Friday, December 31, 2010

ตรรกของชีวิต

ไม่อยากสับสนและวุ่นวายกับชีวิตคนเมือง แต่คงไม่ได้เรื่องแน่ ถ้าห้องนอนไม่มีแอร์ ห้องน้ำไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น

ไม่ชอบอยู่ในที่ซึ่งคนพลุกพล่านมากมาย แต่ชอบแฝงกายอยู่ตามร้านสุรา บรรยากาศดีๆ ดนตรีโดนๆ

ไม่ยึดติดกับรายละเอียด แต่หลงใหลในกลิ่นและรสละเมียดของกาแฟสตาร์บัคส์

ไม่พิศมัยผู้หญิงพูดมากพูดมาย แต่เหงาใจทุกทีที่ไม่ได้ยินเสียงเธอ

...

ก็เพราะว่าชีวิตไม่ได้สุดโต่ง : the best goal is no goal

และ ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน ตรรกของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นศูนย์หรือเป็นหนึ่ง ย่อมเป็นเช่นเฉกเดียวกัน

Tuesday, December 28, 2010

Christmas Quote



ตัดมาจาก Wall ของน้องแพรว (ลูกสาวของอา) เด็ก ม.1 อายุ 12 ปี

Thursday, December 09, 2010

แรงกดดัน...บันดาลใจ

ความเครียดนี่ไม่เข้าใครออกใครจริงๆ แม้แต่เด็กน้อย ยอมรับครับว่าช่วงนี้เครียดมาก (เสียง Blogger บ่น "แน่ละสิ เห็นเป็นเงี้ยะทุกที เครียดทีไร มรึงก็มาเขียน เห็นตรูเป็นที่ระบาย") แต่ผมก็ชินนะ ความเครียดมันเหมือนเพื่อน แวะมาเยี่ยมเยียน แป๊บนึงเดี๋ยวมันก็ไป

..

ในชีวิตการทำงาน ยังคงเชื่อเหมือนเดิมเสมอว่า ภารกิจสำคัญมากอันดับต้นๆ ของหัวหน้าหรือผู้นำก็คือ การสร้างแรงจูงใจให้กับลูกน้องหรือผู้ตาม
  • ทำยังไงจะให้ลูกน้องฮึกเหิม
  • ทำยังไงจะให้ลูกน้องลุกขึ้นสู้
  • ทำยังไงจะให้ลูกน้องท้อได้แต่ไม่ถอย
เหมือนครูเหมือนอาจารย์ สั่งได้แต่บางครั้งควรสอนด้วย ให้งานได้แต่บางครั้งควรทำให้ดูเป็นตัวอย่างด้วย ย้ำว่าเป็นตัวอย่าง ไม่ใช่ทำแทนทั้งหมด (เข้าตัว)

..

การสร้างแรงจูงใจหรือแรงบันดาลใจไม่เหมือนกัน สั่งไม่ได้ สอนก็ยาก วิธีที่ดีที่สุดคือ ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง (Walk the talk) แต่ตัวอย่างต้องคงอยู่ตลอดไป แน่นอนว่าหัวหน้าหรือผู้นำก็คนเหมือนกัน คงไม่เลิศเลอเพอเฟ็คไปซะหมดทุกเรื่อง เหนื่อยและท้อ คงต้องมีบ้างเป็นเรื่องธรรมดา เพียงแต่เวลาท้อ เวลาเหนื่อย ก็ต้องแสดงให้ลูกน้องเห็นว่า เรากลับมาได้ทุกครั้ง ตราบที่ยังคงมีแรง (ไปกันใหญ่แล้ว) -- สู้แล้วจะแพ้หรือล้มเหลวก็ช่างมัน สำคัญอยู่ที่ว่า วันนี้เต็มที่แล้วหรือยัง

เคยมีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งบอกว่า แรงบันดาลใจมันเกิดจากภายในจิตใจของแต่ละคนเอง จะสร้างหรือจับยัดใส่ให้กันไม่ได้ แต่แบบอย่าง ประสบการณ์ หรือเรื่องราวชีวิตของบางคน ก็สามารถจุดประกายให้เกิดแรงบันดาลใจขึ้นกับคนอื่นๆ ได้เหมือนกัน (การประชุมของบริษัท MLM เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนมากตัวอย่างหนึ่ง แต่บอกตามตรงผมไม่ค่อยชอบเลย มันดู fake เหมือนดูละครมากไปหน่อย)

ลูกน้องบางคนหัวหน้าแทบไม่ต้องทำอะไรเลย เค้ามีพลังมีแรงบันดาลใจเป็นของตัวเอง คนแบบนี้ไปอยู่ที่ไหนหัวหน้าไม่เหนื่อย(ใจ) แต่สำหรับบางคน ทำให้ดูเป็นตัวอย่างก็แล้ว พูดพร่ำสั่งสอนกันปาวๆ ก็แล้ว ไม่มีวี่แววฮึกเหิมปรากฏออกมาให้เห็นบ้างเลย (แต่หัวหน้าเองจะถอยไม่ได้นะครับ) บางทีอาจต้องลองส่งผ่านแรงกดดัน (ลูกใหญ่ๆ) ลงไปกระแทกซักหน่อย -- สถานการณ์สร้างทั้งวีรบุรุษสร้างทั้งซาตาน

..

ผมเองเป็นลูกน้องมาก่อน และทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นอยู่ รู้ครับสำหรับตัวเองมีทุกแบบใช้ทุกไม้ หลายครั้งแรงบันดาลใจมันออกมาจากข้างใน บางครั้งหัวหน้าต้องถีบขึ้นเวทีให้จับไมค์ (ร้อนๆ) โดยไม่บอกให้รู้ตัวล่วงหน้า บางหน...ท้อ! แต่พอมองไปที่ลูกพี่ เห็นลูกพี่ยังฟาดฟันกับอะไรต่อมิอะไรอย่างอีรุงตุงนัง (ส่วนเรากลับมานั่งคอตก) ให้รู้สึกละอาย ต้องกลับไปลุยต่อทั้งเหนื่อยๆ นั่นแหละ


  • ถ้าพลังและแรงบันดาลใจมีอยู่แล้วในจิตใจ คุณก็เหมือนเริ่มที่บวก
  • ถ้าพลังและแรงบันดาลใจไม่มี ยังต้องอาศัยเรื่องราวของคนอื่นมาช่วยสร้าง คุณก็เริ่มที่ศูนย์หรือติดลบนิดหน่อย
  • แต่ถ้าถึงขนาดต้องใช้ แรงกดดัน...บันดาลใจ คุณก็เหมือนเริ่มที่ติดลบสิบหรือยี่สิบองศาเซลเซียส -- หนาวนะครับ

ปุจฉา: ทุกเช้าของวันทำงาน คุณกำลังนั่งแกร่วรอว่าวันนี้หัวหน้าจะสั่งงานอะไรคุณอยู่รึเปล่า

- จบ (แบบห้วนๆ เหมือนเคย) -

ภาพประกอบ: OOYES.NET

Tuesday, November 02, 2010

ลำพัง

เห็นใน time line ของใครซักคนบน facebook เมื่อไม่นานมานี้

ลำปางหนาวมาก แต่คงไม่หนาวเท่าลำพัง


เรื่องของชีวิตไม่ว่าใครก็ตาม ในขณะที่กำลังผิดหวัง ความรู้สึกเศร้า เหงา ลำพัง มันมักจะถาโถมเข้ามาได้ตลอด ไม่ขาดสาย ทำยังไงก็ไม่หาย ไล่ยังไงก็ไม่ยอมไป

บางคนรู้สึกว่า ชีวิตลำพัง มันช่างโหดร้าย ทั้งที่จริงแล้ว ลำพังมันอยู่กับพวกเราทุกคนตลอดเวลา เหมือนที่เสกสรรค์ ประเสริฐกุลบอกไว้ "ชีวิตเป็นการเดินทางโดยลำพัง"

ขณะที่เขียนบันทึกนี้ กายผมกำลังอ่อนล้าอย่างหนัก ได้แต่พักนอนซมเพียงลำพังอยู่คนเดียว เหงามั้ย ลำพังมั้ย ผมว่าก็ใช่ แต่กำลังทำใจยอมรับให้ได้ว่า นี่ละคือชีวิตที่แท้จริง

ลำพัง ไม่เคยหายจากเราไปไหนหรอก ก็อย่างที่บอกมันอยู่กับเราตลอดเวลา เพียงแต่บ่อยครั้งที่เราชอบทำเป็นลืมมัน ปล่อยให้มันเหงาอยู่เพียงลำพัง เท่านั้นเอง

เวลานี้ผมถึงไม่เหงา (แค่หนาวนิดหน่อย) เพราะมีเจ้า "ลำพัง" เป็นเพื่อน

..

ที่มาภาพ: Blog การไตร่ตรองของผู้หญิงวิกลจริต

Monday, October 25, 2010

ไอ้โต

ก็ไม่แปลกอะไร ที่มีอยู่วันหนึ่งผมเคยคิดว่าอนาคต ชีวิตของผมจะเป็นเหมือน "ไอ้โต"

แต่โคตรเท่ อย่างน้อยพี่แอ๊ด คาราบาว ก็แต่งเพลงให้



เพื่อนผมเป็นหมอ เป็นอาจารย์หมอ ก็หลายคนอยู่นะ

ป.ล. ขอบคุณเพื่อนหมูที่ช่วยรำลึกอดีต (ความสุขที่คุณดื่มได้)

Thursday, October 21, 2010

สิทธิผู้บริโภค 5 ประการ

เมื่อเช้าเดินผ่านศูนย์บริการสาธารณสุขของกรุงเทพมหานคร เหลือไปเห็นป้ายผ้าประชาสัมพันธ์ สิทธิผู้บริโภค 5 ประการ ผมไม่ได้หยุดอ่านหรอก แต่จำไว้ว่าจะมาหาดูจากอินเทอร์เน็ตอีกครั้ง

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (Office of the Consumer Protection Board) เก็บไว้อ้างอิงซะหน่อย เนื่องจากเป็นเรื่องที่คนทั่วไปรวมทั้งผม แทบจะไม่ค่อยได้ใส่ใจ ถ้าไม่มีงานเข้าให้เดือดร้อนถึงตัวเองหรือคนใกล้ชิด

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่ให้ความสำคัญของการคุ้มครองผู้บริโภค โดยบัญญัติถึงสิทธิของผู้บริโภคไว้ในมาตรา 57 ว่า "สิทธิของบุคคลซึ่งเป็นผู้บริโภคย่อมได้รับความคุ้มครองทั้งนี้ตามที่ กฎหมายบัญญัติ"

พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 ได้บัญญัติสิทธิของผู้บริโภคที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย 5 ประการ ดังนี้

1. สิทธิที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับการโฆษณาหรือการแสดงฉลากตามความเป็นจริงและปราศจากพิษภัยแก่ผู้บริโภค รวมตลอดถึงสิทธิที่จะได้รับทราบ ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการอย่างถูกต้องและเพียงพอที่จะ
ไม่หลงผิด ในการซื้อสินค้าหรือรับบริการโดยไม่เป็นธรรม

2. สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่จะเลือกซื้อสินค้าหรือรับบริการโดยความ สมัครใจของผู้บริโภค และปราศจากการชักจูงใจอันไม่เป็นธรรม

3. สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับสินค้าหรือบริการที่ปลอดภัย มีสภาพและคุณภาพได้มาตรฐาน เหมาะสมแก่การใช้ ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายหรือทรัพย์สิน ในกรณีใช้ตามคำแนะนำหรือระมัดระวังตามสภาพของสินค้าหรือบริการนั้นแล้ว

4. สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับข้อสัญญาโดยไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบธุรกิจ

5. สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหาย ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองและชดใช้ค่าเสียหาย เมื่อมีการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคตามข้อ 1, 2, 3 และ 4 ดังกล่าว


ให้สงสัยในภาษากฎหมายกับการตีความคำว่า "โดยไม่เป็นธรรม" ซะจริงๆ แบบไหนเรียกว่าเป็นธรรม แบบไหนเรียกว่าไม่เป็นธรรม กรณีตัวอย่างมีมั้ย ?

...

พูดถึงเรื่องสิทธิ ผมมีอีกเรื่องติ๊กตอกๆ อยู่ในหัว เอาไว้ค่อยมาเขียนอีกบันทึกละกัน

Tuesday, October 12, 2010

quote ข้างถนน

quote ข้างถนนวันนี้ เก็บได้ระหว่างเดินออกจาก MRT มายัง office เมื่อเช้านี้เอง

"ก็บอกแล้วว่าให้เก็บไว้บ้าง เอางี้นะ วันไหนเงินเดือนแกออก แกหักสิบเปอร์เซ็นต์ สมมุติว่าเงินเดือนออกหมื่นนึงปุ๊บ แกเอาพันนึงฝากเลยทุกเดือนๆ เก็บไปเรื่อยๆ เก็บไปเงียบๆ เดี๋ยวแกก็มีเงินเองนั่นแหละ"


พี่สาวเจ้าของ quote (ดูจากเครื่องแบบ) มีอาชีพเป็นแม่บ้านทำความสะอาดตามสำนักงาน

Sunday, October 10, 2010

Social "HBD" word

เฉพาะที่มาในวันที่ 9 ตุลาคม เท่านั้น

Saturday, October 09, 2010

วันพ่อแห่งบ้าน

รู้สึกเหมือนเป็นวันพ่อแห่งบ้านมากกว่า HBD เพราะลูกเมียไม่โต้ไม่แย้งไม่ขัดใจเลยซักเรื่องเดียว แถมทำอะไรพิเศษๆ ให้อีกต่างหาก

Tuesday, October 05, 2010

น้ำตาลาไทร

"น้ำตาลาไทร" ของพร ภิรมย์ (ปัจจุบันท่านเป็นพระ) เป็นเพลงลูกทุ่งที่ผมชอบมากที่สุดเพลงหนึ่ง ไม่ว่าจะฟังกี่ครั้งๆ ก็เพราะมาก ภาษาสวยงาม เริ่มชอบและคุ้นเพลงนี้จากเวอร์ชั่นคัฟเวอร์ของไท ธนาวุฒิ



น้ำตาลาไทร เป็นเพลงที่ถูกนำกลับมาร้องใหม่อยู่พอสมควร เช่นของก๊อต จักรพรรณ์ก็มี

...

เนื้อเพลงที่มีภาษาสวยงามข้างล่างตัดมาจาก สนุกนึกกับนิวัติ กองเพียร


ป.ล. เนื้อร้องต้นฉบับ "บุญหนีบาปนำ" แต่คัฟเวอร์เวอร์ชั่นส่วนใหญ่จะผิดเป็น "บุญนี้บาปนำ"

Sunday, October 03, 2010

อคติ

อคติ คัดลอกจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

อคติ แปลว่า ไม่ควรถึง หมายถึงไม่ควรประพฤติ ในประเทศไทยใช้ในความหมายว่าลำเอียง มี ๔ คือ ฉันทาคติ โทสาคติ ภยาคติ โมหาคติ

  1. ฉันทาคติ ลำเอียงเพราะรัก
  2. โทสาคติ ลำเอียงเพราะชัง
  3. ภยาคติ ลำเอียงเพราะกลัว
  4. โมหาคติ ลำเอียงเพราะไม่รู้

เป็นธรรมของผู้เป็นผู้ใหญ่ควรยึดถือ ส่วนผู้ปฏิบัติธรรมสามารถใช้ในการพิจารณาสรรพสิ่ง ว่าเราเห็นผิดวิปลาสจากความเป็นจริงของสิ่งทั้งปวง เป็นเพราะอคติทั้ง ๔ ต่อสิ่งทั้งปวง


เมื่อวานผมเกิดโมหาคติอย่างแรง (คิดไปเอง เข้าใจไปเอง) ระหว่างที่เกิดไม่ได้มีสำนึกรู้ดูจิตเลยแม้แต่น้อย แต่ก็ไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับคำขอโทษหรือแก้ตัว

Saturday, September 18, 2010

ตัวตนและจิตวิญญาณ

ปีสองปีนี้ ผมอ่านหนังสือน้อยมาก เพราะจับเล่มไหนปุ๊บเป็นต้องง่วงปั๊บทุกครั้งเลย วันนี้ต้องเรียกว่าโชคดีที่บังเอิญช่วงบ่ายได้หลับไปแล้วหนึ่งงีบ ตื่นขึ้นมาโดนลูกคิดตัดหน้าใช้คอมพิวเตอร์เล่นเกมไปซะก่อน (จะสอนลูกให้เคารพสิทธิคนอื่น ก็ต้องทำตัวเป็นแบบอย่าง)

เลือกหยิบ "ตัวตนและจิตวิญญาณ" ของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ที่อ่านค้างไว้นานแล้ว ในเมื่อไม่ค่อยมีโอกาส เจอเนื้อหาดีๆ ก็ต้องจดบันทึกเก็บไว้เตือนความทรงจำซะหน่อย เลือกประโยคที่คิดว่าเมื่อกลับมาอ่านแล้ว จะทำให้รำลึกถึงแก่นของเนื้อหาที่เคยอ่านได้

ผมมักจะพูดเสมอว่าชีวิตเป็นการเดินทางโดยลำพัง ... [หน้า 72]

จริงๆ แล้วทุกวันนี้ผมไม่มีจุดหมายในชีวิต ซึ่งช่วยให้ทุกข์ร้อนน้อยลงมาก ผมมีแต่วิถีชีวิต ... [หน้า 104]

Thursday, September 16, 2010

เกิดมาไม่เคย

วันนี้เป็นวันแรกเริ่มของปีที่ 12 กับชีวิตการทำงานที่ที่ทำอยู่ในปัจจุบัน

เมื่อวานพูดเรื่องนี้ให้ ผบ.ทบ. ฟัง ดันหาว่าเราเป็นกุมารทองใบ้หวยซะอีก

งวดที่แล้ว 11 ถ้างวดนี้ 12 ละก็...ฮาตรึม

...

เกิดมาไม่เคยทำงานที่ไหนนานเท่านี้มาก่อน ขอจดบันทึกไว้ในกินเนสบุ๊คของตัวเองละกัน

เอาไว้ปีหน้ามาคอยดูกันว่า จะมีย่าง 13 รึเปล่า

...

เฮ้อ! พักนี้ไม่รู้เป็นอะไร ชอบรู้สึกแปลกๆ แบบว่า

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.


เกิดมาไม่เคยรู้สึกแก่เท่านี้มาก่อน

Saturday, September 04, 2010

Adora Svitak: อะไรคือสิ่งที่พวกผู้ใหญ่สามารถเรียนรู้ได้จากเด็กๆ

ครั้งหนึ่งนานมากแล้ว ผมเคยมีคำถามกับตัวเอง (และได้เปรยให้เพื่อนสมัยเรียนฟังบ้างเหมือนกัน) ว่า จะเป็นยังไงนะ ถ้าเรานำเอาเด็กทารกเพิ่งคลอดคนหนึ่ง ไปไว้ยังที่ไหนซักแห่งซึ่งไม่มีมนุษย์อยู่เลย โดยมองข้ามประเด็นรอดหรือไม่รอด สมมุติว่ารอดและเติบโตขึ้นมาได้ เด็กทดลองคนนี้จะโตขึ้นมาเป็นมนุษย์ที่มีแนวคิดหลุดโลก(ของเราๆ) ไปมากขนาดไหน เราน่าจะได้มนุษย์ที่ไม่มีกรอบความคิดเหมือนกับเรา

แต่พอนึกถึงเรื่องเมาคลีลูกหมาป่าขึ้นมา ผมก็เลยจบและหยุดคิดต่อทันที

...

คลิกดู TEDTalk คลิปนี้ครั้งแรก จากการแนะนำใน time line ของ @guykawasaki ตอนนั้นยังไม่มีซัปไทย ตอนนี้มีแล้ว เลยเปิดดูอีกรอบ เจ๋งมาก ขอบคุณทีมงาน TED: Thai Translators



...

ประภาส ชลศรานนท์ เคยบอกว่าที่จริงแล้ว ความคิดนอกกรอบที่ชอบพูดกันนั้น ไม่มีหรอก คิดแบบไหนๆ ก็มีกรอบทั้งนั้นแหละ คิดนอกกรอบที่พูดๆ กัน ก็น่าจะหมายถึง คิดนอกกรอบเก่าแต่ไปคิดในกรอบใหม่ เปลี่ยนกรอบไปเรื่อยๆ

Friday, September 03, 2010

รวมเว็บไซต์กฎหมาย

กฎหมายเป็นเรื่องที่ประชาชนตาดำๆ อย่างเราควรศึกษาและทำความเข้าใจเอาไว้บ้าง

รายการข้างล่างนี้ ผมคัดลอกมาจากบล็อก lawideaza (ขอบคุณนะครับ มีแก้ไข link ตายบางรายการ)

ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายไทย
ราชกิจจานุเบกษา
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/RKJ/index/index.htm

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
http://www.krisdika.go.th/

สำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
http://www.parliament.go.th/library/

ระบบสารสนเทศกฎหมาย กรมบัญชีกลาง
http://saraban-law.cgd.go.th/CGDWeb/simple_search.jsp

ค้นหางานวิจัย/บทความทางกฎหมาย

คณะกรรมการปรับปรุงกฎหมาย
http://www.lawreform.go.th/

เครือข่ายกฎหมายมหาชนไทย
http://www.pub-law.net/


ค้นหาคำพิพากษาศาลไทย

ศาลรัฐธรรมนูญ
http://www.constitutionalcourt.or.th/index.html

ศาลปกครอง
http://www.admincourt.go.th/admincourt/search_judgment.aspx

ศาลฎีกา
http://www.supremecourt.or.th/webportal/supremecourt/index.php

ค้นหาข้อมูลกฎหมายต่างประเทศ

สหรัฐอเมริกา
http://uscode.house.gov/search/criteria.shtml
http://thomas.loc.gov/
http://www.loc.gov/law/public/law.html
http://www.loc.gov/law/guide/us.html
อังกฤษ
http://www.parliament.uk/index/index.cfm
แคนาดา
http://laws.justice.gc.ca/en/index.html

ออสเตรเลีย
http://www.austlii.edu.au/

Wednesday, August 25, 2010

say "Yes, but ..."

ดูเหมือนว่าชีวิตในปัจจุบัน ความเป็นส่วนตัว (privacy) ของคนทำงานกินเงินเดือนอย่างเราๆ แทบจะไม่หลงเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าช่องทางไหน อินเทอร์เน็ต (email, msn, facebook, twitter) โทรศัพท์มือถือ (voice, sms) หรือโทรศัพท์บ้าน พวกนำเสนอขายสินค้าและบริการ สามารถเข้าถึงเราได้ตลอดเวลา ชีวิตจะสงบได้คงต้องปิดทุกช่องทางสื่อสาร ทำตัวเป็นฤาษี ขนาดนั้นกันเลย

แม้กระทั่งขณะที่เรากำลังเดินดุ่มๆ ออกจากสถานีรถไฟฟ้า เราก็มักจะโดนทักจากคนไม่รู้จักว่า "...พี่ครับพี่ ผม/หนู ขอรบกวนเวลาซัก 2 นาทีได้มั้ยครับ/คะ..." (ก่อนหน้านี้ ผมเจอแทบจะวันเว้นวัน แต่ช่วงนี้ดีหน่อย คงเพราะฝนตกบ่อย เลยไม่ค่อยมากัน)

คนไทยเราส่วนใหญ่ขี้เกรงใจ ไม่อยากปฏิเสธต่อหน้าตรงๆ เหมือนที่คิดอยู่ในใจ

"... ไม่ กูไม่เอา กูไม่ซื้อ กูไม่ทำ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ มึงอย่ามายุ่งกับกูได้มั้ย ..."


มีแต่แบบนี้

"เอ่อ! คือ น้องครับ/คะ ไว้ค่อยโทรมาใหม่นะ พี่ติดประชุม"

"เอ่อ! คือ น้องครับ/คะ เอาไว้พี่ขอไปปรึกษาแฟนก่อนนะ"

"เอ่อ! คือ น้องครับ/คะ ตอนนี้พี่ยังช้อตอยู่ สิ้นเดือนค่อยโทรมาใหม่นะ"

ฯ ล ฯ

เป็นซะอย่างนี้ ไอ้คนโทรมันก็ยังไม่เลิกโทรหรอกครับ เดี๋ยวนี้ผมมีมุกเดียว ชัดถ้อยชัดคำ ท่องจำขึ้นใจ

"น้องครับ อยากนำเสนออะไร คุยได้ครับ พี่ฟังได้ แต่พียืนกรานว่าพี่ไม่ซื้อ พี่ไม่ทำอะไรทั้งนั้น เชิญครับ"

...

ช่วงหลัง พวกบริษัทฯ ฝึกอบรมต่างชาติแถบมาเลเซีย สิงคโปร์ โทรเข้ามานำเสนอ training course ผมบ่อยมาก แน่นอนมันพูดภาษาอังกฤษยาวๆ และมักจะจบด้วยประโยคคำถามว่า Is this interesting for you?

คำตอบของผมเหรอ นี่เลย -- Yes, but we have no budget for oversea training at all. แล้วก็ต่ออีกนิดว่ามีรายละเอียดอะไรมากกว่านี้ให้ส่งอีเมลมาได้เลย ร้อยทั้งร้อย เงียบหายเข้ากลีบเมฆ

ผมว่าตรงๆ แบบนี้แหละดี ไม่เยิ่นเย้อ ไม่เสียเวลาทั้งสองฝ่าย ถ้าเราไม่มีใจจริงๆ อย่าไปให้ความหวังครับ จบเลยดีกว่า

Tuesday, August 24, 2010

ความต้องการกับเวลา

"ตื่งๆๆ มี.เรื่อง.แล้ว"

รู้สึกตัวขึ้นมาตอนตี 3 ตามประสาคนอายุไม่น้อย หรือเป็นเพราะว่าเวลาที่เหลืออยู่มันไม่มากแล้ว ร่างกายมันก็เลยปรับตัว ไม่ให้นอนหลับได้นานๆ พอตื่นปุ๊บไอ้เรื่องที่ผมกำลังเขียนอยู่นี้ มันก็ไหลพล่านอยู่ในสมอง อยู่ในความคิด เต็มไปหมด

ตั้งคำถามโดยเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง อยู่ที่ทำงานเป็นหัวหน้า ไม่ค่อยได้ให้เวลากับลูกน้อง อยู่ที่บ้านเป็นพ่อเป็นหัวหน้าครอบครัว ก็ไม่ค่อยได้ให้เวลากับลูกเมีย มิหนำซ้ำเทศกาลวันแม่ ไม่ว่าหันไปทางไหน ก็ตอกย้ำว่าไม่ค่อยได้ให้เวลากับแม่ และสำคัญที่สุด ทุกวันนี้ยังรู้สึกว่าแทบไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง

ลูกน้องต้องการเวลาหัวหน้า ลูกต้องการเวลาของพ่อ แม่ต้องการเวลาของลูก หลายคนต้องการเวลาให้กับตัวเอง

ในเมื่อวันหนึ่งๆ ทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากันหมด แล้วทำไมยังเรียกร้องขอเวลาจากคนอื่นอีกเล่า

สงสัยความคิด สงสัยตัวเอง สงสัยในมนุษย์ ... "เพียงแค่ยอมรับ ไม่จำเป็นต้องเข้าใจ"

ภาพประกอบ: จากอินเทอร์เน็ต

Wednesday, August 18, 2010

ฉลอง

คนเราวัดความสำเร็จกันที่ตรงไหน

ลูกเป็นตัวแทนโรงเรียนแสดงจินตลีลาถวายพระพร ออกทีวี (ย้ำ-ออกทีวี) ลูกเกร็ง ยิ้มไม่สวย แม่ส่ายหน้าบอกผิดหวัง ส่วนพ่อบอก นับถือๆ ถ้าเป็นพ่อวัยเท่าหนูนะ ออกทีวีครั้งแรกคงขาสั่น แสดงไม่ออก และอาจถึงขั้นฉี่ราด

ลูกทำคะแนนสอบกลางภาคได้ 92% แม่บอกว่าแย่ (หรืออีกนัยคือล้มเหลว) เพราะเคยได้มากกว่านี้ ส่วนพ่อน่ะฉลองไปล่วงหน้าแล้ว ตั้งแต่ลูกทำการบ้านเองได้ทุกครั้ง โดยพ่อแม่แทบไม่ต้องสอน ผิดบ้างถูกบ้างก็ยังโอเค

ลูกมีเวลาซ้อมเต้นแอโรบิค 5 วัน ก่อนทำการแข่งขัน แม่เห็นท่าทางการเต้นของลูกแล้วบอกว่าหน่อมแน้ม ... "ไม่ไหว ไม่ไหว" ส่วนพ่อเห็นลูกสนุกสนาน กระตือรือร้นกับการซ้อม กลับบ้านมาไม่ป่วย ไม่เพลีย ... "โอ้ว! เยี่ยมเลย"


สถานการณ์ของโลกเราทุกวันนี้ จัดว่าเข้าขั้นวิกฤตแล้ว โดยเฉพาะผลพวงจากการกระทำของมนุษย์เราด้วยกันเอง การลงมือทำอะไรมากมายหลายร้อยสิ่งอย่าง จะได้ผลลัพธ์ตามเป้าหมายสัก 2-3 อย่าง ก็ไม่ง่ายแล้ว เป็นอย่างนี้ คงมีเรื่องให้ฉลองกันไม่มากนัก

ถ้าอยากฉลองอย่างมีความสุข (แม้ฉาบฉวย) ก็ฉลองเลยตั้งแต่ได้เริ่มลงมือทำในสิ่งที่อยากทำ และทำด้วยความเต็มใจโดยไม่เบียดเบียนใคร พอแล้วครับพี่น้อง

...

วันนี้ผมอยากพร่ำแค่นี้แหละ -- เอ้า! เขียนเสร็จละ ฉลองกันหน่อย

Thursday, August 05, 2010

ขอบคุณ

เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา จบจากงานสัมนาชื่อยาวๆ ซึ่งจัดโดยกระทรวงไอซีที ที่อาคารหอประชุม สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ผมติดฝนกลับออกมาไม่ได้ในทันที ยืนรอให้ฝนหยุดอยู่นานเกือบชั่วโมง ยังไงๆ ก็ไม่มีวี่แวว โชคดีได้รับน้ำใจจากน้องสาวเจ้าหน้าที่ของสมาคมสโมสรนักลงทุน ซึ่งมาจัดงานสัมนาที่ห้องประชุมข้างๆ ชวนขึ้นรถตู้ของสมาคมฯ กลับออกมาด้วยกัน (ถ้าไม่มีหนังสืออยู่ในมือ ผมคงลุยฝนออกมาก่อนแล้ว)

เปล่าครับเธอไม่ได้ชวนผมคนเดียว แต่เธอชวนทุกคน (ทั้งหมด 5 คน) ที่ชะตากรรมเดียวกัน คือ ฝนตกหนักและคงตกอีกนาน ไม่มีร่ม ไม่มีรถ ไม่มีเพื่อนที่มีรถ

แม้การเปียกฝนกลับบ้านจะเป็นเรื่องปกติสำหรับผม และแม้ว่าได้กล่าวคำขอบคุณเธอไปแล้วก็ตาม (ผมเชื่อว่าเธอคงมีน้ำใจเป็นปกติ และไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร) แต่ขอบันทึกความประทับใจ เก็บไว้ตรงนี้ด้วยละกัน

...

ขอบคุณ ขอบคุณจริงๆ ครับ

Tuesday, July 27, 2010

ตีลูก

"คิดได้ เขียนได้ แต่ใช่ว่าจะทำอย่างที่คิดที่เขียนได้"

วลีข้างบนนี้ ผุดมาหลอกหลอน ล่องลอยเด่นชัด ในหัวอีกแล้ว ทุกครั้งที่มามันบ่งบอกถึงความไม่เอาไหนของตัวเอง สติหาย ปัญญาห่าง ผิดหวัง ซึมเศร้า อมทุกข์ - แต่ตราบที่ยังมีลมหายใจ คงจะกลับมาสู้ต่อ เพียงแต่ความวังวน คือสิ่งที่กังวล

หลายปีแล้วนะ ที่ไม่ได้ลงโทษลูกคิดด้วยการตี แต่แค่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมลงมือตีลูกอย่างหนักแล้ว 2 ครั้ง เพราะบันดาลโทสะ กับอากัปกริยาซึ่งไม่คาดหวัง (คำขอโทษของพ่อไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก)

อยากได้ก็ต้องทำเอง แม้จะทำยาก ก็ต้องทำเอง บทความของดังตฤณข้างล่าง เตือนสติได้ดี หวังว่าก่อนทำโทษลูกครั้งต่อไป เรื่องนี้คงปิ๊งแว้บมาเตือนสติผมได้บ้าง

จงเป็นพ่อด้วยหัวใจของคนเป็นพ่อ อย่าเป็นพ่อด้วยความคาดหวังในตัวลูก อย่าเป็นพ่อด้วยความคาดหวังในตัวเอง

...


เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว

ดังตฤณ

ถาม – การทำโทษลูกด้วยการตีนั้น บาปหรือไม่ครับ ถ้าบาปเราจะสอนเขาอย่างไร เพราะเขาไม่ยอมเชื่อฟังเราเลย อีกอย่างที่อยากทราบคือการดุว่าลูกดังๆเพื่อขู่บ่อยๆนั้นจะเป็นการสะสมโทสะ เป็นโทษเป็นภัยกับตัวเองหรือไม่?

ถึงวันนี้ การมีลูกเป็นเรื่องน่าเห็นใจมากครับ เพราะที่จะเลี้ยงเด็กรุ่นใหม่ให้สงบเยือกเย็นน่ารักน่าเอ็นดูนั้นยากเหลือ เกิน เนื่องจากสิ่งกระตุ้นรอบข้างเจืออยู่ด้วยราคะ โทสะ โมหะเข้มข้น ยั่วยุให้เด็กอยากทำอะไรก็ทำ ไม่ค่อยอยากยับยั้งชั่งใจ และเมื่อลูกไหลออกมาจากท้องแล้ว คุณจะเปลี่ยนใจจับยัดกลับคืนที่ก็ไม่ได้ ถูกใจหรือไม่ถูกใจขอเปลี่ยนแบบสินค้ารับประกันคุณภาพไม่ได้เสียด้วย

ก่อนจะเข้าเรื่องบาปหรือไม่บาปกับการตีลูก ขอยกตัวอย่างการทำโทษลูกที่น่าประทับใจ และทุกคนต้องเชื่อตรงกันว่าเป็นบุญแน่ๆก่อนนะครับ ที่จะเล่านี้เป็นเรื่องของหลานชายมหาตมะคานธี ซึ่งมีนามว่าอาลุน คานธี ผมเอามาจากหนังสือชื่อ Don’t Eat the Marshmallow… Yet! แปลเป็นไทยชื่อ ‘วิธีคิดที่ทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จ’

เมื่ออาลุนอายุ ๑๗ ปี เขาขับรถไปส่งพ่อที่ทำงานซึ่งอยู่ห่างจากบ้านประมาณ ๑๕ กิโลเมตร พอส่งเสร็จเขาก็ได้รับคำสั่งจากพ่อให้นำรถไปเข้าอู่ซ่อมและคอยรถจนกว่าจะ เสร็จ แล้วต้องกลับมารับท่านตอนเลิกงาน ๕ โมงเย็น

เบื้องต้นอาลุนก็ปฏิบัติตามคำสั่งดี นำรถไปเข้าอู่ให้พ่อ แต่ปรากฏว่าช่างสามารถซ่อมรถเสร็จตั้งแต่เที่ยงวัน อาลุนจึงเหลือเวลาร่วม ๕ ชั่วโมงกับการฉายเดี่ยว ขับรถตระเวนไปรอบเมือง แวะดูหนังจนกะโมงยามผิด กว่าหนังจะจบก็ปาเข้าไป ๖ โมงเศษแล้ว แน่นอนกว่าจะไปถึงที่ทำงานของพ่อก็ต้องปล่อยให้ท่านแกร่วรอมาแล้วราวชั่วโมง เศษ

พออาลุนมาถึงก็ขอโทษขอโพยใหญ่ พ่อของอาลุนไม่ว่าอะไร เพียงถามด้วยความเป็นห่วงว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วประสาเด็กวัยรุ่นที่รักตัวกลัวอาญาพ่อ อาลุนได้ใส่ความช่างซ่อมรถ หาว่าเป็นพวกหน้าโง่ กว่าจะเจอจุดที่เสียว่าอยู่ตรงไหนก็ครึ่งค่อนวัน เพิ่งซ่อมเสร็จหยกๆนี่เอง

พ่อของอาลุนอึ้งงัน เพราะเพิ่งโทรศัพท์ไปสอบถามกับอู่ซ่อมรถเมื่อเวลา ๕ โมงครึ่งด้วยความเป็นห่วงกับการล่าช้าอย่างผิดปกติ เกรงจะเกิดเรื่องร้ายกับลูกชายตน และก็ยิ่งห่วงหนักขึ้นเมื่อทราบจากทางอู่ว่ารถเสร็จตั้งแต่เที่ยง

มาบัดนั้น เมื่อได้ฟังการรายงานแบบปั้นน้ำเป็นตัวของลูกชาย เขาตัดสินใจเพียงครู่ก็สั่งเรียบๆว่า “ลูกพ่อ ขับรถไปเถิด พ่อจะเดินกลับบ้านเอง”

จากอาการประหม่ากลัวโดนทำโทษ อาลุนเปลี่ยนเป็นตกใจตะลึงงง เพราะระยะทาง ๑๕ กิโลเมตรในเวลาย่ำค่ำไม่ใช่เรื่องตลก เขาโวยวายคัดค้านการตัดสินใจของพ่อ เพียงเพื่อฟังคำตอบสะเทือนโสตที่สามารถพลิกชีวิตของเขาให้เปลี่ยนไปตลอดกาล

“ลูกพ่อ ถ้าสิบเจ็ดปีที่ผ่านมาพ่อไม่สามารถทำให้ลูกไว้วางใจพ่อได้ ก็แปลว่าพ่อต้องเป็นพ่อที่แย่มาก สมควรแล้วที่จะเดินเท้ากลับบ้านเพื่อคิดให้ออก ว่าจะทำตัวเป็นพ่อที่ดีขึ้นกว่านี้ได้ยังไง ขอให้ลูกอภัยกับความเป็นพ่อที่ไม่ดีพอตลอดเวลาที่ผ่านมาด้วยเถิด”

เมื่อพ่อเริ่มออกเดิน อาลุนก็ก้าวขึ้นรถยนต์และขับตามไป เขาจอดเป็นระยะเพื่อวิงวอนขอร้องให้ท่านขึ้นรถ แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ พ่อยังคงเดินหน้าและพูดสั่ง “ไม่หรอกลูก กลับบ้านเถอะ กลับบ้านไป”

ครั้งนั้นอาลุนไม่ฟังคำสั่ง ไม่ยอมทิ้งพ่อกลับบ้านไปก่อน แต่แม้ขอร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ได้รับการยืนกรานปฏิเสธทุกครั้งไป เขาเหน็ดเหนื่อยแทบขาดใจกับการอ้อนวอน และแม้อยู่ในรถก็นั่งอย่างไม่เป็นสุข ไม่ต่างจากลงเดินเท้าร่วมกับพ่อสักเท่าใดนัก

กระทั่งลุถึงบ้านพร้อมกันในเวลาเกือบห้าชั่วโมงครึ่งต่อมา ฝ่ายบิดาก็ทิ้งลูกชายเข้าห้องนอนไปเฉยๆ ไม่ดุด่า ไม่เฆี่ยนตี ไม่ทำอะไรอื่นใดทั้งสิ้น แน่นอนว่าคืนนั้นอาลุนโดนความรู้สึกผิดหลอกหลอนไปจนถึงเช้า และอาจจะต่อเนื่องอีกหลายๆคืนด้วย ประสบการณ์เขย่าประสาทส่งผลให้อาลุนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เขากล่าวว่า “หลังจากนั้น ผมก็ไม่เคยโกหกมนุษย์หน้าไหนอีกเลย!”

อ่านแล้วชอบเรื่องนี้มากครับ โดยเฉพาะเมื่อทราบว่าเกิดขึ้นจริงๆ มันทำให้ผมได้แง่คิดว่าโลกเรามีเรื่องราวเป็นพันล้านเรื่องทุกวัน ทุกชั่วโมง และทุกวินาที แต่กรรมขาวอันยิ่งใหญ่น่านับถือของคนบางคนเท่านั้น ที่ทำให้มีเพียงบางเรื่องสมควรถูกบันทึกไว้เล่าขาน เป็นแรงบันดาลใจไม่รู้ลืม

ลองคิดดูว่าถ้าคุณเป็นพ่อของอาลุน คุณจะทำอย่างไร? แน่ยิ่งกว่าแช่แป้ง พ่อทุกคนที่จับได้ว่าลูกโกหกตน ทำให้ตนต้องแกร่วรอเป็นชั่วโมง ย่อมอยากทำโทษในทางใดทางหนึ่ง สถานเบาคือด่าว่าด้วยความฉุนเฉียว สถานหนักอาจตบกบาลกันกลางถนนเดี๋ยวนั้น!

วิธีโต้ตอบกับสถานการณ์ที่ไม่ให้โอกาสคิดนานนั้น สะท้อนตัวตนอันเป็นปกติของคนๆหนึ่งได้อย่างชัดเจน ดังจะเห็นว่าพ่อของอาลุนต่างไปจากพ่อคนอื่น ท่านมีสติ มีความสงบ มีความคิดอ่านเสมอต้นเสมอปลาย สิ่งที่เราได้เห็นคือตัวตนของพ่อผู้มีน้ำใจประเสริฐ ยอมเหนื่อยเดินเท้า ๑๕ กิโลเมตรเพียงเพื่อดัดนิสัยลูกให้ดีขึ้น คุณเห็นเลยว่านี่เป็นการฉายภาพแห่งบุรุษแท้ ที่แข็งแกร่ง ตั้งมั่น และทำสำเร็จในกิจอันเป็นไปเพื่อมหากุศล นี่อาจน่าคารวะยิ่งกว่านักรบผู้พิชิตร้อยสมรภูมิเสียอีก คุณคาดหมายได้ว่าลูกผู้มีพ่อที่มั่นคงราวหินผาเช่นนี้ จะเติบโตขึ้นเป็นชายที่แข็งแกร่งและทนเพียรทำดีให้สำเร็จ เจริญรอยตามพ่อได้เช่นกัน

ว่ากันถึงข้อสรุปเบื้องต้นก่อนนะครับ เมื่อใดคุณมีสติ และหักห้ามใจตัวเองไม่ให้ทำตามกิเลสได้ สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมาจะเป็นปัญญาเห็นทางออกที่ดีขึ้นเสมอ

นี่เป็นความจริง การห้ามใจไม่ดุด่าทันที ไม่ตีลูกทันที จะทำให้คุณคิดออกตามพื้นฐานสติปัญญาของตัวเองว่าควรทำอย่างไร มีช่องทางไหนในสถานการณ์หนึ่งๆที่จะเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดีได้

ถ้าตั้งใจให้ลูกดีขึ้น ถ้าตั้งใจให้ลูกเชื่อฟัง คุณต้องไม่พูด ไม่ลงมือด้วยโทสะ แต่ต้องหนักแน่นด้วยขันติที่เจืออยู่ด้วยเมตตา กับทั้งประกอบพร้อมด้วยความเป็นกลางวางเฉย คุณจะเกิดปัญญาสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เอง ยิ่งเกิดปัญหาบ่อยก็ยิ่งลับปัญญาให้คม และสามารถคิดอ่านได้แหลมคมยิ่งๆขึ้น

อย่างไม่มีอะไรเลย ขันติและเมตตาจะทำให้น้ำเสียงของคุณนุ่มนวลลงกว่าตอนกำลังโมโห ซึ่งก็จะเป็นแสงสว่างชำแรกความมืดหม่นในจิตใจลูกให้หายไป หรือลดน้อยถอยลงได้ไม่มากก็น้อย

คนเราไม่ค่อยคิดฝึกห้ามใจ จึงไม่ค่อยมีใครรู้รสของการเป็นคนแข็งแรงและมีอำนาจอยู่เหนือกิเลส กับทั้งไม่รู้ว่าเมื่อมีอำนาจอยู่เหนือกิเลสแล้ว สติปัญญาจะมาได้มากขนาดไหน

คราวนี้ขอตอบตรงคำถาม คือที่คุณตีๆลูกไปนั้นจะเป็นบาปเพียงใด อันนี้เราต้องพิจารณาตามจริงว่าการตีลูกมีหลายแบบ ต่างกันที่เจตนา ตีลูกประชดผัวที่ไม่รับผิดชอบครอบครัวก็มี ตีลูกเพราะเมาเหล้าอาละวาดก็มี ตีลูกให้เข็ดหลาบจากการทำตัวเลวๆก็มี ตีลูกเพื่อให้สำนึกว่าทำอะไรลงไปก็มี

เมื่อตีไปแล้ว ลูกเจ็บตัวแล้ว ไม่ว่าด้วยเหตุผลกลใด เจตนาดีร้ายแบบไหน พ่อแม่ส่วนใหญ่จะรู้สึกเหมือนๆกันคือสงสารลูก

ว่ากันว่าถ้าตอนเป็นเด็กเคยโดนตีไว้มาก โตขึ้นจะระงับความโมโหยาก แล้วก็มาลงเอากับลูกของตัวเอง ซึ่งดูไปก็เหมือนห่วงโซ่แห่งเวร โดนพ่อแม่ตีมา ก็มาตีลูกตัวเองต่อ พอตีลูกตัวเอง อีกหน่อยก็ไปเกิดกับพ่อแม่ที่นิยมการตีลูกเป็นงานอดิเรกอีก

ลูกไม่ใช่สัตว์เลี้ยง แต่หลายคนมักเผลอลืม และตีลูกได้ด้วยอารมณ์ประมาณเดียวกับทุบตีสัตว์เลี้ยง การทำให้คนอื่นเจ็บกายเจ็บใจนั้น เป็นการทำให้เกิดทุกขเวทนาทางกายและทางใจ เมื่อให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นยากจะไม่ย้อนกลับมาถึงตัว อีกประการหนึ่ง การให้ทุกข์แม้ทางกาย ย่อมเพาะเชื้อของความเกลียด ความกลัว หรือทั้งเกลียดและกลัวขึ้นในใจอีกฝ่ายด้วยเป็นของแถม ฉะนั้นการตีจึงไม่ใช่นโยบายที่ดี และควรเป็นมาตรการท้ายสุด หลังจากไม่พบทางออกอื่นอีกแล้ว

หากรู้ตัวว่ากำลังอยู่ในอารมณ์โกรธ การออกห่างจากลูกสักพักอาจช่วยได้มาก เพราะคนเราตอนโกรธนะครับ อยู่ใกล้ใครหรืออะไรก็พาลพาโลกับคนนั้นหรือสิ่งนั้นแหละ ขอให้คิดถึงผลเสียที่จะตามมามากๆ ทั้งการที่ลูกผูกใจเคียดแค้นคุณ และทั้งการที่คนอื่นอาจได้รับผลร้ายจากความเก็บกดของลูกคุณ

อย่างไรก็ตาม ให้มองตามจริงอีกเช่นกัน ตามสำนวนรักวัวให้ผูก รักลูกให้ตีนั้น ถ้าไม่มีความหมายอยู่เลยก็คงไม่จดจำกัน มนุษย์เราเหมือนม้าพยศ หากไม่มีมาตรการเด็ดขาดเพื่อกำราบเสียบ้าง ก็อาจดิ้นหนีหรือทำเรื่องร้ายตามสัญชาตญาณดิบไม่สิ้นสุด หากทำโทษด้วยความปรารถนาดี ไม่อยากให้เขาเป็นภัยแก่ตนและคนอื่น ก็สบายใจได้ว่าในเบื้องต้นจิตของคุณตั้งขึ้นด้วยเจตนาที่เป็นบุญ

มันเริ่มต้นกันที่ใจ แม้การตีจะเป็นบาปอันเกิดจากการทำร้าย แต่ถ้าใจคุณมีสติด้วยความตั้งใจดีเป็นพื้น ก็ช่วยแบ่งเบาบาปได้ครับ กล่าวคือหากมีสติครบถ้วน ไม่เจือด้วยโทสะเลย หวังจะให้การทำโทษเป็นมาตรการเด็ดขาดเพื่อความถูกต้อง ก็อาจเป็นบุญ ๗๕% เจืออยู่ด้วยบาป ๒๕% ต่างจากการตีด้วยความโกรธ หรือด้วยความถืออำนาจแห่งความเป็นพ่อแม่ ซึ่งจะเป็นบาปเต็ม ๑๐๐% ครับ

ตามที่เห็นนะครับ เด็กบางคนแม้โดนตีหลายต่อหลายครั้ง ก็ไม่จำเป็นต้องเสียสุขภาพจิตหรือมีปมแค้นฝังใจ มันขึ้นอยู่กับว่าเด็กรู้สึกเป็นปกติกับพ่อแม่อย่างไร รักหรือไม่รัก อบอุ่นหรือไม่อบอุ่น เข้าใจหรือไม่เข้าใจ หากเขารักคุณ อบอุ่นกับการเลี้ยงดูของคุณ ตลอดจนเข้าใจดีว่าคุณทำทุกอย่างด้วยเหตุผลเพื่อเขามาตลอด การหวดด้วยไม้เรียวคงไม่อาจทำลายความรัก ความอบอุ่น และความเข้าใจในตัวคุณลงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณหวดด้วยสติ ลงน้ำหนักตามโทษานุโทษ เขาจะเข็ดหลาบและกลัวบาปกลัวกรรม ไม่ใช่เข็ดและกลัวตัวคุณ

ส่วนเรื่องการสะสมโทสะของคุณเอง ก็อย่างที่คุณคิดครับ การดุด่าว่ากล่าวนั้น ต่อให้สติดีเพียงใด วันต่อวันมันก็ต้องมีกลิ่นไหม้และความมืดของโทสะแทรกซึมเข้ามาสู่หัวใจคุณ บ้างไม่มากก็น้อย

การตีและการดุด่าคือการสอนที่ปลายทาง การสอนที่ต้นทางจะต่างไป คุณจำเป็นต้องป้อนอะไรที่เป็นกระแสความดีเข้าสู่จิตใจเขาเรื่อยๆ นับจากทำตัวเป็นแบบอย่าง เช่น ตัวพ่อแม่เองต้องไม่ทะเลาะกันให้เด็กเห็นเด็ดขาด และถ้าอยากให้ได้ผลไว ต้องหมั่นทำบุญใส่บาตรให้เขาดู ให้เขามีใจอ่อนน้อม มีความอ่อนโยน นำเขาสวดมนต์เรื่อยๆ แล้วก็แนะนำให้เขารู้จักแรงบันดาลใจดีๆที่มีในสังคม อย่าให้เขาเข้าใกล้วิดีโอเกมโหดๆ ฯลฯ

พูดง่ายๆแบบรวบรัดคือ ป้อนแต่เหตุปัจจัยด้านดีเข้าสู่จิตใจเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วก็ขัดขวางทุกวิถีทางไม่ให้เขาได้รับเชื้อร้ายจากโลกร้อนในปัจจุบัน ถ้าขวางอย่างสิ้นเชิงคงเป็นไปไม่ได้ เอาเป็นว่ามากที่สุดเท่าที่ความเป็นคุณจะอำนวยแล้วกันครับ

เด็กนั้นเคยเป็นคนอื่นมาก่อน ตอนนี้เขาอยู่ในความรับผิดชอบของคุณ อยู่ในมือคุณ ก็ต้องดูกันต่อไปว่าคุณจะปั้น หรือเปลี่ยนเขาให้เป็นผู้พร้อมจะไปดีได้แค่ไหน เลี้ยงลูกให้เป็นอย่างไร ต่อไปคุณจะถูกเลี้ยงเยี่ยงนั้นแล


ที่มาของบทความ: ธรรมะใกล้ตัว

Wednesday, July 21, 2010

ตาย! ทำไง...

อยู่ ทำงี้...

นอนห้องแอร์ อาบน้ำอุ่น ตื่น 7 โมง แต่งตัวช้า กินข้าวนาน จัดการสัมภาระ สตาร์ทรถ กดเอทีเอ็ม แวะเซเว่น แวะตลาด ซื้อของฝาก ถึงโรงเรียน

แผนช้อป แผนแดก แผนซื้อ แผนขาย แผนมากมาย ตามแต่ใจ

เดินเที่ยวห้าง สร้างสังคม นิยมธรรมะ ตามหาพระอาจารย์ สังขารไม่เที่ยง ไม่เกี่ยงใครว่า แต่ด่าฉันไม่ได้ ตายก็ยอม นอบน้อมพ่อแม่ ที่แท้สำนึกผิด ไม่เคยคิดแก้ไข อย่างน้อยก็มีใจ บอกรักได้ทุกวัน


ตาย! ทำไง...

นอนห้องแอร์ อาบน้ำอุ่น ตื่น 7 โมง แต่งตัวช้า กินข้าวนาน จัดการสัมภาระ สตาร์ทรถ กดเอทีเอ็ม แวะเซเว่น แวะตลาด ซื้อของฝาก ถึงโรงเรียน

แผนช้อป แผนแดก แผนซื้อ แผนขาย แผนมากมาย ตามแต่ใจ

เดินเที่ยวห้าง สร้างสังคม นิยมธรรมะ ตามหาพระอาจารย์ สังขารไม่เที่ยง ไม่เกี่ยงใครว่า แต่ด่าฉันไม่ได้ ตายก็ยอม นอบน้อมพ่อแม่ ที่แท้สำนึกผิด ไม่เคยคิดแก้ไข อย่างน้อยก็มีใจ บอกรักได้ทุกวัน


"ตายแล้ว จะรู้ไปทำไม อยู่ไม่ได้ ก็ตาย แค่นั้น ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกังวล เกิดเป็นคนก็เท่านี้"

Monday, July 12, 2010

เป็นอย่างงี้ตั้งแต่เกิดเลย



เป็นอย่างงี้ตั้งแต่เกิดเลย ของวงนูโว (3 ม.ค. 2531) เป็นอัลบั้มเพลงชุดเดียวที่ผมชอบหมดทุกเพลง...เลย จำได้ว่ารีบไปซื้อเทปตั้งแต่วันแรกที่วางแผง...เลย


กด play ไปฟังเพลงกันดีกว่า...เลย




ที่มา: G''MM' music'...เลย

Tuesday, July 06, 2010

คือหัตถาครองพิภพ

...

บันดาล โลกหมุนเวียนวนไปตามจิตใจ
นำพา ให้เป็นไปตามต้องการ
ทุกสิ่งเปลี่ยนแปรไปด้วยมือเธอเสกสรร
ดังถ้อยคำประพันธ์ เปรียบเปรยพรรณนา

...



กลับจากบันทึกเทปที่ อสมท. เมื่อวานนี้ พ่อรู้สึกสงสารลูกคิดจับใจ โดยเฉพาะช่วงที่เด็กๆ ตั้งท่าเตรียมพร้อมก่อนเดินกล้อง พ่อรู้ได้ทันทีว่าลูกคิดตื่นเต้นมาก จังหวะหัวใจของลูกคงเต้นเร็วกว่าปกติไม่รู้กี่เท่า พ่อเคยเป็นมาก่อน (ทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นอยู่) พ่อเข้าใจดี

พอการแสดงจบและผ่านมาได้ในเทคเดียว พ่อกลับรู้สึกภูมิใจในตัวลูกมากที่สุด แม้ว่าจะยิ้มไม่ออกอย่างที่แม่คาดหวัง แม้จะไม่เด่นบนหน้ากล้องเหมือนเพื่อนคนอื่น แต่ลูกคิดก็เป็นหนึ่งในทีม (12 คน) ที่แสดงได้ดีและครบถ้วนถูกต้องทุกท่าตามที่อุตส่าห์ซ้อมหนักกันมา... เท่านี้พ่อก็ภูมิใจที่สุดแล้ว

สำหรับพ่อ ลูกไม่จำเป็นต้องเป็นที่หนึ่ง การเป็นเบอร์หนึ่งไม่ได้ทำให้ชีวิตมีความสุข และไม่ได้รับประกันว่าที่หนึ่งจะเป็นคนดีเสมอไป ในที่สุดแล้วความภูมิใจเพราะพ่ายแพ้จากการแข่งขัน ซึ่งเราได้ทำอย่างเต็มที่ กลับมีค่ากว่าการเป็นแชมป์มากมายนัก และกลับกันในวันที่เราชนะ การเรียนรู้ ไม่หลงระเริงกับชัยชนะ นั่นคือรางวัลที่แท้จริงของชีวิต

...

สำหรับใครที่เครียด คาดหวัง ผิดหวัง แล้วแสดงออกกับลูก นั่นคือการกระทำที่ถูกต้องและเหมาะสมแล้วหรือ กับคำว่า "รักและหวังดี" ต่อลูก

คนเป็นพ่อเป็นแม่ลองถามตัวเองดูนะครับ แท้ที่จริงแล้ว คุณอยากให้ลูกมีความสุขหรืออยากให้ตัวคุณเองมีความสุข


Monday, June 28, 2010

ค่าของเงิน มองต่างมุม

[อ๊าตตัวแม่]

  • พี่จ๋า เงินหมื่นอะมันไม่ได้มากมากอะไรเลยนะ ผู้หญิงน่ะเดินช้อปปิ้งแป๊บเดียวก็หมด

[ควายเผือก]

  • ลูกจ๋า เอาเงิน 14 บาทนี้ไปหยอดกระปุกเก็บไว้นะลูก วันนี้พ่อโชคดีได้ขึ้นรถเมล์ฟรีตั้ง 2 ต่อ


แน่นอน แตกต่างๆ แต่แตกแยกด้วยหรือเปล่ายังต้องรอดู

Monday, June 21, 2010

รู้ คิด ตัดสินใจ

[ประจาน]

#

ผู้มีอิทธิพลกำลังหว่านล้อมให้ผมบวช เพราะอยากเห็นชายผ้าเหลือง โดยไม่สนใจเงื่อนไขความพร้อมทางจิตใจของคนบวช บอกตรงๆ ผมไม่เชื่อว่าการห่มผ้าเหลืองจะช่วยอะไรได้ ถ้าใจไม่เอา

...

จากสิ่งที่คิด จากสิ่งที่พูด จากสิ่งที่เขียน หลายคนบอกว่าผมทัศนคติดี ควบคุมอารมณ์เก่ง

แต่ลองคิดดูจริงๆ แล้ว ควบคุมคือเก็บกด ไม่ใช่ปล่อยวาง

ระยะนี้ เครียด จนที่เคยควบคุมได้เริ่มเอาไม่อยู่ ผลจากจิตใจและอารมณ์ เริ่มแสดงออกทางกาย

ไม่แปลกที่จะท้อ จะเหนื่อย และจะเครียด หรือจะร้องไห้ (กับเรื่องที่หลายคนว่าไร้สาระ) แต่ว่าจะทำยังไงต่อนี่สิ (ยังพยายามจะสร้างภาพต่อ...ถุย ตัวเอง)

เมื่อรู้แล้วว่ากำลังหลอกตัวเอง ต่อไปคือคิด (แน่นอนว่าทนทู่ซี้ไม่ดีแน่ ทั้งกับตัวเองและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง) เมื่อคิดออกแล้ว สุดท้ายคือตัดสินใจ

...

สิ่งที่บ่งบอกว่าบรรลุ (เล็กๆ) ได้จริงก็คือ เมื่อไหร่ที่ผมรู้สึกว่าระเบิดเวลาในจิตในกาย เป็นเพียงมโนภาพที่เราสร้างมันขึ้นมาเท่านั้นเอง

...


ใดๆ ในโลกล้วนสมมุติ แม้แต่ความคิด -- อนิจจัง มรณัง สังขาร

Wednesday, June 16, 2010

เหตุผล 12 ประการ

กระแสฟุตบอลโลกกำลังแรง มีเพื่อนใน facebook ให้เหตุผลไว้ 12 ประการว่า ทำไมไม่ดูบอลโลก

เหตุผล 12 ประการที่ผมไม่ดูบอลโลก
  1. ผมไม่คิดจะพัฒนาทักษะการเตะให้ ดี ดูไปก็พัฒนาไม่ได้
  2. ผมไม่ได้เล่นการพนัน เลยไม่ต้องคอยติดตาม
  3. ผมก็ชอบดูลูกสวย ๆ แต่ไม่ชอบเสียเวลาเฝ้าเพียงเพื่อเห็นฉากเสียวไม่กี่วิ
  4. ผมมีเรื่องชวนตื่นเต้นมากพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องอาศัยฟุตบอลเป็นที่ พึ่ง
  5. ไม่มีทีมชาติไทยเล่นด้วย เชียร์ไปก็งั้น ๆ
  6. ผมไม่คิดว่าเป็นบุญตาในการเห็น นักเตะระดับพระกาฬ
  7. ผมไม่ได้เป็นหญิง/ชายใจหญิง ที่จะชอบดูนักฟุตบอลหล่อ ๆ ผมอิจฉาเขา
  8. ผมไม่ชอบการเห่อตามคนอื่นตามคน อื่นครับ เชิญตามสบาย (ฮา)
  9. ผมไม่ได้มีแฟน จึงไม่ต้องแกล้งชวนให้ดูกันจนดึกดื่นม
  10. ผมไม่ใช่นักพากษ์ ไม่ใช่โค้ช จึงไม่ชอบไปสอน ไปสั่งนักเตะหน้าตู้จอ
  11. ผมไม่ค่อยชอบดูสาวๆ บนอัฒจรรย์ เพราะก็แค่แวบๆ และผมก็แก่แล้ว
  12. บางทีจบลงอย่างผิดหวัง ก็กลับเครียดกว่าเก่าเสียอีก


อืม... อ่านแล้วตัวผมเองก็เก็บมาคิด ทำไมต้อง 12 ทำไมไม่ 100 ทำไมไม่ 227 ถ้าเป็นผมจะมีกี่ข้อ ก็เลยลองมาเขียนของตัวเองดูบ้าง


เหตุผล 12 ประการที่ผมดูบอลโลก
  1. ชอบ
  2. ชอบ
  3. ชอบ
  4. ชอบ
  5. ชอบ
  6. ชอบ
  7. ชอบ
  8. ชอบ
  9. ชอบ
  10. ชอบ
  11. ชอบ
  12. ชอบ

เหตุผล 12 ประการที่ผมไม่ดูละคร
  1. ไม่ชอบ
  2. ไม่ชอบ
  3. ไม่ชอบ
  4. ไม่ชอบ
  5. ไม่ชอบ
  6. ไม่ชอบ
  7. ไม่ชอบ
  8. ไม่ชอบ
  9. ไม่ชอบ
  10. ไม่ชอบ
  11. ไม่ชอบ
  12. ไม่ชอบ

แล้วอะไรคือเหตุผล 12 ประการ ที่ทำให้คนเราต้องคอยหาเหตุผลมาอธิบายกันอยู่ร่ำไป

ต่อจากนี้ไป ผมควรตั้งคำถาม "ทำไม" "เพราะอะไร" กับคนรอบข้าง โดยเฉพาะลูกให้น้อยลงๆ ท่าจะดี

Friday, June 11, 2010

Shakira - Waka Waka Official Video World Cup South Africa 2010

ชอบท่าเต้นของ Shakira เพลิน+พริ้ว มากมาย ไม่มีใครเหมาะกว่าเธออีกแล้ว



Behind the Scenes

Wednesday, May 26, 2010

สุดยอดของความเก่งกาจ

[ปล่อยของ]

...

สุดยอดของความเก่งกาจ


คือ


สามารถเป็นสุขได้ทุก(ข์)เวลา


...!!!...

Monday, May 10, 2010

การ setup AIS APNs บน Android

ผมกลืนน้ำลายตัวเองซะแล้ว ถอย Android Phone "SAMSUNG Galaxy Spica" มาได้เดือนเศษๆ

Android 1.5 มากับเครื่องก็ root แล้วใช้งานไปได้ 2-3 วัน ไม่พบปัญหาอะไร จัดการ upgrade เป็น 2.1 (ใช้ official ROM version จาก SAMSUNG)

แต่พอ upgrade version เป็น 2.1 แล้ว ไอ้ที่เคย root ไว้มันก็อันตรธานหายไป root ใหม่อีกที เครื่อง brick ไป 2 วัน กว่าจะรู้ว่าเป็นเพราะ file system layout ของ ROM ใหม่กับ ROM เก่าที่ใช้มันสลับกันระหว่าง /system กับ /data

หลังจากหาย brick กลับมาเป็น 2.1 ที่ยังไม่ root (จนทุกวันนี้) ดันเจอปัญหา Edge ไม่ทำงาน เพราะ setup APN ของ AIS ตามเว็บบอร์ดต่างๆ มันดันไม่ work

ต้องให้เครื่องมัน discover Mobile networks ด้วยตัวมันเอง แล้วค่อยหยิบ TH GSM มาใช้

Settings
Wireless & networks
Mobile networks
Network operators
Searching...
TH GSM

ได้ค่า APN มาประมาณนี้
Name
AIS
APN
internetapndroid
Proxy
203.170.229.34
Port
8080
Username
ais
Password
*** (ais)
Server
<Not set>
MMSC
http://mms.mobilelife.co.th
MMS proxy
203.170.229.34
MMS port
8080
MCC
520
MNC
01
Authentication type
<Not set>
APN type
*apndroid

จดไว้อ้างอิง

Friday, April 16, 2010

ชีวิตหนี้

เพื่อนทนายคนเดิมเปรยให้ฟัง ล่าสุดที่เจอกันว่า
หมอดูบอกว่าชีวิตผมจะให้มีทรัพย์สินเงินทองในมือไม่ได้เลย เพราะมีแล้วชีวิตและงานจะไม่รุ่ง อย่างรถยนต์ 2 คันนี้ ผ่อนหมดเมื่อไหร่ จะเอาเข้าสินเชื่อ Car4Cash แล้วเอาเงินมาลงทุน(เล่นหุ้น)


คล้ายกันกับคำของรุ่นพี่คนหนึ่งที่เคยร่วมทีม ทำงานขายประกันชีวิตอยู่พักหนึ่ง
น้องเอ๊ย ชีวิตมันต้องเป็นหนี้ก้อนใหญ่ๆ เพราะมันจะช่วยกระตุ้น (กดดัน) ให้เราเร่งทำๆๆๆๆๆ มันท้าทายดี


ชีวิตช่วงนี้ เหมือนถูกตบเข้าทางแนวๆ ที่ทั้ง 2 คนข้างบนพูดเอาไว้เลย จากหนี้ใหญ่ 1 ก้อน บวกอีก 1 ก้อนเบ้อเริ่มเมื่อไม่นานมานี้ (ยาวไปอีกหลายปี) แถมด้วยหนี้ก้อนกะปริบกระปรอยอีกประปราย
แต่ยังไม่รู้สึกว่าโดนกระตุ้นให้ตื่นเต้น หรือสนุกสนานไปกับชีวิตเลยซักนิด แถมออกจะเซ็งๆ ซะด้วยซ้ำ

...

หนี้เพียงก้อนเดียวที่ผมยังคงยินดีและเต็มใจจะชำระไปตลอดชีวิต คือ หนี้บุญคุญพ่อแม่ (ทั้งที่ท่านไม่เคยเรียกร้อง)

Wednesday, March 31, 2010

นิยมทุน

ผม เป็นอยู่คือ คนเมืองตั้งแต่เกิดจนปัจจุบัน ยอมรับว่าสัมผัสชีวิตแร้นแค้นของชาวบ้านในชนบทน้อยมากๆ

...

2-3 วันก่อน นั่งดูคลิปเปิดตัวหนังสือ ฉลาด...ได้อีก! ของ ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ มีช่วงหนึ่งที่แตะประเด็นการเมืองเรื่องชุมนุมของคนเสื้อแดง อ.วรภัทร์ พูดในประเด็นคนกรุงกับคนต่างจังหวัดว่า คนกรุงไม่เคยเข้าใจและไม่เคยเห็นคุณค่าของคนต่างจังหวัดจริงๆ เลย มีหยิบยกเอาตัวอย่าง เรื่องที่คนกรุงพากันแห่ไปเที่ยวปาย ยกโขยงกันไปทับถมทำลายธรรมชาติของปาย พอสมใจแล้วก็เปิดตูดกลับมา

เก็บมาคิดต่อ เขาว่าม้อบเสื้อแดงที่สามารถระดมคนมาชุมนุมเป็นจำนวนมากได้นั้น เพราะว่ามีการจ่ายค่าจ้าง แต่ถึงจะใช่ ผมก็ไม่คิดว่าผิด ขนาดคนเมืองอย่างเราๆ ตั้งแต่ตื่นลืมตายันล้มตัวลงนอน (ตลอดวัน) หรือพูดอีกอย่างตั้งแต่เกิดยันตาย (ตลอดชีวิต) เกือบจะร้อยทั้งร้อย คิดแต่แข่งกันหาเงินหาทอง หาทรัพย์สมบัติ เพื่อปรนเปรอตัวเองและพวกพ้องทั้งนั้น แล้วยังมีหน้าไปบอกให้คนต่างจังหวัดเขาพอเพียง แล้วพวกเราเองล่ะเคยเพียงพอบ้างกันบ้างรึเปล่า

...

[เปิดใจ] -- ทุนนิยม ใครกันแน่...นิยมทุน -- [เปิดใจ]

Tuesday, March 30, 2010

พี่มันผิดเอง

เบื่อๆ เซ็งๆ ฟังเพลงประชดชีวิตซะ...ให้เข็ด



คลิกปุ่ม PLAY เลยโลด

Wednesday, March 24, 2010

ทะเลทองผ่องอำไพ

ปิดเทอมใหญ่ล่าสุดนี้ พาเด็กๆ ไปเที่ยวทะเล ด้วยอาการ(ใจ)อิดโรยและเหน็ดเหนื่อย

อยากกู้คืนชีวิตชีวาให้กับท้องทะเล ผมจำเป็นต้องหาตัวช่วย...



และสุดท้าย ทะเล สายลม และเกลียวคลื่น ก็คืนกลับมามีเสน่ห์ตามธรรมชาติ (ในสายตาของผม) เหมือนเดิม

โอ้ว! ... ทะเลสีทอง ผ่องอำไผ ไฉไลแท้เจ้า

Monday, March 22, 2010

เคยรัก

พี่ภัย (พระอภัยมณี) นั้นเคยรักน้องหมุด (นางผีเสื้อสมุทร) บ้างรึเปล่า



สถานที่: หาดปึกเตียน จ.เพชรบุรี

Wednesday, March 10, 2010

ฟ้ากำหนด

[ปล่อยของ]


หรือจะเป็นเพราะ

...

ฟ้ากำหนด

...

มนุษย์หนอช่างทำลายล้างได้ทุกสิ่งทุกอย่างซะจริงๆ แม้กระทั่งเผ่าพันธุ์ของตัวเอง

คงจะดีถ้ามนุษย์จะสิ้นสลายไปก่อนโลก

สิ่งมีชีวิตอื่นๆ จะได้มีเวลาชื่นชมโลก (ที่ไม่มีมนุษย์) บ้าง

อยาก "เห็น" วันนั้น

Monday, March 01, 2010

Wednesday, February 24, 2010

ในสังคม

[ปล่อยของ]

...

งานของคุณทำเงินได้มาก คุณค่าความเป็นคน (ในสังคม) ของคุณก็มาก มากยิ่งกว่าลมหายใจ

งานของคุณทำเงินได้น้อย คุณค่าความเป็นคน (ในสังคม) ของคุณก็น้อย น้อยจนไม่ต้องคิดถึงลมหายใจ

...

กระทั่งคนที่เคยทำงานทำเงินไว้มากมาย วันหนึ่งงานไม่ทำเงิน คุณค่าความเป็นคน (ในสังคม) ก็มีอันหมดไป

...


เหมือนประชด ใช่ประชด แต่ประชดนี้เป็นจริง (ในสังคม)

Monday, February 22, 2010

เกษตรศิลปิน.....แห่งวังน้ำเขียว

เพลงผักจ๋าผัก หนึ่งในอัลบั้มคนรักผัก โดยลุงไกร เกษตรศิลปิน.....แห่งวังน้ำเขียว



สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดนพวกลากไปเที่ยววังน้ำเขียวด้วยกัน ทั้งๆ ที่(โคตร)อยากนอนอยู่บ้าน เด็กๆ ก็สนุกสนานกันไปตามระเบียบเนื่องจากครบแก๊ง ส่วนพ่อไปไหนไม่เมาไม่มัน ก็จัดไปหนึ่งแฮ้งค์ อ่อนระโหยโรยแรงได้มาพร้อมวงเล่าวงฮา

ขากลับแวะไปฟังลุงไกรแกร้องเพลงกล่อมผัก (เค้าพูดกันว่างั้น) หนึ่งเพลงก่อนกลับ เอ้า! จัดไปครับพี่น้อง

ไม่ได้ประทับใจอะไรกับวังน้ำเขียวมากนัก แต่ไม่ใช่เพราะวังน้ำเขียว

Thursday, February 18, 2010

Suggestion Box

นึกถึงกล่องรับความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ไม่ว่าที่ไหน เห็นภาพประมาณนี้เลย









เครดิตภาพ: อินเทอร์เน็ต

Tuesday, February 09, 2010

เบิ่งใจกว้าง

เมาที่ผ่านมา คาราโอเกะเปิดใจ จับไมค์ใส่คำคม ผมบอกน้องๆ ว่ามองใครให้มองเป็นเรื่องๆ ไป อันไหนดีให้เครดิตเขา อันไหนไม่ดีก็ต่อว่าต่อขานกันไป

...

ขนาดสุราเมรัย ที่คนส่วนใหญ่ว่ามันไม่ดี ดื่มแล้วขี่ เมาแล้วขับ อาจดับไม่เฉพาะคนดื่ม ชาวบ้านเขาจะเดือดร้อน ตัวเราก็ขาดสติ หายเมาแล้วเศร้าว่า "ตูไม่น่า" กันมาหลายราย

กระนั้นพี่ๆ น้องๆ ยังให้โอกาสมันเสมอมา ปาร์ตี้สังสรรค์งานไหนงานนั้น พี่น้องก็เต็มใจยอมให้มันไปด้วยเสมอ นั่นหมายความว่า เบียร์เหล้า มันยังมีส่วนที่ดี พี่น้องถึงยอมรับมัน

...

นับประสาอะไรกับคนเรา ถ้าเขาคนนั้นอยู่ได้ในสังคม เคยทำอะไรดีๆ มาตั้งมากมาย สุดท้ายพลาดนิดพลาดหน่อย พี่น้องจะถึงขนาดตัดญาติขาดมิตรกันเชียวหรือ

อ.วรภัทร์ บอกว่า ในโลกมนุษย์เรานี้ไม่มีอะไรสุดโต่งร้อยเปอร์เซนต์หรอก แม้แต่ดอกบัวยังขึ้นงามได้ในโคลนตม เรื่องอื่นๆ ใดๆ ก็ไม่ต่างกัน อยู่ที่ว่าเรามองตรงไหน

ขอฝากพี่น้องไปลองคิดดู


เครดิตภาพ: ThaiBev (จะโดนแบนไหมเนี่ย)

Friday, February 05, 2010

โดนทนายเล่นงาน

ลูกคิดอยู่อนุบาล 2 มีเพื่อนชื่อเก้า แม่ของเก้าชื่อดวง ดวงเป็นแม่บ้านเหมือนกันกับเมียผม ดวงกับแม่บ้านผมสนิทกันมาก กับอีกหนึ่งคือ ครอบครัวจ๋า ลูกสาวโทนของพ่อเอก ณ กฟผ. กับแม่แอ (แม่บ้านเหมือนกัน)

ในเมื่อแม่ๆ ถูกคอ ลูกๆ ก็เลยกลายแก๊งค์สนิทกันไปด้วย ลามมาถึงพ่อๆ แม้จะทำงานประจำ แต่งานโรงเรียนหลายๆ ครั้ง ทำให้ได้มีโอกาสคบหาเจอะเจอกันอยู่เรื่อยๆ ผมไม่กลัวพนักงานรัฐวิสาหกิจ แต่เกรงความหัวหมอของทนายมากกว่า พ่อน้องเก้าเป็นทนาย มือเซียนซะด้วย

...

เมื่อวานโดนลูกเล่นของเพื่อนทนายเข้าให้แล้ว บอกให้เมียมาชวนครอบครัวผมไปเที่ยวด้วยกัน ยังไม่ทันตอบรับหรือปฏิเสธ พวกจองบ้านพักเป็นที่เรียบร้อย

เมื่อเงื่อนไขของเวลาที่กำหนดหมดลง ในทางกฎหมาย เจตนาทางแพ่ง เค้าบอกว่า นิ่งคือยอมรับ

Wednesday, February 03, 2010

My Salary Growth

แล้ววันนี้ สลิปเงินเดือนตั้งแต่ปี 2005-2009 ถูกรื้อออกมาเพื่อทำลายทิ้ง ก่อนทำลายขอบันทึกเป็นอิเล็กทรอนิกส์ไว้หน่อย แต่เงินเดือนเป็นเรื่องลับ เผยแพร่ออกไปมีความผิดทางวินัย

ผมเลือก plot graph อัตราการเจริญเติบโตของเงินเดือนดูดีกว่า


ค่อยๆ ดิ่ง ปีนี้ลุ้นให้เงย



ตลอดช่วงปี 2005-2009 เงินเดือนเติบโตขึ้นมา 16.9%


เงิน -- อัตราการเติบโตลดลงทุกปี จนเท่ากับ 0
กล่อง -- อัตราการเิติบโตคงที่ เท่ากับ 0 (เกินกว่า 5 ปี ตำแหน่งคงเดิม)

...

สร้างกราฟออนไลน์ : http://nces.ed.gov/nceskids/createAgraph/default.aspx

Tuesday, January 26, 2010

เธอที่สุดแล้ว

ขอโทษสำหรับระบบที่ล่มไปหลายชั่วโมง (ถ้ารู้ล่วงหน้าก็คงไม่อยากให้เกิด) แต่สำหรับเธอคนนี้ ที่สุดของชีวิตผมแล้ว ไม่เคยคิดจะแลกกับอะไรเลย



ไม่ว่าใคร ไม่จำเป็นต้องอธิบาย...ใช่ปะ

Saturday, January 23, 2010

ศักดิ์ศรี

หลายครั้งที่เป็นเพราะ "ศักดิ์ศรี" ทำให้พี่เลี้ยง ไม่กล้าโยนผ้ายอมแพ้ แต่เลือกที่จะให้นักมวยถูกอัดลงไปกองแบบหมดสภาพคาเวที นั่นหรือราคาและคุณค่าของคำว่า "ศักดิ์ศรี"



ทั้งหลายทั้งปวงรวมทั้งศักดิ์ศรี เกิดขึ้นมาที่หลังและตายจากไปก่อน "ชีวิต"


เครดิตภาพ: NotiFight

Tuesday, January 19, 2010

How do I live with(out) you?

quote ชีวิตคู่จาก @natt_k2000 อันแรกที่เห็นแล้วโดนมาก คือ

ผู้ชายที่แต่งงานแล้วจะมีอายุยืนกว่าชายโสด แต่ชายที่แต่งงานแล้วกลับเต็มใจเลือกที่จะตายมากกว่าจะอยู่

Married men live longer than single men do, but married men are a lot more willing to die.


จากนั้น ก็มีมาอีกเป็นระยะๆ

ผู้หญิงแต่งงานกับ ผู้ชายและหวังว่าจะเปลี่ยนเขาได้แต่ผู้ชายไม่เคยเปลี่ยน ส่วนผู้ชายแต่งงานกับผู้หญิงและหวังว่าเธอจะไม่เปลี่ยนแต่เธอก็เปลี่ยน

A woman marries a man expecting he will change, but he doesn't. A man marries a woman expecting that she won't change, and she does.

ผู้หญิงมักมีคำพูดสุดท้ายในการโต้เถียง แต่อะไรก็ตามที่ผู้ชายพูดออกมาต่อจากนั้น มักจะเป็นการเริ่มโต้เถียงตรั้งใหม่

A woman has the last word in any argument. Anything a man says after that is the beginning of a new argument.


คนในอยากออก (ออกตัวก่อนว่า พร่ำไปแบบขำๆ แค่นั้นนะคร้าบพี่น้อง)

จากเคย How do I live without you? เลยกลายเป็น How do I live without you?

Saturday, January 16, 2010

โลกกะธรรม

[ปล่อยของ]


โลก

  • ลมหายใจที่เหลืออยู่ ขอแค่กูเป็นตัวของกูเอง

ธรรม
  • คิดซะว่ามันเป็นกรรม

ของเยอะเหลือเกิน ปล่อยแล้วปล่อยอีก...ฮา

อะไรกันแน่...นอน

"หมดกัน สร้างมากับมือ" คงไม่พอ


แผ่นดินไหวในเฮติ

เครดิตภาพ: The Huffington Post

Monday, January 11, 2010

ไม่ใช่เพียงแค่อิฐสองก้อน

ผู้ชายส่วนใหญ่มักมุ่งมั่นและใส่ใจแต่เรื่องงาน ไม่ค่อยให้ความสำคัญเรื่องความรู้สึกของคนใกล้ตัว คงเพราะการเป็นเสาหลัก ผู้แบกรับภาระทางเศรษฐกิจของครอบครัว ส่วนผู้หญิงจะลึกซึ้งในเรื่องครอบครัว ความรัก ความผูกพัน การเอาใจใส่ในความรู้สึกของกันและกันมากกว่า

บ่อยครั้ง ความมุ่งมั่นที่อยากจะทำอะไรให้สมบูรณ์แบบ (perfect) มากจนเกินไป อาการแบบนั้นมันกลับกลายเป็นอะไรที่ไม่เคยเข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบเลยซักนิดเดียว

วันนี้อ่านซ้ำเรื่อง ก้อนอิฐที่ไม่เข้าที่เข้าทางสองก้อน จากหนังสือชวนม่วนชื่น ของพระอาจารย์พรหมวังโส แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึกดีขึ้นมากนัก

อิฐบนกำแพงของผมมันก่อไม่สวยเป็นร้อยๆ ก้อน ไม่ใช่แค่ 2 ก้อน เหมือนกำแพงของอาจารย์พรหม ผมจะมองยังไงให้มันสวยงามได้ นี่ละปัญหา

บางที ข้างหลังกำแพงที่พังทลายลงมา อาจมีท้องทุ่งหญ้าที่สวยงามอยู่ก็เป็นได้


เครดิตภาพ: http://zachtrandum.wordpress.com

Friday, January 08, 2010

ประกันสังคม - บำเหน็จชราภาพ

เพื่อนที่เป็นทนายความ เคยบอกว่าถ้าเขาทำงานจนมีเงินเก็บครบ 1 ล้านบาท จะลาออกไปนั่งเล่นหุ้นอย่างเดียว ทั้งที่เป็นทนายมือดีมากคนหนึ่ง -- ซึ่งผมคงไม่ทำอย่างนั้น

นั่งคิดเล่นๆ ว่าถ้าตกงานตอนนี้ จะมีเงินทุน (ยังไม่หักหนี้สิน) ติดกระเป๋าอยู่เท่าไหร่กัน พลันให้นึกถึงบำเหน็จชราภาพ ซึ่งฝากไว้กับสำนักงานประกันสังคมมานานกว่า 10 ปี เคยเข้าไปดูออนไลน์ล่าสุด 2 ปีที่แล้ว พอวันนี้จะ login กลับต้อง register กันใหม่เลย

หลังจากเข้าไปดูแล้ว ปรากฏว่าบำเหน็จชราภาพของผมเพิ่มขึ้นมาจากยอดเดิม 36.9 % (ในระยะเวลา 2 ปี) รวมเงินก้อนนี้กับเงินเก็บในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เกือบครบ 1 ล้านบาทแล้ว ซึ่งถ้าผมคิดอย่างเพื่อนทนาย แสดงว่าใกล้จะเลิกเป็นลูกจ้างได้แล้วสินะ

แต่ยังไง้ยังไงซะ ก็คงต้องเป็นพ่อจ้างไปจนตายละครับ

...

ป.ล. บำเหน็จ (หรือบำนาญ) ชราภาพ สิทธิจะเกิดก็ต่อเมื่อเลิกเป็นลูกจ้าง และมีอายุครบ 55 ปีแล้วเท่านั้น

รางวัลแด่คนช่างฝัน

[ปล่อยของ]

...

ไม่มีรางวัลแด่คนช่างฝัน ที่คอยจ้องแต่จะขอ

แต่

มีรางวัลแด่คนช่างฝัน ที่ลงมือทำ
แม้ว่าทำแล้วจะล้มเหลวก็ตาม

Wednesday, January 06, 2010

เลือกคนไหน

[ปล่อยของ]

...

ถ้าคุณเป็นหัวหน้า มีลูกน้องสองคน จำเป็นต้องเลือก คุณจะเลือกลูกน้องคนไหน

  1. รักและชอบในงานที่ตัวเองทำ แต่ทำได้ไม่ดี ไม่ได้อย่างใจหัวหน้า
  2. เก่ง ทำผลงานออกมาได้ดี แต่ไม่มีใจ มาทำงานแบบเบื่อๆ เซ็งๆ

ถามกลับกันว่า เป็นตัวคุณเอง ถ้าเลือกได้ จะเป็นคนไหน