Saturday, March 28, 2009

‘มืออาชีพ’—วรพจน์ พันธุ์พงศ์

ขออนุญาตตัดบางช่วงบางตอนที่ชอบมาก มาแปะเก็บไว้อ่านซะหน่อย -- จากบทสัมภาษณ์ "วรพจน์ พันธุ์พงศ์" เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว [ต้นฉบับ]

ในงานเขียนของคุณมักจะมีน้ำเสียงที่แสดงออกถึงความโดดเดี่ยว ความเหงาอยู่พอสมควร แต่เท่าที่สังเกตไม่เคยแสดงออกถึงความท้อแท้เลย

ถ้าชีวิตคนอย่างเราอยู่ได้ในสังคม คนอื่นก็อยู่ได้ เพราะว่าโดยองค์ประกอบในทุกๆ ด้าน โดยพื้นฐานทางครอบครัว ยังไงก็น่าจะเรียกว่ามันต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานมากๆ ยิ่งถ้าจะพูดเรื่องเงิน ฉะนั้น ถ้าคนแบบเราสามารถทำงานหรือมีพื้นที่อยู่ได้ในสังคม มันน่าจะอธิบายได้ว่าทุกคนควรจะอยู่ได้ ทุกคนควรจะเชื่อด้วยซ้ำว่า เพราะงานเท่านั้นแหละที่จะทำให้คนอยู่ได้ ไม่ใช่เรื่องอื่น ฉะนั้นมันจะท้อเรื่องอะไรล่ะ ง่ายๆ ที่สุดเลย ตื่นเช้ามามีลมหายใจอยู่ก็น่าจะดีที่สุดแล้ว จะขาดทุนเรื่องอะไร ในเมื่อพื้นฐานเกิดมาด้วยการติดลบตลอดเวลา คือถ้าเราจะพูดเรื่องต้นทุนกำไร มันก็เป็นกำไรไปหมดแล้ว...

โดยส่วนตัวค่อนข้างรังเกียจอาการฟูมฟาย คิดว่าอาการฟูมฟายเหมาะสมกับบางช่วงวัยเท่านั้น บางช่วงวัยน่าจะนับว่าเป็นความน่ารังเกียจ แต่มันก็ยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ มีบางอย่างไม่สามารถจัดการได้ แต่แทนที่จะพูดไปในวงกว้าง แทนที่จะพูดกับเพื่อน บางทีมันก็ต้องกลืนเลือดเงียบๆ กระทั่งตัวเราเองเราก็รู้สึกไม่ดีกับมัน แต่เป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องจัดการกับมันให้ได้ พูดขึ้นมาเมื่อไหร่มันก็เซ็ง ไม่รู้จะพูดขึ้นมาทำไม พูดที่สนุกๆ ดีกว่า เป็นเรื่องปกติที่คนเราจะอ่อนแอ มีข้อบกพร่อง แต่เป็นหน้าที่ที่จะต้องจัดการ เราเองก็ทำได้ดีบ้างไม่ดีบ้าง เมื่อไหร่ก็ตามที่ยังไม่ตาย มันก็ไม่น่าจะเศร้าเกินไป หดหู่เกินไป


ตลอดชีวิตที่ผ่าน ผมคิดและเชื่อเสมอว่า "นักเขียน" คืออาชีพในฝันอันสูงสุดของตัวเอง แต่ ณ วันนี้เปลี่ยนแล้วครับ "เขียน" คือ สิ่งที่ผมชอบทำมากๆ โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น ... เท่านั้นเอง


ที่มา: โอเพ่นออนไลน์

No comments: