Wednesday, December 31, 2008

HNY 2009

Happy New Year 2009


[ Sailing Into The Sun Set ]


เครดิตภาพ: worldwideHEALTH.com

Saturday, December 27, 2008

The Bank Job

ไม่ได้ตั้งใจดูหนังของผู้กำกับ Roger Donaldson ต่อเนื่องจากหนังเรื่องล่าสุด จบ The Bank Job ก็เพิ่งจะรู้ว่าเป็นผู้กำกับคนเดียวกัน The Bank Job เป็นอีกเรื่องที่ Roger Donaldson สร้างจากเรื่องจริง เหตุการณ์ปล้นแบงก์อันฉาวโฉ่ (ถูกเปิดโปงภายหลัง) ในอังกฤษ เมื่อเดือนกันยายน ปี 1971

เหตุการณ์เหมือนจะบังเอิญ ที่จริงกลับเป็นความตั้งใจ เพื่อให้เกิดการเจาะเข้าปล้นธนาคารในครั้งนี้ และก็ต้องที่นี่ด้วย แต่ผลพวงที่ได้นั้นเกินคาด ทำให้สาวยาวไปถึงขบวนการคอรัปชั่น และหลักฐานแบ๊คเมลต่างๆ นานา อย่างชนิดที่พวกก๊วนหัวขโมยเองก็ไม่ได้อยากให้เป็นอย่างนั้น

พอรู้ว่า หนังเรื่องนี้สร้างจากเหตุการณ์จริง ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 37 ปีที่แล้ว ยิ่งทำให้เฉยชินหนักมากขึ้นไปอีก กับเรื่องราวข่าวคอรัปชั่น สินบนใต้โต๊ะ ไม่ว่าจะในแวดวงธุรกิจและการเมือง ไม่ว่าจะที่ไหนๆ ในโลก

ก็อย่างที่บอก แมลงสาบน่ะ มันมีทุกๆ ที่ที่มีคนอยู่นั่นแหละ และมีมาช้านานแล้วด้วย บอกไม่ได้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ (อยากรู้ คงต้องค้นคว้า Cockroach History ซะละมั้ง)

เพราะรายละเอียด และตัวละครเยอะมาก ทำให้การเดินเรื่องค่อนข้างเร็ว ผมตามหลายๆ ตอนไม่ทัน อาศัยมาอ่าน plot จากวิกิพีเดียอีกที โดยรวมก็สนุกครับ แนะนำ

ภาพประกอบ: Wikipedia

Friday, December 26, 2008

The World's Fastest Indian

ไม่เคยรู้จักและไม่เคยได้ยินชื่อ Burt Munro มาก่อนเลย พอดูหนัง The World's Fastest Indian ก็เลยทำให้ผมเชื่อสนิทใจว่าคุณลุง Anthony Hopkins แกเป็น Burt Munro จริงๆ เพราะฝีมือการแสดงต้องยอมรับว่า เข้าถึงบทบาทมากๆ

The World's Fastest Indian สร้างจากชีวประวัติของ Burt Munro ชาวนิวซีแลนด์ ผู้หลงใหลในการสร้างสถิติโลกแห่งความเร็ว ด้วยมอเตอร์ไซต์ Indian คู่ใจ ซึ่งแม้จะแก่และเก่า แต่ก็เก๋าและซิ่งได้สะใจสุดๆ เกินความคาดหมาย (หนังบอกอย่างนั้น) -- ไม่มีใครเชื่อว่า Burt จะทำได้ นอกจากตัวเขาเอง และเพื่อนต่างวัย Tom (ผมชอบเด็ก Aaron Murphy คนนี้จัง)

หนังไม่ได้เน้นเรื่องความเก่งกาจสามารถของ Burt แต่กลับชู มิตรภาพที่งดงาม ความมีน้ำใจ ของผองเพื่อน ทั้งเพื่อนเก่าและเพื่อนใหม่ที่เพิ่งรู้จักกันกับ Burt ทุกคน แม้ว่าหลายคนคิดว่า Burt และ Indian ของเขาไม่น่าจะไหวก็ตาม -- ตรงนี้เอง ที่ทำให้ผมดูหนังเรื่องนี้อย่างเคลือบแคลงว่า เรื่องจริงมันไม่น่าจะง่ายแบบนี้หรอก

เด่นที่สุดก็อย่างที่บอกไปแล้วคือ บทบาทการแสดงระดับปรมาจารย์ของ Anthony Hopkins นั่นละครับ กับอีกอย่างคือ ทำให้ได้รู้จักเรื่องของ Indian Motorcycle ขึ้นมาบ้าง (ค้นหาอ่านต่อในเน็ต เป็นเกร็ดความรู้)

ภาพประกอบ: Wikipedia

Thursday, December 25, 2008

Quotations

"เอ๊ะพี่ ชื่อเหมือนคนที่เป็น เอ่อ..." -- พนักงานเคาน์เตอร์ธนาคารเอ่ยถาม เมื่อเห็นชื่อเจ้าของบัญชีที่ผมนำเงินเข้า

"เป็นนักเขียน ลองหาหนังสือของคุณวินทร์ มาอ่านดูบ้างสิครับ ผมว่าดีนะ อ่านง่าย สนุกด้วย" -- ผมตอบและเติมยาว

"810 บาทนี่ เล่มเดียวเหรอครับ" -- เขาถามอีก

"ไม่ครับ 5 เล่ม งานของเค้ามีทั้งเรื่องสั้น และนวนิยาย" -- ผมตอบและเติมสั้น

...


แฟนผมเล่าให้ฟังว่า คุณจวบพ่อน้องก้าว (เพื่อนของลูกคิด) ซื้อผ้าขนหนู จะให้เป็นของขวัญปีใหม่กับคุณครูทั้งสามคนละ 1 ผืน ดวง (แม่น้องก้าว) ยังถามว่าเราจะซื้ออะไรให้ครูรึเปล่า ถ้าให้จะให้อะไรเหรอ แฟนผมตอบไปว่ายังไม่รู้เลย แต่กะว่าถ้าให้ ก็คงหลังปีใหม่แล้ว วันที่ 6 ที่ 7 มกรา ปีหน้าโน่นแหละ

ผมไม่เคยคิดจะทำอะไร เพียงเพราะคนอื่นเขาทำกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องให้ของขวัญ ผมยึดหลัก "คุณค่าของของขวัญ อยู่ที่การที่ผู้ให้นึกถึงผู้รับ" (ของขวัญที่ลานซักล้าง) ที่สำคัญ "การให้อะไรกับคนที่ร้องขอ นั่นไม่ใช่ของขวัญ"

สำหรับคุณครูทั้งสามของลูกคิดก็โอเคเลย ผมกับแฟนและผู้ปกครองของเพื่อนลูกคิดหลายๆ คน ยังเคยคุยกันว่า ลูกโชคดีที่ได้อยู่ห้องนี้ การให้ของขวัญปีใหม่ก็เพื่อเป็นกำลังใจ คงไม่ต้องคิดถึงเรื่องราคาค่างวดอะไร พวกเราแค่อยากขอบคุณที่ดูแลลูกคิดเป็นอย่างดีเสมอมา -- ผมนึกออกแล้ว


...


อยากเขียน Quatations แบบวินทร์ เลียววาริณ บ้าง (แต่เอาไว้ก่อน) นี่เป็นบางส่วนของคุณวินทร์ที่ผมชอบ


"การศึกษาไม่ใช่โรงเรียน ไม่ใช่ตำรา ไม่ใช่มหาวิทยาลัย ไม่ใช่ประกาศนียบัตร ไม่ใช่ปริญญาบัตร หากคือความสามารถที่ยกระดับของปัญญา และปัญญานั้นไม่ใช่เป็นเพียงความคิดเท่านั้น หากคือความเมตตาด้วย ดังนั้นการศึกษาจึงไม่ใช่การพัฒนาสมองส่วนเดียว หากเป็นการยกระดับจิตใจและวิถีชีวิตด้วย"

"ประสบการณ์ที่เลวร้ายในชีวิตเป็นอาหารวิเศษให้เราเจริญเติบโตขึ้น"

"คนทุกคนในโลกสามารถเป็นครูของเรา"

"น่าตลกไหมที่บางคนมือหนึ่งถือปริญญาบัตรแนบแน่น อีกมือหนึ่งทิ้งขยะตามที่สาธารณะ"

...

Tuesday, December 23, 2008

กบกรี๊ด

เกิดมาเพิ่งเคยได้ยินเสียง "กบกรี๊ด" ก็จากรายการกบนอกกะลาของทีวีบูรพานี่ละ จากตอนเปิดกะลาหากบ (ฟังเสียงกบกรี๊ดได้ ในรายการตอนแรก นาทีที่ 36)

ผมนั่งดูอยู่กับลูกคิด พอได้ยินกบกรี๊ดเท่านั้น ขำกลิ้งไปตามๆ กัน ได้ความรู้ สนุกสนาน


เปิดกะลาหากบ


เปิดกะลาหากบ ตอนที่ 2

เครดิต: TV Burabha, HiPTV MCOT

Monday, December 22, 2008

สินบนใต้โต๊ะ

อ่าน A Tale of Bribery, Cockroaches and Raid;

ชอบ ภาพประกอบ;


รู้สึก เฉยๆ ที่ไหนๆ ก็มีแมลงสาบ;

"ซื้อลูกค้า ... ขายสินค้า"

ที่มา: Communications and Technology Blog - Tehrani.com

Sunday, December 21, 2008

Transsiberian

ตั้งใจจะดู Transsiberian มาซักพักแล้ว เพราะโดยทุนเดิม ผมชอบหนังที่ดำเนินเรื่องบนรถไฟ (ที่แล่นอยู่) มานานแล้ว ระยะหลังๆ มานี้มีไม่บ่อยซะด้วย

เนื้อหาของหนัง ไม่สลับซับซ้อนเท่าไรนัก เป็นเรื่องของคู่สามี-ภรรยา Roy (Woody Harrelson) และ Jessie (Emily Mortimer) ซึ่งเลือกเดินทางหลังภารกิจการเป็นคริสเตียนอาสา จากปักกิ่งไปยังมอสโคว์ ด้วยรถไฟเส้นทางสาย Trans-Siberian แต่โชคร้ายที่ทั้งคู่ต้องตกไปอยู่ท่ามกลางเส้นทางการไล่ล่า และหักหลังกันเอง ของแก๊งค์ค้ายาเสพติด

Jessie เป็นตัวละครหลัก ซึ่งหนังพยายามนำเสนอเรื่องราวผ่านอารมณ์ มุมมอง ความเชื่อ และตัวตนของ Jessie ในทุกฉาก ทุกสถานการณ์ กระทั่งตอนจบที่ Jessie ยังคงเชื่อว่า Abby (Kate Mara) สาวน้อยวัย 20 ปีจากซีแอตเทิลนั้น ใสซื่อบริสุทธิ์ ไม่มีส่วนรู้เห็นกับขบวนการค้ายาเสพติด อาชีพของ Carlos (Eduardo Noriega) แฟนหนุ่มชาวสเปนของ Abby

หนังดูสนุก น่าติดตาม ฉากหลังสวย (ผมชอบ) แปลกตา นักแสดงก็แสดงได้ดี โดยเฉพาะ Emily Mortimer ที่เล่นเป็น Jessie ส่วน Ben Kingsley ซึ่งแสดงเป็น Ilya Grinko รัสเซียนตัวเบิ้มของแก๊งค์ค้ายาเสพติด ก็เป็นอีกคนที่ผมชื่นชอบมานานแล้ว (ตั้งแต่ Gandhi)


quote จากหนัง ตอนที่ Roy พยายามขอให้ Jessie เลิกสูบบุหรี่ Jessie จึงตอบกลับว่า

"Kill off my demons, and my angels might die, too."


ภาพประกอบ: Wikipedia

ชีวิตที่มีค่า

เหล่านักร้องดาวรุ่งดาราพุ่งแรงบ้านเรา มักจะมี หมอนหรือตุ๊กตา "I เน่า" เก่าหมองซะ หรือไม่ก็ชุดนอน "E ย้วย" เป็นผ้าขี้ริ้ว เวลาออกรายการให้สัมภาษณ์อยู่ดีดี พิธีกรหยิบออกมา "อำ" ขำขี้แตกขี้แตนกันทั้งห้องส่ง

economic value (definition by InvestorWords.com)
The value of an asset deriving from its ability to generate income.


income ของ "I เน่า" หรือ "E ย้วย" ก็คือ ทำให้นอนตาหลับ ถ้าไม่ได้กอด "I เน่า" หรือไม่ได้ใส่ "E ย้วย" ละก็หลับไม่ลงแน่ๆ


...


ปุจฉา: ชีวิตคนเราล่ะ เป็น "I เน่า" หรือ "E ย้วย" ของใครซักคนบ้างรึเปล่า อย่าเพียงแค่ให้มัน เน่า-เหม็น หรือ ย้วย-ขาด ไม่มีใครเอาไปซะเปล่าๆ เลย แต่ก่อนจะมีใครเอา เราต้องเอาตัวเราเองก่อน จริงมั้ยครับ

แม่ต้อย (โฆษณาไทยประกันฯ) บอกว่า ชีวิตที่มีค่า คือ การทำให้ชีวิตผู้อื่นมีค่า



คลิปประกอบ: โฆษณาไทย

Wednesday, December 17, 2008

พฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของลูกน้อย

มีคำถามกลางวงก๋วยเตี๋ยวกลางวันว่า ลูกคิดเคยเป็นอย่างนั้นรึเปล่า เคยเป็นอย่างนี้รึเปล่า เหมือนอย่างลูกของพี่ที่ตั้งคำถามกำลังเป็น (ลูกสาวแกอ่อนกว่าลูกคิด 1 ปี) แน่นอนคำว่า "เป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้" คือพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของลูก ซึ่งพ่อแม่ไม่ต้องการให้เป็น หลักๆ ที่เจอกันแทบทุกครอบครัว คือ ลูกมีอาการเกรี้ยวกราด ก้าวร้าว เอาแต่ใจ ดิ้นพลาดๆ ร้องไห้ไม่ยอมหยุด เมื่อโดนขัดใจ อะไรประมาณนี้

"เคย" คือคำตอบ เคยทั้งลูกซึ่งเป็นอาการอย่างที่ว่า เคยทั้งพ่อและแม่ที่เป็นกังวล บางครั้งถึงกับท้อ เพราะทำหลายวิธีแล้ว ลูกก็ไม่หายจากพฤติกรรมไม่พึงประสงค์นั่นซักที คำถามถัดมาก็คือ แล้วที่ผมและภรรยาผ่านมันมาได้แล้วน่ะ ทำอย่างไร

พ่อแม่ส่วนใหญ่ตอบสนองด้วยการลงโทษ เบาบ้าง หนักบ้าง แล้วแต่ความอดทน (วุฒิภาวะทางอารมณ์) ของพ่อแม่ ซึ่งผมฟันธงจากประสบการณ์ตรงว่า การตอบสนองในทางลบแบบนี้ ไม่ได้ผล ถ้าลูกรับรู้ว่าเป็นการลงโทษ เขาต่อต้านแน่ๆ ส่วนจะแสดงออกอย่างไร อาจแตกต่างกันไปในเด็กแต่ละคน ถึงแม้ว่าจะลงโทษสถานเบา พ่อแม่พูดจา อธิบายดีๆ ไม่ใช้อารมณ์ก็ตาม โดยเฉพาะในเด็กเล็ก 3-4 ขวบ ยังเข้าใจเรื่องเหตุผลได้ยาก

ตามตำราเขาบอกว่า ลงโทษได้ แต่ให้ใช้วิธีทำเฉย ไม่สนใจ ไม่ต้องอธิบายให้ลูกรู้หรอกว่า นี่คือการทำโทษ ซึ่งวิธีนี้พ่อแม่ต้องจิตใจหนักแน่นอดทนพอสมควร (เช่น ในเวลาที่ลูกกำลังร้องไห้เสียงดังเจ็ดแปดบ้าน หรือเวลาที่ลูกกำลังลงไปดิ้นพลาดๆ อยู่กับพื้น เป็นต้น)

แล้วเมื่อไรที่ลูกทำตัวดี ให้พ่อแม่ตอบสนองในทางบวก ไม่จำเป็นต้องให้ของ แค่คำชมอย่างจริงใจ แสดงให้ลูกรู้ตัวว่า เขากำลังทำตัวน่ารักมาก -- ประมาณว่าให้เรียนรู้ทั้งดีและไม่ดี จากสถานการณ์บวก

ผมเห็นพี่เขาเป็นห่วงกลัวว่าลูกจะติดนิสัยไม่ดี (ตามความคิดของพ่อแม่) ไปจนแก้ไม่หายนั้น เป็นห่วงพี่เขามากกว่า กลัวจะเครียดจนเกินไป เพราะผมเป็นมาแล้ว เครียดหนักกว่างานหลายร้อยเท่านักแล -- พอผ่านมาแล้วมีคำแนะนำ ส่วนจะทำได้หรือไม่ อยู่ที่แต่ละคนแล้วนะครับ

"ยอมรับ" (หรือจะเรียก "ทำใจ" ก็แล้วแต่) คือคำแนะนำเดียว หลายครั้งหลายหนที่ครอบครัวผมผ่านกันมาได้ บางครั้งก็ไม่ได้ทำอะไรเลย ไม่ใช่ครับ ต้องบอกว่าทำจนหมดมุข ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว เหนื่อยมากถึงกับหมดเรี่ยวแรงจะดุด่าว่ากล่าว หรือทำโทษลูก (ออกอาการท้อ) พ่อแม่เฉยลูกเดียว ลูกจะเป็นอะไร จะทำอะไร ก็ปล่อยให้เป็นไป ทำไป เชื่อมั้ยครับ เวลาช่วยได้ ได้ผลดีกว่าอย่างเห็นได้ชัดด้วย -- นั่นแสดงว่าเด็กเขามีพัฒนาการ เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง

ถึงตอนนี้ ผมรู้แล้วว่าชีวิตนั้นเป็นของลูกตั้งแต่เกิด เราเองก็เคยเป็นเด็กมาก่อน เรียนผิด คิดผิด ลองผิด ทำผิด มาตั้งมากมาย ทุกวันนี้ตัวเราก็ไม่ได้เป็นคนเลวของสังคมซักหน่อย เรื่องพฤติกรรมไม่พึงประสงค์เหล่านี้ พ่อแม่เพียงแค่เฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด ระวังว่าอย่าให้มันมากจนเกินไป ก็พอแล้ว อย่าคาดหวังกับลูกไปซะทุกเรื่อง เพราะนั่นคือเรากำลังกดดันลูกโดยไม่รู้ตัว (พ่อแม่รังแกฉัน) มากเข้าๆ ลูกก็เครียด พ่อแม่ก็เครียด บ้านโป่งขึ้นๆ ซักวันบ้านก็แตก

เรื่องการเลี้ยงลูกนั้น หนทางยังอีกยาวไกลนักครับ นี่เป็นเพียงแค่น้ำจิ้ม ของจริง ของหนัก ยังมาไม่ถึง อนาคตเมื่อลูกน้อยโตขึ้น พ่อแม่ก็แก่ลงทุกวัน เรี่ยวแรง กำลังวังชานั้นสวนทางกัน มีอะไรผิดๆ ให้ลูกเขาลองอีกเยอะแยะเต็มไปหมด ถ้าเน้นใช้กำลัง เราจะเอาที่ไหนไปสู้รบตบมือกับลูกได้

ขออวยพรให้สติและปัญญา จงอยู่กับพ่อแม่ทุกคน จงสนุกและมีความสุขกับการเลี้ยงลูกนะครับ


บทความเกี่ยวข้อง:

Saturday, December 13, 2008

RESERVOIR DOGS

RESERVOIR DOGS ผมตามมาดูหนังเรื่องนี้ก็เพราะรีวิวที่ ThaiDVD.net กับวิจารณ์หนังที่ Cinemag Online อยากรู้ว่า Quentin Tarantino เจ๋งขนาดไหน กับข้อจำกัดเรื่องทุนสร้าง แล้วทำให้หนังออกมาได้รับคำชมมากมายขนาดนี้ (ประมาณว่าแจ้งเกิดตัว Tarantino เองได้เลย)

อีกอย่างที่ทำให้ผมเกิดความอยากก็คือ ตัวนักแสดง ซึ่งพอเห็นหน้าค่าตาแต่ละคนแล้ว (อ่านชื่ออย่างเดียวไม่คุ้น เพราะจำชื่อคนไม่ค่อยจะได้) อืม! ได้แต่พึมพำว่า ต้องดู ต้องดู

เนื้อเรื่องไม่มีอะไรที่สลับซับซ้อน หรือลึกซึ้งเข้าขั้นเหมือนหนังในปัจจุบัน (เรื่องนี้ฉายเมื่อปี 1992) แต่ที่เด่นสุด ก็เป็นอย่างคำวิจารณ์จริงๆ คือ บทภาพยนตร์นั้นสุดยอด ทำให้หนังน่าติดตาม ตัวละครแต่ละตัว เด่น มีสไตล์ ชวนค้นหาจริงๆ บวกกับวิธีการเล่าเรื่องโดยใช้ flashback ตัดภาพกลับไปเล่าถึงเหตุการณ์ก่อนหน้า หลังจากสร้างคำถามให้กับผู้ชมไว้แล้วก่อนหน้านั้น

ส่วนตัวแล้ว สำหรับบทบาท ผมชอบลีลา รวมทั้งหน้าตากวนโอ๊ยของ Mr. Blonde ซึ่งแสดงโดย Michael Madsen มากที่สุด โดยเฉพาะตอนที่เปิดเพลง "
Stuck in the Middle With You" แล้วเต้นไปด้วย ในขณะที่กำลังจะลงมือฆ่าคนอย่างเลือดเย็น

เกร็ดเล็กๆ น้อยๆ
  • ฉากของหนังเรื่องนี้ ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังดูละครครับ คงเพราะข้อจำกัดเรื่องทุนสร้างนั่นละ
  • จำนวน fuck ที่ออกจากปากตัวแสดงแต่ละตัว (ที่หลายๆ คนมองว่าเป็นเอกลักษณ์ของ Tarantino) เยอะเข้าขั้นเดียวกับ Death Sentence
  • เพลงเก่าอย่าง Stuck in the Middle With You มีเสน่ห์น่าฟังจริงๆ
  • สีของเลือด มันช่างแดง แด๊ง แดง แดง แดง แดง แดง แดง ... แดง สดมาก

ภาพประกอบ: Wikipedia

เป้าหมาย

ไม่ได้ตั้งใจเขียนเป็นอนุกรมกับความตอนที่แล้ว เพียงแค่ดูคล้ายๆ จะเป็นอย่างนั้น แต่เพราะเพิ่งได้อ่านเรื่องนี้เข้า ซึ่งพาสมองผมคิดไปถึงน้องที่รู้จักคนหนึ่ง เคยทำงานด้วยกัน ใครๆ ก็หาว่าเขาเป็นคนแปลกๆ ไม่น่าคบ เห็นแก่ตัว ไร้น้ำใจ ทำอะไรก็หวังผลส่วนตัวเป็นใหญ่ ซึ่งผมได้ยินได้ฟังมาเพียงผิวเผินเท่านั้น ไม่รู้แน่ชัดว่าความรู้สึกเต็มๆ ของคนส่วนใหญ่ที่พูดอย่างนั้น แท้ที่จริงลึกๆ แล้ว พวกเขาคิดอย่างไรกันแน่

สมัยยังทำงานด้วยกัน ผมนับว่าเป็นพี่คนหนึ่งในไม่กี่คน ที่น้องคนนี้เขาคุยด้วยได้หลายๆ เรื่อง เขาว่าผมทัศนคติดี มองโลกในแง่ดี อยู่ที่ไหนก็อยู่ได้ ตรงกันข้ามกับตัวเขาเอง ซึ่งเป้าหมายชัดเจน จะไม่ยอมเสียเวลา หรือเสียโอกาส เพราะว่าความผิดพลาด (ในมุมมองของเขา) หรือข้อจำกัดของคนอื่น ไม่เด็ดขาด ถ้ามันจะทำให้เขาไปไม่ถึงดวงดาว หรือไปถึงช้ากว่าที่ตั้งใจไว้

แต่ข้อดีอย่างหนึ่งที่ผมเห็นคือ เวลาทำงาน เขาจะทำมันอย่างเต็มที่ ทำให้ผลงานออกมา ค่อนข้างน่าพอใจ ซึ่งแน่นอนว่า คนอย่างเขาก็ต้องเรียกร้องสิ่งตอบแทนที่คุ้มค่า -- ไม่ลงตัวก็ตรงคำว่าคุ้มค่าของคนให้กับคนรับนั่นละครับ ทำให้วงแตก ทางใครทางมัน

โดยส่วนตัวผมไม่เห็นว่า น้องเขาจะผิดอะไร ที่ทำตัวแปลกแยกจากสังคมแบบไทยๆ ซึ่งเชิดชูความมีน้ำใจ (แต่ปัจจุบันน้ำใจส่วนใหญ่มักไม่ใสจริง) แต่อาจเป็นเพราะค่านิยมสร้างภาพลักษณ์ ของยุคทุนนิยมประชาธิปไตย ซึ่งต้องแสดงออกให้ได้ว่า "ทำเพื่อส่วนรวม" ทั้งๆ ที่ในใจเกือบทุกคนห่วงแต่ "ผลประโยชน์ส่วนตัว" -- มันจะผิดก็ตรงนี้ละ ที่น้องเขาสร้างภาพไม่ค่อยเป็น (อาจพยายามอยู่ก็ได้) เลยแสดงออกมา ดูทื่อๆ แปลกแย่อย่างนั้น

เขียนไปเขียนมาดูเรื่อยเปื่อยเลอะเทอะ เอาเป็นว่าประเด็นของผมก็คือ ในขณะที่เราพยายามจะบอกเด็กๆ ว่า เกิดเป็นคน ต้องทะเยอทะยาน ฝันให้สูงสุด ปีนขึ้นไปคว้าดวงดาวลงมาให้ได้ แต่พอพวกเขาทำตามสิ่งที่ผู้ใหญ่บอก ด้วยการแก่งแย่ง แข่งขัน เพื่อจะไปคว้าฝันสูงๆ ของตัวเองลงมา ซึ่งแน่นอนว่าฝันสูงๆ หรือของดีๆ ที่อยู่บนยอดนั้น มีไม่เพียงพอสำหรับทุกคน พวกเรากลับพากันประนามเขาว่า "เห็นแก่ตัว ไร้น้ำใจ" ซะงั้น -- ความพอดี มันอยู่ตรงไหน

รู้สึกขัดๆ เหมือนกันนะครับ กับการพูดถึงเนื้อหาเรื่องราวชีวิตแนวมั่นๆ พุ่งเป้าสุดๆ แบบ "ฝันให้ไกล ไปให้ถึง" เช่นนี้ มันแย้งกับบุคลิกเย็นๆ เรื่อยๆ เฉื่อยๆ ของผมยังไงไม่รู้สินะ

ก่อนจบก่อนจาก ขออนุญาตแปะฝาก quote ที่ชอบ จากเรื่องที่อ่าน -- ไปละครับ สวัสดี


If one does not know to which port is sailing, no wind is favorable.” -- Seneca

“ถ้าเราไม่รู้ว่าเรือจะไปเข้าที่ท่าไหน ลมทิศไหนก็ไม่ช่วย” -- ซีนีก้า (4 ปีก่อนคริสตกาล - ค.ศ. 65, นักปราชญ์โรมัน)

Thursday, December 11, 2008

โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร

ถ้ายังจำมุข "พายอากำลังสอง" ของโน้สอุดม จากเดี่ยว 7 ได้ ผมกำลังคิดและตั้งคำถามแบบเดียวกัน ว่าไอ้วิชาความรู้มากมาย ที่เรียนกันมาผ่านบ้างตกบ้างกว่า 20 ปี คงมีไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ละมั้ง ได้นำมาใช้ทำมาหากินเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง มิหนำซ้ำส่วนใหญ่แล้ว ตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ เหมือนจะเริ่มจากศูนย์กันแทบทั้งนั้น

คำถามก็คือ หลายเรื่องหลายอย่าง จะเรียนหาพระแสงของ้าวอะไรมิทราบครับ

ดูรายการ WHAT & WHY? สถานีทีวีไทยตอนเย็นเมื่อวาน ยิ่งตอกย้ำประเด็นนี้ พิธีกรพาไปดูเบื้องหลังการทำงานของนักพากย์ และช่วงสัมภาษณ์ "พี่จูน" นักพากย์ประสบการณ์สูงกับเสียงซึ่งเราคุ้นหู พี่จูนบอกว่า ทักษะความสามารถที่สำคัญสำหรับอาชีพนักพากย์นั้น คือ ฟังเก่ง อ่านหนังสือเร็ว พูดคล่อง และแอ๊คติ้งเก่ง (จบด้านศิลปะการแสดงมาจะได้เปรียบ แต่ก็ไม่จำเป็นนัก) -- แล้วตกลงว่า "พายอากำลังสอง" นักพากย์นำไปใช้อะไรครับ

แต่ในความเป็นจริง ปัญหาสำคัญคือ น้อยคนนักที่จะค้นพบว่าตัวเองอยากทำอาชีพอะไร ตั้งแต่อายุยังน้อย ก็อีกนั่นแหละ แม้ว่าจะค้นพบ แต่ใจคนเรานะเป็นอะไรที่ dynamic สุดๆ เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา -- คนเป็นตัวแปรที่เลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว อันนี้ปัจเจกใครปัจเจกมัน

ผมเองยังคาใจว่า โครงสร้างระบบการศึกษาในปัจจุบันมันไม่เอื้อ กำหนดระยะเวลากว่าจะจบการศึกษานานเกินไปหรือเปล่า ทำให้เด็กส่วนใหญ่ใช้เป็นข้ออ้างในการประวิงเวลา (ไม่ยอมโต) เช่นว่า จบ ม.ต้น นั้นยังอีกนานโขที่จะคิดว่า จบแล้วทำอาชีพอะไรดี จบ ม.ปลาย ก็ยังอีกหลายปี ปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่เด็กจบปริญญาโทเยอะมาก หลายคนที่ผมเคยสัมภาษณ์เข้าทำงาน ยังตอบตัวเองไม่ได้เลยว่าอยากทำ หรืออยากเป็นอะไร (ประมาณว่ามีตังค์ก็เรียนไปเรื่อยๆ ไร้เป้าหมาย)

เช่นนี้ แล้วคำถามที่ผู้ใหญ่มักถามเด็กๆ ว่า "โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร" คงไม่ได้มีความหมายอะไร นอกไปจากถามกันเล่นสนุกๆ ด้วยความเอ็นดู หรือเพียงแค่อยากได้ยินคำตอบน่ารักๆ ของเด็กๆ เท่านั้น

ภาพประกอบ: Picturebook

Wednesday, December 10, 2008

BOY A

ดูหนังฟอร์มเล็ก Boy A ที่สร้างจากนวนิยายชื่อเดียวกันของนักเขียนชาวอังกฤษชื่อ Jonathan Trigell

Tagline: Who Decides Who Gets A Second Chance?

เนื้อเรื่องมันช่างโหดร้ายมากสำหรับพระเอก ชีวิตปกติตั้งแต่วัยเด็กชั้นประถมของ Eric Wilson (หรือ Jack Burridge) จนถึงอายุ 20 กว่าปีของเขาสูญหายไป เพราะต้องชดใช้กรรมในเรือนจำ ข้อหาฆ่าคนตาย พอออกมาสู่โลกภายนอก ซึ่งตั้งคำถาม ระแวง สงสัย และไม่ค่อยจะให้โอกาสกับคนที่ออกจากคุก เขาจึงจำเป็นต้องลืมอดีต และกลายเป็นคนใหม่ พาตัวเองไปสู่สังคมใหม่

แต่ความจริงก็คือความจริง เมื่อมันปรากฏ ยิ่งไม่ใช่จากปากและยืดอกยอมรับด้วยตัว Jack เอง ยิ่งทำให้คนที่เคยยอมรับเขา ทั้งนายจ้าง ทั้งเพื่อน ทั้งคนรัก กลับเปลี่ยนไป ประกอบกับอดีตที่ไม่เคยจางหายไปจากความทรงจำ และด้วยสูญญากาศของชีวิต ซึ่งทำให้ขาดประสบการณ์เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่ง -- Jack จึงตัดสินใจกลับมาเป็น Eric คนเดิม แต่เลือกฆ่าตัวตายหนีปัญหาซะ

ผมคิดว่า ปัญหาของ Jack มันหนักหนาเกินกว่าจะตัดสินว่า ที่เขาฆ่าตัวตายนั้น ผิดหรือว่าถูก

"โลกโหดร้ายเสมอ สำหรับคนอ่อนแอ"

ภาพประกอบ: MovieWeb

ในกล่องของขวัญ

10 ธันวาคม นอกจากจะเป็นวันรัฐธรรมนูญแล้ว ยังเกี่ยวข้องกับชีวิตการทำงานกว่า 10 ปีที่ผ่านมา เพราะเป็นวันคล้ายวันเกิดของหัวหน้าผมเอง สิบปีไม่เคยพิเศษ แต่ปีนี้พิเศษเพราะผม "ตั้งใจ" มอบของขวัญวันเกิดให้หัวหน้า ซึ่งเรื่องนี้ต้องเล่า เพราะมันมีที่มา...

คนที่รู้จักกันคงไม่ต้องบอกก็รู้ว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ผมแทบจะไม่เคย "ตั้งใจ" ให้ของขวัญวันเกิดแฮ้ปปี้เบิร์ธเดย์ (HBD) กับใครมาก่อนเลย (ยกเว้นแม่ เมีย และลูก) ด้วยความเฉยห่าม ที่ไม่เคยเชื่อในจีรังยั่งยืนของความรู้สึกดีๆ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้จากของขวัญเพียงปีละชิ้น โดยละเลยไม่เคยใส่ใจอีก 364 วันที่เหลือ

ไม่ชอบคำว่า "นาย" ไม่ชอบคำว่า "หัวหน้า" ด้วย ขออนุญาตใช้คำว่า "ลูกพี่" ละกัน เพราะเรียกพี่ทุกครั้ง

เป็นลูกพี่ลูกน้องกันมาเกือบสิบปี คุยกันแบบสองต่อสองนับครั้งได้ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ก็อย่างที่บอกว่า ไม่มีใครหรอกที่ใช่ศาสดา ดีชั่วย่อมปะปน ผมได้เฝ้ามองในสิ่งที่ลูกพี่ทำ ตั้งคำถามที่ขัดแย้ง บ้างได้คำตอบ บ้างไม่ได้คำตอบ ซึ่งคำตอบก็ไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการมากที่สุด พี่แกเป็นโจทย์ เป็นปุจฉา เป็นตัวอย่าง นั่นละคุณค่าที่ผมดื่มด่ำ ("...พร้อมดื่ม..." จึงมีที่มา)

"เวลา" มีส่วนแต่ไม่เสมอไป กับรู้สึกดีๆ ระหว่างความสัมพันธ์ของคนเรา เสี้ยววินาทีแห่งคุณค่า แฝงตัวอยู่ในหลายสิบปีของชีวิตที่เจ็บปวดเสมอ แล้วเราจะกล่าวได้เต็มปากอย่างนั้นหรือว่า เวลาซึ่งรอคอยมากว่าสิบปีนั้นสูญเปล่า อยู่ที่เราเองต่างหากว่า ค้นเจอวินาทีที่ว่านั้นหรือไม่

ผมก็ยังเป็นผม ไม่ใช่คนเริ่มคิดจะห่อของขวัญให้ใคร เป็นเมียผมต่างหาก เพราะว่าผู้หญิงเป็นเพศที่มี sense เรื่องแบบนี้ดีกว่า แต่ผมก็แอบใส่อีกหนึ่งสิ่งลงไปในกล่อง ตอนที่นำไปยื่นให้พี่ด้วย

ขอบคุณจากใจจริง...

HBD ครับ

Home School 2

เคยเขียนถึง Home School วันนี้เขียนอีก เพราะอ่านข่าวมติชนเช้านี้ ขออนุญาตยกมาแปะ เพื่อเตือนสติตัวเองในฐานะที่เป็นพ่อคน ให้ตระหนักว่า

"Education is life การศึกษาคือ ชีวิต จึงต้องมีสมดุลระหว่างวิชากับชีวิต"

เผยข้อดีของ"โรงเรียนทางเลือก" เน้นสมดุลระหว่าง "ชีวิต-วิชาการ"

การปฏิรูปโรงเรียนในระบบ เป็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงกระบวนการค่อนข้างน้อย แต่เปลี่ยนแปลงวิธีการมากขึ้น จะมีครูดีๆในระบบเกิดขึ้นมากมายที่คิดริเริ่มเปลี่ยนวิธีการ แต่ก็ยังต้องอยู่ในกระบวนการที่เป็นระบบเดิม ส่วนโรงเรียนทางเลือกจะอยู่ในกรอบเพียงหลักการ ที่เปลี่ยนมากคือ กระบวนการ คือออกจากกรอบที่โรงเรียนในระบบถูกขังเอาไว้ เช่น ไม่จัดการเรียนตามตารางสอนที่แยกเป็นวิชาๆ อย่างตายตัว แล้วสร้างวิธีการเรียนรู้ที่หลากหลาย เช่น การยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง วิธีการพหุปัญญา เป็นต้น โดยยังอยู่ในหลักของการศึกษาขั้นพื้นฐาน

โรงเรียนทางเลือกพยายามต่อสู้ให้มีความสมดุลระหว่างชีวิตกับวิชา แต่ระบบการศึกษาของไทยยังโน้มเอียงสอนแต่วิชา จนทำให้เด็กสูญเสียการเรียนรู้การใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ระดับปฐมวัยยังเอาชีวิตเป็นตัวตั้ง จึงรอดพ้นจากการครอบงำของวิชา แต่น่าเศร้าที่พอขึ้นชั้นประถม วิชาก็เข้ามาเกี่ยวข้อง วิชายังแบ่งออกเป็นวิชาย่อยๆ มีกลุ่มสาระหลัก มีกลุ่มวิชาย่อย ยิ่งพอขึ้นมัธยมฯวิชายิ่งมาครอบงำชีวิต เด็กที่น่าสงสารถูกวิชาครอบงำเต็มตัว ชีวิตได้หายไปแล้ววิชาเข้ามาแทนที่ เกิดความเครียดต่างๆ เพราะแต่ละวิชามีตัวชี้วัด มีมาตรฐานเป็นตัวบ่งชี้ ชีวิตที่แจ่มใสสดชื่นได้หายไป ชีวิตถูกตัวเลขเกรดเฉลี่ยเป็นตัววัดค่า ใครได้เกรด 1.5 ถูกปั๊มที่หน้าผากว่า แย่มาก ใครได้ที่ 34 จาก 40 ชีวิตไปอยู่ปลาย ยิ่งเด็กมัธยมปลาย ชีวิตสูญหายไปครึ่งหนึ่ง เพราะกวดวิชาๆ เสาร์-อาทิตย์ไม่ได้เงยหน้าอ้าปาก แม่เที่ยวพาส่งเรียนพิเศษเพิ่ม

ลูกคิดเคยเล่าไว้ว่า ผมค่อนข้างชอบแนวทางของโรงเรียนทางเลือก แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันกลับไม่ใช่ทางเลือกสำหรับครอบครัวเรา(และอีกหลายๆ ครอบครัว) จึงทำให้ผมกลับมาคิดถึง home school อีกครั้ง (แต่ก็ไม่เคยมีความหวัง) ในแง่ของความเป็นไปได้

คำถาม (ประสาคนชอบคิด ไม่ชอบทำ) คือ ลูกคนเดียว พ่อหนึ่งคน กับแม่อีกหนึ่งคน สอนลูกเองไม่ได้เชียวหรือ

Friday, December 05, 2008

พ่อกับลูก

ร่วมสมัยกับเขาหน่อย ก็วันพ่อนี่นา

ถึงพ่อ

เคยมีช่วงเวลาสุญญากาศระหว่างผมกับพ่ออยู่หลายปี แต่เวลาซึ่งขาดหายไปนั้น กลับไม่ได้เป็นปัจจัยลบ ที่ส่งผลกระทบถึงคุณภาพความสัมพันธ์ระหว่างเรา มีโอกาสพ่อจะพร่ำสอน แต่ผมมักไม่ค่อยเชื่อเพียงแค่วาจา ผมเรียนรู้จากการกระทำ จากทุกสิ่งทุกอย่างที่พ่อเป็น

สำหรับผมแล้ว ไม่มีใครเลยที่ใช่ศาสดา พระพุทธองค์ยังบอกว่า "อย่าเชื่อสิ่งที่เราบอก จนกว่าจะได้ลองทำ และเรียนรู้ด้วยตัวเอง" ดีชั่วย่อมปะปน ผมใช้พ่อเหมือนกับที่ใช้คนอื่นๆ เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้

ผมได้อะไรจากพ่อมากมาย ทั้งที่พ่อไม่ได้ตั้งใจ และไม่รู้ตัวเลยว่า นั่นคือการให้

ระลึกถึงพ่อเสมอ ไม่ตลอดเวลา

ถึงลูก


อยากให้ลูกคิดสุขและทุกข์ด้วยสมองและจิตใจของลูกเอง แต่ไม่ว่าลูกจะสุขหรือจะทุกข์ ลูกต้องเรียนรู้ อยู่อย่างมีสติกับทุกเรื่องราวที่ผ่านเข้ามา ยิ้ม หัวเราะ ร้องไห้ ดีใจ เสียใจ เป็นเรื่องปกติของทุกชีวิต ขอเพียงมีสติเท่านั้น

ปลดปล่อยความคิดออกจากทุกพันธนาการให้ได้มากที่สุด เพราะทั้งหมดทั้งปวง คือสมมุติทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่ความรัก ความผูกพันของพ่อกับลูก

สำหรับในวัยอย่างลูกคิด เวลาคือต้นทุนที่สำคัญที่สุด สำหรับการเรียนรู้

รักลูกเป็นประจำ ทำและไม่ทำ เพื่อลูก

Thursday, December 04, 2008

อิจฉา อยาก เปรียบ

ผมดื่มกาแฟเป็นมื้อเช้ามาเกือบยี่สิบปี และเกือบสองปีที่ผ่านมา ก็ดื่มแต่ NESCAFE' GOLD ALL'ITALIANA อย่างเดียวเลย แต่ระยะหลัง ทำไมกลิ่นที่เคยหอมกรุ่นคุ้นนาสิก มันไม่หอมหวลชวนหลงใหลเหมือนในวันแรกๆ

จนเมื่อเลิกลากันไป 1 สัปดาห์ (หมดแล้วไม่ได้รีบดิ้นรนหาซื้อ) ผมซื้อพวกคอฟฟี่มิกซ์ 3-in-1 มาดื่มแทน ซึ่งก็รู้สึก(แปลก)ดีเพียงแก้วแรก จากนั้นก็โหยหาความหอมหวลเดิมๆ สุดท้ายก็จำต้องหันกลับไปหา ALL'ITALIANA เหมือนเดิม -- ซึ้งแล้วละครับว่า ความเคยชินกับสิ่งที่มี ทำให้มองข้ามคุณค่าของสิ่งนั้นไปจริงๆ

หลายปีก่อน
"อยากมีบ้านเป็นของตัวเองจัง ทาวน์เฮ้าส์หลังเล็กๆ ก็ได้ ดีกว่าเช่าเค้าอยู่อย่างนี้"

หลายเดือนก่อน
"อิจฉาบ้านเดี่ยวหลังนั้นจัง เค้ามีสวนไม้ดอกสวยๆ มีสนามหญ้า มีชิงช้า มีพื้นที่ปลูกต้นไม้รอบบ้าน"

หลายสัปดาห์ก่อน
"แม่ขา หนูอยากเอาน่องไก่ กับผลไม้ ไปทานที่โรงเรียนเหมือนเพื่อนบ้างอะค่ะ"

หลายวันก่อน
"แม่ขา หนูอยากเอาองุ่น กับแอปเปิ้ล ไปทานที่โรงเรียนเหมือนเพื่อนบ้างอะค่ะ"

หลายชั่วโมงก่อน
"น้องมันจะแต่งงาน ได้สินสอดเยอะกว่าเราอีก (รู้สึกแปลกแย่)"


ขออนุญาตแนะนำให้เปรียบเทียบ อิจฉา และอยากเป็นอยากมีเหมือนพวกเขา


แต่มาคิดๆ ดูแล้ว ข้อเขียนของผมอันนี้ ดูจะเป็นการริดรอนอิสรภาพทางความคิดของผู้อื่นอย่างร้ายกาจ

คนเราทุกคน ควรมีอิสรภาพทางความคิดอย่างไม่จำกัด แม้จะเป็นด้านลบ คิดแล้วเป็นทุกข์ก็ตาม เพราะนั่นละคือชีวิตและการเรียนรู้ -- มนุษย์ไม่เคยหยุดปรุงแต่ง