Sunday, August 31, 2008

ธรรมเทศนาในงานศพ

สัก 2-3 ปีก่อน ที่ทำงานเคยเชิญคุณโอฬาร ภัทรกอบกิตติ์ แฟนพันธุ์แท้ตลาดหุ้นไทย มาเปิด workshop สอนแนวคิดและบอกเล่าประสบการณ์การลงทุน ผ่าน Cashflow 101 Board Game แน่นอนว่าประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ย่อมได้อยู่ แต่ที่ติดหูติดหัวผมมาตลอดคือ คุณโอฬารเล่านอกเรื่องให้ฟังว่า ถ้าเขามีเวลาว่าง จะต้องแวะเข้าไปนั่งฟังธรรมเทศนา งานสวดอภิธรรมศพ ที่วัดชลประทานรังสฤษฎ์ อยู่เสมอ ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นญาติ ไม่ได้เป็นเพื่อน ไม่ได้รู้จัก หรือเกี่ยวข้องกับผู้ตายเลยสักนิด -- ผมไม่แปลกใจนัก เพราะเคยไปร่วมงานศพที่วัดนี้มาครั้งหนึ่ง

ปกติทั่วไป คำพระสวดบาลีผมไม่ค่อยสำเหนียกเท่าใดนัก ท่องบททั่วๆ ไปพอได้อยู่ แต่ไม่รู้ความหมาย (ท่องเป็นนกแก้วนกขุนทอง ว่างั้นเถอะ) ปกติแล้วการสวดในงานศพ ก็พอเข้าใจได้ว่าเพื่อให้ดวงวิญญาณของผู้ตายไปสู่สุคติ แต่ส่วนใหญ่พวกแขกที่มานั่งฟังในงาน ยกมือพนมระหว่างพระสวด รอเวลาให้ครบ 3 จบ เอามือลง ก็เท่านั้น แทบไม่ได้อะไรจากการได้ยิน (ได้ยินไม่ใช่ได้ฟัง) บทสวดศพของพระท่านเลย -- ผมเองก็เคยคิดว่า วัตถุประสงค์คือ ให้เรามานั่งเป็นตัวประกอบฉากในงาน เช่นเดียวกับงานแต่งงานละมั้ง

แต่ที่วัดชลประทานฯ นั้น พระท่านจะสวดบาลีไม่มากนัก เวลาส่วนใหญ่เป็นการแสดงธรรมเทศนา ให้กับแขกที่มาร่วมงานซะมากกว่า เป็นภาษาพูดภาษาฟังแบบฆราวาสอย่างเราๆ นี่ละ เพื่อเข้าใจง่าย ถูกต้อง ส่วนใครจะถ่องแท้และเข้าถึง ก็ขึ้นอยู่ที่แต่ละคนแล้วครับ -- สัปดาห์ที่แล้ว มีโอกาสได้ไปร่วมงานศพแม่ของน้องที่ทำงาน ณ วัดสังฆทาน ซึ่งมีการสวดและแสดงธรรมเทศนาไม่ต่างจากวัดชลประทานฯ นัก รู้สึกดีที่ตัวเองได้มีโอกาสไปร่วมงาน (ไม่ได้อยากให้ใครตายบ่อยๆ นะครับ คนละเรื่องกัน)

ผมประทับใจมากกับวัดที่จัดงานสวดอภิธรรมศพแบบนี้ เสียดายอยู่นิดเดียวว่า บ้านและที่ทำงานของผมอยู่ไกลกับทั้งสองวัดนี้พอสมควร จะหาโอกาสแวะเวียนเข้าไปฟังธรรมเทศนาแบบคุณโอฬาร คงจะยาก -- แต่อะไรที่คิดว่าดี มีประโยชน์ และเป็นสิริมงคลกับชีวิต ถึงแม้ยาก ก็คงต้องพยายามกันหน่อย จริงไหมครับ

Thursday, August 21, 2008

แสดง(ไม่)ออก

บ่อยครั้งที่ออกจากห้องประชุมเรื่องงาน ผมมักจะมีเรื่องเก็บมาคิดและอดไม่ได้ที่จะมาเขียน (ปล่อยของ) คราวนี้ก็เช่นกัน

จบจากการประชุมทีมเฉพาะกิจ ซึ่งถูกแต่งตั้งขึ้นจากบุคลากรหลายๆ ฝ่าย เพื่อทำงานเฉพาะอย่าง ผมไม่ได้มีประเด็นอะไรเรื่องงาน (คงเพราะไม่ได้เป็น Project Leader) แต่ประเด็นที่อยากกล่าวถึง คือ การมีส่วนร่วมของคนในทีม โดยเฉพาะการแสดงออก การนำเสนอความเห็น (เรื่องคิดนั้น ทุกคนคงคิดอยู่แล้ว)

โดยส่วนตัว สำหรับงานนี้ ผมคิดเยอะพูดน้อย แสดงไม่ออก คงเพราะเห็นว่า เมื่อจุดเริ่มต้นผิดตั้งแต่แรก ไม่เคลียประเด็น ทำความเข้าใจ(จริงๆ) ให้คนให้ทีมเห็นและลงมือทำไปในทิศทางเดียวกัน งานมันคงดำเนินไปอย่างทุลักทุเลน่าดู (เอา Perfectionist มาใช้อีกแล้ว..ผม) แต่ก็ให้ความร่วมมือนะครับ ยอมรับมติประชาธิปไตย และยังเปิดใจเชื่อฝีมือของผู้นำทีม โดยเฉพาะทัศนคติของท่านซึ่งดีมากๆ งานก็เลยมีแววเป็นไปได้ที่จะสำเร็จ

นอกจากตัวเองแล้ว ยังไม่วายนั่งสังเกตและเดาว่า อีกหลายๆ คนคงคิดเห็นคล้ายๆ เรา (นั่งประชุม ไม่ได้คิดเรื่องงานเลย) แต่ด้วยวัฒนธรรมองค์กรแบบอะลุ่มอะหล่วย ซึ่งเป็นมานาน ทำให้พวกเขาเหล่านั้น แสดงไม่ออกเช่นเดียวกับผม -- ก็แค่คิดเล่นๆ เท่านั้นละครับ ไม่ได้ต้องการจะหาแนวร่วมแต่อย่างใด

คำถามคือว่า ผมควรเปลี่ยนตัวเอง (สวนกระแส) หรือปล่อยตัวเป็นเรือ ลอยตามน้ำไป เพื่อความมั่นคงในปากท้องของตัวเองและครอบครัว ... แหะๆ ตอบไปก่อนถามแล้วแหละ (อือ! จะถามทำเบื๊อกไรฟะ)

Tuesday, August 19, 2008

blog เก้อ

เขียน blog มาได้ปีเศษๆ ประโยชน์ที่ได้กับตัวแบบจะจะเลยก็คือ ความสามารถในการเรียงร้อยถ้อยคำจากความคิด แสดงออกมาสู่กลุ่มคน ชุมชน หรือสาธารณะ (blog นี้คนอ่านมีเพียงหยิบมือ แต่จำนวนไม่ใช่เป้าหมายหลักของผม) รวมไปถึงเวลาที่ต้องพูด แสดงความคิดเห็น ไม่ว่าจะในวงเล่า ที่ประชุม งานสัมนาใดๆ ก็ตาม โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ไม่รู้ตัวล่วงหน้ามาก่อน

ก่อนหน้านี้ หลายครั้งที่ผมพูดต่อหน้าคนเยอะๆ ขนาดเตรียมตัวด้วยนะ พอพูดจบกลับมา ยังคิดตำหนิด้วยเองว่า ทำไมการเรียบเรียงคำพูด ทำได้ห่วยแตกมากขนาดนั้น แต่หลังจากเขียน blog เป็นประจำมาสักระยะ เพิ่งรู้ตัวเมื่อไม่นานมานี้ว่า เรียบเรียงคำพูดได้ดีกว่าแต่ก่อนละ แม้จะไม่มาก ก็รู้สึกได้

นี่เป็นเพียงประโยชน์ข้อที่ 1 ซึ่งบอกให้รู้ว่า แค่ข้อนี้ข้อเดียวก็ทำให้ผมไม่ได้ blog เก้อ แล้วละ และหลายๆ คนไปไกลกว่าผมอีก ถึงขั้นสร้างรายได้จากการเขียน blog ก็มีไม่น้อยนะครับ แต่ผมเชื่อว่า รายได้ไม่ใช่เป้าหมายหลักของ blogger ส่วนใหญ่


ก่อนจบก่อนจาก มี Quote น่าสนใจ ของ Tim O' Reilly มาฝากกัน (ผ่าน The Berkun Blog)

What journalists do, which many bloggers have yet to learn, is to consult multiple sources and do fact checking before blurting out a story. But what bloggers do, which journalists have yet to learn, is to wear their biases on their sleeve, rather than pretending they don't exist.

Friday, August 15, 2008

ดูลายมือ...

เธอเขียนเอง เมื่อสักครู่ โดยที่แม่กำลังดูละคร ส่วนพ่อก็อ่าน feed อยู่หน้าคอมฯ



พอเห็น ผมอมยิ้ม เป็นปลื้ม สุดประทับใจ ใครไม่เชื่อ ก็ลองมีลูกดูละกัน

Thursday, August 07, 2008

Perfectionist

Perfectionist ไม่ได้หมายถึง คนที่เพียบพร้อมสมบูรณ์แบบ ดีเลิศประเสริฐศรี อย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะว่าตามบรรทัดฐานของมนุษย์เรา ไม่มีคนแบบนั้นอยู่บนโลกนี้แน่ๆ แต่ Perfectionist น่าจะหมายถึงคนที่คาดหวัง และพยายามจะทำทุกสิ่ง จบทุกอย่าง ให้ดีเลิศสมบูรณ์แบบไปซะทุกเรื่อง เท่านั้นเอง

ผมเคยทำแบบทดสอบ D-I-S-C ได้ข้อสรุปว่า เข้าข่ายเป็น Perfectionist คนหนึ่งเหมือนกัน (แบบทดสอบที่ทำนั้น เน้นเรื่องงาน)

แต่ประเด็นที่คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ คือ ความคาดหวังของพ่อแม่ ที่มีต่อลูกของตัวเอง การแสดงออกโดยการทำทุกวิถีทาง ทุ่มเท ปรนเปรอลูกทุกสิ่งอย่าง เพื่อปูเส้นทางอนาคต โรยด้วยกลีบกุหลาบ (แม่เพื่อนผมคนหนึ่งเคยบอกว่า แม้ขายตัวก็ยอม เพื่อมีเงินส่งให้ลูกเรียนสูงๆ เรียนดีๆ) ลูกมีหน้าที่เพียงอย่างเดียว คือ อย่าเดินออกนอกเส้นทางที่พ่อแม่ปูไว้เท่านั้น

คุณตั๊ก (ศิริพร อยู่ยอด) เล่าในรายการ 12 ราศีว่า เธอเป็นแม่ที่แทบไม่ยอมแม้แต่จะให้ลูกเดินเท้าเปล่าบนพื้นดิน เพราะกลัวสกปรก กลัวเชื้อโรค กลัวต่างๆ นานา ประมาณว่า เลี้ยงลูกเป็นเทวดา ผมฟังแล้วก็เกิดคำถามว่า เมื่อตอนเธอเป็นเด็ก ชีวิตเธอเป็นยังไงนะ แต่เดาว่าน่าจะลำบากลำบน มากกว่าได้รับการเปรอปรนมาแบบที่เธอทำให้กับลูก

ผมยังมีคำถามอีกว่า เธอเคยตำหนิบุพาการีของเธอ ที่ไม่สามารถเลี้ยงดูเธอให้สุขสบาย เหมือนเด็กคนอื่นหรือไม่ หรือเธอคิดว่าความลำบากยากเข็ญที่ผ่านมาในชีวิต มันคืออุปสรรค ฉุดรั้งความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตของเธอ .. เมื่อเธอมีลูก เธอจึงไม่อยากให้ลูกเป็นแบบเธอ คนที่จะมีความสุขอย่างสมบูรณ์แบบ คือคนที่สมบูรณ์พูนสุขด้วยทรัพย์สมบัติที่พ่อแม่เตรียมไว้ให้ อย่างเพียบพร้อม เท่านั้นหรือ?

พ่ออย่างผม จะยอมให้ลูกคิดตำหนิและกล่าวโทษได้เต็มที่ ถ้าวันหนึ่งลูกโตขึ้น แล้วมีเหตุผลที่จะคิดเห็นขัดแย้งกับพ่อ ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่พ่อทำ

คำถามก็คือ พ่อแม่ที่เป็นแบบนี้เข้าข่าย Perfectionist หรือเปล่า แล้วความหมายของความเป็น Perfectionist ของลูก เป็นแบบไหนในความคิดของพ่อแม่เหล่านี้

Perfectionist: a person who take great pains... and give them to others.

ภาพประกอบ: Live.com

Saturday, August 02, 2008

ความหวัง ความฝัน กับ ความจริง

นอนง่วงๆ แสบตา (ผบ.ทบ. ดูทีวี แล้วยังไม่ยอมปิดไฟ) ดูรายการสุริวิภา เมื่อคืนนี้ ตอน ค้นหา ซินเดอเรลล่า แห่งลอนดอน “ชุมศรี อาร์โนลด์” ผู้ทำให้เทพนิยายกลายเป็นจริง!!

ผมไม่ค่อยได้สนใจฟังบทสนทนาของพิธีกร กับแขกรักเชิญซักเท่าไรนักหรอก เพราะมัวแต่อ่านข้อความ ที่ส่งเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านทาง sms ... เพลินๆ ขำๆ ทำให้หายง่วงได้บ้าง เล็กน้อยถึงปานกลาง

"เป็นผู้หญิงที่โชคดีมากที่สุด อยากให้ชีวิตเป็นแบบนี้จังเลย"

"ทั้งสวย ทั้งเก่ง ทั้งโชคดี เมื่อไหร่หนูจะเจอแบบนี้บ้างนะ"

"ทำยังไง จะมีบุญวาสนาเหมือนกันบ้างนะคะ"

"สวย เพียบพร้อม ทำบุญด้วยอะไรคะ จะได้ทำตามมั่ง"

"เป็นตัวอย่างของคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตมากที่สุด เท่าที่เคยเห็นมาเลยค่ะ"

...(อีกมากมาย จิปาถะ ทำนองเดียวกัน)...


ลูกคิด! (วันข้างหน้า) อย่าให้พ่อรู้ว่านะ ว่าหนูเป็นหนึ่งในเจ้าของข้อความ sms ข้างบนนั่น

ความหวัง ความฝัน กับ ความเป็นจริง (เขียนถึงชื่อเรื่องสักนิด เดี๋ยวจะมีคนหาว่ามันไม่เกี่ยว ทำให้เกี่ยว)

ความเป็นจริง มักจะตรงกันข้าม สำหรับคนที่มีความหวัง ความฝัน ที่สุดแสนจะสวยงาม เสมอ -- คุณว่าไหม?


ภาพประกอบ: http://disney-clipart.com

ปล. ข้อความ sms ผมตกแต่งให้มันส์และฮาๆ นิดหน่อย แต่ของจริงก็เนื้อหาประมาณนี้ละครับ