2543
ปล. ออกตัวนีส..ส นึง คดีนี้ผมเป็นจำเลยจำยอมด้วยความจำใจ อย่างที่เคยเล่าไว้แล้วก่อนหน้านี้

ภาพประกอบ: http://mason.gmu.edu

2 comments:

snakk said...

เมื่อให้เวลาซักนิดคิดไตร่ตรอง ถ้าธนาคารบอกว่าทนายเอ๋ยทนายทวงได้เท่าไหร่ ธนาคารขอคืนแค่เท่าทุนพอแล้ว ที่เกินกว่านั้นใครทวงใครได้ไปเถิด

หลังจากโทรไปคุยก็ได้ยอดชำระเงินสดมาจำนวนหนึ่ง (เงินผ่อนก็มีเหมือนกัน) หักกลบลบตัวเลขดูแล้ว อุจจาระสุกรอุจจาระสุนัข สำนักงานทนายความ ได้ไม่ต่ำกว่า 1 แสนบาทแน่นอน ... ฟันธง!

บอกตามตรง ผมระแวงคนเป็นทนายความสุดๆ เลยจริงๆ

ถ้าประชาธิปไตยเป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน จริงๆ แล้ว แม่ม! กฏหมายใกล้ตัวแค่นี้ ยังซับซ้อนจนคนเรียนหนังสืออย่างผม ยังยากเข้าใกล้ นับประสาอะไรกับตาสีตาสาปลายนา ในชนบทเล่า

snakk said...

มาแปะข้อมูลเพิ่มเติมจากข่าวเกี่ยวกับ นโยบายและวิธีดำเนินการ ของฝ่ายบังคับคดีและหนี้ส่วนขาด


ธอส.ห่วงบ.ตามหนี้ทำเสียภาพ +เผยพอร์ตหนี้ส่วนขาด 2.6 หมื่นล./ไฟเขียวลูกหนี้เจรจาทุกขั้นตอน/ข่าวดีต้นก.ย.รีฟิกซ์ดอกเบี้ย
ธอส.หวั่นภาพลักษณ์องค์กรเสียหาย หลังจ้าง 13 บ.นอกรับพอร์ตติดตามหนี้ส่วนขาดรวมมูลหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย 2.6 หมื่นล้าน เตรียมเรียกซักซ้อมความเข้าใจวางกรอบติดตาม 2 แนวทาง คือ ทวงถามและสืบทรัพย์ ประเมินผลการติดตามหนี้รอบแรก ก.ย.นี้ รักษาการเอ็มดี "ฉัตรชัย"เผยกลยุทธ์ 5 เดือนหลังของปีนี้ เร่งปล่อยสินเชื่อเฟอร์นิเจอร์อีก 2,000 ล้านบาท แจงทำหนังสือถึงคลังขอลดเป้าปล่อยกู้ทั้งปีแล้ว พร้อมหาแนวทางช่วยลูกค้า ต้นก.ย.นี้รีฟิกซ์ดอกเบี้ยอีกรอบ เบื้องต้นพบพอร์ตลูกค้าครบดิวดอกเบี้ยคงที่เดือนละ 3,000 ล้านบาท

จากที่หนังสือพิมพ์ "ฐานเศรษฐกิจ" ได้นำเสนอข่าวตีพิมพ์ในฉบับที่ 2,136 วันที่ 3-5 สิงหาคม กรณี "ธอส.ยึดทรัพย์คาบ้าน" โดยระบุถึงการที่ที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) มีนโยบายในการเร่งติดตามหนี้ส่วนขาด หรือหนี้ที่ขายทรัพย์ทอดตลาดไปแล้วแต่ได้เงินไม่คุ้มมูลหนี้ โดยได้ว่าจ้างให้บริษัทติดตามหนี้ภายนอก 13 แห่ง ดำเนินการติดตามหนี้ให้ รวมทั้งในเนื้อข่าวได้อ้างอิงถึงกรณีความเป็นไปได้ที่ผู้เป็นเจ้าของที่อยู่ อาศัยอาจต้องเข้าร่วมรับผิดชอบ หากผู้อาศัยในบ้านซึ่งมีสถานะเป็นลูกหนี้เอ็นพีแอลของธอส. ไม่เข้ามาเจรจาเพื่อผ่อนชำระหนี้ตามกำหนด

ต่อกรณีดังกล่าว นายฉัตรชัย วีระเมธีกุล รักษาการกรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า นโยบายของธอส.ในการติดตามหนี้ส่วนขาดนั้น ต้องการให้ลูกค้าที่เป็นหนี้เข้ามาเจรจาประนอมหนี้กับธอส.ได้ทุกขั้นตอน เห็นได้จากที่ธอส.พยายามออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือลูกค้าของธนาคาร ในขณะเดียวกันมีมาตรการป้องกันหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล)ใหม่ ที่อาจจะเพิ่มขึ้นในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน เช่น ราคาน้ำมันสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยเพิ่ม ซึ่งมีโอกาสทำให้ความสามารถในการผ่อนชำระของลูกค้าน้อยลง

ทางด้าน นายอนุสรณ์ ทองสำราญ ผู้อำนวยการฝ่ายบังคับคดีและหนี้ส่วนขาด ธอส. กล่าวถึง การดำเนินการติดตามหนี้ส่วนขาดว่า เดิมพนักงานของธอส. ดำเนินการติดตามหนี้ส่วนขาดเอง แต่จากปัญหาปริมาณหนี้ส่วนขาดที่มากขึ้น ทำให้มีพนักงานไม่พอ ธอส.เลยจัดจ้างบริษัทภายนอกเข้ามาดำเนินการติดตามหนี้ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ ผ่านมา โดยกำหนดผลตอบแทนการติดตามหนี้เป็นระดับ เช่น ติดตามหนี้ได้ 250,000 บาท ได้ค่าตอบแทน 30% ติดตามหนี้ได้ 250,000-500,000 บาท ได้รับค่าตอบแทน 40 % และ กรณีที่ติดตามหนี้ได้ 500,000 บาท จะได้ผลตอบแทนจากค่าติดตาม 45 % โดยมีการตั้งรอบในการติดตามหนี้ไว้ให้แต่ละบริษัททุก 6 เดือน และหลังจาก 6 เดือนไปแล้ว ทางธอส.จะจัดเปลี่ยนการติดตามหนี้

"ในสัปดาห์หน้านี้ จะมีการเรียกบ.ติดตามหนี้เข้ามาคุย ซึ่งถือเป็นการคุยกันเป็นประจำทุกเดือน เพื่อหารือถึงปัญหาที่เจอจากการติดตามหนี้ ซึ่งจะมีการยกกรณีที่เกิดขึ้นจากที่เป็นข่าวในกรณีข้างต้นเข้าหารือด้วย เพื่อขอให้บริษัทที่ติดตามหนี้ระมัดระวังในการติดตามหนี้มากขึ้น ซึ่งวิธีการติดตามหนี้ดังกล่าว ทางธอส.ได้มีการซักซ้อมกับบริษัทติดตามหนี้ภายนอกที่เข้ามารับงานทุกเดือน ว่าจะต้องรักษาภาพลักษณ์ของธอส.ด้วย ไม่ควรทวงในลักษณะข่มขู่หรือใช้วาจาไม่สุภาพ เพราะเราเป็นธนาคารของรัฐ "

ธอส.ได้มีการซักซ้อมกรอบการติดตามหนี้กับบริษัทที่รับติดตามหนี้

ในทุกๆเดือน ซึ่งจะมีการดำเนินการใน 2 วิธีคือ หนึ่ง ออกหนังสือทวงถาม หรือโทรศัพท์ทวงถาม หรือวิธีที่สอง คือ สืบทรัพย์ ซึ่งกรณีออกหนังสือทวงถามนั้น เป็นการแจ้งให้ลูกหนี้รายนั้นๆเข้ามาชำระหนี้กับธอส. แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเข้าไปยึดทรัพย์สินในบ้านของเจ้าของบ้านที่ลูกหนี้ ธอส.มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านด้วย และวิธีที่สอง คือ สืบทรัพย์ คือ สืบอสังหาริมทรัพย์ที่ลูกหนี้มีชื่อทางทะเบียนชัดเจน เห็นได้จากบ้านที่มีชื่อลูกหนี้ชัดเจน เพราะฉะนั้นถ้าลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ภายในกำหนดเวลาเราก็จะยึดทรัพย์ ซึ่งลูกหนี้ก็จะต้องเข้ามาเจรจาเพื่อชำระหนี้กับธนาคาร ถ้าเข้ามาเจรจาได้ ทางธอส.ก็จะลดหนี้ให้ตามเกณฑ์ที่มีอยู่ แต่ถ้าไม่มาเจรจาก็ต้องขายทอดตลาด หรือในกรณีที่จะมีการยึดทรัพย์เกิดขึ้นนั้น ทางบ.ติดตามหนี้ก็จะต้องทำหนังสือขออนุญาตจากธอส.ก่อน เพราะการเซ็นต์หนังสือมอบอำนาจยึดทรัพย์นั้น ฝ่ายโจทก์ต้องเป็นคนเซ็นต์

ทั้งนี้ มูลหนี้ส่วนขาดในส่วนของต้นเงินมีมูลหนี้ประมาณ 17,000 ล้านบาท แต่มูลหนี้ที่กระจายให้บริษัทติดตามหนี้ภายนอกไปนั้นรวมดอกเบี้ยด้วย ซึ่งรวมแล้วแต่ละบริษัทจะรับติดตามหนี้คนละประมาณ 2,000 ล้านบาท (รวม 13 บริษัท คิดเป็นมูลหนี้เงินต้นบวกดอกเบี้ยรวมประมาณ 26,000 ล้านบาท ) ซึ่งทางจะจัดลำดับของการติดตามหนี้โดยเฉพาะหนี้ที่ใกล้จะขาดอายุความในปี 2549 และปี 2550 จะเป็นกลุ่มหนี้ที่ต้องติดตามรวดเร็วกว่า ขณะที่ล่าสุด ทางธอส. ได้กำหนดให้ทั้ง 13 บริษัท ใช้แบบฟอร์มในการติดตามหนี้ให้เป็นแบบฟอร์มเดียวกันทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ใน 7 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.ค.) ธอส.สามารถติดตามหนี้ส่วนขาดได้รวมแล้ว 150 ล้านบาท คาดว่าอีก 5 เดือนที่เหลือจะสามารถติดตามหนี้ได้อีก 50 ล้านบาท รวมในปีนี้ทั้งปีจะติดตามหนี้ได้ 200 ล้านบาท

ในส่วนของการให้อำนาจแก่บริษัทติดตามหนี้ในการปรับลดหนี้ให้แก่ลูกค้านั้น โดยส่วนใหญ่แล้วบริษัทเหล่านี้จะลดน้อยกว่าที่ลูกค้าเข้ามาเจรจากับธอส.เอง เพราะบ.จะได้รับผลตอบแทนจากการติดตามหนี้ด้วย ซึ่งโดยเฉลี่ยการลดหนี้ให้แก่ลูกหนี้ ธอส.จะแจ้งลูกหนี้ที่เข้ามาเจรจาว่าจะลดหนี้ให้ได้ประมาณ 40 %ของหนี้รวม ซึ่งขึ้นกับช่วงเวลาด้วย เช่น เป็นเอ็นพีแอลก่อนปี 2545 จะลดหนี้ให้ได้ 40% ของหนี้รวม แต่หากเป็นเอ็นพีแอลหลังจากปี 2545 จะให้ส่วนลดที่เป็นดอกเบี้ยที่ไม่รับรู้

สำหรับนโยบายทางธุรกิจของธอส.ในอีก 5 เดือนที่เหลือของปีนี้ รักษาการกรรมการผู้จัดการ ธอส.กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ธอส.ได้ทำหนังสือถึงกระทรวงการคลังไปแล้วเพื่อขอปรับลดเป้าหมายการ ปล่อยสินเชื่อทั้งปีจากเดิมที่ตั้งเป้าหมายไว้ 115,000 ล้านบาท โดยอ้างเหตุผลของการชะลอตัวของตลาดโดยรวม ในขณะที่ ธอส.ยังสามารถครองมาร์เก็ตแชร์ได้อยู่ ทั้งนี้ เป้าหมายการปล่อยสินเชื่อที่ลดลง อาจมีผลให้กำไรสุทธิของธอส.ในครึ่งหลังลดลง แต่ธอส.พยายามรักษากำไรให้อยู่ในระดับที่พอเพียง เช่น อยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดของลูกหนี้ที่จะครบกำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ ในปี 2549 นี้ เพื่อที่จะรีฟิกซ์ดอกเบี้ยให้แก่ลูกค้า คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนนี้เป็นต้นไป จากการประเมินเบื้องต้นคาดว่าจะมีลูกค้าในกลุ่มที่ครบกำหนดดิวอัตราดอกเบี้ย คงที่เดือนละประมาณ 3,000 ล้านบาท

ส่วนของเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อเฟอร์นิเจอร์และสิ่งอำนวยความสะดวก ซึ่งธอส.เริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า ตั้งเป้าหมายว่าภายในปีนี้น่าจะปล่อยกู้ได้ทั้งสิ้น 2,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นอีกบริการหนึ่งที่ทำให้ธนาคารมีส่วนต่างจากอัตราดอกเบี้ยเพิ่ม ขึ้นจากการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยเล็กน้อย จากส่วนต่างเฉลี่ยในการปล่อยกู้สินเชื่อที่อยู่อาศัยซึ่งอยู่ที่ 1% เศษ ขณะที่การปล่อยสินเชื่อเฟอร์นิเจอร์ จะมีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยประมาณ 2% เศษ

"มาตรการดังกล่าว จะเป็นการช่วยทั้งธนาคารและช่วยลูกหนี้ โดยเป็นการรีฟิกซ์อัตราดอกเบี้ยเพื่อคั่นกลางไว้ระยะหนึ่งก่อนที่ลูกค้าจะ ต้องไปใช้อัตราดอกเบี้ยลอยตัว ซึ่งมีผลดีต่อธนาคารด้วย เพราะภายใต้ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน การที่ลูกค้าจะปรับจากอัตราดอกเบี้ยคงที่ไปใช้ลอยตัวในทันที อาจทำให้การผ่อนชำระของลูกหนี้ช็อค และธนาคารก็จะไม่ได้อะไรเลย แต่การทบทวนภาระของลูกหนี้โดยกลับมาดูความสามารถในการชำระของเขาจะดีกว่า โดยมาตรการนี้จะเป็นทางเลือกให้แก่ลูกค้าอีกมาตรการหนึ่ง"


ที่มา: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2137 - 543