Saturday, March 28, 2009

‘มืออาชีพ’—วรพจน์ พันธุ์พงศ์

ขออนุญาตตัดบางช่วงบางตอนที่ชอบมาก มาแปะเก็บไว้อ่านซะหน่อย -- จากบทสัมภาษณ์ "วรพจน์ พันธุ์พงศ์" เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว [ต้นฉบับ]

ในงานเขียนของคุณมักจะมีน้ำเสียงที่แสดงออกถึงความโดดเดี่ยว ความเหงาอยู่พอสมควร แต่เท่าที่สังเกตไม่เคยแสดงออกถึงความท้อแท้เลย

ถ้าชีวิตคนอย่างเราอยู่ได้ในสังคม คนอื่นก็อยู่ได้ เพราะว่าโดยองค์ประกอบในทุกๆ ด้าน โดยพื้นฐานทางครอบครัว ยังไงก็น่าจะเรียกว่ามันต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานมากๆ ยิ่งถ้าจะพูดเรื่องเงิน ฉะนั้น ถ้าคนแบบเราสามารถทำงานหรือมีพื้นที่อยู่ได้ในสังคม มันน่าจะอธิบายได้ว่าทุกคนควรจะอยู่ได้ ทุกคนควรจะเชื่อด้วยซ้ำว่า เพราะงานเท่านั้นแหละที่จะทำให้คนอยู่ได้ ไม่ใช่เรื่องอื่น ฉะนั้นมันจะท้อเรื่องอะไรล่ะ ง่ายๆ ที่สุดเลย ตื่นเช้ามามีลมหายใจอยู่ก็น่าจะดีที่สุดแล้ว จะขาดทุนเรื่องอะไร ในเมื่อพื้นฐานเกิดมาด้วยการติดลบตลอดเวลา คือถ้าเราจะพูดเรื่องต้นทุนกำไร มันก็เป็นกำไรไปหมดแล้ว...

โดยส่วนตัวค่อนข้างรังเกียจอาการฟูมฟาย คิดว่าอาการฟูมฟายเหมาะสมกับบางช่วงวัยเท่านั้น บางช่วงวัยน่าจะนับว่าเป็นความน่ารังเกียจ แต่มันก็ยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ มีบางอย่างไม่สามารถจัดการได้ แต่แทนที่จะพูดไปในวงกว้าง แทนที่จะพูดกับเพื่อน บางทีมันก็ต้องกลืนเลือดเงียบๆ กระทั่งตัวเราเองเราก็รู้สึกไม่ดีกับมัน แต่เป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องจัดการกับมันให้ได้ พูดขึ้นมาเมื่อไหร่มันก็เซ็ง ไม่รู้จะพูดขึ้นมาทำไม พูดที่สนุกๆ ดีกว่า เป็นเรื่องปกติที่คนเราจะอ่อนแอ มีข้อบกพร่อง แต่เป็นหน้าที่ที่จะต้องจัดการ เราเองก็ทำได้ดีบ้างไม่ดีบ้าง เมื่อไหร่ก็ตามที่ยังไม่ตาย มันก็ไม่น่าจะเศร้าเกินไป หดหู่เกินไป


ตลอดชีวิตที่ผ่าน ผมคิดและเชื่อเสมอว่า "นักเขียน" คืออาชีพในฝันอันสูงสุดของตัวเอง แต่ ณ วันนี้เปลี่ยนแล้วครับ "เขียน" คือ สิ่งที่ผมชอบทำมากๆ โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น ... เท่านั้นเอง


ที่มา: โอเพ่นออนไลน์

Saturday, March 21, 2009

งาน = ปัญหา = ปัญญา

บ่อยครั้งที่ผมได้รับเชิญให้เป็นผู้สัมภาษณ์คนเข้าทำงาน นอกเหนือจากเรื่องคุณสมบัติ (qualification) และประสบการณ์ตรง (experience) แล้ว ผมมักจะค้นหาลำดับขั้นตอนในการแก้ไขปัญหา (problem solving flow) จากคนที่เข้ารับการสัมภาษณ์

รวมถึงในทางกลับกัน กรณีที่ผมต้องเป็นผู้ถูกสัมภาษณ์ นอกเหนือจากจะเตรียมคำตอบสำหรับคำถามยอดนิยมแล้ว ที่เหลือก็แค่เตรียมโชว์พาว ตรรกของเราในการแก้ไขปัญหา ...เท่านี้เอง

...

ข้างล่างนี้ เป็น short note ส่วนตัวของผมเองครับ ไม่ใช่แนวทางจากกูรู หรือผู้เชี่ยวชาญใดๆ ทั้งสิ้น

  • ทัศนคติ - ความสุขของคนเรา ว่ากันว่าต้องเริ่มต้นจากสิ่งนี้ มองโลกในแง่ดีให้ได้ ในทุกสถานการณ์ เขาจ้างเรามาแก้ไขปัญหา
  • สติ - แม้ผลกระทบของปัญหาจะหนักหนาขนาดไหน จดจ่ออยู่กับการแก้ปัญหาเถิด อย่าเพิ่งเตลิดไปนึกถึงว่า แก้ไม่ได้แล้วจะเป็นอย่างไร
  • ข้อมูล - แน่นอนว่า ทุกปัจจัยย่อมมีเหตุของมัน ปัญหาก็ต้องมีเหตุของปัญหา การเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้ได้มากที่สุด ย่อมทำให้สามารถหาสาเหตุของปัญหาได้เร็วยิ่งขึ้น เหมือนตำรวจเก็บหลักฐานนั่นยังไง
  • เครือข่าย - ไม่มีที่ใครทำอะไรสำเร็จได้อย่างง่ายดายโดยลำพัง แทบจะทุกปัญหาในการทำงาน (รวมทั้งในชีวิตด้วย) ล้วนมีคนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยทั้งนั้น การสร้างสัมพันธ์อันดี มีที่ปรึกษา ย่อมดีกว่าไม่มีเป็นแน่แท้
  • ทำ - ถ้าได้ข้อมูล ได้ทีมงานมาแล้ว ตั้งสมมุติฐานแล้ว ลงมือทำครับ หลายๆ ปัญหาต้องอาศัยการพิสูจน์ บางครั้งอาจต้องจำลองสถานการณ์ ไม่ลงมือทำ ก็ไม่เกิดอะไรขึ้น ปัญหาจะยังคงเป็นปัญหาอยู่อย่างนั้น
  • ยอมรับ - เมื่อเต็มที่แล้ว ผลจะออกมาอย่างไร ช่างมัน ยอมรับให้ได้ ภูมิใจไปก่อนได้เลยตั้งแต่ลงมือทำ

ขอให้มีความสุขกับงานกันทุกคนนะครับ

อ้อ! เกือบลืม ขอขอบคุณข้อมูลดีดีจาก ขุนอรรถ ด้วยครับ ไปละ สวัสดี

Wednesday, March 18, 2009

ปอ.134 คุยข้ามสายพันธุ์

รถเมล์สาย 134 เป็นสายประจำนั่งกลับบ้านของผม แต่สำหรับรถ ปอ. (ปรับอากาศ) ไม่ค่อยได้เจอ ไม่ค่อยได้ขึ้นบ่อยนัก [รอรถเมล์ฟรี] เคยเจอเหตุการณ์คนคุยโทรศัพท์มือถือข้ามสายพันธุ์มาแล้วครั้งหนึ่ง ประมาณ 2 สัปดาห์ก่อน แต่ไม่แน่ใจนัก มาเจอเมื่อเย็นวานอีกครั้ง มั่นใจเลย ... บนรถ ปอ.134 เราสามารถใช้โทรศัพท์มือถือโทรคุยข้ามสายพันธุ์ได้จริงๆ เพราะได้ยินมากับหู เห็นมากับตา

...

ย้อนกลับไป 2 สัปดาห์ก่อน คนคุยกับเหี้ย จริงๆ ไม่ได้โม้ (คำว่าเหี้ย ไม่ใช่คำหยาบคาย) ผมนั่งเบาะคู่ตัวเดียวกัน ข้างๆ น้องผู้ชายคนนั้นเลย น้องเค้าคุยโทรศัพท์ตั้งแต่ผมเดินไปนั่งด้วย จนผมเกือบจะลง (กว่า 40 นาที)

"ไอเหี้ย กูว่าอีกไม่เกิน 5 ปี มึงก็เป็นใหญ่เป็นโตแล้ว ตอนนั้นกูคงต้องไปพึ่งบารมีมึงแหละ ไอเหี้ย"

"ไอเหี้ย มึงเข้าใจมั้ยว่า กูจะซื้อรถไปทำไม กูทำงานในเมือง รถแม่งโคตรติด แล้วกูก็อยากผ่อนบ้านให้แม่กูอยู่ก่อน"

"ไอเหี้ย วันนึงข้างหน้าถ้ากูมีเงินเก็บพอ กูอาจลาออกไปรับเหมาก่อสร้างเองก็ได้ แต่ตอนนี้กูยังไม่พร้อมว่ะ ไอเหี้ย"

คนคุยโทรศัพท์ข้ามสายพันธุ์กับเหี้ย -- เค้าคุยจนผมรู้ว่า... ไอเหี้ยจบกฎหมาย ไอเหี้ยทำงานอยู่การบินไทย ไอเหี้ยยังไงก็ไม่ตกงาน ไอเหี้ยมีโทรศัพท์มือถือ ไอเหี้ยมีเพื่อนเป็นคน


เมื่อวานนี้ครับ ป้าแกโทรคุยเกือบเพื่อนรุ่นน้อง

"เธอมันสันดานชอบกินขี้ ยังไงก็อดกินขี้ไม่ได้ เธอมันเป็นกระสือไง กระสือชอบกินขี้ไง ยังไงก็อดกินไม่ได้"

คนคุยโทรศัพท์ข้ามสายพันธุ์กับผีกระสือ -- ผีกระสือของป้าเป็นผู้ชายอะ แต่ไม่รู้ว่าผีกระสือกินขี้ของป้าแกรึเปล่านะ

...

ว่างๆ ลองหาโอกาสนั่งรถเมล์สาย ปอ.134 ดูครับ เผื่อจะได้ยินคนคุยโทรศัพท์ข้ามสายพันธุ์อื่นๆ ที่แปลกกว่าผมอีกก็ได้

Monday, March 16, 2009

Australia

ดูหนัง Australia เมื่อวานนี้ เพราะชอบบทบาทการแสดงของ Nicole Kidman มานานแล้ว (ตั้งแต่เป็น Dr. Chase Meridian ใน Batman Forever) -- เธอเล่นบทไหน ผมก็คิดว่าเธอเป็นตัวละครตัวนั้นจริงๆ

หนังความยาวสองชั่วโมงกว่า แต่เนื้อหานั้นเดาได้ไม่ยากนัก หลายๆ ฉาก (ส่วนใหญ่) นั้น เพื่อสร้างความเศร้าซึ้งประทับใจ สะเทือนอารมณ์ให้กับคนดู บวกกับภาพ location ที่งดงามของออสเตรเลีย ทำให้หนังดูได้เพลินๆ ดีเหมือนกัน

ตัวละครสำคัญคนหนึ่ง ที่เรียกได้ว่าเป็นจุดศูนย์กลางของเรื่อง คือ Nullah เด็กชายวัยสิบสาม ลูกผสมระหว่างพ่อที่เป็นฝรั่งผิวขาว กับสาวอะบอริจิ้นพื้นเมือง ผู้ซึ่งได้รับการถ่ายทอดวิถีแห่งชีวิต และความเป็นอยู่แบบชนเผ่าพื้นเมืองจาก King George (ตาของเขา)

แม้ว่าจะเติบโตมาในฟาร์มของคนผิวขาว (เพราะแม่เป็นคนงาน) และผูกพันกับ Mrs.Boss (Sarah Asley) นางเอก มากแค่ไหนก็ตาม แต่ลึกๆ แล้ว Nullah รู้ดีว่า ในวันหนึ่งเขาจะต้องจากไป ไปใช้ชีวิตตามแบบของเขา เพราะ Nullah คืออะบอริจิ้น เขาเชื่อมั่นและศรัทธาใน King George และอะบอริจิ้น

...

Quote ประทับใจ (เพื่อนชาวพื้นเมือง Magarri พูดกับพระเอก Drover)
No dreaming, no story. Nothing.


ภาพประกอบ: Wikipedia

Tuesday, March 10, 2009

คะแนนสอบ

สัปดาห์นี้ ลูกคิดสอบปลายภาค จบเทอมนี้ เทอมหน้าก็จะขึ้นอนุบาล 2 แล้ว เห็นแม่เค้าเคี่ยวเข็ญกับลูกมากมาย สงสารลูก ถูกกดดัน

เทอมแรกลูกคิดสอบได้ที่ 1 ของห้องนะ [นี่อาจเป็นสาเหตุให้แม่หวังสูง] ส่วนกลางเทอมนี้แม้จะเป็นที่สอง แต่คะแนนก็ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์

อยากถามเหมือนกันว่า "ถ้าลูกสอบไม่ได้ที่หนึ่ง หรือว่าลูกสอบไม่ได้คะแนนดีๆ แม่จะรักลูกน้อยลงหรืออย่างไร"


...


โดยส่วนตัว ผมผ่านประสบการณ์และได้รับรู้ความรู้สึกการเป็นเด็กเรียนดีมาเยอะ สอบได้ที่หนึ่งของห้องบ่อยมาก สอบเข้าได้ที่หนึ่งของโรงเรียนก็เคย ได้เกรดเฉลี่ย 4.00 อีกสองสามครั้ง เป็นตัวแทนโรงเรียนเข้าแข่งขันวิชาการก็มีบ้าง -- พูดได้เต็มปากเลยว่า คะแนนสอบมีนัยสำคัญกับชีวิต (ตั้งแต่เรียนจบมา) น้อยมาก


มีเรื่องสุดประทับใจเกี่ยวกับคะแนนสอบ มาเล่าสู่กันฟังครับ

ตอนนั้นประมาณ ม.2 เทอม 2 วิชาสังคมศึกษา มีสอบเก็บ 20 คะแนน แต่ผมป่วยไม่ได้ไปโรงเรียน ทำให้ต้องตามไปสอบกับอาจารย์ (เป็นอาจารย์ประจำชั้นซะด้วย) ที่ห้องพักครูคนเดียว นั่งทำข้อสอบมึนหัวตึ้บ ตอบไม่ได้เลย ส่งกระดาษคำตอบไปก็รู้ตัวละครับว่า ถูกไม่เกิน 2 ข้อจาก 10 ข้อ ซึ่งผลที่ออกมาก็เป็นจริงอย่างที่คิด

พอประกาศคะแนนเก็บกลางภาค ของผมอยู่แถวๆ 57-58 จาก 60 คะแนน [ผมละงง] อาจารย์บอกให้นักเรียนทั้งห้องฟังว่า สอบเก็บคะแนนล่าสุด แม้ผมจะทำได้แค่ 4 เต็ม 20 แต่อาจารย์ให้คะแนนพิเศษ จาก 4 กลายเป็น 20 เต็ม เหตุผลก็คือ เทอมนั้นผมเป็นหัวโจกในการพัฒนา ตกแต่งห้องเรียน โดนใจแก ตั้งใจทำ เพื่อส่วนรวม ผลงานออกมาดีมาก เป็นที่ประทับใจอาจารย์ รวมทั้งเพื่อนๆ

หน้าแดง ผมดีใจ สุขใจ ภูมิใจ ณ เวลานั้น อะไรใจๆ ดีดีมาหมด และมากมายกว่าทุกครั้งที่เคยสอบได้ที่หนึ่ง หรือเคยได้รับรางวัลเรียนดีทั้งหลายแหล่ในอดีต ไม่รู้กี่ร้อยเท่า นึกถึงแล้วยังจำความรู้สึกนั้นได้ไม่ลืม

"สอบตก แต่สุขใจ ใครจะเคย"


...


คะแนนสอบเป็นเพียงมายา อย่ายึดติดจนเกินไป มันวัดได้แค่ว่า ตอนนั่งทำข้อสอบใครทำได้ดีกว่ากัน ผลของคะแนนจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ คุณค่าอยู่ที่ว่า เราตั้งใจและเต็มที่แล้วหรือไม่ -- ถ้าเป็นไปได้ก็เปิดใจ มองหาความสามารถและข้อดีของคนอื่นจากหลายๆ มุมนะครับ


ภาพประกอบ: devianART

Saturday, March 07, 2009

Michael Clayton

ดูหนังเรื่องเดียว ความยาวแค่สองชั่วโมง อาจไม่ช่วยอะไร แต่ผมอยากให้อาชีพทนายทุกท่านมีโอกาสได้ดู Michael Clayton สำหรับหนังเรื่องนี้ ต้องยอมรับตามตรงว่า ผมดูแทบไม่รู้เรื่องเลย บทพูดเยอะและเร็วมาก บวกกับความแยบยล ซ่อนสิ่งเล็กสิ่งน้อยไว้ให้คิด เต็มไปหมดแทบทุกฉาก -- แต่พอได้อ่านรีวิวที่ MOVIEMANIA แล้ว โอ้โหเลย อย่างนี้ต้องซ้ำ

Tagline: The Truth Can Be Adjusted


ความรู้สึกฝังใจ จากประสบการณ์ตรง ผมอคติกับอาชีพทนายความมากถึงมากที่สุด พยายามออกกำลังใจ เปิดกว้าง ไม่เหมา แต่ก็ไม่ค่อยวาย

ทั้ง Tagline ข้างบน และวลีที่ว่า "สำนึกกับเงินตรา มันแปรผกผันกัน" สำหรับผมแล้ว นี่ละใช่เลย มันหมายถึงอาชีพทนายความชัดๆ

ข้อสรุป คือ ต้องขออภัยว่านี่เป็นอคติส่วนตัวสุดๆ ในที่สุดแล้ว ดีเลวมันอยู่ที่ตัวบุคคลมากกว่า ทุกวงการทุกอาชีพย่อมมีทั้งคนดีและคนเลวปะปน ทนายความดีๆ ที่ผมรู้จักก็มีบ้าง เพียงแต่ว่าเมื่อเทียบสัดส่วนกันแล้วน้อยมาก คงเป็นผมเองแหละที่โชคร้าย

คงต้องหาโอกาสดู Michael Clayton อีกซักรอบ เพราะว่าวันนี้ ดันไปดูเวลาที่กำลังง่วงมาก -- แล้วเจอกันครับคุณทนายภารโรง


ภาพประกอบ: Wikipedia

เสียหมากับเพื่อนต่างชาติ

บ่ายวานนี้ ที่ทำงานได้เชิญท่านผู้กำกับการตำรวจจาก ศูนย์ตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำผิดทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (High-Tech Crime Center/Royal Thai Police) มาเป็นวิทยากรให้ความรู้กรณีศึกษา การสืบสวน หาหลักฐาน เพื่อจับกุมผู้กระทำความผิดทางเทคโนโลยี -- ท่านให้พวกเราเรียกเป็นกันเอง แบบพี่ๆ น้องๆ ว่า ผู้กำกับเจี๊ยบ หรือพี่เจี๊ยบ

ผมคงไม่เล่ารายละเอียดคดีตัวอย่าง เพราะมันยาวมาก และก็หลายเรื่องนำมาเล่าต่อไม่ได้ เพราะยังสู้คดีกันอยู่ในชั้นศาล แต่ขออนุญาตเก็บซัก 2 มุขของพี่เจี๊ยบมาเล่าให้ฟังพอขำขำครับ

...

[1]

พี่เจี๊ยบ: น้องๆ เคยเอาชื่อ-นามสกุลของตัวเองไป search ใน google มั้ยครับ
น้องๆ: เคยครับ/เคยค่ะ
พี่เจี๊ยบ: แล้วเจอมั้ย มีใครไม่เจอบ้าง
น้องๆ: ???
พี่เจี๊ยบ: ใครไม่เจอนะครับ ถ้าที่บ้านเลี้ยงหมา ให้ระวังไว้ วันดีคืนดี หมาที่บ้านจะค่อยๆ หายไปทีละตัวๆ
น้องๆ: !@#$%?
พี่เจี๊ยบ: (ยิ้มมุมปากก่อนพูด) ก็เสียหมาไงครับ

...

[2]

พี่เจี๊ยบ: ผมเป็นคนมีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่สนิทกันเยอะ กับพี่ปอง คุณโจ้ นี่ก็สนิทกัน เพื่อนต่างชาติก็มี และเค้ามักจะมาหาผมตอนเย็นๆ แดดร่มลมตก
มาประจำเลย เค้าชื่อ มิสเตอร์ไฮเนเก้น !

พี่ปอง: ฝรั่งผิวสีเขียว น้ำลายฟูมปาก



"โชคดีมีเสียงหัวเราะ ทุกท่านครับ ไปละ สวัสดี"

Tuesday, March 03, 2009

Taweetha Alumni Association

เมื่อตอนสายๆ เพื่อนสมัย ม.ต้น โทรมาชวนไปร่วมงาน "คืนสู่เหย้าชาวทวีธาภิเศก" ในค่ำวันเสาร์ที่ 7 มีนาคม ที่จะถึงนี้ พอกลับบ้านมาก็ลองแวะเข้าไปเว็บไซต์ของโรงเรียนดูซะหน่อย อยากรู้ว่าจะมีข่าวประชาสัมพันธ์งานนี้บ้างมั้ย เจอครับ [ขออนุญาตแปะหน่อย เพื่อช่วยกระจายข่าวได้บ้าง] -- ตัวผมเองก็ไม่แน่ว่าจะได้ไป





สมาคมศิษย์เก่าฯ ก็มีเว็บไซต์เป็นของตัวเองด้วย ผมสมัครสมาชิกเว็บไซต์แล้ว ไม่รู้สำเร็จรึเปล่า (เมล confirm ยังไม่มาเลย) ลองเข้าไปค้นหาชื่อเพื่อนห้องเดียวกันในทำเนียบรุ่น เจอแค่ไม่กี่คนเองอะ แต่มีชื่อเรา ที่อยู่ปัจจุบันก็อัพเดตซะด้วย -- แล้วที่ตกหล่นไปตั้งเยอะ มันเพราะอะไรหว่า

ว่าแล้วก็ลองมานั่งไล่เรียงดูเองดีกว่า ทดสอบความจำ (เอาแค่ชื่อพอ สะกดไม่ถูกบ้าง ไม่ว่ากันนะครับพี่น้อง) 20 กว่าปีเอง -- มัธยมต้น ห้อง .../1 รุ่นปี พ.ศ. 2525
  1. [ประเสริฐศักดิ์] -- นามแฝง
  2. ศิวัฒม์
  3. มนตรี
  4. วิทวัส
  5. ธรรมศักดิ์
  6. อรุณ
  7. วสุ
  8. เจริญไชย
  9. ประทีป
  10. สมศักดิ์
  11. อนุเทพ
  12. วิโรจน์
  13. จิระโชติ
  14. ประสาร
  15. วิฑูรย์
  16. สุรวุฒิ
  17. กมล
  18. รุ่งโรจน์
  19. สุริยา
  20. อังคาร
  21. มนชัย
  22. ประวิทย์
  23. วีระศักดิ์
  24. เอกรินทร์
  25. กัมปนาท
  26. วิเชษฐ์
  27. มานพ
  28. ศักดิ์ณรงค์
  29. วิบูลย์
  30. บุญยิ่ง
  31. สัญญา
  32. ธีรวุฒิ
  33. สมศักดิ์ ฮึก
  34. กมล
  35. วีระพงษ์
  36. ณรงค์
  37. ศรัณย์
  38. วิชัย
  39. ชนินทร์
  40. สมบูรณ์
  41. ดิเรก
  42. วิฑูรย์
  43. วิชชุพันธุ์
  44. สมภพ
  45. มนตรี
  46. อดิเรก
  47. สุธรรม
  48. พรเทพ
  49. รินทร์
  50. เสกสม
  51. พิสิฐ

Sunday, March 01, 2009

The Show in Funeral

คลิปวิดีโอสั้นๆ ที่ผมเพิ่งถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือ จากงานศพตั่วโกว (ป้าซึ่งเป็นพี่สาวคนโตของพ่อ) เมื่อสักครู่ที่ผ่านมานี่เอง ในพิธีกงเต็กของคณะที่จ้างมา มีการแสดงคล้ายๆ กายกรรมโชว์ ซึ่งตื่นตาตื่นใจมาก สมแล้วกับที่ได้รับสินน้ำใจจากเจ้าภาพเพิ่มอีก 2,000 บาท





ในคลิปนี้แค่หนึ่งในสิบเท่านั้นครับ ขอบอก...อย่างเจ๋งจริงๆ -- ข้าขอคารวะ