Tuesday, December 27, 2011

keep walking

เป็นเวลานานหลายเดือนมาแล้วครับ นับจากบันทึกเรื่องล่าสุด ข้ออ้างต่างๆ นานา เพราะไม่มีเวลา เพราะไม่มีเรื่องฮา เพราะไม่มีเรื่องโศกา เพราะไม่มีน้ำยา หรือแม้กระทั่ง เพราะเมาสุรา ก็ว่ากันไป

แต่สำหรับบันทึกนี้ เพราะ.... อ่อนไหว วังเวง เหงา เปลี่ยวเปล่า เอกา (เออ เอากะตูสิ หาทางลงแม่กอกาจนได้)

การเดินทางของชีวิต ทุกเรื่องราวมีสิ่งสวยงามและเป็นประโยชน์เสมอ ถ้าจะมองในแง่ดี โศกเศร้าและน้ำตาไม่ได้ให้ความหมายในด้านลบเสมอไป ในความยากลำบากหนักหนาสาหัสขนาดไหน อุโมงค์นั่นจะมืดมิดเพียงใด ถ้าเพียรพยายามสักนิด อยู่กับมันสักพัก แม้ไม่มีแสงสว่างที่ปลายทางให้เห็น สายตาของตัวเราเองก็จะสามารถปรับตัวได้ จากมืดมิดกลายเป็นค่อยๆ มองเห็นอะไรขึ้นเรื่อยๆ ทีละนิดๆ แล้วเราจะอยู่กับมันได้โดยไม่ทุกข์อีกต่อไป

วัฏจักรของคนไม่ว่าเรื่องใดๆ เริ่มต้นด้วยการพบจบด้วยการลาจากเป็นสัจธรรมที่ต้องเข้าใจ และอยู่ชินกับมันให้ได้เป็นปกติ ไม่ทุกข์ไม่สุข และก็จริงอย่างที่หลายคนบอกไว้ ความสวยงามระหว่างเส้นทางนั่นต่างหาก คือสิ่งที่เราควรเสพและสูดมันเข้าไปให้เต็มที่ จะหัวเราะ จะร้องไห้ จะสุข จะเศร้า ก็เอาให้เต็มที่ ถ้าเป็นอย่างนี้ได้ นั่นละคุ้มค่าแล้ว ชีวิต



"...คนเราเกิดมาในโลก แท้จริงแล้วจะมีเพื่อนร่วมทางสักกี่คน ส่วนใหญ่ที่สุดก็เป็นเพียงคนข้างทางของกันและกัน..."

(จากหนังสือ ผ่านพบไม่ผูกพัน - เสกสรรค์ ประเสริฐกุล)


แม้ต้องลงทุนด้วยเวลา แต่ไม่ได้สำคัญที่เวลา อยู่ที่เนื้อหา อยู่ที่เราพิจารณา ใครคือคนข้างทาง และใคร...คือเพื่อนร่วมทาง

ตลอดชีวิตการทำงาน ผมโชคดีมากที่สุดเรื่องหนึ่งก็คือ มี "หัวหน้า" (ไม่ใช่ "เจ้านาย") ซึ่ง "ให้" เจ้านายมีเยอะครับ แต่หัวหน้ามีเพียงไม่กี่คน ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างจากใจจริงของน้องคนหนึ่ง

ผ่านแล้วไม่ผ่านเลย ผมไม่ยอมให้มันจบด้วยการจาก ทุกจอก ทุกชน ทุกอารมณ์ ทุกถ้อยคำ ผมจะเก็บมันไว้เป็นความประทับใจ และนำมันกลับมาใช้ให้เป็นประโยชน์กับตัวเองเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา

เพียงแค่วันนี้ยังมีลมหายใจอยู่ ชีวิตยังต้องเรียนรู้และก้าวเดินต่อไป

...

keep walking

Wednesday, October 26, 2011

น้ำท่วม น้ำลาย น้ำตา น้ำใจ

น้ำท่วม

ผมย้ายมาอยู่ซอยท่าอิฐตั้งแต่กลางปี ๒๕๔๕ ชอบเกาะกลางถนนเมนที่ปลูกต้นไม้เอาไว้ ทำให้บรรยากาศดูร่มรื่น และเป็นที่บังตาระหว่างบ้านเรากับบ้านฝั่งตรงกันข้าม ทำให้ลดระแวงว่าอาจจะมีใครแอบมองเราอยู่ ช่วยได้ในระดับหนึ่ง

บอกเล่ากันว่าปี ๒๕๓๘ ซอยท่าอิฐก็หนีไม่พ้นภัยอุทก ใครที่อยู่ในซอยต้องนำรถยนต์ออกไปจอดบนถนนรัตนาธิเบศร์ และใช้เรือพายเป็นพาหนะหลัก เพื่อออกสู่โลกภายนอก แต่ซอยไทรม้าซึ่งอยู่ตรงข้ามกับซอยท่าอิฐ (คนละฝั่งของถนนรัตนาธิเบศร์) กลับแห้งสนิท

ตอนที่ตกลงซื้อบ้านหลังนี้ ผมเห็นเต้าเสียบไฟฟ้าซึ่งอยู่ระดับประมาณหน้าแข้งอยู่ ๔ จุด สำรวจร่องรอยก็ไม่เห็นคราบน้ำแต่อย่างใด เพื่อนบ้านก็บอกว่าระดับน้ำที่ท่วมในบ้านเมื่อปี ๓๘ มันไม่ถึงเต้าเสียไฟฟ้าตัวต่ำสุด -- สบายใจประมาณหนึ่ง คิดว่ายังไงซะถ้ามีน้ำท่วมอีกกี่รอบก็ไม่น่าจะเกินระดับเดียวกับปี ๓๘

...

มาปีนี้ก่อนที่น้ำจะมาถึง สภากาแฟยังมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าแม้จะท่วม แต่สำหรับหมู่บ้านเรา โดยเฉพาะในบ้านน้ำไม่สูงเกินตาตุ่มแน่นอน -- "เอาอยู่"

วันศุกร์ที่ ๗ ตุลาคม กลับจากที่ทำงานถึงบ้านตอนค่ำๆ เป็นวันแรกที่เห็นระดับน้ำท่วมเอ่อ (ล้นออกจากท่อระบายน้ำ) บนถนนหน้าบ้าน แล้วทำให้ผมมั่นใจว่าปีนี้ต้องเจอกับอุทกภัยแน่นอน แต่ก็ยังเชื่อเต็มร้อยว่าไม่ท่วมมากมาย แต่พอเช้าวันเสาร์ที่ ๘ เพียงเวลาตีสี่กว่าผมและแฟนตื่นขึ้นมาก็ได้พบวันมามากของน้ำเป็นครั้งแรกตั้งแต่มาอยู่ที่นี่

ภาพชุดแรกชัดๆ น้ำท่วมถนนหน้าบ้าน
(ตอนที่ถ่าย ผมยังคิดว่าคงได้ถ่ายแค่นี้แหละ ตื่นเต้นแล้ว)

สิ่งแรกที่เป็นกังวลและจำเป็นต้องทำคือ นั่งเฝ้าระดับน้ำว่าเมื่อไหร่มันเริ่มจะเป็นอันตรายกับรถยนต์ คงต้องพารถหนีไปจอดตรงที่ที่พื้นมันสูงกว่าหน้าบ้าน สุดท้ายผมกับแฟนก็วนรถลุยน้ำประมาณหน้าแข้ง ออกไปดูถนนในซอยท่าอิฐและได้แวะซื้อดินน้ำมันที่ตลาดเข้ามาเตรียมพร้อม(อุด) พอกลับเข้ามาในหมู่บ้านก็เลยนำรถไปจอดไว้แถวสนามเด็กเล่นท้ายหมู่บ้าน เนื่องจากพื้นถนนสูงกว่า ระดับน้ำบริเวณนั้นยังแค่นิดเดียว

เช้าตรู่วันเดียวกัน คณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านวิ่งกันให้วุ่น รวมพลกันไปช่วยบรรจุกระสอบทรายเพื่อทำคันกั้นน้ำด้านหลังหมู่บ้าน ใจผมเริ่มหวั่นไหว (อาจเป็นเพราะไม่เคย เลยทำใจไม่ถูก) ภาพที่เค้าพูดกันว่า คนซอยท่าอิฐต้องพายเรือออกมา ตอนปี ๓๘ เริ่มปรากฏให้เห็นชัดมากขึ้นในจินตนาการผม -- ลึกๆ แล้วที่จริงก็คิดเหมือนกันนะว่า จะเป็นไรไปถ้าจะเจอน้ำท่วมหนักซักครั้ง ชีวิตนี้

ก็แค่น้ำท่วม
ภาพชุดน้ำท่วมสูงในบ้าน
(ยังเฉยๆ นะครับ เพราะน้ำยังไม่เน่ามาก)


น้ำลาย

"คนอื่นเค้าช่วยกันเป็นพัน มึงไม่ต้องพูดเลย มึงไม่ช่วยอะไร อยู่เฉยๆ ไปเลยดีกว่า" -- หนุ่มนุชกรรมการหมู่บ้านชุดปัจจุบัน สบถใส่พี่จู๊ดอดีตกรรมการหมู่บ้าน ที่เค้าก็ทำทุกอย่างเพื่อหมู่บ้านเหมือนกัน

"เฮ้ย! มึงไม่ต้องมาขู่กู กูไม่ง้อมึงหรอกไอ้ตะหาน เงินเดือนมึงก็ภาษีกูทั้งนั้น แมร่ง...กูไม่ง้อมึงก็ได้ คนอื่นเค้าช่วยประชาชนมีเยอะแยะ" -- เสียงของป้าคนนึงแกอยู่แถวๆ บ้านกล้วย-ไทรน้อย ตะโกนด่าทหารที่พยายามใช้คำสั่งควบคุมประชาชนแถวบางใหญ่ซิตี้ ไม่ให้ลงมารอรถในถนน สุดท้ายพอแกไม่จำเป็นต้องไปรถทหาร แกก็เลยใส่ไม่ยั้ง

"ที่จริงแล้ว นี่ถ้าน้ำไม่ท่วม พวกเราคงไม่ได้มารวมกันได้เยอะแยะขนาดนี้ ไม่งั้นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ต่างคนก็ต่างเปิดแอร์ นอนดูทีวีสบายๆ อยู่บ้าน"

"อยู่หมู่บ้านไหนครับ ท่วมรึยัง ผมช่วยตักทราย แล้วขอแบ่งเชือกฟางบ้างได้มั้ย"

...

แน่นอนว่าเราไม่สามารถบังคับให้ใครสงบปากได้ (รวมถึงตัวเราเองในบางครั้ง) แต่เราเลือกที่จะฟังคนที่พูด และเลือกที่จะไม่ฟังคนที่พ่นได้นะครับ


น้ำตา

"น้ำท่วมน้องว่าดีกว่าฝนแล้ง พี่ว่าน้ำแห้ง ให้ฝนแล้งซะยังดีกว่า"

วันพุธที่ ๒๖ ตุลาคม เป็นวันคล้ายวันเกิดของภรรยาผม แต่กลับไม่รื่นรมย์เหมือนทุกปี วันนี้จำเป็นต้องเข้าไปบ้านแม่ยายที่บัวทองธานี เพื่อเอาบัตรประชาชนของป้า รวมทั้งยาโรคหัวใจ เพื่อส่งให้ป้าซึ่งอยู่ต่างจังหวัด ทั้งๆ ที่เมื่อวานเพิ่งโดนยกใหญ่ที่ออฟฟิศมา แต่ก็นะ เมื่อคิดและตัดสินด้วย 'หัวใจ' (ไม่ใช่แค่สมอง) ไม่ว่าใครก็ต้องไปกับคู่ชีวิต จริงมั้ยครับ

เมื่อลาหยุดงานแล้ว ต้องให้คุ้ม แวะเข้าไปดูบ้านที่น้ำท่วมด้วยเลยจะได้ไม่เสียเที่ยว ตื่นเต้นนะครับ ปกติถ้าน้ำไม่ท่วม ไม่รู้ว่าทั้งชีวิตนี้วันไหนจะได้มีโอกาสขึ้นรถทหารวิ่งลุยน้ำเข้าบ้านแบบนี้ ตรงแยกบางพูผมกับแฟนก็ไม่ได้อยากเข้าไปรับอาหารที่เค้าทำมาแจกผู้ประสบอุทกภัย แต่เค้าบังคับให้เข้าไปรับ ก็รับมาหนึ่งกล่อง คนไทยใจดีที่สุดในโลก

หลังจากโดดขึ้นรถของการไฟฟ้าได้ ผมซัดข้าวกล่องน่องไก่ทอดซะหมดเกลี้ยง (ไม่อยากให้เหลือทิ้งเป็นขยะ) เกือบชั่วโมงจากแยกบางพูไปถึงตลาดบางใหญ่ รอรถทหารปลายทาง 'ไทวัสดุ' มาทันคันที่กำลังจะออกก็จริง แต่ไม่มีที่แม้จะห้อยโหน ...คันต่อไปนานแน่

ตัดฉากข้ามเรื่องรถคันนั้นที่พาผมและแฟนไปจนถึง 'ไทวัสดุ' บนถนนกาญจนาภิเษก เก็บไว้เล่าในน้ำถัดไปดีกว่า

ก่อนหน้าจะมาถึงวันนี้ แม่ยายเล่าให้ฟังว่าในหมู่บ้านบัวทองธานี (ที่หมายของผม) มีจระเข้ว่ายวน คนเห็นกันเยอะ แต่อารมณ์ผมตอนเดินลุยน้ำระดับเกือบหน้าอกแบกเป้หนักอึ้งอีกใบ ระยะทาง ๒ กิโลเมตร ประมาณว่า ผืนน้ำออกจะกว้างใหญ่ คนเป็นพันเป็นหมื่นเดินลุยน้ำ ถ้าเป็นกูเจอไอ้เข้ก็ถือว่าถึงคราวซวยช่วยไม่ได้แล้วล่ะ เป็นไงเป็นกัน เดินหน้าแล้วไม่มีถอยหลัง

กว่าจะเดินเข้าไปถึงบ้านแม่ยาย ฟ้ามืดไปนานแล้ว ยังไม่รู้ว่าขากลับออกไปจะมีรถกลับรึเปล่า (จำเป็นต้องกลับ เพราะห่วงลูกซึ่งทิ้งไว้ที่บ้านย่า) เดินแบกเป้ฝ่าน้ำเชี่ยวยังไม่ทันถึงดี มีเรือเครื่องรับจ้างแล่นผ่านเข้าไปในหมู่บ้าน แฟนผมได้ขอเบอร์คนขับเอาไว้ กะว่าถ้าหมดแรง คงต้องยอมจ่ายหัวละหลายร้อยตอนขากลับออกมา เพราะไม่ไหวแล้วจริงๆ

ยังไม่ทันถึงบ้าน พี่หนวดโชเฟอร์เรือจ้างลำนั้น ก็บอก เอ้า! ขึ้นมาเลย ซอย ๔ อีกนิดเดียวเดี๋ยวผมพาไปส่งแล้วจะได้รอรับกลับออกมาด้วยเลย วันนั้นสรุปว่าลูก (แฟนผม) ได้มาเจอแม่ (แม่ยาย) แค่ชะเง้อคอคุยกัน แม่อยู่บนชั้น ๒ ลูกอยู่บนเรือรับจ้างข้างบ้าน รับส่งของกันด้วยถังผูกเชือกห้อยลงมา

ฉากภาพนั้นทำผมเกือบกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ ลูกสาวคนเดียว ที่ไม่ได้มีโอกาสจะมาร่วมวิบากกรรมน้ำท่วมกับแม่ (ตัวคนเดียวเหมือนกัน) แกมีแค่หมาแมวเป็นเพื่อน น้ำตาเผลอเอ่อล้นไหลเป็นสาย ผมสงสารทั้งลูกและแม่จับใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากกว่านั้น ได้แต่ปลอบใจ ว่าวันหน้าเราจะเข้ามาใหม่ ไม่ให้ค่ำแบบนี้ -- ยอมรับเลยครับว่าแม่ยายผมแกร่งจริงๆ

ก่อนหันหัวเรือกลับออกมา มิลืมที่แม่จะอวยพรวันคล้ายวันเกิด ให้ลูกมีความสุขและแคล้วคลาดปลอดภัย


น้ำใจ


คนไทยร่ำรวยน้ำใจมาช้านาน ผมยังคงรับรู้และสัมผัสได้แม้ในปัจจุบัน ที่ดูเหมือนคนส่วนใหญ่โดยเฉพาะสังคมเมืองจะต่างคนต่างอยู่ ผู้คนใส่ใจคนรอบข้างน้อยลง แค่คนหนุ่มบนรถเมล์ที่ลุกให้คนแก่ เด็ก หรือผู้หญิงนั่ง กลับกลายเป็นเรื่องแสนดีที่ทำได้แสนยากซะงั้น

กับเหตุภัยพิบัติที่ไม่ว่าจะเกิดขึ้นครั้งใดในประเทศไทยเรา ยอดบริจาคจากทุกสารทิศทั่วไทย มันมากมายมหาศาล คำถามอยู่แค่ว่า เงินก้อนใหญ่ขนาดนั้นถูกบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน ไม่ตกหล่นสูญหาย (ใครซักคนตั้งใจ) หรือถูกนำไปใช้ทางการเมือง ก็โอเคแล้วล่ะ

กับมหาอุทกภัยครั้งนี้ ไม่ว่าในพื้นที่ไหนสังคมไหนที่ได้รับผลกระทบ พวกเรายังคงเห็นได้ว่าประเทศไทยของเรา ยังคงเป็นสังคมอุดมน้ำใจ ความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน คนกับคน คนกับชุมชน ชุมชนกับชุมชน

ผมเองก็เป็นผู้ประสบภัยหนักในระดับหนึ่ง มีพรรคพวกเพื่อนฝูง พี่ๆ น้องๆ ที่นับถือ เสนอตัวจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือตลอดเวลา ซึ้งใจและขอบคุณจริงๆ ครับ สำหรับพวกเราเอง นี่อาจจะเป็นเรื่องที่ธรรมดามากคงเพราะเราชิน แต่เสน่ห์สุดๆ ของชาติไทยเราที่ต่างชาติเค้าหลงนักหลงหนาก็เรื่องนี้แหละ

ประสบการณ์น้ำใจในน้ำท่วมของผมวันนั้น บันทึกไว้ในความทรงจำครับว่าจะไม่มีวันลืม รถบรรทุกทะเบียนนครปฐมคันนั้น (ช่างบังเอิญจริงๆ ที่ได้อาศัยไป-กลับกับรถคันนี้) จะไม่ลืมข้าวกล่องปลาทูทอดจากจังหวัดตราดในค่ำคืนนั้น จะไม่ลืมภาพความช่วยเหลือของพี่น้องผู้ประสบภัยน้ำท่วมซึ่งมีให้กันและกันตลอดการเดินทาง

ที่ฉงนมากแม้จะมีเหตุผลอธิบายได้ในตัวมันเองก็คือ ทำไมในชุมชนๆ หนึ่งที่เคยซาบซึ้ง และมีน้ำใจให้กันมาตลอดระยะเวลากว่าสิบปี มาวันนี้ถึงเปลี่ยนแปลงไปจากหน้ามือเป็น... ได้ซะขนาดนั้น ทั้งๆ ที่ผู้คนในชุมชนหลายคนยังคงหน้าเดิมๆ

...

น้ำใจ ต้องกลั่นออกมาจาก...หัวใจ !!!

Saturday, July 16, 2011

"Asalha Puja" Way

[รำพึง]

...

ทุกวันนี้คงไม่ต้องสำคัญตัวเองเลยครับว่า เราจะสามารถคิดหรือทำอะไรที่มันแตกต่างได้ง่ายๆ เพราะผู้คนมากมายเหลือเกิน หากอยากสุดโต่งโด่งดัง คงต้องออกแรงหนักและเหนื่อย และก็ไม่แน่ว่าจะโป๊ะเชะเสมอไป (ออกจะแป้กซะมากกว่า)

...

วันสำคัญทางศาสนา อาสาฬหบูชาทั้งที ต้องมีเซอไพร้ซ์ ตั้งใจว่า ๙ วัดสบายๆ เตรียมชุดสังฆทานไว้ เดินทางไปอยุธยา ระหว่างทางถ้าเห็นป้ายบอกทางไปวัด ที่ดูแล้วไม่ฮอต กะว่าเลี้ยวเข้าไปเลยครับ ถึงแล้วแอบสำรวจ และหากเห็นว่าญาติโยมมากันน้อย แบกเทียนที่เตรียมไว้เข้าไปถวายกันเลย

สุดท้ายได้แค่ ๖ วัดเอง ยังไม่ถึงตัวเมืองอยุธยาเลยด้วยซ้ำ -- ไม่เป็นไร พระคุณเจ้าวัดสนามไชยบอกว่า ระหว่างพรรษาก็สามารถถวายเทียนได้อยู่ ญาติโยมเข้าใจผิดกันไปเองว่าจะถวายเทียนให้วัด ต้องถวายก่อนเข้าพรรษา แต่ไหนๆ แล้ว เราได้ถวายเทียนกันที่วัดสิงห์สุทธาวาส ซึ่งเป็นวัดสุดท้ายนั่นเอง (เพราะเป็นวัดที่ดูแล้วยังขาดปัจจัยมากที่สุดใน ๖ วัดที่เราได้ไป)

  • วัดป่าภูริทัต
  • วัดท้ายเกาะใหญ่
  • วัดกร่าง
  • วัดโบสถ์
  • วัดสนามไชย
  • วันสิงห์สุทธาวาส

วัดสนามไชย (บางไทร) คือ วัดที่ไปแล้วป๊ะญาติโยมน้อยที่สุด คือ ประมาณ 3 คณะเท่านั้น วัดนี้แหละที่ผมประทับใจพระคุณเจ้ามากที่สุด คงเพราะมีคนน้อยนั่นแหละ ท่านถึงพอมีเวลาพูดคุยด้วยได้

...

[แผนที่]





[เวียนเทียน]

วัดท่าอิฐ วัดประจำของครอบครัว


Tuesday, June 07, 2011

My First Note on Facebook

วันนี้คิดอะไร (คิดไม่น้อยลงแต่น้อยเรื่อง ทำให้เขียนได้น้อยลง) ผมบันทึกไว้ที่ note ของ facebook

Saturday, April 16, 2011

สุขเขา ไม่เกี่ยวกับ ทุกข์เรา

"หญ้าบ้านคนอื่นเขียวกว่าหญ้าบ้านเราเสมอ" ... โดยเฉพาะหญ้าบ้านข้างๆ

แล้วทำยังไง -- ต้องดิ้นรนทำให้หญ้าบ้านเราเขียวกว่าให้ได้ ถ้าทำไม่ได้ก็ฟูมฟายไป ใครจะแล ก็ requirement เธอไม่เคยนิ่ง



ป้าใสร้านขายของชำ มีกำไรวันละสี่ซ้าห้าร้อย หนี้ก็ไม่มี หลานกำลังน่ารัก ลูกสาวลูกชายทำงานกันหมดแล้ว แถมให้เงินเดือนใช้ทุกเดือน ผมไปซื้อของร้านแกทีไร ได้ยินแกบ่นทุกครั้ง ข้างบ้านป้าอะนะ ขนาดเป็นหนี้ ทั้งนอกระบบในระบบ มีกินมื้อ ไม่มีกินหลายมื้อ แต่พอตกเย็นย่ำค่ำ ตั้งวงร่ำเบียร์ เฮ-ฮาศาสตร์ คิกคักๆ กันแทบทุกวัน ... "ป้าอิจฉา"

คนเราส่วนใหญ่นั้นมักเป็นอย่างนี้
- ทำไมแฟนเรามันบื้อ ไม่โรแมนติก มีดอกไม้มาให้ เหมือนแฟนคนอื่นเค้าบ้าง
- ทำไมลูกเรามันไม่น่ารักเชื่อฟังเหมือนลูกคนอื่นเค้าอะ ดื้อก็เท่านั้น ขี้เกียจก็เท่านั้น
- ทำไมชีวิตเราไม่ราบรื่นเหมือนคนอื่นเค้านะ อุปสรรคขวากหนามมันเยอะซะเหลือเกิน

เป็นตัวของตัวเองกันกันเถอะพ่อแม่พี่น้อง "สุขของเขา ไม่ใช่ทุกข์ของเรา" อย่ามัวแต่ไหว้พระภาวนาขอนั่นขอนี่อยู่เลย อยากได้อะไรก็ทำเอา แล้วความสุขทีเราสามารถทำได้เองน่ะ ดีที่สุดแล้ว ฝึกบ่อยๆ ทำบ่อยๆ อีกหน่อยก็คล่อง

ถ้าสุขไม่ได้ก็เอาอย่างผม -- ฉันมีความสุขบนทุกข์ของตัวเอง -- คิดบวกแบบเดิมๆ ปัญหาและอุปสรรคคือโอกาสในการเรียนรู้ของชีวิต เท่านั้นเอง แม้สุดท้ายแก้ไม่ได้ ก็เลิกรากันไปทำใจยอมรับให้ได้ซะ แค่นั้นก็จบ (พูดง่าย ทำยากฉิบ)

...

หยุดยาวช่วงสงกรานต์ เหงามากมาย เพราะไม่ได้อยู่กับเธอ (เธอชื่อ "ลำพัง")

Sunday, March 20, 2011

ลืมบท

กว่า 2-3 ปีมานี้ ผมเล่นบท "พ่อ" จนชิน อินเกินจนลืมบท "ลูก"

แม่ไม่ค่อยสบาย ตามประสาคนสูงอายุ เพียงแค่ลูกๆ แวะมาหา ร่วมล้อมวงกินข้าวกินปลา แม่ดุจดั่งว่าได้รับยาวิเศษ

Wednesday, March 02, 2011

Short Note of Writing Proposal

short note จากคอมเม้นในที่ประชุม (สดๆ ร้อนๆ)
  • ปัญหาคืออะไร
  • วัตถุประสงค์ focus on ปัญหา
  • ประโยชน์แต่ละข้อต้องยันกันกับวัตถุประสงค์
  • ต้องมีผลลัพธ์ของแต่ละงาน (scope of work) -- เปรียบเทียบแล้วได้อะไร สิ่งที่แตกต่างคืออะไร
  • รายงานอันไหนเป็นของ scope of work ไหน
  • สรุปรวมผลลัพธ์ของงาน สิ่งที่ได้คิดเป็นมูลค่า/คุณค่า เท่าไร
  • สิ่งที่เป็นเงื่อนไขฝั่งลูกค้า (ใช้คำว่า request แทน problem, condition)
  • โครงสร้างทีมทำงานโครงการ (ทั้ง 2 ฝั่ง)
  • คือ ...สิ่งที่ลูกค้าอยากทำ คิดจะทำ แต่เราทำแทน เพื่อนำเสนอผู้มีอำนาจอนุมัติ

Friday, February 18, 2011

(แค่)ลูกรับประกาศนียบัตร

แม่: พ่อ ค่าเช่าชุดครุยรับประกาศนียบัตร 450 บาท
พ่อ: แค่ค่าเช่าเนี่ยนะ ไม่รับได้ปะ
แม่: ดูเหมือนเค้าจะบังคับ ถึงเค้าไม่บังคับ เด็กคนอื่นเค้ารับกันหมด พ่อจะไม่ให้ลูกรับหรือไง
พ่อ: !@#$%

...

พ่อ: แม่ วันเสาร์ที่ลูกรับประกาศนียบัตร พ่อติดอบรมสำคัญของบริษัทฯ นะ คงไปไม่ได้แน่แล้ว
แม่: อ้าว! แล้วใครจะถ่ายรูปให้ลูกล่ะ ขอเลื่อนไม่ได้เหรอ งานลูกมีแค่หนเดียวนะ โรงเรียนเค้าคงเลื่อนงานของลูกให้พ่อไม่ได้หรอก
พ่อ: ก็แม่ไง แม่ก็ถ่ายได้ ให้พ่อแม่คนอื่นถ่ายลูกกับแม่ให้ก็ได้ อบรมมี 2 รอบ แต่อีกรอบนึงก็ชนกับวันที่เราไปเที่ยวต่างจังหวัดพอดี รอบนั้นยิ่งหนัก ชนทั้งศุกร์เสาร์เลย 2 วัน
แม่: ไม่เข้าก็ไม่ได้ ?
พ่อ: ไม่เข้าอบรมก็ได้ แล้วก็ไม่ต้องเข้าบริษัทฯ อีกเลยไง
แม่: !@#$%

...

แม่: เอ้อ! ลูกคิดได้รับรางวัลเด็กที่มีพัฒนาการดีเด่นด้วยนะพ่อ
พ่อ: อะไรนะ ที่ไหนอะ
แม่: ก็วันที่จะรับประกาศนียบัตร ลูกได้รับรางวัลเด็กที่มีพัฒนาการดีเด่นด้วย มีเด็กแค่ 5 คน จากหลายร้อยคน ลูกคิดเป็นหนึ่งในนั้น
พ่อ: อ้าว! เหรอ มีใครบ้างละ
ลูก: มีหนู มีเชียร์ มีพร มีแซนต้า และก็...
แม่: วันรับประกาศนียบัตร เพื่อนลูกคิด เจ้าเก้า มีปู่ย่าตายายพ่อแม่มากันครบ ส่วนจ๋ามีตากับยายมาจากต่างจังหวัด แต่ลูกคิด ได้รับรางวัลพิเศษ จะมีแม่เพียงคนเดียว
พ่อ: !@#$%

...


ผมไม่เห็นด้วยกับการสร้างค่านิยม หลงใหลได้ปลื้มกับงานรับปริญญาบัตรมานานแล้ว แต่ก็ไม่สามารถทำตัวหลุดพ้นได้ (ทั้งๆ ที่ใจไปนานแล้ว) ยุคนี้สมัยนี้ มีแม้กระทั่งงานรับประกาศนียบัตรของอนุบาล ซึ่งชีวิตผมคงต้องรอวันตายนั่นละ ถึงจะเอาตัวหลุดพ้นจากค่านิยมพวกนี้ได้

แต่พอลองมานึกย้อนกลับไป ในช่วงที่เราอายุเท่าลูกตอนนี้ ผมเรียนเก่ง สอบได้ที่หนึ่ง ได้ขึ้นรับรางวัลเรียนดีบนเวทีในงานโรงเรียนเป็นประจำ แต่ไม่เคยมีแม้ซักครั้งที่พ่อหรือแม่ ใครซักคนเข้าไปร่วมในงาน จนหลายครั้งผมก็ชิน กลับบ้านไปประกาศนียบัตรเป็นแค่กระดาษใบเดียว ที่ไม่ได้มีคุณค่าอะไรกับครอบครัวเลย แต่ลึกๆ แล้ว ครั้งใดหนใดที่เปรียบเทียบกับครอบครัวของเพื่อนๆ มันก็ทำให้รู้สึกน้อยใจพ่อแม่ขึ้นมาเหมือนกัน -- กว่าจะเข้าใจเลิกน้อยใจพ่อแม่ได้ ผมเองก็ใช้เวลาเป็น 10 ปีเลยทีเดียว

เคลียกันแล้ว อธิบายกันแล้ว ลูกคิดกับแม่ดูเหมือนจะเข้าใจพ่อ แต่กลัวว่าพอถึงวันงาน บรรยากาศรอบๆ ตัวจะพาลพาให้แม่และลูกเกิดน้อยใจพ่อขึ้นมา (แล้วก็เก็บเอาไว้) น่ะสิ

-- อีกหนึ่งบททดสอบความแข็งแกร่งของจิตใจสำหรับครอบครัว --

Friday, February 11, 2011

คันหัวเข่า เกาหัวใจ

"จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว" -- ผมยังจำแม่นกับวลีนี้จากเสียงของน้า..กัลยาณมิตร แม้ว่าเวลาจะผ่านมา 3 ปีแล้วก็ตาม

ผมขึ้นรถเมล์ถามผมเหนื่อยมั้ย...เหนื่อย เวลายืนนานๆ เมื่อยมั้ย...โคตรเมื่อยและโคตรปวดขาปวดเข่า

ลองนึกภาพดูนะคุณเอ๊ย ในวันที่ฝนตกหนักๆ หน้าต่างทุกบานถูกปิดหมด ผมยืนโหนรถเมล์ร้อนที่ทั้งแน่น (หนีลงมาเดินก็ไม่ได้ ฝนฟ้ากำลังลงหนัก) การจราจรของถนนแทบทุกสายในกรุงเทพฯ เป็นอัมพาต พากันจอดสนิทติดอยู่แต่ละแยกนานนับครึ่งชั่วโมงหรือเป็นชั่วโมง แม้จะขึ้นรถก่อนฝนตก แต่ตัวผมก็เปียกโชกเพราะน้ำเหงื่อตัวเอง ดูด้วยตาแยกไม่ออก คิดว่าเปียกฝน แต่พิสูจน์จากกลิ่น ชัดเจนครับพี่น้อง

สาธยายมาแค่อยากให้นึกภาพออกว่า กายาลำบากหนักหนาขนาดไหน ในกิจวัตรการเดินทางไป-กลับออฟฟิศทุกวันจันทร์-ศุกร์ของผม (เพราะงี้ผมถึงชอบรำพึง "จงเป็นศุกร์ เป็นศุกร์เถิด อย่าได้เป็นจันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสฯ เลย) บ่อยครั้งผมเอาจิตขึ้นมาข่มอาการทางกายทั้งหลายแหล่ ไม่ว่าจะคัน เหนื่อย เมื่อย ปวด -- อยากบอกว่า ได้ผลเหมือนกันนะ แม้จะไม่หายเป็นปลิดทิ้ง แต่ช่วยให้ทุเลาได้พอประมาณ

อาการคันที่ขาที่เข่ามันมาเอง เดี๋ยวมันก็หายได้เอง ถ้าใจเราหายคันซะก่อน อาการปวดมันมาเองได้ มันก็หายเองได้ ถ้าใจเราไม่ปวด -- ไม่รู้สินะ ว่าคิดไปเองรึเปล่า แต่ผมทำบ่อยแทบทุกวัน โดยเฉพาะตอนที่อยู่บนรถเมล์

แต่ไม่ใช่ไม่ล้าไม่เหนื่อยนะครับ มันก็ล้า มันก็เหนื่อย เหมือนปกติทั่วไป เพียงแต่พอกลับถึงบ้าน นาย(จิต)ก็ปล่อยบ่าว(กาย)ไปพักผ่อนตามอัธยาศัย

ไม่รู้นะครับว่าเวลาเจ็บป่วยหนักๆ ผมจะสามารถใช้วิธีการแบบนี้ช่วยได้บ้างรึเปล่า แต่ยังไม่อยากลองซักเท่าไหร่นักหรอก

Tuesday, January 18, 2011

ทำไมตื่นเช้า

การเป็นคนตื่นเช้าหรือตื่นสาย ผมมองว่าเป็นเรื่องของสันดาน แต่ไม่ได้หมายความว่าคนตื่นเช้าสันดานดี คนตื่นสายสันดานเสียนะครับ ผมหมายถึงมันเป็นนิสัยที่อยู่ลึกมาก เปลี่ยนไม่ง่าย (แต่ก็ไม่ยากเกินไป โดยเฉพาะในเด็กเล็ก)

อยากให้ลูกเป็นคนตื่นเช้า ก็ต้องปลูกฝัง ("ฝัง" ลงไปให้ลึกๆ จนกลายเป็น "สันดาน") ประโยชน์ของการตื่นเช้า นอกจากมีโอกาสสูดอากาศบริสุทธิ์มากกว่าแล้ว สิ่งที่เป็นนัยสำคัญสำหรับผมคือ เวลา มีเวลาคิด เวลาทำอะไร มากกว่าคนตื่นสาย ถึงแม้จะเข้านอนเร็วกว่าก็ตาม เรื่องนี้คงแล้วแต่ว่านาฬิกาชีวิตของแต่ละคนเป็นอย่างไรด้วย

...

พูดถึงเรื่องการปลูกฝัง ผมมีประสบการณ์ตรงมาเล่าสู่กันฟัง เกี่ยวกับสำนวน "walk the talk" [ทำตัวเป็นแบบอย่าง]

พ่อ (ตัวผมเอง) เป็นคนตื่นเช้า ออกจากบ้านไปโรงเรียนหรือไปทำงาน หรือนัดกับใคร ตลอดชีวิต ไปสายหรือผิดนัดแทบนับครั้งได้ ช่วงที่ผ่านมาลูกคิด (ลูกผมเอง) เข้าโรงเรียน และแม่ (แฟนผมเอง) เป็นคนมีหน้าที่ไปส่งและรับลูก เชื่อมั้ยครับ! ลูกผมไปทันเคารพธงชาติ นับครั้งได้เหมือนกัน เพราะอะไร เพราะว่าแม่เป็นคนมีนิสัยเข้านอน-ตื่นนอนไม่เป็นเวลา ช่วงเวลาของการตื่นเป็นได้ตั้งแต่ตีห้าไปจนถึงสิบโมงเช้า เช่นกันเวลาเข้านอนเป็นไปได้ตั้งแต่สองทุ่มยันตีสอง

ช่วงนั้นเอง ผมเป็นกังวลมาก กลัวว่าลูกจะกลายเป็นคนติดนิสัยตื่นสาย นัดใครก็ไปสาย ให้อีกฝ่ายต้องรอตลอด -- สิ่งที่ผมทำก็คือ เปลี่ยนเวลาออกจากบ้านจากออกเช้า (ก่อนลูกเมียจะตื่น) ไปถึงที่ทำงานแต่เช้าเป็นออกสาย ออกจากบ้านพร้อมหรือหลังจากที่แม่กับลูกออกไปโรงเรียนแล้ว ประมาณว่าอยู่คอยปลุกและกดดันเพื่อให้ลูกไปทันเคารพธงชาติ แต่ก็ต้องแลกด้วยการไปถึงที่ทำงานสายทุกวัน (ช่วงนั้นลูกน้องผมหลายคน พากันเข้าทำงานสายไปด้วย)

เช้าวันหนึ่ง ขณะกำลังสอนลูกว่า เป็นเด็กนักเรียนที่ดีควรไปให้ทันเคารพธงชาติ ลูกคิดตั้งคำถามกลับว่า แล้วพ่อทำไมไปทำงานสายละคะ -- อึ้ง ครับพี่น้อง พูดไม่ออก ... walk the talk, walk the talk, walk the talk โอ๊ย! walk the talk

หลังจากวันนั้นมา ผมออกจากบ้านแต่เช้า (ก่อนลูกตื่น) ไปทำงานเช้าเหมือนเดิม ทำตัว walk the talk เป็นแบบอย่างให้ลูกดู ส่วนอนาคตกับความหวังว่าลูกจะเป็นคนตื่นเช้า คงต้องฝากให้คนอยู่ใกล้คือแม่เค้า ช่วย walk the talk ด้วยอีกคน (ริบหรี่เหลือเกิน)

แม้ว่าลูกคิดจะหน้าตาถอดแบบพ่อมากกว่าแม่ แต่นิสัยกลับคล้ายไปทางแม่ เพราะว่าอยู่ด้วยกันมากกว่า

...

จะฝึกให้ลูกหลานตื่นเช้าได้เนี่ย ก็ต้องให้เค้าเข้านอนตั้งแต่หัวค่ำ แต่ลูกคิดก็มีเหตุผล (ข้ออ้าง) ของการตื่นสายว่าเพราะเข้านอนดึก แล้วคำถามก็คือว่า ทำไมเข้านอนดึก