Wednesday, October 26, 2011

น้ำท่วม น้ำลาย น้ำตา น้ำใจ

น้ำท่วม

ผมย้ายมาอยู่ซอยท่าอิฐตั้งแต่กลางปี ๒๕๔๕ ชอบเกาะกลางถนนเมนที่ปลูกต้นไม้เอาไว้ ทำให้บรรยากาศดูร่มรื่น และเป็นที่บังตาระหว่างบ้านเรากับบ้านฝั่งตรงกันข้าม ทำให้ลดระแวงว่าอาจจะมีใครแอบมองเราอยู่ ช่วยได้ในระดับหนึ่ง

บอกเล่ากันว่าปี ๒๕๓๘ ซอยท่าอิฐก็หนีไม่พ้นภัยอุทก ใครที่อยู่ในซอยต้องนำรถยนต์ออกไปจอดบนถนนรัตนาธิเบศร์ และใช้เรือพายเป็นพาหนะหลัก เพื่อออกสู่โลกภายนอก แต่ซอยไทรม้าซึ่งอยู่ตรงข้ามกับซอยท่าอิฐ (คนละฝั่งของถนนรัตนาธิเบศร์) กลับแห้งสนิท

ตอนที่ตกลงซื้อบ้านหลังนี้ ผมเห็นเต้าเสียบไฟฟ้าซึ่งอยู่ระดับประมาณหน้าแข้งอยู่ ๔ จุด สำรวจร่องรอยก็ไม่เห็นคราบน้ำแต่อย่างใด เพื่อนบ้านก็บอกว่าระดับน้ำที่ท่วมในบ้านเมื่อปี ๓๘ มันไม่ถึงเต้าเสียไฟฟ้าตัวต่ำสุด -- สบายใจประมาณหนึ่ง คิดว่ายังไงซะถ้ามีน้ำท่วมอีกกี่รอบก็ไม่น่าจะเกินระดับเดียวกับปี ๓๘

...

มาปีนี้ก่อนที่น้ำจะมาถึง สภากาแฟยังมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าแม้จะท่วม แต่สำหรับหมู่บ้านเรา โดยเฉพาะในบ้านน้ำไม่สูงเกินตาตุ่มแน่นอน -- "เอาอยู่"

วันศุกร์ที่ ๗ ตุลาคม กลับจากที่ทำงานถึงบ้านตอนค่ำๆ เป็นวันแรกที่เห็นระดับน้ำท่วมเอ่อ (ล้นออกจากท่อระบายน้ำ) บนถนนหน้าบ้าน แล้วทำให้ผมมั่นใจว่าปีนี้ต้องเจอกับอุทกภัยแน่นอน แต่ก็ยังเชื่อเต็มร้อยว่าไม่ท่วมมากมาย แต่พอเช้าวันเสาร์ที่ ๘ เพียงเวลาตีสี่กว่าผมและแฟนตื่นขึ้นมาก็ได้พบวันมามากของน้ำเป็นครั้งแรกตั้งแต่มาอยู่ที่นี่

ภาพชุดแรกชัดๆ น้ำท่วมถนนหน้าบ้าน
(ตอนที่ถ่าย ผมยังคิดว่าคงได้ถ่ายแค่นี้แหละ ตื่นเต้นแล้ว)

สิ่งแรกที่เป็นกังวลและจำเป็นต้องทำคือ นั่งเฝ้าระดับน้ำว่าเมื่อไหร่มันเริ่มจะเป็นอันตรายกับรถยนต์ คงต้องพารถหนีไปจอดตรงที่ที่พื้นมันสูงกว่าหน้าบ้าน สุดท้ายผมกับแฟนก็วนรถลุยน้ำประมาณหน้าแข้ง ออกไปดูถนนในซอยท่าอิฐและได้แวะซื้อดินน้ำมันที่ตลาดเข้ามาเตรียมพร้อม(อุด) พอกลับเข้ามาในหมู่บ้านก็เลยนำรถไปจอดไว้แถวสนามเด็กเล่นท้ายหมู่บ้าน เนื่องจากพื้นถนนสูงกว่า ระดับน้ำบริเวณนั้นยังแค่นิดเดียว

เช้าตรู่วันเดียวกัน คณะกรรมการนิติบุคคลหมู่บ้านวิ่งกันให้วุ่น รวมพลกันไปช่วยบรรจุกระสอบทรายเพื่อทำคันกั้นน้ำด้านหลังหมู่บ้าน ใจผมเริ่มหวั่นไหว (อาจเป็นเพราะไม่เคย เลยทำใจไม่ถูก) ภาพที่เค้าพูดกันว่า คนซอยท่าอิฐต้องพายเรือออกมา ตอนปี ๓๘ เริ่มปรากฏให้เห็นชัดมากขึ้นในจินตนาการผม -- ลึกๆ แล้วที่จริงก็คิดเหมือนกันนะว่า จะเป็นไรไปถ้าจะเจอน้ำท่วมหนักซักครั้ง ชีวิตนี้

ก็แค่น้ำท่วม
ภาพชุดน้ำท่วมสูงในบ้าน
(ยังเฉยๆ นะครับ เพราะน้ำยังไม่เน่ามาก)


น้ำลาย

"คนอื่นเค้าช่วยกันเป็นพัน มึงไม่ต้องพูดเลย มึงไม่ช่วยอะไร อยู่เฉยๆ ไปเลยดีกว่า" -- หนุ่มนุชกรรมการหมู่บ้านชุดปัจจุบัน สบถใส่พี่จู๊ดอดีตกรรมการหมู่บ้าน ที่เค้าก็ทำทุกอย่างเพื่อหมู่บ้านเหมือนกัน

"เฮ้ย! มึงไม่ต้องมาขู่กู กูไม่ง้อมึงหรอกไอ้ตะหาน เงินเดือนมึงก็ภาษีกูทั้งนั้น แมร่ง...กูไม่ง้อมึงก็ได้ คนอื่นเค้าช่วยประชาชนมีเยอะแยะ" -- เสียงของป้าคนนึงแกอยู่แถวๆ บ้านกล้วย-ไทรน้อย ตะโกนด่าทหารที่พยายามใช้คำสั่งควบคุมประชาชนแถวบางใหญ่ซิตี้ ไม่ให้ลงมารอรถในถนน สุดท้ายพอแกไม่จำเป็นต้องไปรถทหาร แกก็เลยใส่ไม่ยั้ง

"ที่จริงแล้ว นี่ถ้าน้ำไม่ท่วม พวกเราคงไม่ได้มารวมกันได้เยอะแยะขนาดนี้ ไม่งั้นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ต่างคนก็ต่างเปิดแอร์ นอนดูทีวีสบายๆ อยู่บ้าน"

"อยู่หมู่บ้านไหนครับ ท่วมรึยัง ผมช่วยตักทราย แล้วขอแบ่งเชือกฟางบ้างได้มั้ย"

...

แน่นอนว่าเราไม่สามารถบังคับให้ใครสงบปากได้ (รวมถึงตัวเราเองในบางครั้ง) แต่เราเลือกที่จะฟังคนที่พูด และเลือกที่จะไม่ฟังคนที่พ่นได้นะครับ


น้ำตา

"น้ำท่วมน้องว่าดีกว่าฝนแล้ง พี่ว่าน้ำแห้ง ให้ฝนแล้งซะยังดีกว่า"

วันพุธที่ ๒๖ ตุลาคม เป็นวันคล้ายวันเกิดของภรรยาผม แต่กลับไม่รื่นรมย์เหมือนทุกปี วันนี้จำเป็นต้องเข้าไปบ้านแม่ยายที่บัวทองธานี เพื่อเอาบัตรประชาชนของป้า รวมทั้งยาโรคหัวใจ เพื่อส่งให้ป้าซึ่งอยู่ต่างจังหวัด ทั้งๆ ที่เมื่อวานเพิ่งโดนยกใหญ่ที่ออฟฟิศมา แต่ก็นะ เมื่อคิดและตัดสินด้วย 'หัวใจ' (ไม่ใช่แค่สมอง) ไม่ว่าใครก็ต้องไปกับคู่ชีวิต จริงมั้ยครับ

เมื่อลาหยุดงานแล้ว ต้องให้คุ้ม แวะเข้าไปดูบ้านที่น้ำท่วมด้วยเลยจะได้ไม่เสียเที่ยว ตื่นเต้นนะครับ ปกติถ้าน้ำไม่ท่วม ไม่รู้ว่าทั้งชีวิตนี้วันไหนจะได้มีโอกาสขึ้นรถทหารวิ่งลุยน้ำเข้าบ้านแบบนี้ ตรงแยกบางพูผมกับแฟนก็ไม่ได้อยากเข้าไปรับอาหารที่เค้าทำมาแจกผู้ประสบอุทกภัย แต่เค้าบังคับให้เข้าไปรับ ก็รับมาหนึ่งกล่อง คนไทยใจดีที่สุดในโลก

หลังจากโดดขึ้นรถของการไฟฟ้าได้ ผมซัดข้าวกล่องน่องไก่ทอดซะหมดเกลี้ยง (ไม่อยากให้เหลือทิ้งเป็นขยะ) เกือบชั่วโมงจากแยกบางพูไปถึงตลาดบางใหญ่ รอรถทหารปลายทาง 'ไทวัสดุ' มาทันคันที่กำลังจะออกก็จริง แต่ไม่มีที่แม้จะห้อยโหน ...คันต่อไปนานแน่

ตัดฉากข้ามเรื่องรถคันนั้นที่พาผมและแฟนไปจนถึง 'ไทวัสดุ' บนถนนกาญจนาภิเษก เก็บไว้เล่าในน้ำถัดไปดีกว่า

ก่อนหน้าจะมาถึงวันนี้ แม่ยายเล่าให้ฟังว่าในหมู่บ้านบัวทองธานี (ที่หมายของผม) มีจระเข้ว่ายวน คนเห็นกันเยอะ แต่อารมณ์ผมตอนเดินลุยน้ำระดับเกือบหน้าอกแบกเป้หนักอึ้งอีกใบ ระยะทาง ๒ กิโลเมตร ประมาณว่า ผืนน้ำออกจะกว้างใหญ่ คนเป็นพันเป็นหมื่นเดินลุยน้ำ ถ้าเป็นกูเจอไอ้เข้ก็ถือว่าถึงคราวซวยช่วยไม่ได้แล้วล่ะ เป็นไงเป็นกัน เดินหน้าแล้วไม่มีถอยหลัง

กว่าจะเดินเข้าไปถึงบ้านแม่ยาย ฟ้ามืดไปนานแล้ว ยังไม่รู้ว่าขากลับออกไปจะมีรถกลับรึเปล่า (จำเป็นต้องกลับ เพราะห่วงลูกซึ่งทิ้งไว้ที่บ้านย่า) เดินแบกเป้ฝ่าน้ำเชี่ยวยังไม่ทันถึงดี มีเรือเครื่องรับจ้างแล่นผ่านเข้าไปในหมู่บ้าน แฟนผมได้ขอเบอร์คนขับเอาไว้ กะว่าถ้าหมดแรง คงต้องยอมจ่ายหัวละหลายร้อยตอนขากลับออกมา เพราะไม่ไหวแล้วจริงๆ

ยังไม่ทันถึงบ้าน พี่หนวดโชเฟอร์เรือจ้างลำนั้น ก็บอก เอ้า! ขึ้นมาเลย ซอย ๔ อีกนิดเดียวเดี๋ยวผมพาไปส่งแล้วจะได้รอรับกลับออกมาด้วยเลย วันนั้นสรุปว่าลูก (แฟนผม) ได้มาเจอแม่ (แม่ยาย) แค่ชะเง้อคอคุยกัน แม่อยู่บนชั้น ๒ ลูกอยู่บนเรือรับจ้างข้างบ้าน รับส่งของกันด้วยถังผูกเชือกห้อยลงมา

ฉากภาพนั้นทำผมเกือบกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ ลูกสาวคนเดียว ที่ไม่ได้มีโอกาสจะมาร่วมวิบากกรรมน้ำท่วมกับแม่ (ตัวคนเดียวเหมือนกัน) แกมีแค่หมาแมวเป็นเพื่อน น้ำตาเผลอเอ่อล้นไหลเป็นสาย ผมสงสารทั้งลูกและแม่จับใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากกว่านั้น ได้แต่ปลอบใจ ว่าวันหน้าเราจะเข้ามาใหม่ ไม่ให้ค่ำแบบนี้ -- ยอมรับเลยครับว่าแม่ยายผมแกร่งจริงๆ

ก่อนหันหัวเรือกลับออกมา มิลืมที่แม่จะอวยพรวันคล้ายวันเกิด ให้ลูกมีความสุขและแคล้วคลาดปลอดภัย


น้ำใจ


คนไทยร่ำรวยน้ำใจมาช้านาน ผมยังคงรับรู้และสัมผัสได้แม้ในปัจจุบัน ที่ดูเหมือนคนส่วนใหญ่โดยเฉพาะสังคมเมืองจะต่างคนต่างอยู่ ผู้คนใส่ใจคนรอบข้างน้อยลง แค่คนหนุ่มบนรถเมล์ที่ลุกให้คนแก่ เด็ก หรือผู้หญิงนั่ง กลับกลายเป็นเรื่องแสนดีที่ทำได้แสนยากซะงั้น

กับเหตุภัยพิบัติที่ไม่ว่าจะเกิดขึ้นครั้งใดในประเทศไทยเรา ยอดบริจาคจากทุกสารทิศทั่วไทย มันมากมายมหาศาล คำถามอยู่แค่ว่า เงินก้อนใหญ่ขนาดนั้นถูกบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน ไม่ตกหล่นสูญหาย (ใครซักคนตั้งใจ) หรือถูกนำไปใช้ทางการเมือง ก็โอเคแล้วล่ะ

กับมหาอุทกภัยครั้งนี้ ไม่ว่าในพื้นที่ไหนสังคมไหนที่ได้รับผลกระทบ พวกเรายังคงเห็นได้ว่าประเทศไทยของเรา ยังคงเป็นสังคมอุดมน้ำใจ ความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน คนกับคน คนกับชุมชน ชุมชนกับชุมชน

ผมเองก็เป็นผู้ประสบภัยหนักในระดับหนึ่ง มีพรรคพวกเพื่อนฝูง พี่ๆ น้องๆ ที่นับถือ เสนอตัวจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือตลอดเวลา ซึ้งใจและขอบคุณจริงๆ ครับ สำหรับพวกเราเอง นี่อาจจะเป็นเรื่องที่ธรรมดามากคงเพราะเราชิน แต่เสน่ห์สุดๆ ของชาติไทยเราที่ต่างชาติเค้าหลงนักหลงหนาก็เรื่องนี้แหละ

ประสบการณ์น้ำใจในน้ำท่วมของผมวันนั้น บันทึกไว้ในความทรงจำครับว่าจะไม่มีวันลืม รถบรรทุกทะเบียนนครปฐมคันนั้น (ช่างบังเอิญจริงๆ ที่ได้อาศัยไป-กลับกับรถคันนี้) จะไม่ลืมข้าวกล่องปลาทูทอดจากจังหวัดตราดในค่ำคืนนั้น จะไม่ลืมภาพความช่วยเหลือของพี่น้องผู้ประสบภัยน้ำท่วมซึ่งมีให้กันและกันตลอดการเดินทาง

ที่ฉงนมากแม้จะมีเหตุผลอธิบายได้ในตัวมันเองก็คือ ทำไมในชุมชนๆ หนึ่งที่เคยซาบซึ้ง และมีน้ำใจให้กันมาตลอดระยะเวลากว่าสิบปี มาวันนี้ถึงเปลี่ยนแปลงไปจากหน้ามือเป็น... ได้ซะขนาดนั้น ทั้งๆ ที่ผู้คนในชุมชนหลายคนยังคงหน้าเดิมๆ

...

น้ำใจ ต้องกลั่นออกมาจาก...หัวใจ !!!

No comments: