Monday, September 22, 2008

ลูกคือกระจกเงา

โดยปกติแล้ว ผมเป็นคนที่ส่องกระจกดูเงาของตัวเองน้อยมาก (ยิ่งตักน้ำใส่กระโหลก ยิ่งไม่เคยทำเลยอะ) แต่งตัวออกจากบ้านไปทำงานทุกวันๆ ก็ไม่ค่อย เป็นซะงั้น -- ช่วงนี้ย่างเข้าวัยชรา ยิ่งแล้วใหญ่ ร่องรอยบนใบหน้านั้นจะว่าไป ผมก็รับได้นะ มันเป็นสัจธรรม แต่ไม่เห็นจะรู้สึกดีกว่า .. อิอิ

อารมณ์หลัก บรรยากาศรวมของที่บ้านช่วงนี้ คือ เห็นลูกก็เหมือนเห็นเงาตัวเอง ทุกอารมณ์ ทุกการแสดงออกของลูก บ่งบอกภาวะทางอารมณ์ของพ่อแม่ได้ชัดเจนมากที่สุด อย่างที่ใครๆ (ไม่รู้เหมือนกันว่าใครๆ คือใคร) บอกไว้ว่า ลูกคือกระจกเงาของพ่อแม่ สำหรับผมแล้วมันจริงที่สุดเลยทีเดียว ... โดยเฉพาะช่วงที่ลูกคิดยังเล็กอยู่อย่าง 3 ขวบกว่านี้ละ

หากนำดอกไม้ใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นคนที่จิตใจดีงาม

หากนำเอาความรักใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นคนที่เปี่ยมด้วยเมตตา

หากนำเหตุผลใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์

หากนำหนังสือใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นปัญญาชน

หากนำนิสัยแห่งการให้ใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นคนที่มีจิตสำนึกแห่งสาธารณะ

หากนำธรรมะใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นคนดี

หากนำสมบัติผู้ดีใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็น สุภาพชน

หากนำดนตรีใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นคนอารมณ์ดี

หากนำธรรมชาติใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นคนสงบสุข

หากนำความก้าวร้าวใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นอันธพาล

หากนำความตามใจใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นจอมบงการ

หากนำเงินใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นคนมักง่าย

หากนำปืนใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นฆาตรกร

หากนำวัตถุแพงๆใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นคนบ้าวัตถุ

หากนำความรักสบายใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นคนหยิบโหย่งอ่อนแอ

หากนำความไม่รับผิดชอบใส่มือเด็ก เขจะกลายเป็นคนที่เสญเสียสามัญสำนึก

หากนำความริษยาใส่มือเด็ก เขาจะเป็นคนที่ขาดความสุขของชีวิต

หากนำแต่วิชาชีพใส่มือเด็ก เขาจะกลายเป็นคนสมองโตแต่ใจตีบ

คุณเอง...ในฐานะเป็นพ่อแม่ วันนี้คุณเอาอะไรใส่มือเด็กๆของคุณ

ข้อความข้างบนนี้คัดลอกมาจาก คุณแม่มือใหม่ เจ้าปัญหา

No comments: