Friday, February 11, 2011

คันหัวเข่า เกาหัวใจ

"จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว" -- ผมยังจำแม่นกับวลีนี้จากเสียงของน้า..กัลยาณมิตร แม้ว่าเวลาจะผ่านมา 3 ปีแล้วก็ตาม

ผมขึ้นรถเมล์ถามผมเหนื่อยมั้ย...เหนื่อย เวลายืนนานๆ เมื่อยมั้ย...โคตรเมื่อยและโคตรปวดขาปวดเข่า

ลองนึกภาพดูนะคุณเอ๊ย ในวันที่ฝนตกหนักๆ หน้าต่างทุกบานถูกปิดหมด ผมยืนโหนรถเมล์ร้อนที่ทั้งแน่น (หนีลงมาเดินก็ไม่ได้ ฝนฟ้ากำลังลงหนัก) การจราจรของถนนแทบทุกสายในกรุงเทพฯ เป็นอัมพาต พากันจอดสนิทติดอยู่แต่ละแยกนานนับครึ่งชั่วโมงหรือเป็นชั่วโมง แม้จะขึ้นรถก่อนฝนตก แต่ตัวผมก็เปียกโชกเพราะน้ำเหงื่อตัวเอง ดูด้วยตาแยกไม่ออก คิดว่าเปียกฝน แต่พิสูจน์จากกลิ่น ชัดเจนครับพี่น้อง

สาธยายมาแค่อยากให้นึกภาพออกว่า กายาลำบากหนักหนาขนาดไหน ในกิจวัตรการเดินทางไป-กลับออฟฟิศทุกวันจันทร์-ศุกร์ของผม (เพราะงี้ผมถึงชอบรำพึง "จงเป็นศุกร์ เป็นศุกร์เถิด อย่าได้เป็นจันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสฯ เลย) บ่อยครั้งผมเอาจิตขึ้นมาข่มอาการทางกายทั้งหลายแหล่ ไม่ว่าจะคัน เหนื่อย เมื่อย ปวด -- อยากบอกว่า ได้ผลเหมือนกันนะ แม้จะไม่หายเป็นปลิดทิ้ง แต่ช่วยให้ทุเลาได้พอประมาณ

อาการคันที่ขาที่เข่ามันมาเอง เดี๋ยวมันก็หายได้เอง ถ้าใจเราหายคันซะก่อน อาการปวดมันมาเองได้ มันก็หายเองได้ ถ้าใจเราไม่ปวด -- ไม่รู้สินะ ว่าคิดไปเองรึเปล่า แต่ผมทำบ่อยแทบทุกวัน โดยเฉพาะตอนที่อยู่บนรถเมล์

แต่ไม่ใช่ไม่ล้าไม่เหนื่อยนะครับ มันก็ล้า มันก็เหนื่อย เหมือนปกติทั่วไป เพียงแต่พอกลับถึงบ้าน นาย(จิต)ก็ปล่อยบ่าว(กาย)ไปพักผ่อนตามอัธยาศัย

ไม่รู้นะครับว่าเวลาเจ็บป่วยหนักๆ ผมจะสามารถใช้วิธีการแบบนี้ช่วยได้บ้างรึเปล่า แต่ยังไม่อยากลองซักเท่าไหร่นักหรอก

No comments: