Thursday, December 31, 2009

จันทร์

ที่จริงพระจันทร์ก็เต็มดวงทุกวันอยู่แล้ว แต่ค่ำคืนนี้ จันทร์สวยนวล ชวนให้ต้องคว้ากล้องมาเก็บภาพไว้

Tuesday, December 29, 2009

วันนั้น...วันนี้...วันไหน

เป็นอย่างที่หลายคนพูดไว้จริงๆ ว่า เวลาแห่งความสุขมันช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว เผลอแป๊บเดียวลูกคิดก็ 5 ขวบแล้ว ภาพในวันแรกที่ลูกคิดลืมตามาดูโลกใบนี้ ยังชัดเจนอยู่ในความทรงจำของพ่อไม่ลางเลือน


วันนั้น...


...วันนี้...

และ

...วันไหน


คงอีกไม่นาน จะทำอะไรก็รีบทำซะวันนี้เลย

Sunday, December 20, 2009

Life Exam

[ปล่้อยของ]

...

ถ้าต้องตอบโจทย์ของชีวิต เพื่อตัวเรา ด้วยตัวเราเอง คำถามจะเป็นแบบ "อัตนัย"

คำตอบก็ บรรยายไปเถอะครับพี่น้อง

...

ถ้าต้องตอบโจทย์ของชีวิต ด้วยตัวเรา แต่เพื่อคนอื่น คำถามจะเป็นแบบ "ปรนัย"

คำตอบมีเพียง "ใช่" หรือ "ไม่"

Saturday, December 19, 2009

ประเด็นจากข่าวเกี่ยวกับ "วัฒนธรรม"

ในห้องเรียนผู้บริหารของบริษัทฯ อาจารย์ถามว่า "วัฒนธรรมองค์กร" ของพวกคุณคืออะไร

(เงียบกริบ) เครื่องหมายคำถาม ? กระจายเต็มห้อง

...

อ่านข่าวเช้าวันนี้ มีประเด็นน่าคิดเกี่ยวกับนิยามของคำว่า "วัฒนธรรม"

จาก การสำรวจตรวจสอบข้อความในเว็บเพจของกลุ่ม "We′re sick of Minister of Culture in Thailand" สิ่งที่น่าสนใจจริง ๆ ซึ่งปรากฏผ่านการจัดตั้งกลุ่มต่อต้านกระทรวงวัฒนธรรมผ่านเครือข่ายทางสังคม ออนไลน์อย่างเว็บไซต์เฟซบุ๊ก จึงน่าจะเป็น เรื่องราวของการที่ผู้คนจำนวนหนึ่งพยายามตั้งคำถามเกี่ยวกับอำนาจในการนิยาม ความหมายของคำว่า "วัฒนธรรม" ซึ่งตามความเห็นของพวกเขา อำนาจดังกล่าวไม่ควรถูกผูกขาดโดยรัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว หากควรถูกร่วมนิยามโดยผู้คนที่มีสิทธิเสรีภาพด้วย


กระทรวงวัฒนธรรมจึงควรพิจารณาถึงปัจจัยแห่งการถือกำเนิดขึ้นมาของกลุ่มดังกล่าวให้ละเอียดถี่ถ้วน และถ้าหาก "วัฒนธรรม" หมายถึงวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนอันแตกต่างหลากหลาย "ความเจริญงอกงาม" ของคนกลุ่มหนึ่งก็อาจมีความหมายที่แตกต่าง/ตรงกันข้ามในโลกทัศน์ของคน อีกกลุ่มได้เช่นกัน


ดังนั้น วัฒนธรรมและการต่อต้านจึงไม่ใช่สองสิ่งที่มีความแปลกปลอมต่อกันแต่ประการใด


ที่มา: มติชนออนไลน์ (ข่าววันที่ 18 ธันวาคม 2552 "กลุ่มเบื่อหน่ายกระทรวงวัฒนธรรมในเฟซบุ๊ก: ว่าด้วยวัฒนธรรมและการต่อต้านในสังคมไทย")


ลิงก์เกี่ยวข้อง:

Wednesday, December 16, 2009

Misery Index

ศัพท์เศรษฐศาสตร์วันละคำวันนี้เสนอคำว่า Misery Index





เพิ่งรู้จัก ไม่เข้าใจความหมาย และไม่ทราบวัตถุประสงค์ของ Misery Index แต่ขอจดไว้ก่อน เผื่อมีโอกาสกลับมาทำความเข้าใจ

ที่มา: 2009 Tax Misery & Reform Index/Forbes

Wednesday, December 09, 2009

บันทึกรัก

เมื่อค่ำวานนี้ สาวน้อยบอกรัก "อิ่มเอมใจ" -- เพียงแค่นี้แหละคนเป็นพ่อเป็นแม่


การ์ดวันพ่อ

Tuesday, December 08, 2009

บันทึกสุขภาพ 2552

รายงานการตรวจสุขภาพ ประจำปีนี้ (เมื่อวันที่ 12 พ.ย.) -- บันทึกเอาไว้เผื่อเอกสารหาย


การตรวจร่างกาย (Physical Examination)


ส่วนสูง (Height): 170 ซม.(cm.)
น้ำหนัก (Weight): 63.1 กก.(kg.)
Body Mass Index (BMI): 21.8

สายตา (Vision): ขณะใส่แว่น
ขวา(R) 20/20
ซ้าย(L) 20/20 -1

ตาบอดสี (Color blindness): ปกติ (Normal)
ความดันโลหิด (Blood Pressure): 121/72 มม.ปรอท(mm.Hg)
ชีพจร (Pulse rate): 78 ครั้งต่อนาที (beat per minute)
การตรวจร่างกาย (Physical examination):
*พบตาเป็นต้อลม 2 ข้าง ควรหลีกเลี่ยงฝุ่น ควัน แดด ลม ถ้ามีอาการเคืองตามาก ควรปรึกษาแพทย์


โลหิตวิทยา (Hematology)


ความเข้มข้นของเลือดปกติ ไม่มีภาวะโลหิตจาง

จำนวนเม็ดเลือดขาวอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ลักษณะเม็ดเลือดแดงปกติ

ปริมาณเกล็ดเลือดปกติ


สารเคมีในเลือด (Blood Chemistry)


น้ำตาลในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ

*ไขมันโคเลสเตอรอล สูงเล็กน้อย (212 mg/dl) ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณไขมันสูงจำพวก ไข่แดง นม เนย กะทิ ปลาหมึก หอยนางรม เครื่องในสัตว์ ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ตรวจโคเลสเตอรอล ซ้ำใน 3-6 เดือน

ไขมันไตรกรีเซอไรต์ในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ไขมันชนิดดี (HDL) อยู่ในเกณฑ์ปกติ

**ไขมันชนิดไม่ดี (LDL) สูงกว่าปกติ (139.6 mg/dl) เป็นปัจจัยเสี่ยงหลักต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณไขมันสูงจำพวก ไข่แดง นม เนย กะทิ ปลาหมึก หอยนางรม เครื่องในสัตว์ ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ตรวจซ้ำใน 3-6 เดือน


กรดยูริกในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ผลการตรวจการทำงานของไตได้ผลปกติ

เอ็นไซม์ที่แสดงถึงพยาธิสภาพของตับอยู่ในเกณฑ์ปกติ


การวิเคราะห์ปัสสาวะ (Urine Analysis)


*พบสารและ/หรือเซลที่เป็นผลจากปฏิกิริยาการอักเสบในน้ำปัสสาวะ อาจเกิดจากการเก็บปัสสาวะส่งตรวจไม่สะอาด มีการอักเสบของทางเดินปัสสาวะหรืออื่นๆ ควรดื่มน้ำสะอาดมากๆ และตรวจปัสสาวะซ้ำในอีก 2-3 สัปดาห์


คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)


*พบลักษณะของหัวใจโตทั้งห้องซ้ายบนและห้องขวาบน แนะนำควรปรึกษาอายุรแพทย์โรคหัวใจ เพื่อติดตามและทำการรักษา


เอ็กซเรย์ทรวงอก (Chest X-ray)


อยู่ในเกณฑ์ปกติ

Tuesday, November 24, 2009

บันทึกธรรม 2

เรื่องเย็นซึ่งกำลังร้อน กันลืมเลยต้องรีบบันทึก เกี่ยวกับวิธีการฝึก "ดูจิต"

กลับมาแล้ว เพิ่งได้อ่าน เรื่องจากปก บ้านอารีย์ วารสารธรรมะ..แบ่งปัน ฉบับที่ ๔๔ -- หลานปู่ กับ เด็กข้างบ้าน (หน้า 3)

ข้อความเหล่านี้ที่ยกมา ช่วยขยายความหลักคำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์ ซึ่งผมสรุปไว้ในตอนท้ายของบันทึกที่แล้ว


ระหว่างหลานปู่กับเด็กข้างบ้าน มีความแตกต่างกันตรงที่
เราจะคิดว่าหลานปู่นี้เป็นของเรา แต่เด็กข้างบ้านจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรา
หรือพูดง่ายๆ ว่า ไม่มีเราเป็นเจ้าข้าวเจ้าของในนั้น
หากใช้มุมนี้มาเทียบเคียงกับการดูจิต ก็น่าจะเกิดประโยชน์
ทำให้เห็นได้ว่า จิตนี้ไม่ใช่เรา



"ให้ดูจิตเหมือนเด็กข้างบ้าน ที่เราไม่มีส่วนได้ส่วนเสียนะ"

ดูเฉยๆ อย่างไม่มีส่วนได้ ส่วนเสีย ไม่ต้องเข้าไปแทรกแซง ดัดแปลง ควบคุม ปล่อยให้จิตแสดงธรรมชาติของมัน เหมือนเด็กไร้เดียงสาที่แสดงธรรมชาติของตัวเอง โดยไม่เสแสร้ง



"โทสะ" ก็เป็นกิเลสอย่างหนึ่งที่จิตเข้าไปรู้..มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ตามเหตุ ปัจจัย...

ดูโทสะเหมือนเด็กข้างบ้าน ไม่ใช่หลานรักของปู่
เมื่อโทสะเกิดให้รู้ แค่คอยตามดู
ไม่ต้องไปอยากให้มันหายโกรธ ไม่จำเป็นต้องไปบังคับให้มันหยุดโกรธ
รู้อย่างที่มันเป็น...ดูธรรมชาติของมันด้วยใจที่เป็นกลาง
แล้วจะเห็นมันเกิด-ดับเอง โดยที่เราไม่ได้ไปทำอะไรกับมันเลย
มันเกิดเพราะมีเหตุ...หมดเหตุ มันก็ดับ...แค่นั้นเอง
ตามรู้ ตามดูไปเรื่อยๆ จนเห็นว่าไม่มีความเป็นเราในโทสะเหล่านั้น



"ความโกรธ" มันไม่น่ากลัวเท่าไหร่...แต่เมื่อไรที่ "เราโกรธ" นี่สิ...ค่อยน่ากลัวจริงๆ

Monday, November 23, 2009

บันทึกธรรม

ร้อยวันพันปีจะได้มีโอกาสนั่งฟังธรรมเทศนาสดๆ กับใครเค้าซักครั้งหนึ่ง ถ้าไม่ใช่เพราะเมียขอร้องให้พาไป เมื่อวานเป็นวันหยุด ผมคงซุกอุ่นอยู่แต่ในบ้านเหมือนเดิม ถือคติ... "รู้โลกก็รู้ธรรม"

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช พระอาจารย์ชื่อดัง ซึ่งขึ้นชื่อเรื่อง "ดูจิต...ด้วยความรู้สึกตัว" ท่านเมตตามาแสดงธรรมให้พุทธศาสนิกชนที่สนใจ เข้าร่วมรับฟังที่บ้านอารีย์ แน่นอนว่านายหญิงผมไม่อยากพลาด เพราะติดตามผลงานของหลวงพ่อปราโมทย์ทั้งจากหนังสือ และจากวิดีโอคลิปทางอินเทอร์เน็ต แล้วรู้สึกว่าแนวทางนี้ละ ใช่เลย

พลอยฟ้าพลอยฝนกันทั้งผมและลูกคิด จำต้องหอบหิ้วพากันไปตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าวันอาทิตย์ ซึ่งอากาศค่อนข้างเย็น

...

