Wednesday, October 22, 2008

อย่าเอาความเหนื่อยมาเป็นอารมณ์

เคยเป็นนักศึกษาวิชาทหาร รักษาดินแดน (ร.ด.) สมัยเรียน ปวช. แต่ไม่ได้ไปชนไก่กับเขาหรอก เพราะว่าเรียน ร.ด. ปี 2 อยู่ถึงสองปี จบ ปวช. ก็ทำงาน ไม่ได้เรียนต่อ แต่รุ่นผมยังโชคดีอยู่นิด ตอน ร.ด. ปีหนึ่ง ได้เรียนที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) สมัยยังอยู่ถนนราชดำเนินนอก (บ่งบอกความชราภาพ เพราะว่ามันอดีตกาลนานมาก) -- เรียน ร.ด. ที่ จปร. โชคดีเพราะอะไรเหรอครับ ก็เพราะว่าครูฝึกซึ่งเป็นนักเรียนนายร้อย ปี 4-5 เทียบกันกับนายทหารในกรมกองอื่นๆ แล้ว ใจดีกว่ากันเยอะ

"นักศึกษา...อย่าเอาความเหนื่อยมาเป็นอารมณ์" -- เป็นประโยคไฮไลต์ที่ผมจำได้แม่นที่สุดจากการเรียน ร.ด. ตอนนั้นไม่คิดอะไร แต่เมื่อวานนี้ ขุดเอาประโยคนี้กลับมาคิด กับเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพบ ซึ่งบังเอิญเป็นเรื่องเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือทั้งนั้นเลย

[1] หญิงสาววัยเดียวกันกับผม ระหว่างรอรถโดยสารที่ป้ายรถเมล์ กำลังยืนคุยโทรศัพท์มือถือ ผมไม่รู้หรอกว่าเธอคุยอะไรกับใคร มาได้ยินชัดๆ นิดเดียวว่า

"ถึงบ้านแล้วโทรมาด้วย ได้ยินมั้ย ... ถึงบ้านแล้วโทรมาด้วย ... บอกว่า ถึงบ้านแล้วโทรมาด้วย ไม่ได้ยินหรือยังไง หา"

คลื่นพายุอารมณ์ยักษ์ของเธอ วิ่งผ่านโทรศัพท์มือถือ ส่งออกอากาศไปที่สถานีฐาน (base station) เข้าชุมสาย (exchange) ออกสถานีฐาน ผ่านอากาศ(อีกที) ไปยังโทรศัพท์มือถือปลายทาง เต็มๆ แต่ทำไมเหมือนทางโน้น ไม่ค่อยได้ยินนะ -- สงสัยเป็นเพราะว่า ไปไม่หมดครับพี่น้อง ก็มันกระจายออกสู่ผู้คนรอบข้างแถวๆ ที่เธอยืนอยู่ รวมทั้งผม

[2] เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือดังขึ้น เป็นของชายร่างเล็กที่ยืนอยู่บนรถเมล์ข้างหลังผมนั่นเอง แต่เขาผู้นั้น ไม่ยอมรับสาย ปล่อยให้มันดังจนหยุดไปเอง แป๊บเดียว มันดังอีกแล้ว คราวนี้ เสียงเพลงเรียกเข้า ดังสั้นๆ แล้วหยุด คงรับแล้วละ เอ๊ะ! แต่ไม่มีเสียงสนทนา แป๊บสอง ดังสั้นๆ แล้วหยุด และไม่มีเสียงสนทนาเช่นเดิม และแป๊บสาม คราวนี้เขารับ "...เดี๋ยว กูโทรกั๊บ..." -- สุดท้าย แป๊บสี่ "...มีหยัง ก็บอกแล้วไง ว่าเดี๋ยวกูโทรกั๊บ..." -- อารมณ์ยักษ์ กระแทกแผ่นหลังผมเบาๆ

[3] ผมกำลังนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่บ้าน น้องสนิทมากคนหนึ่ง ซึ่งเคยทำงานด้วยกัน โทรเข้ามือถือ ขอปรึกษาปัญหาทางเทคนิคเกี่ยวกับงานเล็กน้อย ผบ.ทบ. อยู่ข้างบน ได้ยินน้ำเสียงผม ชวนสงสัยว่าคุยกับใคร ท่าทางสนิทสนม ส่งซิกลูกคิดว่า "พ่อ แอบคุยโทรศัพท์กับสาวๆ อยู่แหนะลูก"

ลูกคิดไม่รอช้า เปิดประตูห้องนอน ออกมายืนค้ำหัวพ่อ (ผมนั่งอยู่ชั้นล่าง) ตะโกนถาม "พ่อ คุยกับใคร บอกมาซิ คุยกับใคร ... เดี๋ยวจะฟ้องแม่นะ" ได้ยินอย่างนั้นผมเสียความรู้สึกมาก เพราะรู้แล้วว่าแม่เป็นคนบงการให้ลูกออกมา อารมณ์ยักษ์ของผมผุดขึ้นทันที แต่สนองตอบออกไป ด้วยการไม่สนใจ เฉยๆ เหมือนไม่ได้ยิน นั่นกลับทำให้ลูกคิดยิ่งตะโกนเสียงดังขึ้นอีก แถมสั่ง "หันมาสนใจหนูหน่อยสิพ่อ ไหนบอกมาซิว่า คุยกับใคร ... เดี๋ยวหนูจะฟ้องแม่นะ" -- ผมเดือดข้างใน แต่เก็บไว้สะสางหลังคุยธุระจบซะก่อน

โทรศัพท์จบ ผมสั่งสอนลูกไปซะยกใหญ่ ว่าไม่มีมารยาท พ่อกำลังคุยโทรศัพท์อยู่ ดันมายืนตะโกนรดหัวพ่อปาวๆ ซักไซร้พ่ออยู่ได้ ทำแบบนี้นิสัยไม่ดีเอามากๆ ทำไมพ่อคุยโทรศัพท์กับใครไม่ได้เลยหรือไง -- ไม่ให้เครดิต ไม่มีความน่าเชื่อถือในตัวพ่อเลยซักนิดเลยหรือยังไง ... คือ ผมมีเหตุผลของความรู้สึกที่เสีย แต่ผมไม่สามารถยับยั้งการแสดงออก ซึ่งอารมณ์ยักษ์ได้ (นี่ละที่ยังต้องปรุงแต่งตัวเองอยู่ตลอด)

ระยะนี้ แม้รู้สึกเหนื่อยกับงานมากยังไง แต่ก็ต้องท่องเอาไว้ "อย่าเอาความเหนื่อยมาเป็นอารมณ์... จั๊ดแถว"

ปุจฉา: "มีใครสามารถนั่งสมาธิ บรรลุธรรมเห็นทางสว่าง อยู่กลางแดดเปรี้ยงๆ เหงื่อไหลท่วมตัวได้บ้างไหมครับ"

ภาพประกอบ: โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า

No comments: