Wednesday, August 25, 2010

say "Yes, but ..."

ดูเหมือนว่าชีวิตในปัจจุบัน ความเป็นส่วนตัว (privacy) ของคนทำงานกินเงินเดือนอย่างเราๆ แทบจะไม่หลงเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าช่องทางไหน อินเทอร์เน็ต (email, msn, facebook, twitter) โทรศัพท์มือถือ (voice, sms) หรือโทรศัพท์บ้าน พวกนำเสนอขายสินค้าและบริการ สามารถเข้าถึงเราได้ตลอดเวลา ชีวิตจะสงบได้คงต้องปิดทุกช่องทางสื่อสาร ทำตัวเป็นฤาษี ขนาดนั้นกันเลย

แม้กระทั่งขณะที่เรากำลังเดินดุ่มๆ ออกจากสถานีรถไฟฟ้า เราก็มักจะโดนทักจากคนไม่รู้จักว่า "...พี่ครับพี่ ผม/หนู ขอรบกวนเวลาซัก 2 นาทีได้มั้ยครับ/คะ..." (ก่อนหน้านี้ ผมเจอแทบจะวันเว้นวัน แต่ช่วงนี้ดีหน่อย คงเพราะฝนตกบ่อย เลยไม่ค่อยมากัน)

คนไทยเราส่วนใหญ่ขี้เกรงใจ ไม่อยากปฏิเสธต่อหน้าตรงๆ เหมือนที่คิดอยู่ในใจ

"... ไม่ กูไม่เอา กูไม่ซื้อ กูไม่ทำ ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ มึงอย่ามายุ่งกับกูได้มั้ย ..."


มีแต่แบบนี้

"เอ่อ! คือ น้องครับ/คะ ไว้ค่อยโทรมาใหม่นะ พี่ติดประชุม"

"เอ่อ! คือ น้องครับ/คะ เอาไว้พี่ขอไปปรึกษาแฟนก่อนนะ"

"เอ่อ! คือ น้องครับ/คะ ตอนนี้พี่ยังช้อตอยู่ สิ้นเดือนค่อยโทรมาใหม่นะ"

ฯ ล ฯ

เป็นซะอย่างนี้ ไอ้คนโทรมันก็ยังไม่เลิกโทรหรอกครับ เดี๋ยวนี้ผมมีมุกเดียว ชัดถ้อยชัดคำ ท่องจำขึ้นใจ

"น้องครับ อยากนำเสนออะไร คุยได้ครับ พี่ฟังได้ แต่พียืนกรานว่าพี่ไม่ซื้อ พี่ไม่ทำอะไรทั้งนั้น เชิญครับ"

...

ช่วงหลัง พวกบริษัทฯ ฝึกอบรมต่างชาติแถบมาเลเซีย สิงคโปร์ โทรเข้ามานำเสนอ training course ผมบ่อยมาก แน่นอนมันพูดภาษาอังกฤษยาวๆ และมักจะจบด้วยประโยคคำถามว่า Is this interesting for you?

คำตอบของผมเหรอ นี่เลย -- Yes, but we have no budget for oversea training at all. แล้วก็ต่ออีกนิดว่ามีรายละเอียดอะไรมากกว่านี้ให้ส่งอีเมลมาได้เลย ร้อยทั้งร้อย เงียบหายเข้ากลีบเมฆ

ผมว่าตรงๆ แบบนี้แหละดี ไม่เยิ่นเย้อ ไม่เสียเวลาทั้งสองฝ่าย ถ้าเราไม่มีใจจริงๆ อย่าไปให้ความหวังครับ จบเลยดีกว่า

Tuesday, August 24, 2010

ความต้องการกับเวลา

"ตื่งๆๆ มี.เรื่อง.แล้ว"

รู้สึกตัวขึ้นมาตอนตี 3 ตามประสาคนอายุไม่น้อย หรือเป็นเพราะว่าเวลาที่เหลืออยู่มันไม่มากแล้ว ร่างกายมันก็เลยปรับตัว ไม่ให้นอนหลับได้นานๆ พอตื่นปุ๊บไอ้เรื่องที่ผมกำลังเขียนอยู่นี้ มันก็ไหลพล่านอยู่ในสมอง อยู่ในความคิด เต็มไปหมด

ตั้งคำถามโดยเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง อยู่ที่ทำงานเป็นหัวหน้า ไม่ค่อยได้ให้เวลากับลูกน้อง อยู่ที่บ้านเป็นพ่อเป็นหัวหน้าครอบครัว ก็ไม่ค่อยได้ให้เวลากับลูกเมีย มิหนำซ้ำเทศกาลวันแม่ ไม่ว่าหันไปทางไหน ก็ตอกย้ำว่าไม่ค่อยได้ให้เวลากับแม่ และสำคัญที่สุด ทุกวันนี้ยังรู้สึกว่าแทบไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง

ลูกน้องต้องการเวลาหัวหน้า ลูกต้องการเวลาของพ่อ แม่ต้องการเวลาของลูก หลายคนต้องการเวลาให้กับตัวเอง

ในเมื่อวันหนึ่งๆ ทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากันหมด แล้วทำไมยังเรียกร้องขอเวลาจากคนอื่นอีกเล่า

สงสัยความคิด สงสัยตัวเอง สงสัยในมนุษย์ ... "เพียงแค่ยอมรับ ไม่จำเป็นต้องเข้าใจ"

ภาพประกอบ: จากอินเทอร์เน็ต

Wednesday, August 18, 2010

ฉลอง

คนเราวัดความสำเร็จกันที่ตรงไหน

ลูกเป็นตัวแทนโรงเรียนแสดงจินตลีลาถวายพระพร ออกทีวี (ย้ำ-ออกทีวี) ลูกเกร็ง ยิ้มไม่สวย แม่ส่ายหน้าบอกผิดหวัง ส่วนพ่อบอก นับถือๆ ถ้าเป็นพ่อวัยเท่าหนูนะ ออกทีวีครั้งแรกคงขาสั่น แสดงไม่ออก และอาจถึงขั้นฉี่ราด

ลูกทำคะแนนสอบกลางภาคได้ 92% แม่บอกว่าแย่ (หรืออีกนัยคือล้มเหลว) เพราะเคยได้มากกว่านี้ ส่วนพ่อน่ะฉลองไปล่วงหน้าแล้ว ตั้งแต่ลูกทำการบ้านเองได้ทุกครั้ง โดยพ่อแม่แทบไม่ต้องสอน ผิดบ้างถูกบ้างก็ยังโอเค

ลูกมีเวลาซ้อมเต้นแอโรบิค 5 วัน ก่อนทำการแข่งขัน แม่เห็นท่าทางการเต้นของลูกแล้วบอกว่าหน่อมแน้ม ... "ไม่ไหว ไม่ไหว" ส่วนพ่อเห็นลูกสนุกสนาน กระตือรือร้นกับการซ้อม กลับบ้านมาไม่ป่วย ไม่เพลีย ... "โอ้ว! เยี่ยมเลย"


สถานการณ์ของโลกเราทุกวันนี้ จัดว่าเข้าขั้นวิกฤตแล้ว โดยเฉพาะผลพวงจากการกระทำของมนุษย์เราด้วยกันเอง การลงมือทำอะไรมากมายหลายร้อยสิ่งอย่าง จะได้ผลลัพธ์ตามเป้าหมายสัก 2-3 อย่าง ก็ไม่ง่ายแล้ว เป็นอย่างนี้ คงมีเรื่องให้ฉลองกันไม่มากนัก

ถ้าอยากฉลองอย่างมีความสุข (แม้ฉาบฉวย) ก็ฉลองเลยตั้งแต่ได้เริ่มลงมือทำในสิ่งที่อยากทำ และทำด้วยความเต็มใจโดยไม่เบียดเบียนใคร พอแล้วครับพี่น้อง

...

วันนี้ผมอยากพร่ำแค่นี้แหละ -- เอ้า! เขียนเสร็จละ ฉลองกันหน่อย

Thursday, August 05, 2010

ขอบคุณ

เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา จบจากงานสัมนาชื่อยาวๆ ซึ่งจัดโดยกระทรวงไอซีที ที่อาคารหอประชุม สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ผมติดฝนกลับออกมาไม่ได้ในทันที ยืนรอให้ฝนหยุดอยู่นานเกือบชั่วโมง ยังไงๆ ก็ไม่มีวี่แวว โชคดีได้รับน้ำใจจากน้องสาวเจ้าหน้าที่ของสมาคมสโมสรนักลงทุน ซึ่งมาจัดงานสัมนาที่ห้องประชุมข้างๆ ชวนขึ้นรถตู้ของสมาคมฯ กลับออกมาด้วยกัน (ถ้าไม่มีหนังสืออยู่ในมือ ผมคงลุยฝนออกมาก่อนแล้ว)

เปล่าครับเธอไม่ได้ชวนผมคนเดียว แต่เธอชวนทุกคน (ทั้งหมด 5 คน) ที่ชะตากรรมเดียวกัน คือ ฝนตกหนักและคงตกอีกนาน ไม่มีร่ม ไม่มีรถ ไม่มีเพื่อนที่มีรถ

แม้การเปียกฝนกลับบ้านจะเป็นเรื่องปกติสำหรับผม และแม้ว่าได้กล่าวคำขอบคุณเธอไปแล้วก็ตาม (ผมเชื่อว่าเธอคงมีน้ำใจเป็นปกติ และไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร) แต่ขอบันทึกความประทับใจ เก็บไว้ตรงนี้ด้วยละกัน

...

ขอบคุณ ขอบคุณจริงๆ ครับ