เพราะว่าประสบการณ์อย่างนี้ มีไม่ค่อยบ่อยนัก ขอบันทึกธรรมเอาไว้หน่อยครับ

  • อินเทอร์เน็ตช่วยให้ธรรมะเข้าถึงประชาชนได้ง่ายขึ้นมากจริงๆ แบบนี้เรียก ธรรมาภิวัฒน์ ? (ติดตามข่าวสารบ้านอารีย์ได้จาก @baanaree) -- ครอบครัวผมเข้าไปนั่งฟังธรรม อยู่ในห้องเครื่องที่ใช้ถ่ายทอดสอดผ่านอินเทอร์เน็ตด้วยล่ะ
  • ประโยชน์ที่เกิดจากการเข้าถึงธรรมะได้ง่ายขึ้นนั้น จะมากหรือน้อย ปัจจัยหลักอยู่ที่ตัวผู้รับเอง แต่น่าจะเป็นไปตามหลักของยุค 2.0 -- ปริมาณมากไว้ก่อน แล้วคุณภาพจะตามมา (ผู้คนล้นหลามมากมาย ประมาณว่าน่าจะเกินพันคน)
  • สำหรับพี่ไทยแล้ว งานไหนงานนั้น มุมไหนตั้งโต๊ะแจกของ เป็นต้องอลหม่าน งานนี้มีหนังสือประมวลธรรมเทศนาของหลวงพ่อฯ (เล่มหนามาก) มาแจก บางคนมาคนเดียวแต่ขอสอง เอาไปฝากญาติโยมที่บ้านอีกต่างหาก
  • ช่วงส่งการบ้าน (ใครเคยฟังวีซีดีของหลวงพ่อจะรู้ดีว่าส่งการบ้านก็คือ ได้สิทธิ์จากการจับฉลาก เพื่อถามข้อสงสัยกับหลวงพ่อ) หลวงพ่อท่านบอกว่า "...ภรรยาเป็นคนๆ เดียวที่สามีไม่อยากจะสอนหรือแนะนำอะไร เพราะถ้าสอนหรือแนะนำเมื่อไหร่ เป็นได้ทะเลาะกันทุกครั้ง..." เล่นเอาเมียหันหลังมามองหน้าผม ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ -- โดนใจละสิเจ๊



ผมจับหลักจากคำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์ได้ประมาณนี้

แค่เฝ้าดู ให้รู้ว่าจิตเป็นอย่างไรอยู่ ไม่กด ไม่คาดหวัง ไม่ทั้งอยากและไม่อยาก เพียงแค่รู้ตัว เพียงแค่ติดตาม เพียงเท่านี้ ฝึกบ่อยๆ ฝึกตลอดเวลา แต่ไม่จำเป็นต้องตั้งเป้าหมายว่าฝึกแล้วจะได้อะไร

Thursday, November 12, 2009

ใฝ่ต่ำ

ปีนี้เกือบทั้งปี งานและชีวิต เหนื่อยเลยเฉื่อย แรงจูงใจหดหาย แต่ความรับผิดชอบยังคงอยู่

อาจเป็นเพราะย่างเข้าสู่วัยชรา ร่างกายอ่อนล้า จิตใจก็พาลอ่อนแรงตาม ?

...

บ่นให้ฟัง จนเมียเบื่อ หลุดปากออกมาว่า

"ก็พ่อเป็นคนไม่ทะเยอทะยาน ไม่มักใหญ่ใฝ่สูง เลยทำให้รู้สึกเหนื่อย ลองดู...สิ นั่นตรงกันข้ามกับพ่อเลย เขาทะเยอทะยาน ทำให้กระตือรือร้น ทำงานหนักยังไงก็ไม่รู้สึกเหนื่อย"


เหมือนจะถูกตำหนิ ผมไม่ได้โกรธ เพราะสิ่งที่เมียพูดเป็นความจริง -- สังคมแห่งทุนเรียกว่า "ใฝ่ต่ำ" รึเปล่า

หรือผมคิดแต่ใฝ่หา ความสุขราคาถูก


ที่บึงใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งมีอายุอยู่คู่บ้านคู่เมืองแห่งนั้นมาเป็นระยะเวลาหลายร้อยปี

มีตาแก่คนหนึ่ง แต่งชุดดูมอซอ และหน้าตาเปี่ยมด้วยความสุขคนหนึ่ง นั่งตกปลาอยู่ ณ ที่นั่นตั้งแต่เช้าจนถึงเย็น

ระหว่างที่เขานั่งผิวปากตกปลาอยู่อย่างสบายใจนั้น ก็ได้มีเศรษฐีพอมีอายุคนหนึ่งขับรถเบนซ์มาจอดใกล้ ๆ บริเวณเดียวกับเขา

ชายแก่หันไปมอง ก็ได้เห็นเศรษฐีเดินมาพร้อมกับอุปกรณ์ตกปลาที่แพงระยิบ พร้อมกับนั่งลงข้าง ๆ ชายแก่ผู้นั้น

เศรษฐีสูงวัยคนดังกล่าวนังจิบเบียร์อย่างสบายใจ ชายแก่หันไปมองแล้วยิ้มให้กับเศรษฐีรายนั้น

เศรษฐีรายนั้นยิ้มตอบกลับอย่างฝืนใจเต็มที อย่างไรก็ตามเขาก็ยังมีแก่ใจเริ่มต้นบทสนทนากับชายแก่ในเวลาต่อมา

"ตกปลามานานหรือยัง ?"

"ทั้งชีวิตครับ"

"เป็นไง รายได้ดีมั้ย" - "มีความสุขมากครับ"

"เฮ้ย ไอ้นี่ อั๊วถามว่ารายได้ดีมั้ย ไม่ใช่มีความสุขมั้ย" - "ขอโทษเถอะครับ ผมตกเบ็ดเพื่อหาปลาครับ ไม่ใช่เพื่อหารายได้"

"บ๊ะ ยังไงกัน แกไม่รู้จักเอาปลาไปขายเอาเงินบ้างหรือ ?" - "เอาไปทำไมครับเงิน"

"อ้าว มีเงินแล้วก็มีความสุขสิวะ" - "ทำไมต้องมีเงินแล้วมีความสุขครับ"

"อ้าว เฮ้ย ชักพูดไม่รู้เรื่องแล้วเรียนหนังสือมาบ้างรึปล่าวน่ะ คนเราเนี่ยนะ ถ้ามีเงินมาก ๆ อยากได้ความสุขยังไง เงินก็เนรมิตให้ได้"

"ผมไม่เห็นต้องรอให้เงินมาเนรมิตเลยครับ"

"หมายความว่าไง" - "ก็ผมมีความสุขกับการตกปลาอยู่ทุกวันแล้ว"

ชายแก่หน้าตาซื่อ ๆ ตอบไปตามความจริง เมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งไป แกจึงยิงคำถามกลับไปบ้าง

"แล้วคุณนน่ะ ไปไงมาไงถึงได้มาตกปลาหละ" - "ผมอยากมีความสุขน่ะสิ ถึงได้มาตกปลาใกล้ ๆ คุณนี่ไง"

"แล้วก่อนหน้านั้น คุณไปอยู่ไหนมา ไปเสียเวลาอยู่ที่ไหน จึงมาตกปลาเอาอายุปูนนี้"

"ผม ก็ทำธุรกิจไง สะสมเงินทองให้มากที่สุด ผมใช้เวลาราว 20 ปี เพื่อที่จะมีเงิน 30-40 ล้านเหมือนทุกวันนี้ ตอนนี้ธุรกิจผมมั่นคงแล้ว ผมก็ให้ลูก ๆ เขาทำกันต่อ ส่วนผม หลังจากนี้ไปก็จะใช้เวลาหาความสุขอย่างเต็มที่ ด้วยการมานั่งตกปลาเงียบ ๆ อย่างที่ผมฝันมานานแสนนานนี่ไง"

"โอ้โฮ แม่เจ้าเว้ย เพื่อที่จะมีความสุขเนี่ย คุณต้องเสียเวลาเก็บเงินเป็นสิบ ๆ ปีเลยหรอ ผมไม่เห็นต้องทำอย่างงั้นเลย วันไหนผมว่าง ผมก็มานั่งตกปลา ไม่เห็นต้องหาเงินเป็นร้อยล้านก่อนเลยถึงจะมาตกปลาอย่างมีความสุข"

"!!!?"


ผมทำงานหาเงินมาตลอด 20 กว่าปี เสี่ยงโชคเป็นบางครั้ง ณ วันนี้ยังมีเงินเก็บไม่ถึงล้านบาท (คงต้องทำต่อไปจนตายละครับ) ชีวิตที่ผ่านมา อาศัยเสพสุขและทุกข์ตามเบี้ยบ้ายรายทางเอา ประสบการณ์จากอดีตบ่อยครั้งถูกสำรอกออกมาเป็นน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต ให้ยังคงเดินหน้าต่อไป

จะเรียกว่าใฝ่ต้อย ใฝ่ต่ำ หรือใฝ่อะไรก็ตามเถอะ แต่ผมน่ะใฝ่แบบเดียวกับตาแก่ตกปลาในเรื่องเล่าความสุขราคาถูก (จากหนังสือธรรมะพารวย/ว.วชิรเมธี ผ่านบล็อก iL bLog Di CaLciOoooo...) ที่ยกมาข้างบนนั่นแหละ -- ซึ่งก็ได้แค่ใฝ่ แต่ในความเป็นจริง แทบจะยังทำไม่ได้เลยซักนิดเดียว

...

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าผมใฝ่อะไร แต่มันอยู่ที่ว่าใฝ่แล้วอย่าทำให้ใคร (รวมทั้งตัวเอง) ต้องรู้สึกอึดอัดและเดือดร้อนนั่นต่างหาก

Saturday, October 31, 2009

Simplicity is Complicated

เห็นประโยค Simplicity is Complicated ผ่านทวีตของ @justinvincent ทำให้สมองเกิดอาการ "คิดชีวิต" ขึ้นมาอีกแล้ว

"ลดรายละเอียดในชีวิต" -- ย้ำคิด คิดย้ำๆ แต่ไม่ค่อยเป็นรูปธรรม (ทำ) ซักเท่าไหร่นัก

When you were born, you were crying and people around you were smiling. Live your life so that when you die, you are smiling and people around you .. crying.

คติประจำใจของ ผศ.ดร.ปรีชาพร สุวัฒโนดม ข้างบน กลับทำให้ผมนึกถึงคนใกล้ตัว ... พ่อ


เท่าที่ทราบ พ่อมีลูกทั้งหมด 7 คน จากไป 1 เหลืออยู่ 6 ลูกทุกคนเรียนจบ ทำงาน และมีครอบครัวกันหมดแล้ว แต่ ณ วันนี้พ่อยังคงทำงานเป็นโฟร์แมนก่อสร้างสูงวัย (เลยเกษียณ) โยกย้ายที่ซุกหัวนอนไปตามไซต์งานไม่รู้จบ แต่ละวันต้องขับรถตะเวนไปทั่ว บางวันเป็นร้อยๆ กิโลเมตร เพียงลำพัง พ่อว่างเมื่อไหร่ จะแวะมาเล่นกับฝูงหลานตัวน้อย 4-5 คน บ้านโน้นทีบ้านนี้ที มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะทุกครั้งที่พบเจอกัน

ไม่เคยได้ยินพ่อบ่นว่าเหนื่อยเลยซักครั้งเดียว แม้ในยามเจ็บไข้ได้ป่วย พ่อก็ซมซานพาสังขารไปหาหมอด้วยตัวเอง ไม่โทรบอกใครให้เป็นกังวล แต่กลับเป็นพ่อที่คอยโทรหาลูกทั้ง 6 คน ถามสารทุกข์สุกดิบด้วยความเป็นห่วงอยู่เสมอ

สาเหตุที่พ่อไม่ยอมเลิกทำงาน เพราะว่าพ่อไม่อยากเป็นภาระของลูกๆ ผมเชื่ออย่างนั้น พ่อไม่เคยบอกใคร

ในวันที่พ่อจะต้องจากโลกนี้ไป you are smiling and people around you .. crying.

วันนึงผมจะแข็งแกร่งให้ได้ซักครึ่งหนึ่งของพ่อ ผมสัญญา

...

"ชีวิตที่เรียบง่ายกับชีวิตที่ยุ่งยากนั้น ไม่ได้แตกต่างกันเลย"


ภาพประกอบ: Scarfinger

Monday, October 26, 2009

Que Sera Sera

ตั้งชื่อเรื่องโหนกระแสหนังโฆษณาที่กำลังเป็นทอล์คฯ เผื่อว่าบล็อกจะดังกับเขาบ้าง

...

จริงๆ แล้ว ถ้อยคำแห่งชีวิต "Let It Be" ฝังอยู่ในสมองของผม (รวมทั้งอีกหลายๆ คน) นานแล้ว ชอบเพลงครับ (เวอร์ชั่นภาษาไทยก็ "ให้มันเป็นไป" ของอัสนี-วสันต์ โชติกุล) ทำให้จำฝังแน่น แค้นฝังหุ่น

ทำเรื่องยากให้เป็นคำง่าย -- คนซึ่งชีวิตกำลังยาก ต้องพยายามหาคำง่าย เพื่อช่วยให้ผ่านพ้นมันและยืนหยัดสู้ต่อไปได้ด้วยตัวเอง ผ่านไปได้ไม่ใช่เซียนหรอก แต่ถ้าผ่านไปไม่ได้สิครับ ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร แต่ที่แน่ๆ คือ เศร้า

...

