Wednesday, October 29, 2008

Dead Poets Society

Dead Poets Society -- ภาพยนตร์สุดยอดแห่งแรงบันดาลใจ ความฝัน และพลังของวัยรุ่น ถ้าผมได้ดูหนังเรื่องนี้ในปีที่สร้าง (1989) ซึ่งแม้ตอนนั้นจะเพิ่งเลยวัยรุ่นมาไม่นานก็ตาม คาดว่าคงจะไม่รู้สึกดีและได้อะไรมากเท่ากับที่ดูในวันนี้ ทั้งในบริบทของเด็ก (ลูก ลูกศิษย์) และในบริบทของผู้ใหญ่ (พ่อ แม่ ครู อาจารย์)

ดูแล้วทำให้ย้อนนึกถึงชีวิตวัยเรียนของผมเอง คุณครูที่คล้ายๆ กับ Mr.Keating ในเรื่องก็พอมีบ้าง แต่ไม่ได้สุดโต่งขนาดนั้น เป็นแค่บางครั้งบางเวลา แต่มันยากตรงที่ในเวลานั้น ไม่มีลูกศิษย์คนไหน get น่ะสิ (คงเพราะว่าไม่สุดโต่งนั่นละ และถึงแม้สุดโต่งได้จริง ก็คงโดนไสหัวไปซะก่อนครบเทอม)

หน้าที่ของครูคือ สอนให้ลูกศิษย์ลูกหาได้เกิดการเรียนรู้ พร้อมกับตัวครูเองก็ต้องเรียนรู้ในตัวลูกศิษย์ไปพร้อมๆ กัน เช่นกัน

ผมเห็นเหมือนผู้ใหญ่ที่เคารพท่านหนึ่งว่า "ความรู้เกี่ยวกับคน และจิตใจคน เป็นสุดยอดของความรู้" ไม่ว่าในฉากของชีวิตจริง คนๆ นั้นจะมีความเชื่อมโยงทางสังคมกับชีวิตเราหรือไม่ก็ตาม

ช่วงนี้ชีวิตผม มักสนใจ content โดยเฉพาะที่เป็น drama มากกว่า pattern เข้าไส้ซะจริงเชียว ดูหนังเรื่องนี้กับทีวีจอแก้วเครื่องเก่า (ไม่คิดว่า ถ้าตัดสินซื้อ LCD TV มาดู แล้วจะได้อะไรมากไปกว่านี้) รู้สึกอิ่มกว่าดู ปืนใหญ่จอมสลัด (ผมชื่นชมในฝีมือคนไทย ดูสนุก ไม่ผิดหวัง) ที่ SF Cinema City อีกอะ

ขอบคุณบทความที่เขียนถึงหนังเรื่องนี้ของคุณ dj-indy.exteen -- ผมชอบตอนจบของหนังซึ่งงดงาม และเปี่ยมด้วยความหวัง เหมือนที่ dj-indy บอกไว้

Sieze the day ... ความหวัง ความฝันที่งดงาม จะสมบูรณ์แบบได้เมื่อลงมือทำ ไม่ว่าผลจะออกมาสำเร็จหรือล้มเหลวก็ตาม

"O Captain! My Captain!"


ภาพประกอบ: Wikipedia

Saturday, October 25, 2008

ปรุงแต่ง

กำลังคิดว่าจะ "ปรุงแต่ง" บล็อก "ปรุงแต่ง" ของผมยังไง ให้มันดูไม่ "ปรุงแต่ง" ด้วยคำ "ปรุงแต่ง" จนมากเกินไป

ไม่รู้ว่าหมกมุ่นกับ "ปรุงแต่ง" มากเกินไปรึเปล่า ถึงพยายามจะ "ปรุงแต่ง" อยู่ร่ำไป

"ปรุงแต่ง" อย่างไร ไม่ให้มนุษย์ "ปรุงแต่ง" อ่านแล้วรู้ว่านี่มันกำลัง "ปรุงแต่ง" อยู่นี่หน่า

วุ่นวายๆ อยู่กับคำ "ปรุงแต่ง" อยู่นี่ละ (ถึงขนาดหายเมาเบียร์เลยอะ)

จะผิดเพี้ยนหรือแปลกอะไรหรือ ถ้าสัตว์เดรัจฉาที่เชี่ยวชาญการ "ปรุงแต่ง" จะกำลัง "ปรุงแต่ง"

มันจะแปลกซะอีก ที่วันหนึ่งมนุษย์อย่างเราๆ จะเลิก และคิดหาทางออกจาก "ปรุงแต่ง" ให้ได้ซะที

ฮ่าๆๆ ... นี่ผมก็กำลัง "ปรุงแต่ง" อยู่นั่นละ คือกัน -- ชนๆๆ ดื่มๆๆ ... ดื่มเพื่อลืมเธอ


ปล. ผมเขียนบล็อกนี้ ด้วยเบียร์ลีโอ 2 ขวด (เพื่อสุขภาพใจ) กับเพลง "เสมอ" ของพงษ์สิทธิ์ คำภีร์ หลังกลับจากงานกิจกรรม Run & Fun' 2008 วิ่ง...เพื่อสุขภาพกาย

Wednesday, October 22, 2008

อย่าเอาความเหนื่อยมาเป็นอารมณ์

เคยเป็นนักศึกษาวิชาทหาร รักษาดินแดน (ร.ด.) สมัยเรียน ปวช. แต่ไม่ได้ไปชนไก่กับเขาหรอก เพราะว่าเรียน ร.ด. ปี 2 อยู่ถึงสองปี จบ ปวช. ก็ทำงาน ไม่ได้เรียนต่อ แต่รุ่นผมยังโชคดีอยู่นิด ตอน ร.ด. ปีหนึ่ง ได้เรียนที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) สมัยยังอยู่ถนนราชดำเนินนอก (บ่งบอกความชราภาพ เพราะว่ามันอดีตกาลนานมาก) -- เรียน ร.ด. ที่ จปร. โชคดีเพราะอะไรเหรอครับ ก็เพราะว่าครูฝึกซึ่งเป็นนักเรียนนายร้อย ปี 4-5 เทียบกันกับนายทหารในกรมกองอื่นๆ แล้ว ใจดีกว่ากันเยอะ

"นักศึกษา...อย่าเอาความเหนื่อยมาเป็นอารมณ์" -- เป็นประโยคไฮไลต์ที่ผมจำได้แม่นที่สุดจากการเรียน ร.ด. ตอนนั้นไม่คิดอะไร แต่เมื่อวานนี้ ขุดเอาประโยคนี้กลับมาคิด กับเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพบ ซึ่งบังเอิญเป็นเรื่องเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือทั้งนั้นเลย

[1] หญิงสาววัยเดียวกันกับผม ระหว่างรอรถโดยสารที่ป้ายรถเมล์ กำลังยืนคุยโทรศัพท์มือถือ ผมไม่รู้หรอกว่าเธอคุยอะไรกับใคร มาได้ยินชัดๆ นิดเดียวว่า

"ถึงบ้านแล้วโทรมาด้วย ได้ยินมั้ย ... ถึงบ้านแล้วโทรมาด้วย ... บอกว่า ถึงบ้านแล้วโทรมาด้วย ไม่ได้ยินหรือยังไง หา"

คลื่นพายุอารมณ์ยักษ์ของเธอ วิ่งผ่านโทรศัพท์มือถือ ส่งออกอากาศไปที่สถานีฐาน (base station) เข้าชุมสาย (exchange) ออกสถานีฐาน ผ่านอากาศ(อีกที) ไปยังโทรศัพท์มือถือปลายทาง เต็มๆ แต่ทำไมเหมือนทางโน้น ไม่ค่อยได้ยินนะ -- สงสัยเป็นเพราะว่า ไปไม่หมดครับพี่น้อง ก็มันกระจายออกสู่ผู้คนรอบข้างแถวๆ ที่เธอยืนอยู่ รวมทั้งผม

[2] เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เป็นของชายร่างเล็กที่ยืนอยู่บนรถเมล์ข้างหลังผมนั่นเอง แต่เขาผู้นั้น ไม่ยอมรับสาย ปล่อยให้มันดังจนหยุดไปเอง แป๊บเดียว มันดังอีกแล้ว คราวนี้ เสียงเพลงเรียกเข้า ดังสั้นๆ แล้วหยุด คงรับแล้วละ เอ๊ะ! แต่ไม่มีเสียงสนทนา แป๊บสอง ดังสั้นๆ แล้วหยุด และไม่มีเสียงสนทนาเช่นเดิม และแป๊บสาม คราวนี้เขารับ "...เดี๋ยว กูโทรกั๊บ..." -- สุดท้าย แป๊บสี่ "...มีหยัง ก็บอกแล้วไง ว่าเดี๋ยวกูโทรกั๊บ..." -- อารมณ์ยักษ์ กระแทกแผ่นหลังผมเบาๆ

[3] ผมกำลังนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่บ้าน น้องสนิทมากคนหนึ่ง ซึ่งเคยทำงานด้วยกัน โทรเข้ามือถือ ขอปรึกษาปัญหาทางเทคนิคเกี่ยวกับงานเล็กน้อย ผบ.ทบ. อยู่ข้างบน ได้ยินน้ำเสียงผม ชวนสงสัยว่าคุยกับใคร ท่าทางสนิทสนม ส่งซิกลูกคิดว่า "พ่อ แอบคุยโทรศัพท์กับสาวๆ อยู่แหนะลูก"

ลูกคิดไม่รอช้า เปิดประตูห้องนอน ออกมายืนค้ำหัวพ่อ (ผมนั่งอยู่ชั้นล่าง) ตะโกนถาม "พ่อ คุยกับใคร บอกมาซิ คุยกับใคร ... เดี๋ยวจะฟ้องแม่นะ" ได้ยินอย่างนั้นผมเสียความรู้สึกมาก เพราะรู้แล้วว่าแม่เป็นคนบงการให้ลูกออกมา อารมณ์ยักษ์ของผมผุดขึ้นทันที แต่สนองตอบออกไป ด้วยการไม่สนใจ เฉยๆ เหมือนไม่ได้ยิน นั่นกลับทำให้ลูกคิดยิ่งตะโกนเสียงดังขึ้นอีก แถมสั่ง "หันมาสนใจหนูหน่อยสิพ่อ ไหนบอกมาซิว่า คุยกับใคร ... เดี๋ยวหนูจะฟ้องแม่นะ" -- ผมเดือดข้างใน แต่เก็บไว้สะสางหลังคุยธุระจบซะก่อน

โทรศัพท์จบ ผมสั่งสอนลูกไปซะยกใหญ่ ว่าไม่มีมารยาท พ่อกำลังคุยโทรศัพท์อยู่ ดันมายืนตะโกนรดหัวพ่อปาวๆ ซักไซร้พ่ออยู่ได้ ทำแบบนี้นิสัยไม่ดีเอามากๆ ทำไมพ่อคุยโทรศัพท์กับใครไม่ได้เลยหรือไง -- ไม่ให้เครดิต ไม่มีความน่าเชื่อถือในตัวพ่อเลยซักนิดเลยหรือยังไง ... คือ ผมมีเหตุผลของความรู้สึกที่เสีย แต่ผมไม่สามารถยับยั้งการแสดงออก ซึ่งอารมณ์ยักษ์ได้ (นี่ละที่ยังต้องปรุงแต่งตัวเองอยู่ตลอด)

ระยะนี้ แม้รู้สึกเหนื่อยกับงานมากยังไง แต่ก็ต้องท่องเอาไว้ "อย่าเอาความเหนื่อยมาเป็นอารมณ์... จั๊ดแถว"

ปุจฉา: "มีใครสามารถนั่งสมาธิ บรรลุธรรมเห็นทางสว่าง อยู่กลางแดดเปรี้ยงๆ เหงื่อไหลท่วมตัวได้บ้างไหมครับ"

ภาพประกอบ: โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า

Saturday, October 18, 2008

The Visitor

ชีวิตวันหยุด กับสุขสุดสัปดาห์แบบส่วนตัว ในช่วงที่ลูกเมียนอนหลับยามบ่าย ก็คือดูหนัง เสาร์นี้ได้ดู 2 เรื่อง

Flightplan เรื่องนี้ ผบ.ทบ. ปรารภว่าอยากดู ก็เลยจัดให้ไปครับผม ความเป็นจริงของชีวิต มันก็ต้องมีนะ ที่จะให้บริการใครบางคนโดยสดุดีบ้างละครับ ความสุขความดีของหนังเรื่องนี้ ก็คือการที่ได้สนองตอบความต้องการของที่รักสุดเลิฟแล้วนั่นเองครับ (เรื่องนี้นั่งดูด้วยกันทั้งครอบครัว)

The Visitor ว่ากันว่าหนังเรื่องไหน ยิ่งใกล้เคียงกับชีวิตจริงของเรามากๆ เวลาดูหรือดูจบแล้ว กลับมานั่งย้อนดูตัว เราจะรู้สึกอินกับหนังเรื่องนั้นมาก หลายคนบอกว่า The Visitor ดี ผมไม่รู้ แต่ผมชอบ ชอบบทบาทการแสดงของนักแสดงนำ คุณ Walter Wale มากที่สุด ส่วนฉากที่ติดตามาก ก็ตอนที่อาจารย์ Waler Wale ระเบิดอารมณ์กับเจ้าหน้าที่ในเรือนจำ ... มันโดนผมมั้ง บ้านๆ จริงๆ แข็งๆ ตรงๆ บอกไม่ถูก (ที่จริงมันก็แบบนี้เกือบทั้งเรื่อง) -- ไม่มีฉากประทับใจสุดๆ ถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพ ก็เปรียบเหมือนทีมกีฬาที่ไม่มีดาราเด่น แต่พอแต่ละคน (ที่ไม่ใช่ดารา) มารวมกันเป็นทีมแล้วสุดยอด ประมาณนั้นเลย

... ชีวิตจริงๆ ของคนเรามันยาวกว่า 2 ชั่วโมงของหนังเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากมายนักครับ ...

Thursday, October 16, 2008

rb [ลานซักล้าง] ผู้นำกับความต่อเนื่อง

rb = ReBlogging -- เลียนแบบ rt = ReTwitting (อ่านเรื่อง rt ได้ที่ bact' is a name ครับ)

[ลานซักล้าง] ผู้นำกับความต่อเนื่อง

ทุกอย่างในโลกเป็นเหรียญสองด้าน เป็นดาบสองคมเสมอ ของสิ่งเดียวกัน เมื่อมองในแสงแดดจากมุมที่ต่างกัน ก็จะเห็นภาพที่ต่างกัน ต่อให้เป็นทรงกลม แสงและเงาก็จะต่างกัน

ความต่อเนื่องในการทำอะไรนั้น โดยปกติมักให้ผลที่ดี เพราะรู้ลึก รู้ละเอียด เข้าใจข้อจำกัด รู้จักผู้เกี่ยวข้อง รู้จักงานที่ทำ รู้จักคู่แข่ง รู้จักเพื่อนพ้อง

แต่ว่าการจับเจ่าอยู่นานเกินไป ก็จะทำให้แรงบันดาลใจลดลง เกิดความล้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจมอยู่กับสิ่งนั้นอย่างหมกมุ่น หรือไม่ในอีกมุมหนึ่ง ก็กลับเกิดความหลง

สมเด็จฮุนเซ็น เป็นนายกฯ ผูกขาดของกัมพูชามาแล้วยี่สิบปี และยังจะอยู่ต่อ ดีหรือไม่
อดีตประธานาธิบดีคาสโตร เพราะว่าป่วยจึงไม่รับตำแหน่งต่อหลังจากที่ครองคิวบามาสี่สิบเก้าปี ดีหรือไม่
อดีตประธานาธิบดีซูฮาโต้ ครองอินโดนีเซียอยู่สามสิบสองปี ดีหรือไม่
อดีตประธานาธิบดีมาร์คอส ครองฟิลลิปปินส์อยู่ยี่สิบปี ดีหรือไม่
อดีตนายกฯ ทักษิณ ก็เคยคิดจะอยู่ยี่สิบปี จะดีหรือ???

ผู้นำเหล่านี้ จะบอกว่าไม่มีดีเลย ก็คงพูดไม่ได้หรอกครับ ไม่แฟร์ แต่ถ้าบอกว่าดีไปซะหมด อยากจะยกไว้เทิดทูนประดุดั่งเป็นพ่อเป็นแม่ ก็คงต้องถามกลับว่าจะบ้าเหรอ


ที่ rb ก็เพราะว่า อ่านจบแล้วทำให้ผมคิดถึงแนวคิดการเมืองสมานฉันท์ ของโชเฟอร์แท๊กซี่ท่านหนึ่ง ซึ่งคุยให้ฟังเมื่อซัก 2 สัปดาห์ก่อน หลังจากที่มองผมออกว่า ไม่ใช่ทั้งสีเหลืองเข้ม และไม่ใช่สีแดงข้น ซึ่งโดยสรุปพี่โชเฟอร์แกมีแนวคิดประมาณอย่างนี้...

นักการเมืองน่าจะฮั้วกัน เพื่อแบ่งเวลาสลับขั้ว ผลัดกันเข้ามาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ คราวละ 1 สมัย หรือ 2 สมัย ก็ว่ากันไป ไม่ให้นานกว่านั้น -- ผมฟังแล้วทะแม่งๆ นิดๆ แกหมายถึง หน้าฉาก(ปรากฏสู่สาธารณะ) เราเห็นนักการเมืองแบ่งเป็น ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน แต่ที่จริงแล้วหลังฉาก เป็นพวกเดียวกันไปหมดเลย ใช่รึเปล่า

ทำเหมือนดูมวยปล้ำเลยนะพี่ เป็นแชมป์ได้ แต่อยู่ไม่นาน หรือว่าเป็นฝ่ายธรรมะซักพัก เปลี่ยนไปเปลี่ยนฝ่ายอธรรมบ้าง (มีสคริปต์ มีบทให้เล่นเหมือนละคร) แล้วสังเกตดูผู้ชมเป็นไง สนุกสนาน ตีตั๋วเข้าชมโดยไม่เสียดายตัง ไม่มีใครตั้งม้อบ ประท้วงนักกีฬาหรือคนในวงการมวยปล้ำเลย -- พี่แกคิดดีแฮะ สมานฉันท์จริงๆ อะ

Sunday, October 12, 2008

พ่อ 66 แม่ 66

[ My Father ]

พ่อเกิดปี พ.ศ. 2485 แต่ในบัตรประชาชนเป็น พ.ศ. 2486 เพราะแจ้งเกิดช้า มิหนำซ้ำไม่ระบุวันเดือนซะอีก (ฉลองวันเกิดได้ทั้งปี) มีเชื้อสายจีนปนจีน

พ่อเป็นลูกจ้างบริษัทรับเหมาก่อสร้างเล็กๆ แห่งหนึ่ง ความรับผิดชอบในฐานะโฟร์แมน คุมงานก่อสร้างตามไซต์งานนอกสถานที่ ถ้ามีตำแหน่งก็คงจะเป็น โฟร์แมนแก่ๆ (ทั้งวัยและประสบการณ์)

พ่อไม่มีบ้านหรือหลักแหล่งที่พักประจำ เป็นของตัวเอง อาศัยเช่าหอเช่าห้องใกล้ๆ กับไซต์งานที่ต้องคุมงานอยู่ ย้ายไซต์ก็ย้ายที่พัก สมบัติส่วนตัวก็มีแค่ โทรศัพท์มือถือหนึ่ง ทีวี 20 นิ้วหนึ่ง และเครื่องเล่นดีวีดีอีกหนึ่ง นอกเหนือจากนั้นก็มีเพียงจาน ชาม ถ้วย ช้อน กระติกน้ำแข็ง และของจุกจิกอีกนิดหน่อย

พ่อยังคงขับรถปิคอัพโตโยต้าอายุงานกว่า 20 ปี (พวงมาลัยไม่เพาเวอร์) บรรทุกทั้งเครื่องไม้เครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ และบรรดาคนงาน เป็นประจำทุกวัน และในวันหยุดก็ขับรถคันเดียวกันนี้ แวะไปเยี่ยมลูกหลาน

พ่อชอบไปเดินซื้อของที่เยาวราช หาซื้อวีซีดีหนังจีนเก่าๆ รวมทั้งชอบซื้อของอร่อยๆ มาฝากลูกฝากหลาน

พ่อผมหงอก พ่อยังคงดื่มสุรา แต่กับญาติพี่น้อง และลูกหลานเท่านั้น

พ่อเข้าโรงพยาบาล พบหมอ เพื่อตรวจและดูแลรักษาสุขภาพอยู่เป็นประจำ

พ่อเป็นปู่ พ่อเป็นตา มีหลานชาย มีหลานสาว

พ่อไม่มีมรดกให้ลูกให้หลาน พ่อยังคงทำงานหาเลี้ยงตัวเอง แต่ ณ วันนี้ พ่อมีความสุขกับลูกกับหลาน พ่อมีความสุขกับปัจจุบัน

พ่ออายุหกสิบหก


[ My Mother ]

แม่เกิดวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2485 เป็นคนนครปฐม มีเชื้อสายไทยปนจีน เคยทำนา เคยเป็นกรรมกรก่อสร้าง เคยขายก๋วยเตี๋ยว เคยขายอาหาร

แม่อยู่กับลูก ดูแลหลาน

แม่ชอบไปทำบุญต่างจังหวัด แต่แม่ยังไม่ค่อยปลงกับเรื่องจุกจิกกวนใจเล็กๆ น้อยๆ แม่ยังเล่นหวยเป็นประจำ

แม่เข้าโรงพยาบาล รักษาหลายโรค พบหลายหมอ หาหลายโรงพยาบาล กินยาก็หลายขนาน

แม่ขึ้นรถเมล์ นั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ไปตลาดได้ แต่เดินข้ามสะพายลอยไม่ไหว

แม่ยังผมดกดำ ใส่แว่นสายตา อ่านหนังสือพิมพ์ ดูละคร ดูเกมส์โชว์ เดินห้างสรรพสินค้า

แม่เป็นย่า แม่เป็นยาย มีหลานชาย มีหลานสาว

แม่มีเงินเก็บในบัญชีออมทรัพย์ แต่เป็นทุนการศึกษาของหลาน แม่มีชื่อเป็นผู้รับผลประโยชน์จากกรมธรรม์ประกันชีวิตของลูกๆ ทุกคน

แม่มีความสุขกับบ้านหลังเล็กๆ ซึ่งอาศัยอยู่กับลูกหลาน บ้านนี้เป็นที่พบปะเจอะเจอกันของครอบครัวลูกๆ รวมทั้งพ่อด้วย เดือนหนึ่งก็ 1-2 ครั้ง

แม่อายุหกสิบหก

Thursday, October 09, 2008

39 เหลือ 1

ก้าวที่ 1 "เกิด" แล้ว

ครั้งหนึ่งและครั้งเดียวในชีวิต ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ซึ่งใครต่อใครโดยเฉพาะพ่อแม่ ต่างปลื้มปิติด้วยความดีใจสุดบรรยาย หลายคนยังหลงลืมไปว่า ชีวิตหลังการเกิด มีรายละเอียดมากมายกว่าโขนัก ปีหนึ่งๆ เฝ้ารอวันฉลองวันครบรอบวันนี้อยู่นั่นละ อีก 364 วันที่เหลือมันก็เลยชิล ซะงั้น



ก้าวที่ 2 "แก่" แล้ว

อายุ 39 ขวบปีของผม ถือว่าแก่แล้วละ เพราะสายตาเริ่มเปลี่ยนจากสั้นเป็นยาวบ้างแล้ว ปีนี้ผมเส้นขาวๆ ก็เพิ่มมากขึ้นกว่าสองถึงสามเท่า เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว สังขารนั่น "แก่แล้ว" แต่ก็พยายามทำตัวเองให้ไม่ "แก่เลย"


ก้าวที่ 3 "เจ็บ" แล้ว

แม้ว่าจะออกกำลังกายบ่อย แต่สุขภาพร่างกายก็ยังช่างไวต่อเชื้อไวรัส โดยเฉพาะเมื่อนอนไม่พอ ดีหน่อยตรงที่ว่าไม่ได้เจ็บป่วยหนักๆ แต่ยังไง ไม่ว่าใคร ก็หนีไม่พ้นหรอก "แก่" กับ "เจ็บ" มันเป็นเพื่อนสนิท รักกันมาก รักกันนาน และจะไม่พรากจากกัน


ก้าวที่ 4 "ตาย" ยัง

เป็นรายละเอียดที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดอันหนึ่ง ของชีวิตหลังการเกิดเลยละ การเตรียมตัวพร้อมตายโดยไม่ทุกข์ และในวันนี้ ขอมอบเพลงนี้ให้กับตัวเอง หลังจากที่เมื่อเช้า ซื้อของขวัญให้ตัวเองแล้ว

Happy Dead Day wait me
Happy Dead Day wait me
Happy Dead Day Happy Dead Day
...
Happy _ Dead _ Day _ wait _ me

ช่วงนี้กำลังร่างพินัยกรรม กะว่าจะทำให้เสร็จภายในปีนี้อะ

สุขโขสุขขีจงมีแด่ทุกท่าน ทั้งที่คล้ายและไม่คล้ายวันเกิดในวันนี้ครับ ... สวัสดี ไปละ


ภาพประกอบ: เว็บบอร์ดประชาไท

Wednesday, October 08, 2008

อย่าด่วน...สรุป

ควรฟังความให้ครบทุกข้างก่อน ?

ข่าวจาก ประชาไท:
กู้ภาพลักษณ์ ตร.โชว์ ‘ลูกเกลี้ยง’ เป็นแก๊สน้ำตาแบบขว้าง ไม่ใช่ ‘ระเบิดปิงปอง’


ภาพจากผู้จัดการ


ภาพจากโพสต์ทูเดย์


ภาพจากคมชัดลึก


แล้วตกลงมันมีทั้งหมดกี่ข้าง เราได้ฟังครบแล้วหรือยัง

และเมื่อฟังครบแล้ว ควรเชื่อหรือไม่เชื่อใคร เพราะอะไร ก็แล้วแต่วิจารณญาณของพี่น้องแล้วละครับ


ปล. เห็นภาพสุดท้ายเมื่อเช้านี้ ผมยังคิดว่า ในมือตำรวจนั้นคือระเบิดปิงปองจริงๆ ด้วยความอ่อนด้อยเรื่องระเบิดของผมเอง (แต่ยังไงก็ไม่น่าจะสรุป) กระทั่งเดี๋ยวนี้ ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่ามันคืออะไรแน่

Tuesday, October 07, 2008

คุณ(ฆ่า)ค่าเวลา

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เช่าเดี่ยวไมโครโฟน 7 ของโน้ส อุดม แต้พานิช มาดูแบบรวดเดียวจบ 5 แผ่นวีซีดี (3 ชั่วโมง 32 นาที) ตอนไฮไลต์ประทับใจของผู้ชมส่วนใหญ่ จะเป็นช่วงท้ายคือ แร็พการเมือง กับ ART ตัวแม่ ผมเห็นด้วยเช่นกันครับว่าฮา แต่ฮาก็ฮาแบบว่า เพราะพี่โน้ส เขาติดลมบนมานานแล้ว เอาเรื่องอะไรมาเล่ามันก็ฮาขี้แตกขี้แตนหมดละครับ

ช่วงต้นๆ ที่โน้สบอกว่า ชีวิตคนเราเสียเวลาไปกับการเรียนรู้อะไรที่ไม่ได้ใช้ตั้งมากมาย ไม่รู้ว่าทำไม คุณครูก็จ้ำจี้จ้ำไชกันนักกันหนา เพราะอะไรกัน ตัวอย่างเช่นความรู้เรื่อง πr กำลัง 2 คือพื้นที่ของวงกลม โน้สบอกว่าตั้งแต่เรียนมา ในชีวิตนี้ยังไม่เคยได้ใช้ซักครั้งเดียว (ผมได้ใช้ตอนทำข้อสอบอะ)





ผม "อืม...เห็นด้วยอะ" ใช่เลยนั่นคือประเด็น ทำไมชีวิตต้องใช้เวลาไปมากมายกับหลายๆ เรื่องแบบนี้ ตัวเด็กเองคงไม่รู้ไม่เข้าใจหรอกว่า มันสำคัญกับพวกเขามากแค่ไหน อย่างไร รู้แต่ว่าผู้ใหญ่จัดให้ ก็ทำตามกันไป ด้วยรักและเคารพครับพี่น้อง (นึกขึ้นได้ว่า เคยเขียนเรื่องทำนองเดียวกัน เมื่อปีที่แล้ว Wasted Time)

ช่วงนี้ที่ความคิดมันวกกลับมาอีก ก็เพราะว่า กำลังเครียด ทำงานไม่ทัน ทำงานหลายอย่าง งานเข้ามากมาย แต่งานออกไม่มีเลย แต่พอมานั่งย้อนนึกดูจริงๆ แล้ว ถ้าผมสามารถตัดเวลาที่จมปลักกับความเครียดออกไปได้ ผมอาจจะได้เวลาเพิ่มขึ้นมาอีกเกือบเท่าตัวเลยทีเดียว... นี่ผมกำลังฆ่า(คุณค่า)เวลาทิ้งไปโดยได้แค่อาการปวดหัว อ่อนเพลีย ตอบแทนกลับมา -- มันน่าเสียดายฉิบ

คืออย่างน้อยๆ แม้งานไม่เสร็จ แต่ถ้าผมไม่เครียด ก็จะได้เอาเวลาส่วนที่เครียดไปฆ่าทิ้ง ด้วยการเอ็นเตอร์เทนกับครอบครัวซะยังดีกว่า (ดีกว่าทำงานเสร็จด้วยซ้ำ)


ภาพประกอบ: Wikipedia

ปล. แต่ความเชื่อลึกๆ ส่วนตัวของผมมันบอกว่า การคลุกคลีอยู่กับความเครียด ก็เป็นโอกาสให้ได้เรียนรู้ตัวเองมากยิ่งขึ้นเหมือนกัน เพียงแต่ว่าอย่าให้มันมากเกินไป จบให้เร็ว จบให้ไว แล้วรีบออกมา

Saturday, October 04, 2008

ครูยังชีพ

ปลายสัปดาห์ก่อนมีนัดทานข้าวเย็นบวกคาราโอเกะ งานเลี้ยงเล็กๆ เพื่อขอบคุณคุณครูประจำชั้น (Thank You Teacher Party) ทั้ง 3 ท่านของลูกคิด ซึ่งเป็นความตั้งใจโดยพร้อมเพรียงกัน กับอีก 2 ครอบครัวของเพื่อนลูกคิด (น้องก้าว น้องจ๋า) ที่เลือกเป็นคาราโอเกะด้วยนั้น ก็เพราะต้องการกักบริเวณเด็กซนทั้ง 3 คน ไม่ให้เพ่นพ่านไปทั่ว

"...ขอขอบคุณคุณครูทั้งสามท่าน ด้วยใจจริงมานะที่นี้ด้วยครับ..."

