Saturday, October 31, 2009

Simplicity is Complicated

เห็นประโยค Simplicity is Complicated ผ่านทวีตของ @justinvincent ทำให้สมองเกิดอาการ "คิดชีวิต" ขึ้นมาอีกแล้ว

"ลดรายละเอียดในชีวิต" -- ย้ำคิด คิดย้ำๆ แต่ไม่ค่อยเป็นรูปธรรม (ทำ) ซักเท่าไหร่นัก

When you were born, you were crying and people around you were smiling. Live your life so that when you die, you are smiling and people around you .. crying.

คติประจำใจของ ผศ.ดร.ปรีชาพร สุวัฒโนดม ข้างบน กลับทำให้ผมนึกถึงคนใกล้ตัว ... พ่อ


เท่าที่ทราบ พ่อมีลูกทั้งหมด 7 คน จากไป 1 เหลืออยู่ 6 ลูกทุกคนเรียนจบ ทำงาน และมีครอบครัวกันหมดแล้ว แต่ ณ วันนี้พ่อยังคงทำงานเป็นโฟร์แมนก่อสร้างสูงวัย (เลยเกษียณ) โยกย้ายที่ซุกหัวนอนไปตามไซต์งานไม่รู้จบ แต่ละวันต้องขับรถตะเวนไปทั่ว บางวันเป็นร้อยๆ กิโลเมตร เพียงลำพัง พ่อว่างเมื่อไหร่ จะแวะมาเล่นกับฝูงหลานตัวน้อย 4-5 คน บ้านโน้นทีบ้านนี้ที มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะทุกครั้งที่พบเจอกัน

ไม่เคยได้ยินพ่อบ่นว่าเหนื่อยเลยซักครั้งเดียว แม้ในยามเจ็บไข้ได้ป่วย พ่อก็ซมซานพาสังขารไปหาหมอด้วยตัวเอง ไม่โทรบอกใครให้เป็นกังวล แต่กลับเป็นพ่อที่คอยโทรหาลูกทั้ง 6 คน ถามสารทุกข์สุกดิบด้วยความเป็นห่วงอยู่เสมอ

สาเหตุที่พ่อไม่ยอมเลิกทำงาน เพราะว่าพ่อไม่อยากเป็นภาระของลูกๆ ผมเชื่ออย่างนั้น พ่อไม่เคยบอกใคร

ในวันที่พ่อจะต้องจากโลกนี้ไป you are smiling and people around you .. crying.

วันนึงผมจะแข็งแกร่งให้ได้ซักครึ่งหนึ่งของพ่อ ผมสัญญา

...

"ชีวิตที่เรียบง่ายกับชีวิตที่ยุ่งยากนั้น ไม่ได้แตกต่างกันเลย"


ภาพประกอบ: Scarfinger

Monday, October 26, 2009

Que Sera Sera

ตั้งชื่อเรื่องโหนกระแสหนังโฆษณาที่กำลังเป็นทอล์คฯ เผื่อว่าบล็อกจะดังกับเขาบ้าง

...

จริงๆ แล้ว ถ้อยคำแห่งชีวิต "Let It Be" ฝังอยู่ในสมองของผม (รวมทั้งอีกหลายๆ คน) นานแล้ว ชอบเพลงครับ (เวอร์ชั่นภาษาไทยก็ "ให้มันเป็นไป" ของอัสนี-วสันต์ โชติกุล) ทำให้จำฝังแน่น แค้นฝังหุ่น

ทำเรื่องยากให้เป็นคำง่าย -- คนซึ่งชีวิตกำลังยาก ต้องพยายามหาคำง่าย เพื่อช่วยให้ผ่านพ้นมันและยืนหยัดสู้ต่อไปได้ด้วยตัวเอง ผ่านไปได้ไม่ใช่เซียนหรอก แต่ถ้าผ่านไปไม่ได้สิครับ ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร แต่ที่แน่ๆ คือ เศร้า

...

ใครเคยผ่านชีวิตคู่หรือกำลังใช้ชีวิตคู่ คงจะเคยหรือกำลังผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบาก ในการปรับตัวอยู่ร่วมกับคนที่เราเลือก เพื่อให้ win-win (คำนี้ละง่ายดี ไม่ต้องอธิบายยาว) กันทั้งคู่

วันคล้ายวันเกิดของภรรยาสุดที่รักในปีนี้ ผมตั้งใจเป็นอย่างยิ่งว่า อย่าทนอีกเลย... หมายความว่า อย่าอยู่ด้วยความอดทนกันอีกต่อไปเลย การดำเนินชีวิตไปวันๆ ของผม ยึดหลัก ลดรายละเอียด แต่ในเมื่อ ณ วันนี้ ไม่ใช่ชีวิตเชิงเดี่ยวแล้ว รายละเอียดบางอย่าง ลดไม่ได้ ก็เปลี่ยนความคิดตัวเราซะ เหมือนอย่างที่ใครบางคนบอกไว้ว่า "แค่เปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน"

แต่ถ้ายังเปลี่ยนความคิดไม่ได้อีกละก็

Que Sera Sera (Whatever Will Be, Will Be)



ภาพประกอบ: Spanish Translation Blog

Sunday, October 18, 2009

Eternal Sunshine of the Spotless Mind

ระหว่างที่กำลังนั่งดู Eternal Sunshine of the Spotless Mind ผมรู้สึกชื่นชมวิธีบอกเล่าเรื่องราวของความรัก (และไม่รัก) ผ่านกระบวนการไล่ลบอดีตคนรัก (นางเอก) ออกจากสมองของพระเอก

และอย่างที่หลายๆ บล็อกลงความเห็น ซึ่งผมก็เห็นด้วย ว่า Eternal Sunshine of the Spotless Mind ไม่ใช่หนังรักโรแมนติก และก็ไม่ใช่หนังวิทยาศาสตร์ -- พออ่านเจอสอง "ไม่ใช่" ก็เก็บมาคิด แล้วอะไรละที่ "ใช่"

โดนผมเต็มๆ ครับ เพราะมันใช่และใกล้เคียงตัวเองมากทีเดียว (หลายๆ คู่ก็ไม่หนีนักหรอก)

อวบสวย อ้วนเผละ ผมหยักศก หัวหยิกหยอง คมเข้ม ดำเมี่ยง เสียงหวาน ผ่าซาก พูดเก่ง ช่างเม้าท์ ร่าเริง เอาแต่เล่น จริงใจ ไม่สำรวม ช่างเอาใจ น่ารำคาญ ไม่อ้วนดี ไม้เสียบผี รับผิดชอบ สร้างภาพ เงียบขรึม ซื่อบื้อ วิชาการ น่าเบื่อ มาดผู้ดี ไร้อารมณ์ อ่อนน้อม หน่อมแน้ม มีหลักการ เรื่องมาก ขยันทำงาน ไม่ให้เวลา

บอกว่าปิ๊ง บอกว่าชอบ บอกว่ารัก เพราะอะไร อะไรคือสิ่งดีดีของเขาและเธอ บอกได้ไม่ยาก

แต่เมื่อตกลงปลงใจใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันแล้ว ที่ยากแสนยากคือ ทำอย่างไรที่จะมองข้าม ไม่ขุดคุ้ย ไม่ตอกย้ำ สิ่งที่แย่ๆ ของคนรัก โดยเฉพาะเมื่อเวลาผ่านไป ที่บอกว่ารัก ที่บอกว่าใช่ ตอนแรกรัก เหล่านั้นมันคือภาพลวงตาหรือม่านบังใจหรือเปล่า

ผมว่าสำคัญมากนะหนังเรื่องนี้ คู่รักคู่ชีวิต สมควรดูเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันคือ ดราม่ารักเชิงลึก ที่แม้ไม่โรแมนติก แต่แทงใจเต็มๆ -- ดูแล้วคิด ได้อะไรแน่นอน


ภาพประกอบ: Wikipedia

Tuesday, October 13, 2009

Sunk Cost

ถ้าไม่ใช่งานวิจัยแล้วไซร้ วิศวกรรมจำเป็นต้องคิดและพิจารณาในมุมของเศรษฐศาสตร์ด้วยเสมอ

quote ข้างบนเป็นของเจ้านายผมเอง แกพร่ำ(บ่น)บอกลูกน้องเสมอๆ ซึ่งในบริบทหนึ่งเห็นด้วยอยู่แล้วครับลูกพี่

...


วันนี้มีโอกาสไปเป็นผู้เข้าฟังเสวนา จัดโดย TRIDI ในหัวข้อ แนวโน้มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร...2009-2014 ถือโอกาสเก็บ quote เล็กๆ น้อยๆ จากนักวิชาการทั้งสามท่านมาฝากกันซักเล็กน้อย



ดร.บัณฑิต โรจน์อารยานนท์
  • ในมุมของการเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีไอทีนั้น คนไทยเราเร็วและทันโลกมาก ใช้เยอะ ใช้ทุกอย่าง แต่ขอให้คิดซักนิดนะครับ ว่าไอ้ที่เราใช้นั้น มันคุ้มหรือมันจำเป็นจริงๆ หรือไม่ หลายๆ อย่างเป็น sunk cost เป็น sunk cost ของสังคม
  • ผลกระทบของเทคโนโลยีต่อสังคมในเชิงลบ คือ อาการด่วนได้ใจร้อน เนื่องจากเทคโนโลยีในปัจจุบัน สามารถตอบสนองพวกเราได้อย่างรวดเร็ว เช่น โทรศัพท์มือถือ ซึ่งโทรปุ๊บก็ได้คุยกับคนที่ต้องการคุยด้วยปั๊บ (ไม่ต้องตามตัวกันจ้าละหวั่นเหมือนโทรศัพท์บ้าน) หรือกล้องดิจิตอลที่ถ่ายรูปเสร็จเห็นภาพทันที เป็นต้น นี่แหละที่ทำให้คนในสมัยนี้ ใจร้อน ไม่อดทน ผมคิดว่านี่คือมูลเหตุหนึ่งของความขัดแย้งในสังคม


ดร.เจน จูฑา
  • โดยส่วนตัว FTA ไม่น่ากลัว และแทนที่ FTA จะเป็นวิกฤต ผมกลับคิดว่ามันคือโอกาสซะด้วยซ้ำ สิ่งที่พวกเราคนไทยต้องเร่งทำก็คือ พัฒนาคน ในด้านเทคโนโลยีนั้น คนไทยเก่งและมีศักยภาพทัดเทียมนานาชาติอยู่แล้ว แต่จุดที่ต้องเน้นอย่างมากคือ การนำความรู้ความสามารถนั้นมาต่อยอดเป็นโอกาสทางธุรกิจต่างหาก พูดง่ายๆ คือนำเอาเทคโนโลยีมาทำเป็นธุรกิจได้อย่างไร


ดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ

  • ผมไม่คิดว่า เทคโนโลยีจะเป็นปัญหากับเด็กในยุคปัจจุบัน และไม่น่าจะขยายตัวและส่งผลกระทบในวงกว้างกับสังคม นึกถึงตอนเราเป็นวัยรุ่น พ่อแม่เราก็มองว่าเรามีปัญหา เพียงเพราะว่าวัยรุ่นยุคเรา มีพฤติกรรมไม่เหมือนวัยรุ่นยุคพ่อแม่ ซึ่งผู้ใหญ่สมัยนั้นก็จะมองในแง่ลบไปหมด แต่เมื่อเวลาผ่านไป พวกเราส่วนใหญ่ต่างก็เติบโต เรียนจบ ออกมามีหน้าที่การงาน เป็นคนอย่างเราๆ ท่านๆ คงมีแค่ไม่กี่คนที่แย่ เป็นปัญหาของสังคม


ผมชอบทั้งสามท่านตรงที่พยายามตอบคำถามทุกคำถามอย่างตรงประเด็น พร้อมทั้งให้แง่คิดจากประสบการณ์ตรงของตัวเอง งานนี้ได้อะไรหลายอย่างที่เป็นประโยชน์มากครับ -- ขอน้อมคารวะท่านผู้จัดจากใจจริง

และที่ลืมไม่ได้อีกหนึ่งคือ @nuishow ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการเสวนาและตั้งคำถาม ผมว่าเขาคนนี้แหละตัวจริงเสียงจริง ที่ทำให้งานสัมนาน่าสนใจมากๆ


ป.ล. ที่ตั้งชื่อเรื่องว่า Sunk Cost เพราะจับใจตรงประโยค sunk cost ของสังคม ของ ดร.บัณฑิต

Friday, October 09, 2009

วันนี้ในอดีต

วันคล้ายวันเกิดของลูก คือ วันคล้ายวันเกือบตายของแม่

งานวันเกิด ยิ่งใหญ่ ใครคนนั้น
ฉลองกัน ในกลุ่ม ผู้ลุ่มหลง
หลงลาภยศ สรรเสริญ เพลินทะนง
วันเกิดส่ง ชีพสิ้น เร่งวันตาย
อีกมุมหนึ่ง ซึ่งเหงา น่าเศร้าแท้
หญิงแก่ๆ นั่งคอย และคอยหา
โอ้วันนั้น เป็นวัน อันตราย
แม่คลอดสาย โลหิต แทบปลิดชนม์
วันเกิดลูก เกือบคล้าย วันตายแม่
เจ็บท้องแท้ เท่าไร มิได้บ่น
กว่าเจ็บท้อง กว่าจะคลอด รอดเป็นคน
เติบโตจน บัดนี้ นี่เพราะใคร
แม่เจ็บเจียน ขาดใจ ในวันนั้น
กลับเป็นวัน ลูกฉลอง กันผ่องใส
ได้ชีวิต แล้วก็หลง ระเริงใจ
ลืมผู้ให้ ชีวิต อนิจจา
ทำไมถึง เรียกกัน ว่าวันเกิด
วันผู้ให้ กำเนิด ประเสริฐกว่า
คำอวยพร ที่เขียน ควรเปลี่ยนมา
ให้มารดา คุณเป็นสุข จึงถูกแท้
เลิกจัดงาน วันเกิด เสียเถอะนะ
ควรแต่จะ คุกเข่า กราบเท้าแม่
ระลึกถึง พระคุณ อบอุ่นแด
อย่ามัวแต่ จัดงาน ประจานตัว

แม่ไม่เคยจำได้หรอกว่า วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของลูก

เพราะลูกทุกคนสำคัญสำหรับแม่ ทุกวัน ทุกเวลา ไม่มีวันไหนสำคัญไปกว่าวันไหนเลยจริงๆ


...ตราบเท่าที่แม่ยังมีลมหายใจ...

Sunday, October 04, 2009

กวิสรา: หากเธอไม่เคยรักบทกวี

ชื่อจริงของลูกคิด คือ กวิสรา แปลว่า จอมกวี ยอดผู้ฉลาด

บังเอิญเจอ "หากเธอไม่เคยรักบทกวี" [ผ่าน ก้าว...รอ...ก้าว]
ชอบเนื้อหา (และเช่นเคย) ขออนุญาตตัดมาแปะ




หากเธอไม่เคยรักบทกวี

.,

หากเธอไม่เคยรักบทกวี
โปรดอย่าได้ย่ำยีเมล็ดฝัน
ดอกไม้หนึ่งซึ่งสองมองต่างกัน
สารพันหลากหลายความหมายใจ

แม้นหากเธอไม่เคยรักแสงเงาเช้า
ด้วยเร่งเร้ารีบรบกับวันใหม่
โปรดอย่าได้ประณามหยามเหยียดใคร
ที่หลงใหลแอบอิงประวิงเช้า

แม้นหากเธอไม่เคยรักในแดดสาย
เพราะวุ่นวายแข่งขันประชันเข้า
แล้วหากใครนิ่งแนบธุลีเนา
โปรดอย่าเย้ยหยันเขา..ไร้สาระ

แม้นหากเธอไม่เคยรักอาทิตย์ตก
ไม่เคยมองหมู่นกอิสระ
ค่าของเธอวัดกันชั้นฐานะ
ข้างถนน คน-ขยะ อย่าดูแคลน

เพราะโลกนี้เป็นดุจบทกวี
น้อยหนึ่งฝันเมล็ดนี้ฉันหวงแหน
ถ้าสาระของเราต่างแก่นแกน
เธอจะแค่นแคะกันไปทำไม

เคยไหมเธอเช้าดื่มตะวันจ้า
พอค่ำมาห่มจันทร์เคยบ้างไหม
วินาทีดอกไม้แย้มกลีบใบ
ชั่วโมงใจโบยบินถึงถิ่นฟ้า

เพราะว่าฉันนั้นรักบทกวี
แม้นใครไม่ไยดีไม่แลค่า
เธอบอกกินไม่ได้ไร้ราคา
แต่ฉันปรารถนาเขียนกวี


...


ทุกสรรพสิ่งล้วนเหมือนกันตรงที่แตกต่าง -- กวิสุรา (snakk)