ใครเคยผ่านชีวิตคู่หรือกำลังใช้ชีวิตคู่ คงจะเคยหรือกำลังผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก ในการปรับตัวอยู่ร่วมกับคนที่เราเลือก เพื่อให้ win-win (คำนี้ละง่ายดี ไม่ต้องอธิบายยาว) กันทั้งคู่

วันคล้ายวันเกิดของภรรยาสุดที่รักในปีนี้ ผมตั้งใจเป็นอย่างยิ่งว่า อย่าทนอีกเลย... หมายความว่า อย่าอยู่ด้วยความอดทนกันอีกต่อไปเลย การดำเนินชีวิตไปวันๆ ของผม ยึดหลัก ลดรายละเอียด แต่ในเมื่อ ณ วันนี้ ไม่ใช่ชีวิตเชิงเดี่ยวแล้ว รายละเอียดบางอย่าง ลดไม่ได้ ก็เปลี่ยนความคิดตัวเราซะ เหมือนอย่างที่ใครบางคนบอกไว้ว่า "แค่เปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน"

แต่ถ้ายังเปลี่ยนความคิดไม่ได้อีกละก็

Que Sera Sera (Whatever Will Be, Will Be)



ภาพประกอบ: Spanish Translation Blog

Sunday, October 18, 2009

Eternal Sunshine of the Spotless Mind

ระหว่างที่กำลังนั่งดู Eternal Sunshine of the Spotless Mind ผมรู้สึกชื่นชมวิธีบอกเล่าเรื่องราวของความรัก (และไม่รัก) ผ่านกระบวนการไล่ลบอดีตคนรัก (นางเอก) ออกจากสมองของพระเอก

และอย่างที่หลายๆ บล็อกลงความเห็น ซึ่งผมก็เห็นด้วย ว่า Eternal Sunshine of the Spotless Mind ไม่ใช่หนังรักโรแมนติก และก็ไม่ใช่หนังวิทยาศาสตร์ -- พออ่านเจอสอง "ไม่ใช่" ก็เก็บมาคิด แล้วอะไรละที่ "ใช่"

โดนผมเต็มๆ ครับ เพราะมันใช่และใกล้เคียงตัวเองมากทีเดียว (หลายๆ คู่ก็ไม่หนีนักหรอก)

อวบสวย อ้วนเผละ ผมหยักศก หัวหยิกหยอง คมเข้ม ดำเมี่ยง เสียงหวาน ผ่าซาก พูดเก่ง ช่างเม้าท์ ร่าเริง เอาแต่เล่น จริงใจ ไม่สำรวม ช่างเอาใจ น่ารำคาญ ไม่อ้วนดี ไม้เสียบผี รับผิดชอบ สร้างภาพ เงียบขรึม ซื่อบื้อ วิชาการ น่าเบื่อ มาดผู้ดี ไร้อารมณ์ อ่อนน้อม หน่อมแน้ม มีหลักการ เรื่องมาก ขยันทำงาน ไม่ให้เวลา

บอกว่าปิ๊ง บอกว่าชอบ บอกว่ารัก เพราะอะไร อะไรคือสิ่งดีดีของเขาและเธอ บอกได้ไม่ยาก

แต่เมื่อตกลงปลงใจใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันแล้ว ที่ยากแสนยากคือ ทำอย่างไรที่จะมองข้าม ไม่ขุดคุ้ย ไม่ตอกย้ำ สิ่งที่แย่ๆ ของคนรัก โดยเฉพาะเมื่อเวลาผ่านไป ที่บอกว่ารัก ที่บอกว่าใช่ ตอนแรกรัก เหล่านั้นมันคือภาพลวงตาหรือม่านบังใจหรือเปล่า

ผมว่าสำคัญมากนะหนังเรื่องนี้ คู่รักคู่ชีวิต สมควรดูเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันคือ ดราม่ารักเชิงลึก ที่แม้ไม่โรแมนติก แต่แทงใจเต็มๆ -- ดูแล้วคิด ได้อะไรแน่นอน


ภาพประกอบ: Wikipedia

Tuesday, October 13, 2009

Sunk Cost

ถ้าไม่ใช่งานวิจัยแล้วไซร้ วิศวกรรมจำเป็นต้องคิดและพิจารณาในมุมของเศรษฐศาสตร์ด้วยเสมอ

quote ข้างบนเป็นของเจ้านายผมเอง แกพร่ำ(บ่น)บอกลูกน้องเสมอๆ ซึ่งในบริบทหนึ่งเห็นด้วยอยู่แล้วครับลูกพี่

...


วันนี้มีโอกาสไปเป็นผู้เข้าฟังเสวนา จัดโดย TRIDI ในหัวข้อ แนวโน้มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร...2009-2014 ถือโอกาสเก็บ quote เล็กๆ น้อยๆ จากนักวิชาการทั้งสามท่านมาฝากกันซักเล็กน้อย



ดร.บัณฑิต โรจน์อารยานนท์
  • ในมุมของการเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีไอทีนั้น คนไทยเราเร็วและทันโลกมาก ใช้เยอะ ใช้ทุกอย่าง แต่ขอให้คิดซักนิดนะครับ ว่าไอ้ที่เราใช้นั้น มันคุ้มหรือมันจำเป็นจริงๆ หรือไม่ หลายๆ อย่างเป็น sunk cost เป็น sunk cost ของสังคม
  • ผลกระทบของเทคโนโลยีต่อสังคมในเชิงลบ คือ อาการด่วนได้ใจร้อน เนื่องจากเทคโนโลยีในปัจจุบัน สามารถตอบสนองพวกเราได้อย่างรวดเร็ว เช่น โทรศัพท์มือถือ ซึ่งโทรปุ๊บก็ได้คุยกับคนที่ต้องการคุยด้วยปั๊บ (ไม่ต้องตามตัวกันจ้าละหวั่นเหมือนโทรศัพท์บ้าน) หรือกล้องดิจิตอลที่ถ่ายรูปเสร็จเห็นภาพทันที เป็นต้น นี่แหละที่ทำให้คนในสมัยนี้ ใจร้อน ไม่อดทน ผมคิดว่านี่คือมูลเหตุหนึ่งของความขัดแย้งในสังคม


ดร.เจน จูฑา
  • โดยส่วนตัว FTA ไม่น่ากลัว และแทนที่ FTA จะเป็นวิกฤต ผมกลับคิดว่ามันคือโอกาสซะด้วยซ้ำ สิ่งที่พวกเราคนไทยต้องเร่งทำก็คือ พัฒนาคน ในด้านเทคโนโลยีนั้น คนไทยเก่งและมีศักยภาพทัดเทียมนานาชาติอยู่แล้ว แต่จุดที่ต้องเน้นอย่างมากคือ การนำความรู้ความสามารถนั้นมาต่อยอดเป็นโอกาสทางธุรกิจต่างหาก พูดง่ายๆ คือนำเอาเทคโนโลยีมาทำเป็นธุรกิจได้อย่างไร


ดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ

  • ผมไม่คิดว่า เทคโนโลยีจะเป็นปัญหากับเด็กในยุคปัจจุบัน และไม่น่าจะขยายตัวและส่งผลกระทบในวงกว้างกับสังคม นึกถึงตอนเราเป็นวัยรุ่น พ่อแม่เราก็มองว่าเรามีปัญหา เพียงเพราะว่าวัยรุ่นยุคเรา มีพฤติกรรมไม่เหมือนวัยรุ่นยุคพ่อแม่ ซึ่งผู้ใหญ่สมัยนั้นก็จะมองในแง่ลบไปหมด แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกเราส่วนใหญ่ต่างก็เติบโต เรียนจบ ออกมามีหน้าที่การงาน เป็นคนอย่างเราๆ ท่านๆ คงมีแค่ไม่กี่คนที่แย่ เป็นปัญหาของสังคม


ผมชอบทั้งสามท่านตรงที่พยายามตอบคำถามทุกคำถามอย่างตรงประเด็น พร้อมทั้งให้แง่คิดจากประสบการณ์ตรงของตัวเอง งานนี้ได้อะไรหลายอย่างที่เป็นประโยชน์มากครับ -- ขอน้อมคารวะท่านผู้จัดจากใจจริง

และที่ลืมไม่ได้อีกหนึ่งคือ @nuishow ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการเสวนาและตั้งคำถาม ผมว่าเขาคนนี้แหละตัวจริงเสียงจริง ที่ทำให้งานสัมนาน่าสนใจมากๆ


ป.ล. ที่ตั้งชื่อเรื่องว่า Sunk Cost เพราะจับใจตรงประโยค sunk cost ของสังคม ของ ดร.บัณฑิต

Friday, October 09, 2009

วันนี้ในอดีต

วันคล้ายวันเกิดของลูก คือ วันคล้ายวันเกือบตายของแม่

งานวันเกิด ยิ่งใหญ่ ใครคนนั้น
ฉลองกัน ในกลุ่ม ผู้ลุ่มหลง
หลงลาภยศ สรรเสริญ เพลินทะนง
วันเกิดส่ง ชีพสิ้น เร่งวันตาย
อีกมุมหนึ่ง ซึ่งเหงา น่าเศร้าแท้
หญิงแก่ๆ นั่งคอย และคอยหา
โอ้วันนั้น เป็นวัน อันตราย
แม่คลอดสาย โลหิต แทบปลิดชนม์
วันเกิดลูก เกือบคล้าย วันตายแม่
เจ็บท้องแท้ เท่าไร มิได้บ่น
กว่าเจ็บท้อง กว่าจะคลอด รอดเป็นคน
เติบโตจน บัดนี้ นี่เพราะใคร
แม่เจ็บเจียน ขาดใจ ในวันนั้น
กลับเป็นวัน ลูกฉลอง กันผ่องใส
ได้ชีวิต แล้วก็หลง ระเริงใจ
ลืมผู้ให้ ชีวิต อนิจจา
ทำไมถึง เรียกกัน ว่าวันเกิด
วันผู้ให้ กำเนิด ประเสริฐกว่า
คำอวยพร ที่เขียน ควรเปลี่ยนมา
ให้มารดา คุณเป็นสุข จึงถูกแท้
เลิกจัดงาน วันเกิด เสียเถอะนะ
ควรแต่จะ คุกเข่า กราบเท้าแม่
ระลึกถึง พระคุณ อบอุ่นแด
อย่ามัวแต่ จัดงาน ประจานตัว

แม่ไม่เคยจำได้หรอกว่า วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของลูก

เพราะลูกทุกคนสำคัญสำหรับแม่ ทุกวัน ทุกเวลา ไม่มีวันไหนสำคัญไปกว่าวันไหนเลยจริงๆ


...ตราบเท่าที่แม่ยังมีลมหายใจ...

Sunday, October 04, 2009

กวิสรา: หากเธอไม่เคยรักบทกวี

ชื่อจริงของลูกคิด คือ กวิสรา แปลว่า จอมกวี ยอดผู้ฉลาด

บังเอิญเจอ "หากเธอไม่เคยรักบทกวี" [ผ่าน ก้าว...รอ...ก้าว]
ชอบเนื้อหา (และเช่นเคย) ขออนุญาตตัดมาแปะ




หากเธอไม่เคยรักบทกวี

.,

หากเธอไม่เคยรักบทกวี
โปรดอย่าได้ย่ำยีเมล็ดฝัน
ดอกไม้หนึ่งซึ่งสองมองต่างกัน
สารพันหลากหลายความหมายใจ

แม้นหากเธอไม่เคยรักแสงเงาเช้า
ด้วยเร่งเร้ารีบรบกับวันใหม่
โปรดอย่าได้ประณามหยามเหยียดใคร
ที่หลงใหลแอบอิงประวิงเช้า

แม้นหากเธอไม่เคยรักในแดดสาย
เพราะวุ่นวายแข่งขันประชันเข้า
แล้วหากใครนิ่งแนบธุลีเนา
โปรดอย่าเย้ยหยันเขา..ไร้สาระ

แม้นหากเธอไม่เคยรักอาทิตย์ตก
ไม่เคยมองหมู่นกอิสระ
ค่าของเธอวัดกันชั้นฐานะ
ข้างถนน คน-ขยะ อย่าดูแคลน

เพราะโลกนี้เป็นดุจบทกวี
น้อยหนึ่งฝันเมล็ดนี้ฉันหวงแหน
ถ้าสาระของเราต่างแก่นแกน
เธอจะแค่นแคะกันไปทำไม

เคยไหมเธอเช้าดื่มตะวันจ้า
พอค่ำมาห่มจันทร์เคยบ้างไหม
วินาทีดอกไม้แย้มกลีบใบ
ชั่วโมงใจโบยบินถึงถิ่นฟ้า

เพราะว่าฉันนั้นรักบทกวี
แม้นใครไม่ไยดีไม่แลค่า
เธอบอกกินไม่ได้ไร้ราคา
แต่ฉันปรารถนาเขียนกวี


...


ทุกสรรพสิ่งล้วนเหมือนกันตรงที่แตกต่าง -- กวิสุรา (snakk)

Tuesday, September 29, 2009

ร้านแล้ว ร้านเล่า

ปลายสัปดาห์ที่แล้ว อดีตลูกน้องซึ่งผมภูมิใจมากที่สุดคนหนึ่ง ทักทายมาทาง msn หลังจากไม่ได้เจอกันมาเกือบปี ไม่ว่าจะเป็น offline หรือ online หรือแม้แต่ hotline

น้อง: "พร้อมจริงอ๊ะเปล่าพี่....?" -- display name ของผม snakk พร้อมดื่ม
พี่: "ตามนั้นเลยน้อง พี่พร้อมเสมอ ไม่ได้โม้" -- รับคำทันที เรื่อง drink นี่ ไม่เคยฟอร์ม
น้อง: "พี่เคยไปนั่งที่ร้านตักสุรามั้ยครับ ?"
พี่: "ไม่เคยอะ แต่คุ้นๆ แฮะ นึกออกแล้ว อยู่แถวราชเทวีใช่รึเปล่า ?"
น้อง: "ผมเพิ่งไปนั่งมา ศุกร์ที่แล้ว อาหารใช้ได้ บรรยากาศโอเค มีดนตรีเล่นด้วย สบายๆ และที่สำคัญไม่แพง"
พี่: "เหรอ"

น้อง: "ศุกร์นี้ว่างมั้ยพี่ เจอกันที่ตักสุรา"
พี่: "ได้ แต่ขอเป็นศุกร์หน้าดีกว่านะ รอให้เงินเดือนออกก่อน โอเคปะ"
น้อง: "ได้เลยครับ ตกลงตามนั้น"

พี่น้องครับ แค่ชื่อ "ตักสุรา" มันก็ช่างชักชวนให้ไปนั่งดริ๊งค์ซะเหลือเกินแล้ว ทั้งๆ ที่ไม่เคยมาก่อน

ไม่กินเหล้าแล้วทำอะไร ผม "กินเบียร์" -- จริงๆ

...

ร้านประจำ "ร้านแล้ว ร้านเล่า"

ค้ำคูณ -- ร้านอาหารห้องแถวชิวๆ สำหรับคอเหล้ากระเป๋าเบา ริมถนนลาดหญ้าอยู่ใกล้กับท่าเรือคลองสาน ฝั่งธนฯ (20 ปี)

เค้กแอนด์โคน -- ร้านเค้กและไอศกรีม รสนิยมของคนรุ่นใหม่ แต่มีเพลงย้อนยุคสำหรับคนรุ่นเก่า อีกทั้งเหล้าเบียร์เบาๆ และที่สำคัญมี มิตรภาพ (10 ปี)


ทุกร้านกลายเป็นอดีต ปัจจุบันไม่มีร้านประจำ ปีหนึ่งๆ ตั้งวงนับครั้งได้ ผมถูกตั้งคำถามเสมอว่า ทำไมเพื่อนฝูงนานๆ เจอกันทีต้องกินเหล้าด้วย ไม่เคยตอบ เพราะผู้ถามไม่ได้ต้องการคำตอบ

แต่ถ้าจะให้ตอบ...

เพราะว่า [วงเหล้า|เล่า] ของผมมันมีสองด้าน ถ้าให้เลิกก็ต้องทิ้งหมดทั้งสองด้าน ซึ่งนั่นมันเป็นเรื่องของอนาคต

Saturday, September 19, 2009

Electronic Garbage?

หมดอายุขัย สิ่งเหล่านี้เพียง... รอวันถูกอัปเปหิ


Tuesday, September 15, 2009

The Constant Gardener

The Constant Gardener หนังของ Fernando Meirelles ผู้สร้าง City of God (หนังสุดโปรดที่สุดเรื่องหนึ่งของผม) เป็นหนังที่สร้างจากหนังสือชื่อเดียวกัน เนื้อหาเป็นอย่างไร ไม่เล่าดีกว่า แต่ที่เอามาเขียนถึง คือ ดูแล้วได้แง่คิดอะไร

ระยะหลังมานี้ เปิดหนังทีไรเหมือนไม่ค่อยได้ดู เป็นหนังต่างหากที่ดูผม เพราะว่าหลับเกือบทุกเรื่องเลย (ก็แน่ละ movie time ของผมคือช่วงบ่ายวันเสาร์-อาทิตย์นิ)

อยากเป็นเหมือนพระเอก ซึ่งเชื่อมั่นและไว้ใจเมียตัวเองมากๆ อะไรที่ไม่แน่ใจ ก็ต้องพิสูจน์ให้เห็นจริงด้วยตัวเองซะก่อน


ดูหนังจบ แล้วคิดแล้วเขียน

สามี-ภรรยา ไม่ใช่ปาท่องโก๋ ไม่ต้องจัดเป็นแพ๊คเกจ ไม่ต้องไปเป็นคู่กันตลอดเวลา

ชีวิตคู่เป็นเรื่องของคนสองคน ไม่ใช่เรื่องของคนๆ เดียว เพราะฉะนั้น จึงไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องเดียวแน่นอน -- ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ รู้จักแต่เรา

ผัวไม่ใช่เตี่ย เมียไม่ใช่ทาส และบ้านก็ไม่ใช่คุก ครอบครัวต้องร่วมกันเสริมสุข ไม่ใช่เอาทุกข์มาสาดใส่กัน


ภาพประกอบ: Wikipedia

Friday, September 11, 2009

Good Morning! LOVE

มาถึงที่ทำงาน เปิดคอมพิวเตอร์ ล็อกอิน MSN ... เจอดีเลย

Monday, September 07, 2009

ผู้ใหญ่ฝาก

เด็กฝากเป็นเด็กดี เป็นเด็กรู้จักออม จะได้มีเงินเก็บไว้ใช้ในอนาคต

เฮ้ย! ไม่ใช่ ... เด็ก(ถูก)ฝาก เข้าเรียน เข้าทำงาน โดยไม่ได้เข้าไปตามกระบวนการตามปกติ อาศัยความสัมพันธ์ อำนาจ หรือทรัพย์สินบน แป๊ะรับประทาน (แป๊ะเจี๊ยะ)

...

น่าจะเรียกว่า "ผู้ใหญ่ฝาก" มากกว่า -- บ้านเมืองมันจะดีได้อย่างไรละครับ ในเมื่อผู้ใหญ่มันทำตัวเลวๆ ให้ลูกให้หลานเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันแบบนี้

รักลูกห่วงหลาน หวังดีอยากให้เด็กได้เรียนโรงเรียนดีๆ อยากให้ทำงานในองค์กรดังๆ แต่หารู้ไม่ว่าพฤติกรรมที่ทำลงไปนั้น เป็นการดูถูกลูกหลานตัวเองอย่างแรง เป็นการทำร้ายลูกหลานโดยทางอ้อม มิหนำซ้ำยังทำร้ายประเทศชาติอีกด้วย

ลึกๆ ลงไปแล้ว ผู้ใหญ่ฝากพวกนี้ ทำเพื่อหน้าตาตัวเองมากกว่า เพราะชอบเอาไปคุยโม้โอ้อวดว่า ลูกฉันเก่งเรียนที่นั่น หลานฉันยอดทำงานที่นี่ ส่วนผู้ใหญ่ที่ทำตัวเป็นคนรับฝาก ก็ยอดแย่ไม่แพ้กัน โดยเฉพาะพวกที่รับเงินแป๊ะเจี๊ยะ (บางคนมีข้ออ้างว่า โดนทวงบุญคุณ เพราะเคยไปพึ่งพาคนฝากเอาไว้)

...

เปลี่ยนความคิด เปลี่ยนการกระทำ หันมาส่งเสริมพวกเด็กๆ เขา ด้วยการพัฒนาความรู้ ความสามารถของพวกเขากันดีกว่า สร้างค่านิยมเลิกใช้เส้นสาย เลิกเอาเปรียบสังคมด้วยวิธีผิดๆ ช่วยกันสร้างทัศนคติที่ดี โดยเริ่มจากเรื่องเล็กๆ นี่ละครับ มันจะฝังรากลึก ทำให้เด็กๆ อนาคตของชาติ โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณธรรมได้แน่นอน



หยุดทำร้ายเด็ก หยุดทำร้ายประเทศไทย ด้วยการเลิกทำตัวเป็นผู้ใหญ่ฝากกันเถอะครับ


เครดิตภาพ: ชมรมค่านิยมเพื่อสร้างชาติ (หยุดแป๊ะเจี๊ยะ เด็กฝาก)

Wednesday, September 02, 2009

ความรักที่ใช่ ต้องให้เธอได้เลือก

เสียงบ่นเล็กๆ ของเด็กน้อย ผมเป็นพ่อ คงต้องฟังและเก็บมาคิด แม้ว่าเด็กคนนั้นจะไม่ใช่ลูกหลาน แต่นี่ใช่ลูกคิดเลยอะ


...


ถึงจะไม่ค่อยมีเวลาให้ลูกมากนัก เนื่องจากงานรุมเร้า แต่ตลอดเวลาอายุ 4 ขวบกว่าๆ ผมเฝ้าคอยสังเกตหาจุดเด่นจุดด้อยของลูกสาวตัวเองอยู่เสมอ

ลูกคิดเป็นเด็กที่พูดจาเก่ง ชัดถ้อยชัดคำ ซึ่งข้อนี้เห็นมาตั้งแต่เริ่มพูดได้ตอนขวบเศษแล้ว แต่ในวันนี้ สิ่งที่เห็นอย่างเด่นชัดคือ การรับรู้เก็บรายละเอียดของเหตุการณ์ และนำไปใช้โดยวิธีเปรียบเทียบระหว่างประสบการณ์ในอดีต กับสถานการณ์ปัจจุบัน แค่นี้ผมก็ถือว่าเป็นจุดเด่นแล้ว เรื่องถูกผิด หรือมีเหตุผลรึเปล่านั่นเป็นอีกประเด็น

ตรรก การเชื่อมโยงจากเหตุไปหาผล หรือย้อนคิดจากผลไปหาเหตุนั้น เป็นอีกเด่นหนึ่งลางๆ ที่ลูกคิดเริ่มส่อแวว บวกกับความชอบในวิชาเลขคณิต หัวของลูกต้องมาในแนวคำณวนแบบพ่อแน่ๆ แต่ยังไงก็ต้องพยายามยัดเยียดอารมณ์ศิลป์ให้ด้วย เป็นลูกผู้หญิง จะได้ไม่แข็งกระด้าง

เป็นพ่อเป็นแม่คนก็แบบนี้แหละ จ้องแต่คอยจะวาดจะฝัน คิดอยากให้ลูกเป็นแบบนั้นเป็นแบบนี้ โดยอ้างความรักความหวังดีเป็นที่ตั้ง ไม่เคยถามความสมัครใจของลูก หลายครอบครัวอาจจะลงรายละเอียดหน่อย (เช่นเดียวกับที่ผมพยายามทำ) เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้กับเหตุผลของตัวเอง -- แต่ -- คงต้องย้ำกับตัวเองอยู่เสมอว่า at the end of the day (คงใช้วลีนี้ไปตลอด) สิ่งที่ต้องการคืออะไร


...


สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ในสถานการณ์ง้องแง้ง ตอนที่ครอบครัวเราพ่อแม่ลูก กำลังตัดสินใจ ซื้อกระเป๋านักเรียนใบใหม่ให้ลูกคิด เจ้านายตัวน้อยแอบบ่นเบาๆ ให้ได้ยินว่า

ทำไมเวลาพ่อแม่ซื้อของ พ่อแม่ยังเลือกได้ แล้วทีหนูทำไมถึงเลือกไม่ได้อะ

เล่นเอาพ่อและแม่หันมองหน้ากัน แล้วหัวเราะเสียงเจื่อนๆ แต่สุดท้ายก็ไม่ยอมตามใจลูกอยู่ดี (อัตตาพ่อและแม่สูงมาก)


...


พ่อเข้าใจและตระหนักดีว่า ความรักที่ใช่ ต้องให้เลือกเอง เพราะชีวิตเป็นของลูก แต่ก็เพราะว่าลูกยังเล็กนัก เชื่อว่าประสบการณ์ของพ่อแม่ น่าจะให้อะไรดีดีกับลูกได้บ้าง แล้วในวันหนึ่งที่พ่อกับแม่เห็นว่าลูกพร้อม วันนั้นชีวิตของลูก ลูกจะได้เลือกเอง


ความรัก ความรัก ความรัก

จงแน่นหนัก อยู่เสมอ

ให้เธอคิด ให้เธอ มีเสรีภาพ

ให้เธอหวัง ให้เธอวาด ให้เธอ

Tuesday, August 25, 2009

เพียงแค่ใจเรารักกัน

เพิ่งมีเรื่องถกกันเล็กๆ กับภรรยา เมื่อเช้าวันนี้เอง แต่ทำไมถึง "เพียงแค่ใจเรารักกัน"

ไม่จบในตอน และเป็นผมเองที่เลือกผละออกมา เพราะยิ่งพยายามเคลีย กลับยิ่งอยากเอาชนะกัน

ไม่ได้หนี แค่ขอเวลา เพื่อคิด พิจารณา มองภาพรวม ไม่ขลุกอยู่กับเฉพาะเรื่องที่เป็นประเด็น

นึกถึงภาพและเรื่องราวในอดีต จินตนาการถึงภาพและเรื่องราวในอนาคต สำคัญที่สุดคือ คิดถึงลูก


...


at the end of the day...
ผมถาม "ในตอนจบวัน เราต้องการให้ครอบครัวมีความสุข ไม่ใช่หรือ"

at the end of the day...
ผมคิด "ในตอนจบวัน แม้ว่าเราจะชนะเธอ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม เธอไม่มีความสุข เราก็ไม่มีความสุข"

at the end of the day...
ผมสงสัย "ทำไมเธอไม่เข้าใจเรา เช่นกัน เธอสงสัย ทำไมผมไม่เข้าใจเธอ"

at the end of the day...
ผมระลึก "กับแม่เราเอง อยู่ด้วยกันมาทั้งชีวิต ก็ไม่ค่อยจะเข้าใจกัน แต่ต่างมีความสุขใจให้กันเสมอ เพราะอะไร"

at the end of the day...
ผมสรุป "สำหรับครอบครัว ไม่จำเป็นต้องเรียกร้องหาความเข้าใจมากนัก เพียงแค่ใจเรารักกัน พอ"


[ขอจบมันทื่อๆ แบบนี้ละครับพี่น้อง]

Friday, August 21, 2009

Confessions of a Shopaholic

ดูหนัง Romantic Comedy เรื่อง Confessions of a Shopaholic เพราะน้องที่ทำงานบอกว่าสนุกดี ทั้งที่ตามปกติ ถ้าหนังเรื่องไหน rating ที่ IMDb ต่ำกว่า 6 ผมจะไม่สนเลย

เมื่อวานเปิดดูตอนกำลังง่วง แต่ทุกครั้งก็พยายามตั้งใจ เพื่อให้ได้อรรถรส เพราะเป็นคนมีเวลาบันเทิงส่วนตัวน้อยมาก หวังแค่ว่าอาจได้หัวเราะบ้างบางตอน จะไม่หลับ เท่านั้นเอง ... ดูไปดูมาก็สนุกจริงๆ แฮะ

ชอบท่าเต้นของนางเอกฉากเต้นรำ ทำให้ผมขำก๊ากออกมาดังๆ อั้นไม่ไหว แต่ฉากที่ชอบที่สุด เป็นไดอะล็อกของพระเอก (Luke) ซึ่งถามนางเอก (Rebecca) ว่าทำไมถึงต้องโกหก นางเอกบอกว่าเพราะฉัน "ช้อปปิ้ง" (โอ้ว! พระเจ้าช่วยกล้วยทอด)

Well, at least I don't have to worry about you being stalked!

Luke, you don't understand!

No, you're right, I don't!

So do what I hired you to do, Rebecca, and make the truth clear to somebody who absolutely doesn't understand.

I shop.

Oh, so you lie because you shop.
OK, OK. Why do you shop?


Well, I...
Come on, come on!

Well, you're not giving me time...

For what? To make something up?

Just, for once in your life, tell me the truth.

Because when I shop,
the world gets better.

The world is better.

And then it's not anymore.
And I need to do it again.

Well, what about honesty?

What about credibility?


Well, I wanted to tell you,


but I only took the job to get to Alette.

Well, I wish you all the best with that.

Luke, I'm so sorry.

No, no. I understand. The whole thing was a lie.

That absolutely makes sense.


การอินและติดตาตรึงใจกับฉากนี้ น่าจะทำให้ผมเข้าใจและยอมรับ อารมณ์ของศรีภรรยาได้มากขึ้น เพราะเรื่องจริงถึงจะไม่เหมือนเป๊ะ แต่มันก็คล้ายพอสมควรละครับ


"ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูตัว"


ภาพประกอบ: Wikipedia

Saturday, August 15, 2009

At the end of the day

ซื้อหนังสืออาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกมาและอ่านค้างไว้ตั้งนานแล้ว วันนี้เพิ่งได้ฤกษ์หยิบมาอ่านต่อ (แต่ก็ยังไม่จบอยู่ดี) มาโดนเอาตรงเรื่อง "ในตอนจบวัน"

อืม! แวะเข้าเว็บไซต์คุณวินทร์ซะหน่อย ได้อ่าน "ออมสินของเวลา" ที่ frontpage เก็บ quote โดนใจแปะไว้ซักนิดดีกว่า

สัจธรรมหนึ่งของการใช้ชีวิตในสังคมมนุษย์ก็คือ กฎเกณฑ์กติกาใดๆ ก็ตามที่มนุษย์เป็นผู้สร้างนั้นลบทิ้งได้เสมอ แต่ไม่ค่อยมีใครยอมเข้าใจสัจธรรมนี้ (หรือเพราะมันเป็นสัจธรรม ไม่ใช่กฎ?)


เพราะว่าช่วงนี้ กำลังทำงานเกี่ยวกับการนำมาตรฐานมาใช้ในที่ทำงาน ซึ่งต้องมีการสร้างกฎสร้างระเบียบต่างๆ มากมาย เพื่อบังคับใช้กับคนทั้งองค์กร เลยเข้าแก๊ปพอดี

โดยส่วนตัวผมออกจะค้านๆ เรื่องแนวนี้เป็นทุนเดิม ตัวอย่างเช่นเรื่องของกฎหมาย พวกนักกฎหมายมักจะพูดเสมอว่า การตีความกฎหมายต้องตีความตามเจตนารมย์เป็นสำคัญ อย่าตีความตามตัวหนังสือ แต่เห็นขึ้นโรงขึ้นศาลกันทีไร ท่านๆ เทพๆ ทั้งหลายตีความโดยเอาผลประโยชน์ฝ่ายตนเป็นที่ตั้งทั้งนั้น

ในทางปฏิบัติ ผมเองก็มักจะทำตัวแหกกฎ ฝืนระเบียบอยู่เสมอ แต่ไม่ใช่ไม่มีหลักเกณฑ์นะครับ หลักคิดและทำแบบง่ายๆ ของผมก็คือ At the end of the day หรือมองภาพรวมนั่นเอง จะแหกกฎฝืนระเบียบซักนิด แต่ทำงานง่าย ใช้เวลาน้อยลงเยอะ และได้ผลงานไม่แตกต่างกัน มันเสียหายอะไรกันนักหนา ถ้าจะบอกว่ายังไงก็ไม่ได้เพราะผิดกฎ ผมก็ว่า คนเราสร้างกฎเขียนระเบียบขึ้นมาเอง เปลี่ยนมันได้นี่ครับ ไม่เห็นต้องคิดมาก -- ดูกันในตอนจบวันเถอะ

ชีวิตและงานนับจากนี้ต่อไป ผมจะใช้แนวทาง At the end of the day อย่างที่คุณวินทร์บอกละครับพี่น้อง

Tuesday, August 11, 2009

วันลูก

ไม่ว่าลูกคิดจะร้องเพลง "ค่าน้ำนม" ด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม แม่ของลูกมีความสุขมากที่สุด รวมทั้งย่าและยาย ซึ่งตั้งใจอย่างยิ่ง ที่จะมาร่วมชมการแสดงของลูก ... พ่ออยากให้ลูกจำวันนี้เอาไว้ เพื่อระลึกถึงในวันข้างหน้า


อาจารย์เชน ตีสิบ บอกว่านับตั้งแต่วันที่ลูกคลอดออกมา สำหรับแม่แล้วทุกวันคือวันลูก แล้วลูกล่ะ นอกจากสิบสองสิงหาแล้ว มีวันไหนเป็นวันแม่สำหรับลูกอีกบ้าง

นี่แหละหนาอะไรมิใช่ใดหนาเพราะค่าน้ำนม


เครดิตภาพ: KASINTORN WEBLOG

Friday, July 31, 2009

ผลงานของ วรพจน์ พันธุ์พงศ์

เหมือนหนุ่มปิ๊งสาว เมื่อมีโอกาสได้อ่าน "ทางโลก" ซึ่งเป็นผลงานชิ้นแรกและชิ้นเดียวของ วรพจน์ พันธุ์พงศ์ ที่เพิ่งอ่านจบไปไม่นาน ทั้งสไตล์ เนื้อหาและถ้อยคำของเขา ผมบอกตัวเองได้ทันทีว่า ใช่เลย! คือคนนี้เลย งานเขียนงานเล่า...ที่ชอบที่ชอบ

หลังจากจบ "ทางโลก" ตั้งใจว่าจะทยอยหาผลงานของวรพจน์ มาอ่านอย่างต่อเนื่อง วันนี้เลยถือโอกาสมาไล่เรียงเอาไว้ก่อน


อ่านงานเขียนของวรพจน์ บรรยากาศเหมือนกำลังนั่งร่ำสุรา เสวนาชีวิต ประสาพี่กับน้อง ความคิดเห็นและมุมมองต่อเรื่องราวต่างๆ ช่างโดนใจ ใกล้เคียงจนเกือบจะเหมือนกับตัวผมซะเหลือเกิน ต่างกันตรงของพี่ 'หนึ่ง' วรพจน์แกทั้งลึกและกว้างกว่าผมเยอะนัก ที่สำคัญเข้าถึงได้ง่าย สบายๆ เปิดกว้าง -- ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือเห็นต่าง

เครียด

ช่วงนี้ขออนุญาต ยืมฉายาของโฆเซ่ มูริญโญ่ "เฮียเครียด" มาใช้หน่อย เหมาะกับตัวเองเผง

ชีวิตที่มีความเครียด ถึงจะเป็นชีวิตที่มีรสชาด

อยากให้ความเครียด อยู่กับเราไปนานๆ ประมาณ... แต่งงานกันนะ จะพาไปดูหมีแพนด้า

...

ย่างเข้าบั้นปลายของชีวิต สาเหตุหลักของความเครียด คือเรื่องเสียดายเวลา (ที่เหลืออีกไม่นาน)

มัวแต่ลังเล ไม่ตัดสินใจ ไม่ได้เสียดายโอกาส ไม่ได้เสียดายรายได้ ไม่ได้เสียดายอะไรเลย

นอกจากเสียดายเวลา


อายุปูนนี้ ทุกนาทีที่พ้นผ่าน คงต้องรู้แก่ใจละว่า ใช้มันคุ้มค่าแล้วหรือยัง


[เที่ยงคืนครึ่งแล้ว ขอตัวไปนอนก่อนครับ]


หมายเหตุ: อย่าพยายามมองหาสาระจาก blog นี้มากนัก อาจเสียดายเวลาที่อ่าน

Tuesday, July 28, 2009

ทางออก

ทุกปัญหามีทางออกเสมอ

บางปัญหามีหลายทางออก มีทางเลือก

บางปัญหามีทางออกเดียว ไม่มีทางเลือก

ทางออกเดียวอาจเจ็บปวด

ทางออกเดียวอาจทรมาน

ทางออกเดียวอาจฝืนใจ

แต่ถ้าอยู่ต่อไป [ไม่ออก] เจ็บปวด ทรมาน และฝืนใจ มากกว่า

...

เมื่อถึงเวลา คนขี้แพ้มักเลือกหนี -- ไปตายเอาดาบหน้า

ซึ่งอาจเจ็บปวด ทรมาน และฝืนใจ ยิ่งกว่า ใครจะรู้

Sunday, July 26, 2009

My New Desktop PC

เครื่อง Desktop PC ที่บ้านเสีย เดิมเคยตั้งใจไว้ว่า ต่อไปจะซื้อเป็น Notebook PC ใช้ เพราะอยากให้บ้านโล่งๆ ว่างๆ กว้างๆ ประมาณนั้น แต่สุดท้ายทำใจไม่ได้ เงินเดือนออกแล้ว คงต้องไปเดินหา Mainboard, CPU และ RAM มาประกอบลงกล่องเดิม (อย่างอื่นใช้ของเก่าทั้งหมด ส่วน VGA ก็ on board ไปก่อน เดือนไหนมีตังค์เหลือค่อยจัดเพิ่มเติม)


หาข้อมูลจากเน็ต จัด spec ออกมาได้ประมาณนี้ [ตัวเลขในวงเล็บคือราคา อ้างอิงจาก Thanni.com] เงินออกคราวนี้คร่าวๆ ไม่ต่ำกว่า 5,080.-


ไว้ค่อยมาดูกันว่า กลับจากพันทิพย์แล้ว จะได้ spec ตามนี้หรือไม่ (ส่วนใหญ่จะเสียตังค์เพิ่มเกินกว่าที่ตั้งใจ)

...

ปุจฉา: แล้ว Harddisk SATA 80GB ก้อนเดิม จะใช้กับ Mainboard SATA II ได้รึเปล่านะ

Tuesday, July 21, 2009

มุมความรู้เกี่ยวกับการลงทุน

ถ้า... ไม่มีลูก ไม่มีเมีย ไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ ไม่มีหลานๆ ไม่มีพี่ ไม่มีน้องแล้ว ผมคิดว่าจะไปบวชตลอดชีวิต (ชาตินี้คงทำไม่ได้แน่นอน เงื่อนไขเยอะเหลือเกิน)

ทำมาหากะตังค์กันต่อไปเต๊อะ

...


เมื่อเช้าเห็นโฆษณางาน Mutual Fund Fair ในรถไฟฟ้า ซึ่งจะจัดที่สยามพารากอน วันที่ 20-23 สิงหาคมที่จะถึงนี้ กะ(อีกแล้ว)ว่าจะไป เพราะอยากลงทุนในกองทุนรวมบ้าง (ทั้งๆ ที่เดือนๆ แทบไม่มีเงินเก็บเลยเนี่ยนะ)

คลิกตามลิงก์ในหน้าเว็บของ Thai Mutual Fund ไปเจอหนังสือ มุมความรู้เกี่ยวกับการลงทุน ของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน แปะไว้ก่อน แล้วว่างๆ จะหาโอกาสอ่าน ที่สำคัญและน่าสนใจมากเพราะว่ามัน... ฟรี! ครับพี่น้อง

Monday, July 20, 2009

พูดเพราะอยากฟัง เขียนเพราะอยากอ่าน สอนเพราะอยากเรียน

ณ ชุมชน [หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะ] ก้าวหน้า แห่งประเทศสารขัณฑ์ชุมชนหนึ่ง ได้กำหนดตัวชี้วัด หรือ KPI (Key Performance Index) ตัวหนึ่ง เพื่อวัดความสำเร็จในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Knowledge Sharing) ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการบริหารจัดการความรู้ หรือ Knowledge Management หรือ KM ที่ทุกชุมชนกำลังนิยมทำกัน

ภาพภูเขาน้ำแข็ง เปรียบเทียบระหว่างความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) กับความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) ได้ถูกนำมาแสดงต่อสมาชิกในชุมชนมากกว่าหนึ่งรอบ เพื่อกระตุ้นและผลักดันให้สมาชิกซึ่งมีความรู้ที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัว (เชื่อมั่นว่าทุกคนมี) ถ่ายทอดมันออกมา ไม่ว่าจะด้วยการสนทนาบอกเล่า การเขียนบันทึก ไปจนถึงการจัดฝึกอบรม

...

นายเสหนาก (เส-หะ-หนาก) เป็นผู้หนึ่ง ซึ่งเคยเชื่อมั่นอย่างสูงว่า การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การทำ KM อย่างจริงๆ จังๆ จะช่วยให้ชุมชนไปโลด อย่าว่าแต่อยู่รอดเลย เสหนากพยายามทำทุกทาง ไม่ว่าจะเขียน พูด(พร่ำ) แม้กระทั่งสอนกันแบบตัวต่อตัว เขาทำมาทั้งหมดแล้ว

วันแล้ววันเล่า เวลาผ่านไปกว่า 3-4 ปี เสหนากก็เริ่มท้อ เพราะรู้สึกว่าไม่เพียงแค่อยู่กับที่ มันดูจะถดถอยซะด้วยซ้ำ ความเชื่อมั่นในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของชุมชน ลดลงหนัก ชนิดที่รู้สึกได้ ส่วนสาเหตุที่แท้จริงนั้นจะเป็นเพราะอะไร ยังมิอาจสรุปได้

แต่กระนั้น แม้กระทั่งทุกวันนี้ ผู้นำชุมชนยังคงเชื่อมั่นและพยายามกระตุ้นและผลักดัน ให้สมาชิกถ่ายทอด Tacit Knowledge ในตัวเองออกมาให้มากที่สุด ช่างน่านับถือและชื่นชมคณะผู้นำชุมชน [หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะ] ก้าวหน้าแห่งนี้จริงๆ

...

แต่สำหรับเสหนากแล้ว เขาได้แต่บอกตัวเองเท่านั้นเพียงว่า
คนจะอยากพูดเพราะว่ามีคนอยากฟัง คนจะอยากเขียนเพราะว่ามีคนอยากอ่าน และคนจะอยากสอนเพราะว่ามีคนอยากเรียน เฉกเช่นว่า เมื่อไม่มีปุจฉา ไฉนจะมีวิสัชนา



ภาพประกอบ: Wikipedia

Wednesday, July 15, 2009

ขอรับท่าน คอรัปชั่น

วลี keyword วงเล่าข้าวกลางวัน จากประเด็น คนไทยกับ ทุจริต คอรัปชั่น สินบนใต้โต๊ะ

ขี้ร้อน, ชอบดูงานต่างประเทศ, สิบห้าเปอร์เซนต์ของเบอร์หนึ่ง กับอีกสิบเปอร์เซนต์ของเบอร์สอง และอีกห้าเปอร์เซนต์ของน้องๆ, เอ๊าซอร์สงานให้บริษัทกระดาษ, หน่วยงานรัฐไทยหน่วยงานไหนก็เหมือนกัน

ผลสำรวจเอแบคโพลล์บอกว่า คนไทยส่วนใหญ่รับได้กับเรื่องคอรัปชั่น

...

ลุงใจดีเพื่อนร่วมหมู่บ้าน ด้วยความที่นิยมชมชอบความมีน้ำใจของแม่บ้าน จึงอาสาอย่างจริงจังว่า จะฝากลูกคิดเข้าสาธิตจุฬา เนื่องจากแกมีเส้นสาย ผมไม่กล้าปฏิเสธ เพราะกลัวจะเสียเพื่อนบ้านที่แสนดี ก็เลยต้องตอบไปว่า "ขอรับท่าน" -- ผมจะสอนลูกเรื่อง "คอรัปชั่น" โดยเอาพ่อเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีได้รึเปล่า

เข้าทำนอง อยากเป็นพ่อเลวแต่สอนลูกดี โลกจะได้สรรเสริญ

...

เรื่องแป๊ะเจี๊ยโรงเรียนดังๆ นั้น ผมได้ยินข่าวมาหลายกระแส แต่แน่ๆ คือหลักแสนขึ้น ขึ้นอยู่กับว่าพ่อแม่ผู้ปกครองใครจะเกได้มากกว่า โอกาสของลูกก็จะมากกว่าตามไปด้วย

ทำมั้ย! ... คุณครูครับ ทำไมไม่กำหนดมาเลยดีกว่ามั้ยครับว่า 2 แสน 3 แสน หรือว่า 4 แสน 5 แสน ผมรู้สึกทุเรศ ไอ้คำว่า "ตามแต่ศรัทธา" อะไรนั่นจริงๆ

(แล้วตูเสือกไปยุ่งกับโรงเรียนเค้าทำไมไม่ทราบ)

...

กำลังสับสนกับความคิดความเชื่อของตัวเองในช่วงนี้อย่างมาก ถ้ายังไม่ทำตัวกลมกลืน รับได้ "ขอรับท่าน คอรัปชั่น" แล้วจะมีชีวิตอยู่ในโลกความจริงของสังคมไทยได้ยังไงหว่า เพราะหันไปทางไหนก็เจอ

Saturday, July 11, 2009

หนึ่งสัปดาห์มีเจ็ดวัน

เพ่งชีวิต ที่สุดแล้ว มันซ้ำ (ไม่ช้ำ)

เริ่มด้วยบริสุทธิ์ ผุดออกมาขาว


...


หนึ่งวันอาทิตย์สีแดง

สองวันจันทร์สีเหลือง

สามวันอังคารสีชมพู

สี่วันพุธสีเขียว

ห้าวันพฤหัสฯ สีส้ม

หกวันศุกร์สีฟ้า

เจ็ดวันเสาร์สีม่วง


...


แปด! วันไหนเผา -- สีดำ

Monday, July 06, 2009

อย่าเลือกมองดวงจันทร์


อย่าเลือกมองดวงจันทร์เฉพาะในวันทอแสงสว่าง



...

มะม่วงพันธุ์ใหม่กับรายการวิทยุ

Saturday, July 04, 2009

นักลงแรง

นอกจากทางธรรมแล้ว ช่วงนี้เธอยังคิดจะเอาดีทางทุนอีกด้วย และวันนี้เธอก็ได้กลายเป็น "นักลงทุน" เต็มตัวไปแล้ว



[เอาใจช่วยครับ]


การเล่นหุ้นนั้น ถ้าไม่โลภมากจนเกินไป คงไม่เพลี่ยงพล้ำเจ็บตัว ยังไงซะ ก็ขอให้กำไรจงบังเกิดแก่เธอด้วยเถิด... สาธุ!

...

ส่วนตัวผม (ทางโลก) คงเป็นได้แค่ "นักลงแรง" ผู้ซื่อสัตย์ ทำงานกินเงินเดือนเหมือนเดิมต่อไป ไม่เปลี่ยน


ภาพประกอบ: BBC

Friday, July 03, 2009

กฎข้อสำคัญสำหรับหัวหน้าคือ ใจ

คุณควรจะดีใจหรือเสียใจ ถ้าวันหนึ่งลูกน้องเดินมาบอกว่า "พี่ๆ ผมว่าพี่ช่างเป็นหัวหน้า ที่ไม่ได้เรื่องเอาซะเลย" -- ที่บอกว่าควรดีใจ คือได้ feedback ไงครับ

ถ้าวันๆ BOSS (ผมจะแปลว่า "หัวหน้า" ไม่ใช้คำว่า "เจ้านาย" เพราะเจ้านายสำหรับผมแล้ว คือคนที่เป็นเจ้าของเงิน ซึ่งจ่ายค่าจ้างให้เรา ลำพังผู้บริหารระดับสูง ก็ลูกจ้างกินเงินเดือนเหมือนกัน) ได้แต่พร่ำว่า "...เฮ้ย! ผมซึ้งและตระหนักในคุณค่าของพวกคุณนะ..." แต่ไม่เคยได้ลงมาคลุกวงในอย่างใกล้ชิด ประเภทใจแลกใจแล้วละก็ สำหรับผม มันก็ไม่ต่างอะไรกับ BOSS ที่เอาแต่สั่ง แล้วก็ด่า (ใช้พระเดช) แถมดูแย่กว่าซะอีก เพราะคอยแต่จะสร้างภาพเป็น "เทพ" ดีแต่พูด แต่ไม่ได้พยายามทำอะไรอย่างที่พูดเลย

...

"ลูกน้องเอ้ย พวกคุณต้องทำให้หลานน้อง (ลูกน้องของลูกน้อง) เชื่อมั่นและศรัทธาให้ได้ เพื่อที่พวกเขาจะทุ่มเทเต็มร้อยกับองค์กร" แต่ตัวหัวหน้าเองไม่ได้เคยทำอะไรอย่างที่พร่ำเลย ท่านๆ คิดว่าจะได้รับการตอบสนองแบบไหนกันหรือครับ


...


ในชีวิตการทำงานที่ผ่านมา ผมถือว่าโชคดีอยู่เหมือนกัน ที่ได้เคยพบพานกับ BOSS ซึ่งพร่ำพูดและชี้แนะอยู่เสมอ ถึงเรื่องคุณค่าของคน คุณค่าของชีวิต ว่าที่แท้จริงแล้วมันคืออะไร และไม่เพียงแค่พูด สิ่งที่แสดงออก การกระทำที่ปรากฏ พิสูจน์แล้วว่า BOSS เป็นอย่างที่พูดจริงๆ เป็นมาจากข้างใน ไม่ได้สร้างภาพ

เรื่องแลกใจของหัวหน้ากับลูกน้องนั้น มันต้องสั่งสมอย่างต่อเนื่องและใช้เวลานาน คนดี คนเก่ง หรือเทพทั้งหลายในองค์กร น้อยคนนักจะเป็นหัวหน้าที่ดี ... แต่ผมไม่เคยคิดว่าคนที่ไม่ใช่นั้นผิดนะครับ เพียงแต่ว่าใครจะเลือกอย่างไรเท่านั้น -- ของแบบนี้ ก็ปัจเจกอีกเหมือนกัน

เมื่อถึงเวลาก็ "เลือกเอา" นะครับ


ภาพประกอบ: NBC Universal Store

มันจึงเป็นผลงานที่แสนห่วย

คงไม่ใช่เฉพาะผมหรอก ที่มีทางเลือกในชีวิตไม่มากนัก แม้จะผ่านช่วงเวลาที่ได้เรียนรู้มากพอสมควร แต่ ณ วันนี้ยังต้องใช้เวลาหาเหตุผลให้กับตัวเอง เมื่อชีวิตเดินมาถึงทางเลือกทางแยก

เมื่อจำเป็นต้องเลือกที่จะทำงาน ทำงาน และก็ทำงาน เพื่อให้ได้มาซึ่งมิติทางเศรษฐกิจที่ "เพียงพอ" อยู่ได้ ในสังคมชนชั้นกลาง ตามแบบคนเมืองทั่วไป ไม่ต้องการให้ครอบครัว เผชิญกับคำถามจากรอบด้าน ... ผมจึงเลือกที่จะเป็นและทำเหมือนคนส่วนใหญ่

เวลาในแต่ละวันซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่าคงที่และจำกัด ถูกโยนเข้าไปในฝั่งของงาน (work) มากขึ้น แน่นอนว่ามันย่อมถูกดึงออกมาจากฝั่งครอบครัว (family) มากขึ้นตามไปด้วย

จะให้ "เพียงพอ" กับความต้องการของทั้งสองฝั่ง คงทำไม่ได้แน่แล้ว 2-3 สัปดาห์มานี้ พ่อมันแย่ วันก่อนลูกคิดไม่สบาย พ่อก็ปล่อยให้แม่ดูแล พาไปหาหมอเพียงลำพัง พ่อเอาแต่นั่งปั่นงาน เช้า สาย บ่าย ค่ำ

คำแก้ตัวเน่าๆ ก็คือ "ที่พ่อทำงานหนักทุกวันนี้ ก็เพื่ออนาคตของลูกนะคร้าบ"


"มันจึงเป็นผลงานที่แสนห่วย คนที่ซวยก็คือตัวลูกน้อย"




ภาพประกอบ: fotolia

Sunday, June 28, 2009

ทางเลือก

[เขียนเช้า]

คนสองคน ผมและภรรยา เมื่อคุณรู้จักตัวตนของใครคนใดคนหนึ่ง คุณก็สามารถรู้จักอีกคนหนึ่งได้ โดยใส่ตรรก "ไม่" หรือ "NOT" เข้าไปเท่านั้นเอง

ที่ผ่านมา ผมคิดเสมอว่านั่นคือ บททดสอบชีวิตที่ช่างท้าทายอย่างมาก ยิ่งพอมีลูกคิด ทำให้ยิ่งท้าทายหนักเพิ่มขึ้นไปอีก เรื่องเศรษฐกิจที่ว่าแย่ว่าเครียด และเป็นโจทย์รายวันมาตลอดชีวิต กลายเป็นเรื่องที่มองข้ามไปได้เลย (คงเพราะชิน)

บททดสอบเดิมยังคงดำเนินต่อไป เหมือนไม่มีวันจบ และวันนี้กลับได้บททดสอบใหม่เข้าให้อีก มันคืออะไร ?

...




[เขียนค่ำ]

รายละเอียดชีวิตที่อยากลด บททดสอบหนึ่ง สร้างเงื่อนไขและรายละเอียดมากมาย ท้าทายให้ละ

ขณะที่กำลังจะ อีกบททดสอบก็ตามมา การละซึ่งบทที่สอง กลับกลายเป็นต้องเก็บของบทที่หนึ่ง ... ซึ้งในความหนัก

ที่อยาก (ดูจิตไว้ว่ากำลัง "อยาก") ให้เป็นอยู่คือ เลือกหนึ่งเท่ากับเลือกอีกหนึ่ง เลือกหนึ่งเท่ากับไม่เลือกเลย

...

วันหนึ่ง เมื่อเราเดินทางมาจนถึงทางเลือกทางแยก อยากจะทิ้งตัว นอนลง แน่นิ่ง รวยริน เลือกที่จะ "ไม่เลือก" -- อยากจะหยุด อยู่ตรงนั้น ไม่ไปไหน ต่อไปอีกแล้ว

ให้ตายเถอะ พับผ่าสิ... ผมคิดอย่างนั้นจริงๆ ซะด้วย


ภาพประกอบ: fotolia

Wednesday, June 24, 2009

ทางโลก

หนึ่งทางโลก กับอีกหนึ่งทางธรรม ... อยู่ด้วยกันได้

...


ประโยชน์ไม่ใช่เพราะอ่านเยอะ คิดกับทำนั่นต่างหาก

แต่ไม่อ่านซะเลย ย่อมเป็นไปได้ยาก ที่จะยังประโยชน์

ตอนนี้อยากอ่านเล่มนี้มากที่สุด

...


ทางโลก ทางเลือก

พ่อกับแม่ให้ชีวิตเรามา

เลือกเอานะครับว่าจะใช้วันเวลาที่มีอยู่ราว 50-60 ปีนี้อย่างไร

ครูมีหลายคนให้เคารพ

เลือกเอานะครับว่าจะกราบไหว้และเชื่อฟังใคร

เพื่อนร่วมงาน เพื่อนเที่ยว เพื่อนกิน เพื่อนตาย

เลือกเอานะครับว่าจะเป็นเพื่อนกับใคร

ข้าวแกงจานละ 25 บาท กับดินเนอร์มื้อละหมื่น

เลือกเอานะครับว่าจะยึดหลักกินให้ครบ 5 หมู่

หรืออยากหรู เสพบรรยากาศและรสนิยมวิไล

ห้องสมุด ผับ วัด สนามกอล์ฟ อาบ อบ นวด โรงเรียนกวดวิชา

ร้านกาแฟ ตลาดหุ้น ตลาดคลองถม พาต้า ประตูน้ำ สยามพารากอน

จังหวัดน่าน เกาะเสม็ด ป่าห้วยขาแข้ง แร้งคอย ดอยเชียงดาว

ปารีส นิวยอร์ก โตเกียว เปรู ภูฏาน ฯลฯ

เลือกเอานะครับว่าจะนำพาตัวเองไปอยู่ที่ไหน

เงิน อำนาจ ความรัก ความหมายของชีวิต อิสรภาพ

เลือกเอานะครับว่าจะแสวงหาอะไร

หงุดหงิด อิจฉา เบิกบาน สงบ

เลือกเอานะครับว่าจะสวมเสื้อตัวไหนให้หัวใจของคุณ

วรพจน์ พันธุ์พงศ์

25 มกราคม 2552



ภาพประกอบ: The Canadian Association of Optometrists

Saturday, June 13, 2009

ผู้ชายกับงานบ้าน

ผู้ชายกับงาน(แม่)บ้าน ณ ครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวหนึ่ง

วันไหน สามีหยุดอยู่บ้าน อย่างเช่นเสาร์-อาทิตย์ ภรรยาจะไม่ค่อยอยากทำงานบ้าน เพราะสามี นั่งขวางหูขวางตา

วันไหน สามีตื่นแต่เช้ามา ก็เอาแต่นั่งหน้าคอมพิวเตอร์ ออนไลน์อินเทอร์เน็ต วันนั้นภรรยาอาการคุกรุ่นแทบทั้งวัน

วันไหน สามีตื่นเช้ามา เก็บถ้วยเก็บจานไปล้าง กรอกน้ำแช่ตู้เย็น ซักผ้าเสร็จ นำผ้าไปตาก ก่อนจะไปนั่งออนไลน์ ภรรยาชื่นมื่น

วันไหน สามีออกไปทำงาน ภรรยาทำงานบ้านได้ทั้งวี่ทั้งวัน ทำไปฟังธรรมะไป สบายใจสบายอารมณ์ ไม่มีอะไรขวางหูขวางตา

ที่บ้านข้อยเองเด๊อ

Thursday, June 11, 2009

หลงตัวเอง

หลายคนบอกวิสัยทัศน์ (วิว) มองออกนอกหน้าต่าง ตรงโต๊ะทำงานของผมนั้น ดีมาก คงเพราะว่ามุมมองกว้างไกล

แต่นั่งตรงนั้นมาก็ 2-3 ปีแล้ว ไม่ค่อยได้สังเกตหรือชื่นชมกับมันซักเท่าไหร่ ลุกขึ้นมาดูแค่ว่า ฝนตกหนักแค่ไหน รถติดมากหรือไม่

เช้าวันหนึ่ง ท้องฟ้านอกหน้าต่าง มันสะดุดตา ก็เลยเก็บภาพด้วยโทรศัพท์มือถือ มาได้ประมาณนี้ [ดูด้วยตา สวยกว่าเยอะ]



ช่วงนี้ วัฏจักรชีวิตการทำงาน มันวกกลับมาให้ต้องรับผิดชอบดูแลคนกลุ่มหนึ่ง และต้องรายงานต่อคนอีกกลุ่มหนึ่ง อย่างเคร่งครัด (อีกแล้วครับท่าน) บอกตามตรงว่าไม่อยากเลย เพราะว่าผมกำลัง "หลงตัวเอง" กำลังศึกษา เพ่งพิศชีวิตตัวเองและครอบครัว อย่างจดจ่อ ซึ่งยังไม่คลี่คลาย อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เลยไม่อยากใส่ใจดูแลใครอีก กลัวจะทำได้ไม่ดี

เหมือนที่ผม ...ไม่เคยจะชื่นชมความงามของวิวที่อยู่ข้างนอก เพราะกำลังมองหาบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ข้างใน

กาลเวลาสอนผมว่า อะไรดีดีในชีวิต ไม่จำเป็นต้องดิ้นรน ค้นหาจากที่ไหนซึ่งไกลตัว เพราะสิ่งที่สวยงามที่สุด มักจะอยู่ใกล้ตัวเรามาก จนเรามองไม่เห็น

Thursday, June 04, 2009

Pulp Fiction

จะว่าเป็นแฟนตัวยงของ Quentin Tarantino ก็ไม่ใช่ แต่ชอบพี่แกตั้งแต่ได้ดู ทำให้ Pulp Fiction (ซึ่งติดท็อปเทนของ IMDb Top 250 มาโดยตลอด) ก็เลยเข้ามาอยู่ในคิว และเพิ่งได้ดูเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

วิธีการเล่าเรื่องแบบตัดฉากกลับไปกลับมา ที่เรียกว่า flashback รวมทั้งบทสนทนามากมายเรื่องราว ที่พรั่งพรู รวดเร็ว ลิ้นรัว (อ่านซับไตเติ้ลยังไม่ทัน) ของตัวละครแทบจะทุกฉาก ยังคงเป็นเอกลักษณ์ที่เด่นชัด ในหนังของ Tarantino เสมอ

เพราะว่าเคยดูหนังของพี่แกมาบ้างแล้ว ทำให้ไม่คาดหวังกับเนื้อหา ก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าดูเอาอะไร มันน่าจะเป็นเสน่ห์ของแต่ละฉากแต่ละตอนนั่นเอง ยังไงซะถ้าดูตั้งแต่ต้นจนจบ เราจะสามารถเรียงร้อยลำดับของเนื้อหาได้เอง

ก็อย่างที่บอก เนื้อหาหนังของ Tarantino ไม่ได้มีแกนที่เป็นหลักใหญ่ สำหรับเดินเรื่อง บทของพระเอกนางเอกก็ไม่ได้เด่นจนโดด (แต่ใน Kill Bill แลดูชัดขึ้น) ... ผมว่านี่ละมั้ง คือเสน่ห์

ฉากเต้นรำดูสวยงาม แต่ผมติดตาและขำฝืดๆ กับฉากที่บ้าน Jimmie Dimmick (Quentin Tarantino) ซึ่ง Winston Wolf นักจัดการปัญหามือฉมัง ถูกส่งมาช่วย Jules Winnfield (Samuel L. Jackson) กับ Vincent Vega (John Travolta) ล้างทำความสะอาดรถและอาบน้ำทำความสะอาดตัว เพื่อกลบเกลื่อนหลักฐานที่ยิงคนตาย -- ประมาณว่า "เออ! พี่แก คิดได้ไงอะ"

โดยรวมๆ แล้ว Pulp Fiction ดูดีและพัฒนาขึ้นพอสมควร เมื่อเทียบกับ Reservoir Dogs โดยเฉพาะในแง่ของการผลิต -- แต่ผมน่ะชอบ Reservoir Dogs มากกว่าเยอะเลย


ภาพประกอบ: Wikipedia

Monday, June 01, 2009

ความต้องการทางเพศ

ตั้งใจและอยากเขียนเรื่องนี้นานแล้ว ว่าผมคิดอย่างไร หลังจากผ่านโลกมาหลายสิบปี มีความต้องการทางเพศมากว่าครึ่งค่อนชีวิต กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่

" ... ความต้องการทางเพศเป็นเรื่องธรรมชาติ เหตุเกิดคือเพื่อการดำรงไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์ ... "


อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ถ้าเพียงเราเข้าใจในเหตุและที่มา ใช้และปล่อยให้มันเป็นไปตามเหตุนั้นๆ ผลของมันคงจะไม่ผิดเพี้ยน ดังเช่นปัจจุบัน

ความต้องการของคนเราไม่ว่าจะเรื่องไหน ถ้าไม่ได้รับการตอบสนอง ก็มักจะนำมาซึ่งความผิดหวัง ความต้องการทางเพศก็เช่นกัน จำเป็นต้องได้รับการตอบสนอง ไม่ใช่เก็บกดหรือเพิกเฉย ประเด็นอยู่ที่จะจัดการและปลดปล่อยมันอย่างไร

แต่ในเมื่อมันผิดเพี้ยนหนัก และส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวม ในฐานะของคนเป็นพ่อแม่ เป็นผู้ปกครอง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องช่วยกัน สร้างความเข้าใจที่ถูกที่ควรให้กับลูกหลาน รวมไปถึงแนะแนวทางการปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสมด้วย

ไม่เข้าใจว่า รายการดีดีอย่าง ชูรัก ชูรส ทำไมต้องไปอยู่ซะดึกดื่นขนาดนั้น อยากดูแต่ไม่เคยได้ดู ง่วงหลับไปก่อนซะทุกครั้ง


ตรรก

ความต้องการรวม = ความต้องการทางเพศ + ความต้องการที่ไม่ใช่ทางเพศ

ความต้องการรวมมีขีดจำกัดด้วยตัวแปรเวลา จึงมีค่าสูงสุดที่จำกัด (คงที่) ค่าหนึ่ง -- ดังนั้น ถ้าเราเพิ่มความต้องการที่ไม่ใช่ทางเพศให้มากขึ้น จะทำให้ความต้องการทางเพศลดลง แต่คงไม่จำเป็นกำจัดให้ความต้องการทางเพศหมดไป เพราะจะเป็นการฝืนธรรมชาติ

...

นับว่าเป็นความท้าทายในชีวิตอย่างมาก ว่าผมและแฟนจะสอนลูกสาวอย่างไร


ภาพประกอบ: MiNDFOOD

Wednesday, May 27, 2009

หลง(ทาง)ธรรม

ระยะเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา สังเกตุเห็นนายหญิงที่บ้านขวนขวาย อ่านหนังสือธรรมะ สวดมนต์ หาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต มากมาย โดยเฉพาะธรรมบรรยายของพระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม) วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี

ไม่วายผมจะคิดเดิมๆ [ไม่ดีเอาซะเลย] -- "เอ้า! ดูกันซิว่า คราวนี้จะไปได้ซักกี่น้ำ นานแค่ไหน..."

เรื่องธรรมะ ผมไม่รู้และไม่เข้าใจมากนัก เพราะไม่เคยศึกษาหรือปฏิบัติอย่างลึกซึ้ง ไหว้พระสวดมนต์ก็ไม่บ่อย แต่คิดว่าวัตถุประสงค์หลักของพุทธศาสนานั้น เพียงต้องการให้ทุกชีวิตอยู่(และจากไป)อย่างสงบ ... หนทางอาจมีมากกว่าหนึ่ง ?

ความเชื่อดั้งเดิม :: สังคมอุดมคติ ไม่จำเป็นต้องมีกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องมีศาสนา

...

สงสัยว่านายหญิงของผม กำลังหลงใหลธรรม ซึ่งตามประสาผมก็ search คำ "หลงใหลธรรม" เช่นเคย เจอและชอบ ขออนุญาตคัดลอกความข้างล่างนี้จากบล็อกสังฆะใจ


ยิ่งศึกษาพระพุทธศาสนา

จะยิ่งไม่รู้พระพุทธศาสนา


เพราะหลงใหลในรสอร่อยของความรู้

หลงใหลในความนึกความคิดของการใช้เหตุผล ตามหลักปรัชญา ตรรกวิทยา

ศึกษาโลก ศึกษาความทุกข์ นั่นจึงจะยิ่งรู้พระพุทธศาสนา

*จากงานเขียนท่านพุทธทาส


เธอหลงธรรม... ส่วนผมน่ะหลงทาง หาธรรมไม่เจอ


ภาพประกอบ: http://scottmcleod.typepad.com

Sunday, May 24, 2009

Seven Pounds

ดู Seven Pounds จบแล้ว เก็บประเด็นของขุนอรรถมาคิด คือคำถาม “ไม่มีวิธีที่ดีกว่านี้หรือ?”

Ben Thomas (Tim) พระเอกของเรื่อง คิดและทำอย่างนั้นเพราะอะไร ... เพราะกลัวบาป รู้สึกผิด ทุกข์ที่ตามหลอกหลอนเขาตลอดเวลา

แต่... คนที่หลอนขนาดนั้น คงไม่มีสติ วางแผนทำอะไรได้อย่างเป็นเรื่องราวขนาดนี้ (Ben Thomas ไม่มีจริง)

แน่นอนว่า สังคมต้องยกย่องสรรเสริญในสิ่งที่ Ben ทำ แต่คงมีไม่น้อยที่ตั้งคำถามว่า "ทำไม" โดยเฉพาะผู้ที่เขาเลือกแล้วทั้งเจ็ดคนนั้น

คำตอบของ "ทำไม" ไม่ใช่ประเด็นสำคัญนัก คำถามหลักกลับน่าจะเป็น "ในโลกแห่งความเป็นจริง จะมีคนทำแบบนี้ได้จริงๆ นะหรือ?" (สติแตก ฆ่าตัวตายไปนานแล้วละ)

โดยส่วนตัว ผมชอบบทบาทการแสดงของ Will Smith ใน The Pursuit of Happyness กว่ากันมาก (ชอบอะไรที่แสดงออกชัดๆ)

Seven Pounds เหมาะสำหรับคนที่ชอบหนังชีวิต ที่เกี่ยวกับความคิด ความเชื่อ เท่านั้นครับ ... ขอบอก!

ภาพประกอบ: Wikipedia

Saturday, May 23, 2009

Changeling

Changeling - โดยส่วนตัว ผมคิดว่าบท Christine Collins ค่อนข้างเด่นมากถึงมากที่สุด เมื่อเทียบกับบทบาทในหนังหลายๆ เรื่องของ Angelina Jolie เท่าที่เคยดูมาทีเดียว

Changeling อำนวยการสร้างโดย Clint Eastwood นำเรื่องราวจากเหตุการณ์จริง ซึ่งเกิดขึ้นที่ Los Angeles ตั้งแต่มีนาคม 1928 โน่น กระบวนการติดตามค้นหาเด็กชายวัย 9 ขวบ (Walter Collins ลูกของ Christine Collins) ซึ่งหายไปจากบ้าน มันช่างลึกลับซับซ้อน ก็เพราะความมักง่าย หมกเม็ด และอยากเอาหน้าของตำรวจ เท่านั้นเอง

ความเลวร้ายที่ตำรวจบางคน ทำไว้กับประชาชนคนทำมาหากินอย่าง Christine แม้จะมีมานานกว่า 80 ปีแล้ว แต่ทุกวันนี้ แม้ในบ้านเมืองเราเอง เหตุการณ์แบบเดียวกัน ยังคงมีให้เห็นอยู่เสมอ ประชาชนตาดำๆ อย่างเราๆ ก็ได้แต่ภาวนาว่า จะเกิดกับใครก็เกิดไปเถอะ แต่อย่าได้มาเกิดกับตัวเองและครอบครัวเลย

ดูหนังไปจนจบ 2 ชั่วโมงเศษ ทำให้ย้อนคิดไปถึงตอนต้นๆ ซึ่ง Walter พูดกับแม่ (Christine) ว่า ที่พ่อของเขาต้องจากไป เพราะว่าความกลัวอย่างนั้นหรือ แล้วท้ายเรื่องก็ได้มีการนำ "ความกลัว" กลับมาชูเป็นประเด็นอีกครั้ง (ผมเชื่อมโยงเอง ส่วนคนทำตั้งใจรึเปล่า ไม่ทราบแน่ชัด)

Changeling เดินเรื่องได้น่าติดตามพอสมควร (คงเพราะว่าสร้างจากเรื่องจริง) แม้ว่าปมจะไม่ถึงกับลึกลับซับซ้อนเท่าไรนัก -- แนะนำครับ ไม่ผิดหวัง


ภาพประกอบ: Wikipedia

Wednesday, May 20, 2009

สุขบนทุกข์

แม้จะเป็นเพียงคำพูดเล่นๆ ในวงเล่า แต่ลึกๆ แล้ว ผมถือมั่นและจริงจังกับสิ่งที่พูดทุกครั้ง

"ไอ้ผมมันเป็นคนที่.. ชอบมีความสุขบนทุกข์ของตัวเอง"

นึกถึงเพลง
อดทนเวลาที่ฝนพรำ อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่าง
เมื่อวันเวลาที่ฝนจาง ฟ้าก็คงสว่างและทำให้เราได้เข้าใจ
ว่ามันคุ้มค่าแค่ไหนที่เฝ้ารอ


ไม่รู้จักร้อน ก็ไม่รู้จักเย็น ไม่รู้จักหนาว ก็ไม่รู้จักอุ่น ไม่รู้จักฉัน ก็ไม่รู้จักเธอ (อันหลังนี่เกี่ยวเปล่าหว่า)

ทำความรู้จัก คุ้นให้เคย และอยู่ให้สนุกกับความยากลำบาก ที่ถาโถมเข้ามาในชีวิต เศร้าเหงา ตีโพยตีพายบ้าง ก็ให้มันเป็นไป (Let it be) รอวันแค่มันผ่านพ้นไป เราก็จะได้พบในสิ่งตรงกันข้าม ซึ่งยิ่งใหญ่ที่สุด

รู้ไหมครับ แท้ที่จริงแล้ว ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือ ทุกข์เดิมๆ มันไม่ได้ห่างหายหรือว่าจากเราไปไหนหรอก แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือ ตัวเรานั่นเอง ปรับตัวได้ อยู่กับมันได้ สุขบนทุกข์ได้ ทุกข์นั้นก็ไม่ใช่ทุกข์อีกต่อไป

ชีวิตๆ หนึ่ง เกิดมาเพื่ออะไร ผมไม่ทราบ ทุกวันนี้ ทำเพียงแค่ หาที่เหมาะกับตัวเองให้ได้ แม้ว่าที่ตรงนั้น จะไม่มีใครอยู่กับเราเลยก็ตาม




ภาพประกอบ: ARTgazine

Saturday, May 16, 2009

Our Green Home

แปลกจัง วันนี้อยู่ดีดี ก็มีนกปรอดหัวโขนน่ารักคู่หนึ่ง ตัดสินใจเลือกทำรังสร้างเรือนหอ อยู่บนต้นโมกภายในบ้านทาวเฮ้าส์เล็กๆ ของผม แอบถ่ายคลิปวีดีโอกับภาพนิ่งมาได้นิดหน่อย






ที่เห็นในภาพนั้น เป็นนกตัวผู้ซึ่งกำลังเกาะบนกิ่งลีลาวดี แอ๊คชั่นเหมือนตั้งใจจะให้ถ่ายภาพ ส่วนตัวเมียกำลังเร่งสร้างรังอย่างขยันขันแข็งอยู่ที่กิ่งโมกใกล้ๆ กัน (ตามที่เห็นในคลิป)

Age is Beauty

บังเอิญเจอเว็บไซต์ที่แจกภาพ wallpaper สวยๆ อย่าง InterfaceLIFT ผ่าน twitter เมื่อสองวันก่อน -- ก็เออนะ! เปลี่ยนดีกว่า

หลังจากเลือกอยู่นานก็มาลงตัวที่ Age is Beauty -- ชอบทั้งประโยคที่เขียน และความงามของภาพ ช่างเลือกประโยคได้เข้ากับภาพเป็นอย่างยิ่ง (ห้วงอารมณ์และเวลาเสพศิลป์ของผม ?)




Age is beauty -- ผมว่าความหมายมันก็คงคล้ายๆ กับ Life is beautiful ทำนองนั้น ประโยคเช่นนี้มีความหมายมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับคนวัยประมาณผม (กำลังจะเลี้ยวเข้าหลักสี่)

ทุกประสบการณ์ของชีวิต ไม่ว่าจะสุขล้นพ้นเหลือ หรือทุกข์ยากแสนเข็ญ ล้วนเป็นเรื่องสวยงามทั้งสิ้น เพียงแค่เราผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้ และยังคงยืนหยัดอยู่ต่อไป


ภาพประกอบ: InterfaceLIFT

Friday, May 08, 2009

พักผ่อนหย่อนสมอง

ถ้าไม่เหนื่อยก็คงไม่ต้องพัก ถ้าไม่หนักก็คงไม่ต้องผ่อน

ภาพ เสียง และข้อความดีดีแบบนี้ คงจะช่วยใครบางคนที่กำลังเหนื่อยหนักอยู่ได้บ้าง (ผมคนหนึ่งละ) มากน้อยแล้วแต่ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว เขาคงไม่ทำออกมาตั้งมากมายขนาดนี้

ในบางเวลาชีวิตเคยเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว อาจต้องการบทกวี และคำปลอบประโลมบ้างเหมือนกัน




คิดแว้บๆ ว่า น่าจะมีใครทำเป็นภาษาไทยบ้างก็ดีนะ ...

ที่มา: INSPIRATIONAL FLASH MOVIES

Tuesday, May 05, 2009

The Wrestler

"Ram jam! Ram jam! Ram jam! Ram jam!"

เสียงตะโกนเชียร์อย่างกึกก้องของแฟนๆ ผู้คลั่งไคล้กีฬามวยปล้ำ (แม้รู้อยู่เต็มอกว่ามันคือละคร) เรียกชื่อ Randy "The Ram" Robinson ดังต่อเนื่องไม่หยุด

Randy คือสุดยอดนักมวยปล้ำแห่งยุค ตลอดยี่สิบกว่าปีในวงการ เขานั่งอยู่ในหัวใจของผู้ชมมาโดยตลอด ไม่มีใครแกร่งเกินกว่าเขาอีกแล้ว

แต่ใครจะคิดบ้างละว่า บนเวทีมวยปล้ำที่ดูแสนโหดร้าย ทารุณ และป่าเถื่อนขนาดนั้น มันกลับเป็นบ้านที่อบอุ่นที่สุด สำหรับนักมวยปล้ำอย่าง Randy ซึ่งไม่มีที่แม้เพียงเล็กๆ สำหรับเขาเลย บนโลกของความเป็นจริง

สุดยอดดราม่าเรื่องหนึ่งของปี 2008 The Wrestler -- เล่าเรื่องราวชีวิตอันโดดเดี่ยวของ Robin Ramzinski หรือ Randy "The Ram" Robinson นักกีฬามวยปล้ำอาชีพ ซึ่งพยายามจะลืมและทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต แม้แต่ลูกสาว เพื่อมาสร้างโลกตามความต้องการของตัวเอง บนเวทีมวยปล้ำ

แต่ทุกสังขารย่อมละไป เป็นธรรมดาของโลก ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า ในวันที่ Randy ป่วยเป็นโรคหัวใจ จำเป็นต้องอำลาวงการฯ เขาจึงค้นพบว่า เขายังคงรักและคิดถึง และไม่สามารถลืมลูกสาวคนเดียวของเขาได้เลย จึงตัดสินใจกลับไปหาเธอ

แต่ความเจ็บปวดที่ Randy เคยทำไว้ในอดีต เมื่อครั้งที่ทิ้งลูกให้เดียวดาย กรรมมันย้อนกลับมาสนองตัวเขาอย่างแสนเจ็บปวด เกินจะทนได้ เมื่อไม่มีทางเลือก Randy จำต้องซมซานกลับไปตายอย่างอบอุ่น (รึเปล่า) ในบ้านหลังเดิม บนเวทีมวยปล้ำนั่นเอง

...

Randy 'The Ram' Robinson:
When you live hard and you play hard and burn the candle at both ends... in this life, you can lose everything you love, everything that loves you. A lot of people told me that I'd never wrestle again, they said "he's washed up", "he's finished" , "he's a loser", "he's all through". You know what? The only ones gonna tell me when I'm through doing my thing, is you people here. You people here... you people here. You're my family.

...

ชอบเพลง Trailer หนัง "The Wrestler" ของ Bruce Springsteen มากเลย ...ขอบอก



ภาพประกอบ: Wikipedia