โดยส่วนตัว ผมไม่ค่อยกล้าจะขอบคุณใครด้วยวิธีนี้หรอก อย่างดีก็อาจจะแค่ซื้อของฝากติดไม้ติดมือ ให้แม่ลูกคิดนำไปฝากเท่านั้น ไม่ได้กลัวคำครหาอะไรหรอก แต่เกรงว่าจะโดนปฏิเสธมากกว่า ... คราวนี้มีพ่อน้องก้าวนำ ผมและแม่บ้านก็เลยเห็นดีด้วย

ก่อนหน้านี้ ผมคิดว่ารายได้จากอาชีพครู โดยเฉพาะคุณครูในโรงเรียนเอกชนชื่อดังรายใหญ่ เช่นโรงเรียนของลูกคิดนั้น แค่สอนตามตารางสอนปกติ ก็น่าจะสามารถอยู่ได้อย่างสบายๆ ไม่ต้องดิ้นรนมาก ส่วนครูคนไหนที่สอนพิเศษนอกเวลาหรือช่วงปิดเทอม ก็ถือเป็นกำไรมีเก็บเป็นกอบเป็นกำมากขึ้น แต่จากที่สังเกตมาระยะหนึ่ง (หนึ่งเทอม จากคำบอกเล่าของแม่บ้าน) ดูเหมือนจะไม่เป็นอย่างที่คิด

คุณครูอนุบาลหลายๆ คน ต้องดิ้นรนทำงานพิเศษ (งานสอน งานประจำรถรับส่งนักเรียน) ทุกครั้งเมื่อมีโอกาส เพื่อให้ได้มาซึ่งรายได้เพียงพอกับรายจ่ายในยุคเศรษฐกิจขาลงเช่นนี้ ผมไม่รู้หรอกนะครับว่าเงินเดือนของคุณครูแต่ละคนน่ะเท่าไหร่ ที่จริงทางโรงเรียนก็มีสวัสดิการที่ดีพอสมควร เช่นมีอาหารกลางวันให้กับคุณครูทุกคน (คงเป็นเพราะต้องดูแลเด็กเล็ก ไม่น่าจะมีเวลาออกไปเดินเรื่อยเปื่อยหาอะไรทาน เหมือนพนักงานออฟฟิศ) -- ขออนุญาตออกตัวก่อนนะว่า ไม่ได้ตั้งใจมาดิสเครดิตทางโรงเรียนแต่อย่างใด นี่เป็นเพียงข้อสังเกตส่วนตัวเท่านั้น

สำหรับในประเทศไทยโดยภาพรวมแล้ว ใครๆ ก็รู้ว่า รายได้ การให้ความสำคัญ และการยอมรับในอาชีพครู ยังถือว่าต่ำอยู่มากทีเดียว (เพราะถ้ายอมรับกันจริงๆ เงินเดือนครูคงมากกว่าที่เป็นอยู่แน่นอน) ผมคงไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่ผมถือว่าครู เป็นอาชีพที่มีอิทธิพลอันดับต้นๆ สำหรับแผนพัฒนาประเทศในระยะยาว ถ้าปล่อยไปตามลมแบบทุกวันนี้ มีหวังชาติบ้านเมืองเราไล่ตามก้นเพื่อนบ้านไม่เห็นฝุ่นแน่ๆ

ตัวผมเองก็จบครุศาสตร์มาเหมือนกัน รวมทั้งชอบการสอนด้วย ... แต่ไม่ได้มีความคิดว่าจบมาจะเป็นครูเลยซักนิด เพราะถ้าผมเป็นครูคงจะได้แค่ยังชีพเท่านั้นละ (เปล่าหรอก แค่พูดเล่น แต่ความจริงคือว่า เพราะรู้ตัวว่าไม่เก่งจริง ทำให้เป็นครูคุณภาพไม่ได้ต่างหาก)

ครูเป็นอาชีพในฝันอันดับสอง รองจากอาชีพนักเขียนของผมเลย (ซึ่งทั้ง 2 อาชีพ ก็ได้แค่ในฝันจริงๆ แหละ)

Wednesday, October 01, 2008

ชีวิต=เรียนรู้

สิ่งที่พูด สิ่งที่คิด สิ่งที่เขียน ไม่สามารถรับประกันได้ว่า การกระทำของใครคนนั้น จะเป็นอย่างที่พูด อย่างที่คิด อย่างที่เขียน

บางครั้งบางเวลา อาจใช่ แต่เมื่อปัจจัย หรือองค์ประกอบของบริบทต่าง มันอาจไม่ใช่

ไม่แน่นอนแน่นอน ทุกๆ คนเหมือนกัน ตรงความต่างแบบนี้นี่เอง



เมื่อทำไม่ได้อย่างนั้น แล้วพูด แล้วคิด แล้วเขียน ออกมาทำไม

...ก็เพราะว่ามนุษย์ (สัตว์เดรัจฉานที่รู้จักปรุงแต่ง) ต้องเรียนรู้ไปตลอดชีวิต เท่านั้นเองครับ


ภาพประกอบ: http://poetryfoundation.org